240526-3-067 ทางเอกภาค3-ตอน067(หน้า282)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท057.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันที่ 26 พฤษภาคมพุทธศักราช 2524 ต่อจากนี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์ได้อบรมทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกเราก็มารับต่อวันแต่ละวันแต่ละวันแล้วก็มารับต่อถ้าเป็นดังนี้อยู่ทุกวันทุกวันทุกขณะนี้เราก็จะได้คนเพื่อเป็นหลักฐานเพื่อเป็นแกนของสังคมของมนุษย์ไปได้วันหนึ่งวันหนึ่งประมาณคนร้อยแต่ละวันแต่ละวันเราก็รับไปแล้วก็ประพฤติไป รู้ก็รู้ขึ้นทำก็ทำได้เพิ่มขึ้นมันจะทำได้เพิ่มขึ้นเพราะเราสำคัญในอิทธิบาทสำคัญในสัมมาวายามะและมันจะเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้เราจะมีแรงพยายามมีวิริยะมากอุตสาหะเยอะถ้าเราทำไม่ถูกหลักมันก็จะไม่เจริญถ้าเราทำถูกหลักก็จะเจริญถูกหลักก็คือเราก็ต้องมีสัมมาสติน่ะเป็นเครื่องห้อมล้อมที่ฟังไปก็ทำความเห็นให้ชัดแจ้งขึ้นทุกทีเป็นสัมมาทิฏฐิขึ้นทุกวันซ้ำซากสิ่งที่เป็นสัมมาทิฏฐิแล้วก็ ถ้าแน่ใจว่าผู้นำผู้สอนนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิเป็นสัตบุรุษและก็ได้พยายามแจกแจงสัทธรรมเรารับฟังไปปัญญาเราปฏิภาณเราเราก็ได้ฟังไปโดยคิดไปตามเราไม่ได้ถูกจูงจมูกเราไม่ได้งมงายแต่เราก็พยายามคิดจะพยายามตามก็ไม่เถียงไม่แย่งแต่ก็ใช้เหตุผลใช้ความรู้เท่าที่สามารถจะแยกรู้แยกถูกแยกผิดแยกชัดอยากเจออะไรลงไปทุกทีพร้อมกันนั้นเราก็จะมีประสบการณ์เราก็จะมีการได้สัมผัสได้รู้ได้เพิ่ม เป็นความจริงที่จะผนวกมีทั้งสิ่งที่เกิดนอกตัวเราและในตัวเราเข้ามายืนยันเป็นหลักฐานว่าเรามีความเห็นก็ถูกตรงเป็นประธานความพยายามของเราก็ไม่ถดถอยและเราก็ได้มีสติเป็นตัวนำทางการปฏิบัติองค์ประธานนั้นเป็นตัวชี้เป็นเหมือนเครื่องเครื่องให้เป็นเหมือนเข็มชี้ทิศเข็มทิศชี้ทางบอกควบคุมบอกทิศบอกแผนที่นั้นเป็นความเห็นที่ถูกความพยายามก็คือพยายามที่จะเดินทางพยายามที่จะก้าวไปข้างหน้าพยายามที่จะปฏิบัติพยายามที่จะสั่งสมพยายามที่จะให้ เกิดตามที่เราเห็นเรารู้ว่าต้องชี้ไป
อ่านต่อ
ทิศนี้ต้องก้าวไปถึงอย่างนี้ต้องให้เป็นอย่างนี้อย่างนี้เราก็พยายามแล้วเราก็มีความเห็นอย่างนั้นสติจะเป็นตัวเริ่มปฏิบัติสติสมโภชน์ชงจึงเป็นตัวเกิดแม้คุณเห็นดีเห็นชอบอย่างไรถ้าเผื่อว่าคุณไม่เริ่มพยายามและมีสติเป็นตัวเปิดทางเดินคุณไม่ได้เกิดพุทธะพุทธะจึงถือว่าสติปัฏฐานพุทธที่ถือว่าสติสัมโพชฌงค์เป็นตัวเอกเป็นตัวนำต้องมีสติอย่าให้สติตกแม้สติ มันก็อาจจะมีแรงรู้ที่รู้ตามที่มีสัมมาทิฏฐิพอสมควรแต่แรงเคยแรงชินแรงติดแรงยึดเก่าๆมันก็ยังเป็นแรงที่มีแรงแม้เราจะรู้ไหมแม้เราจะเห็นดีไหมด้วยปัญญาใหม่แต่ถ้าเกิดว่าเราเองเราไม่เปิดใจให้มันชัดเจนให้มีสติสัมปชัญญะโพลงแรงรู้แรงแรงเคยไม่แสดงรู้แรงเคยแรงชินแรงติดเก่าๆมันก็ยังจะทำงานของมันเป็นอัตโนมัติเป็นปกติสูงอยู่เพราะเราจะต้องพยายามเอาแรงรู้ที่เป็นแรงใหม่ปัญญาเนี่ยปัญญา เอาขึ้นมานำๆๆเจโตวิมุตติหรือว่าเจโตหรือจิตที่มันเคยมันเคยมันสั่งสมมันเป็นความชินชามันเป็นอัตตามันเป็นอัตโนมัติมันเป็นยุคเก่าเราจะต้องล้างเก่าร้านเก่าเปลี่ยนเก่าพยายามทำให้แจ้งเมื่อเราเข้ามานั่งเนี่ยมันนั่งอยู่ที่นี่เราเคยเคยมาถึงมาก็ทำอารมณ์เคยอัตโนมัติมันจะพาเคยเคยเสร็จแล้วเราเข้าที่จะเลิกสูบบุหรี่แล้วเราก็หลบแล้วก็ทีนี้ถ้าเราก็ฟุ้งซ่านหรือเราก็เป็นอะไรไปอย่างหนึ่งที่เราเองเราเป็นแล้วเราเสื่อมเป็นอกุศลเราเป็นนะเราไม่ได้เรื่องเราไม่ได้กำไรเราขาดทุน เราก็ต้องรู้ตัวทั่วพร้อมรู้กายเป็นภายนอกลูกกลายเป็นภายในรู้ให้ชัดแล้วก็รู้เวทนารู้ว่าอารมณ์ตอนนี้เรารู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ถ้าเรามีสัมมาทิฏฐิแล้วเราบอกเรามานั่งทำงี้เราทุกข์นะเราจะต้องฝืนเราก็จะเจอทุกข์ชัดๆเพราะมันไม่เป็นตามที่เราหมายไม่เป็นตามที่เรารู้ไม่เป็นตามที่เรามีสัมมาทิฏฐิมันไม่ตรงถ้ามันตรงกันกับสัมมาทิฏฐิแล้วมันไม่ฝืนไม่ฝืนไม่อะไรมันก็สบายไม่ถูกแล้วมันก็เจริญด้วยแต่ถ้าเราเป็นไม่ตรงมันก็รำคาญแย่งมีปฏิกิริยาลำบากลำบนอยู่นั่นแหละเพราะอารมณ์เคยเพราะความเสพเพราะความหลงเพราะความผิดเราก็ ตามที่เราติดตามที่เราลงเราต้องต่อสู้เราต้องจับตัวจริงมีอารมณ์นี้มาบีบบี้ขยี้ฆ่าเราจะเรียกอะไรก็ตามใจเปลี่ยนแปลงให้มันตายอันนั้นให้มันย้ายมันมีฤทธิ์มีแรงอย่าให้มันมีอำนาจให้มันดับฤทธิ์ดับแรงไปให้มันจืดจางเราจะเป็นยังไงก็เป็นไปได้ง่ายๆเราจะเลี้ยวก็เลี้ยวเราจะต้องกดตรงเราจะขึ้นบนก็ขึ้นบนเราจะลงล่างก็ลงล่างแล้วจะฟังก็ฟังแล้วจะทำงานอะไรเราก็ทำต้องให้มันได้จริงๆต้องให้มันได้จริงๆเราจึงจะถือว่าเราเป็นผู้ที่มีเจโตรไว้ 10 โตหรือเราไม่มีความเป็นทาสถ้าไม่เช่นนั้นเราก็ยังเป็นทาส เป็นทาสขณะนี้เชื่อแน่ว่าปัญญาของพวกคุณเนี่ยมันไม่มีสงสัยหรอกมันไม่มีวิจิกิจฉาหรอกว่าเรามานั่งฟังธรรมเนี่ยถ้าเรามานั่งหลับนั่งดีนี่มันไม่ดีถ้าเรานั่งฟังธรรมมีโยนิโสมนสิการมีการตั้งใจเต็มตื่นโลงรู้เบิกบานมีอิทธิบาทมีความยินดีมีฉันทะมีวิริยะมีจิตตะดีและมันก็จะเกิดวิมังสามันก็มีวิมังสาอย่างนี้มันได้ดีแน่เชื่อแน่ว่าในนี้ทั้งหมดแหละคิดว่าคงไม่มีตกหล่นสักคนนึงหรอกก็คงจะรู้ดีเป็นสัมมาทิฏฐิรู้ดีไม่มีวิธีอิจฉามีปัญญาแน่ เข้าใจแน่แต่คุณก็ยังเป็นทาสคุณยังไม่จริงคุณยังไม่อิสระยังไม่เป็นอิสรภาพคุณยังไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันยังไม่เป็นภราดรภาพยังไม่เป็นความเจริญที่ไปร่วมกันช่วยเหลือเกื้อกูลกันผมเป็นมิตรดีเพื่อนดีสหายดีกับคุณผมก็พยายามที่จะช่วยคุณพยายามที่จะทำสิ่งหนึ่งกำลังมีกรรมอันหนึ่งการงานอันหนึ่งคือการงานเทศนาการงานพูดสิ่งที่ดีหากพวกคุณก็มาร่วมการงานฟังคุณเป็นผู้ฟังผมเป็นผู้พูดผมเป็นผู้ให้คุณเป็นผู้รับคุณเป็นทายก ว่าคุณเป็นปฏิภาคผมเป็นทายกผมเป็นผู้ให้ให้ธรรมทานคุณเป็นปฏิคมเป็นผู้รับธรรมทานผมก็แจกธรรมเป็นทานผมก็อธิบายผมก็แจกแจงย้ำเน้นแจกอะไรก็ได้ไปเรื่อยจากแจกให้ละเอียดแจกให้ลึกซึ้งแจกให้เป็นปัญญาแจกให้เป็นความรู้แจกให้เป็นความเห็นจริงมีเท่าไหร่ก็พยายามที่จะชี้ออกมาชักออกมาคุณก็รับแต่คุณไม่ร่วมงานกับผมว่าคุณนั่งอยู่ที่นี่ถ้าคุณไม่ร่วมงานงานให้งานรับคุณไม่ทำกรรมอันเดียวกันคุณไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันคุณไม่ได้เป็นพี่น้องกันคุณไม่ได้สัมพันธ์กันคุณไม่ได้พระภราดรคุณไม่ได้เป็นพี่เป็นน้องหรือคุณไม่ได้เป็นเชื้อเป็นแถวคุณไม่ได้เป็นอัน คนเดียวคุณไม่ได้เป็นสายสัมพันธ์สายโซ่ที่เป็นกิจกรรมร่วมกันสิ่งนี้ก็มีปฏิกิริยาถ้ามันไม่เป็นมันก็เป็นปฏิกิริยามันก็แย่มันก็แตกมันก็แรงมันก็ไม่อยู่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่เป็นเอโกธัมโมมันก็ไม่สันติมันก็ไม่ราบรื่นมันก็ไม่เรียบร้อยมันไม่เกิดสมรรถภาพเมื่อไม่เกิดสมรรถภาพก็ไม่บูรณะมันไม่เกิดสมรรถภาพไม่มีความสามารถไม่มีความเก่งไม่มีความเกิดก่อเกิดไม่มีความสามารถที่จะประดิษฐ์ขึ้นก่อขึ้นสร้างสรรค์ขึ้นสมรรถภาพความสามารถความเก่งอะไรไม่มีมันมีแต่ความพ่ายแพ้มันมีแต่ความทรุดโทรมจะเอาอะไรไปบูรณะเราจะบูรณะ เราต้องมีสมรรถภาพเราจะสร้างขึ้นมาเราจะกระทำต่อขึ้นมาเราก็จะทำให้มันเจริญขึ้นมาให้มันงอกเงยขึ้นมาได้เราต้องมีสมรรถภาพต้องมีสมรรถนะต้องมีสมรรถนะที่จริงสมมติฐานนั้นมาจากสมถะมาจากฐานที่ตั้งไม่มีฐานที่ตั้งมีสภาพที่เป็นแก่นแกนเราก็เอาแก่นๆนั่นแหละมาเป็นเนื้อปรุงมาเป็นทุนก่อเกิดกระทำเพราะเรามีทั้งทุนเรามีทั้งความสามารถมีการประดิษฐ์มีการคิดค้นมีปัญญามีวิปัสสนา มีการปรุงแต่งมีการผสมมีทุนและการผสมเราสามารถผสมกำมะพันเราสามารถทำพันธุ์เราสามารถก่อเผ่าก่อพันธุ์ให้เจริญงอกเงยให้สืบต่อให้ถ่ายทอดให้เป็นมรดกให้เป็นเชื้อแถวพรายออกไปเที่ยวไปแยกออกไปแตกตัวออกไปให้มันเจริญอยู่ให้มันงอกอยู่อย่าให้มันเสื่อมอย่าให้มันสู้อย่าให้มันตายถ้าเราไม่มีสมรรถนะไม่มีสมรรถภาพไม่มีตัวเชื้อสมถะตัวทุนตัวฐานไม่มีประถมมาถามว่าไปโน่นเลย ที่ตรวจเชือกเก่าปฐมฐานเราก็ไม่สามารถที่จะกระทำเราก็ไม่สามารถที่จะก่อเกิดเพราะที่เรามาร่วมกันมากระทำกันทุกวันทุกวันมีจิตมีกรรมมีการเรียนรู้มีผู้ให้มีผู้รับคุณก็ได้ฟังธรรมก็ได้ฟังสัจธรรมคุณเชื่อแน่ว่าผมเป็นสัตบุรุษเป็นผู้ที่จะช่วยอุ้มช่วยชู้ช่วยเพื่อช่วยหนุนช่วยแจกแจงคุณได้เลือกแล้วคุณมีสิทธิ์เลือกคนในโลกนี้คุณมีสิทธิ์เลือกและคุณก็สามารถที่จะเข้าไปเป็นลูกศิษย์ถ้ายิ่งเป็นอาจารย์ที่ท่านไม่เป็นอาจารย์เกเรกะเลวลาดเป็นอาจารย์ที่มีคุณธรรมสูงแล้วเราก็คงเข้าถึงอาจารย์นั้นได้ พระอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่คุณยิ่งเข้าถึงได้ง่ายแต่มันเป็นลูกศิษย์ได้ง่ายถ้าคุณจริงและถ้าคุณมีสมรรถภาพเพียงพอแต่ถ้าคุณไม่มีสมรรถภาพเพียงพออาจารย์ใหญ่ๆบางทีคุณก็เข้าไม่ถึงมันเป็นสัจธรรมคุณไม่เอาจริงคุณไม่มีภูมิเพียงพอมันก็เข้าไม่ถึงแต่ถ้าคุณหมายมั่นที่จะเอาสิ่งดีจริงแล้วนะมันเป็นตัวเล็กอาจารย์ใหญ่นี่คือสิ่งเล็กๆถ้าคุณเองคุณถอดถอนตนแล้วคุณก็มีความเพียรแล้วก็มีความสามารถที่คุณเข้าถึงไม่ยากหรอกง่ายไม่ได้ฟังศาสนาธรรมจริงๆคุณก็ศรัทธาเลื่อมใสจริงเถียงไม่ได้ศรัทธาเชื่อมั่นในสิ่งงมงายกับเลิกไปมีเนื้อปัญญามีตัวแท้ตัวจริงจิตคุณ แยบคายจริงๆศรัทธาที่ถึงที่แยบคายก็ต่อต่อตามจิตแก้ไขจิตใจละเอียดจะรู้ตัวทั่วพร้อมจะมีสัมปชัญญะมีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมปัญญากับควบคุมกำลังก็จะเกิดเราก็จะได้ฝึกตนสั่งสมทรงสั่งสมตนแก้อัตโนมัติที่เคยแต่ถ้าเคยแก้ความเคยแก้ของเก่าที่มันไม่ดีควรจะได้แก้แล้วคุณต้องรู้ตัวมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ด้วยว่าคนที่แก้นั้นได้แก้นะได้ปรับปรุงและปรับปรุงนะมานั่งอยู่นี่จะปรับปรุงเป็นพุทธะเป็นผู้ตื่นเป็นผู้รู้นะเป็นผู้ไม่ขาดทุนนะ พูดไม่ตกต่ำไม่ใช่ไปเป็นทาสในสิ่งเก่ารู้แล้วว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ดีอย่างนี้ไม่ดีคุณสัมมาสังกัปปะคุณดำริปรารภความเพียรมีอะไรรับประทานอารมณ์พระธาตุมีพระรัตนชาติมีอะไร 4 ตัวที่หรือถามมากเลยถามว่าถ้าเราก็ลืม 7 ธาตุที่ผิดพลาด 6 ตัวท้ายอุปกรณ์กรรมฐานตัวที่ 3 อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ 7 ถามว่าถ้ามันตัวที่ 5 มั้งเราต้องมีพวกนี้เรียกว่าทาสเพียงนะเป็นธาตุเกิดเป็นทาสเพียรไม่มีมากความเพียรนี้เป็นจุดสำคัญจะสำเร็จอะไรได้ขาดธาตุเพียรไม่ได้ปรารภนี่ขยายศัพท์สัมมาสังกัปปะนะคุณขยายสัมมาสังกัปปะสัมมาสังกัปปะจะต้องพยายามที่จะให้เกิดความริเริ่มปรารภนี่เป็นความริเริ่มต้นตั้งแต่รับพระธาตุนี่เป็นตัวทาสที่จะต้อง มีแนวและเรียกว่ามีแนวของจิตเดินจิตเกิดขึ้นมานี่มันจะฟุ้งซ่านเฉยๆมันลอยเกิดขึ้นมาเฉยๆแล้วมันก็ดับไปเฉยๆจิตเนี่ยถ้าคุณรู้จักจิตแล้วนะจิตของพระอรหันต์ที่ว่างโปร่งแล้วนี่จิตมันจะเป็นธาตุเกิดเป็นลักษณะของจิตธาตุรู้แล้วว่าเรามันเกิดถ้ารู้เรื่องเกิดมันก็จะเกิดรู้รู้อะไรขณะนี้มันคืออะไรสิ่งแวดล้อมภายนอกภายในคืออะไรจิตภายในคืออะไรมันก็รู้เกิดมาแล้วมันก็ว่างแล้วมันก็ดับเกิดแล้วก็ว่างแล้วก็ดับเกิดแล้วก็ว่างแล้วก็ดับจนคุณสามารถทำอาสาหรือว่าคิดว่ารู้ว่าอ๋อจิตคือถ้าเกิดถ้าดับเฉยๆไม่มีนิวรณ์ไม่มีอะไรมันก็โปร่งๆว่างๆเฉยๆสบายมันสบายก็คือมันไม่มีอะไร เข้าใจแล้วเราทำได้แล้วเราก็ชินทำให้เกิดที่ติดทำให้เกิดตั้งมั่นทำให้เกิดจริงมันก็รู้แล้วหมดคุณค่าถ้าจะนั่งทำอยู่เฉยเป็นฤาษีอย่างนี้เราก็เป็นแค่ฤาษีเป็นแค่ฤาษีธรรมดานั่งว่างเฉยกินแล้วก็นั่งว่างนั่งเฉยเกิดแล้วก็ดับเกิดจิตเกิดแล้วก็ดับเกิดแล้วก็ดับเท่านั้นเองฤาษีเรียนมาถึงที่นี่เป็นอาสาเสร็จแล้วเขาก็นึกว่าจิตนี้มันเป็นจิตเกิดเขาก็นึกว่ามันเป็นตัวเกิดเป็นวิญญาณเป็นธาตุรู้เขาไม่รู้ว่ามันวิญญาณคือธาตุรู้คือธาตุธรรมดาความประชุมของธาตุเขาไม่รู้อย่างนี้เขาไม่เกิดความรู้จริงความรู้แจ้งของธรรมชาติสิ่งที่ผสมประชุมเขาไม่รู้ทีนี้มาเป็น หาคนที่รู้ต้องรู้ว่าอาสาก็จิตอารมณ์ว่างๆอารมณ์ไม่มีนิวรณ์อารมณ์ไม่มีอะไรมันเกิดขึ้นมามันธาตุรู้มันก็ทำหน้าที่รู้รู้ความจริงตามความเป็นจริงไม่ได้ประสบปัญหาอะไรรู้ตอนเช้าก็ต้นเสาอีกเคยยกตัวอย่างมองไปข้างหน้าประตูก็ประตูมีสักๆจากแต่ว่าคนหนึ่งคนก็คือคนเขาจะทำรูปทำสีก็คือรูปคือสีสีแดงคือสีแดงสีเขียวก็คือสีเขียวมันไม่มีอะไรคุณป้ารู้มันก็รู้เพราะคุณยังไม่ใช่คนที่มันไม่มีรูปนามขันธ์ 5 มันมีรูปนามขันธ์ 5 มันก็รู้ๆกันเฉยๆทีนี้เขาหลงผิดก็อย่างนี้มันไม่ได้หรอกมันรู้นี่มันก็ยังเกิดแล้วเขาก็ยังทำอะไรไม่ได้เขาก็ยังทุกข์ปล่อยให้เกิดให้อาจารย์อยู่เขาก็ยังทุกข์เขาก็ถือว่าไม่ใช่ดับเขาก็เข้าใจอากินจันทร์ว่าอาศัยดีไม่ให้รับรู้เลยฤา ผิดไปเลยก็ดับจิตนิดนึงหน่อยนึงไม่ให้รู้ก็ดับๆๆถ่ายรูปไปเลยถ้าดับอยากดูสีนิโรธอย่างฤาษีอย่างนี้เราก็เรียนแล้วก็รู้แล้วเราก็ทำสิทำได้แล้วมันก็จบเท่านั้นเองแต่ทีนี้เราก็รู้สมมติสัจจะว่าเรายังมีอนุภาคที่เรายังมีอนุภาคที่เรายังมีอุปเรายังมีอาทิเรายังมีต้นเขาต้นเขาก็คือธาตุทั้ง 5 รูปพระธาตุเวทนาธาตุสัญญาธาตุสังขารธาตุวิญญาณธาตุเรายังมีอันนี้นะเมื่อมีเราก็ทำงานเมื่อมีเราก็ใช้มันเป็นประโยชน์ก็ได้จบแล้วนี่เราทำได้แล้วเรารู้แล้วเราจะว่างเมื่อไหร่ก็เป็นอัตโนมัติเราจะอาการสามัญจะเมื่อไหร่แล้วก็อาศัยมันได้แล้วเราก็ไม่ได้นั่งติดมัน ฉันนั่งติดฝ้าอยู่เนี่ยมันก็มาทำว่างเอาเสพแล้วก็ติดมันดียิ่งเราหลงมันอร่อยวันหนึ่งคืนหนึ่งเราจะเอามันมากๆจะเสพอร่อยนี้มากๆทำอื่นไม่ได้ต้องมาว่างทำอื่นไม่ได้ต้องมาว่ามันกลับกันนะเราก็ปฏิเสธการสลัดคืนไม่ว่างไปทำงานทำอะไรอื่นอยู่ก็ไม่ได้ต้องมาว่างเราก็สลัดคืนว่างไม่ได้ต้องไปทำงานในตลาดคืนสิว่าไม่ได้ต้องมาทำงานเพราะว่าเราก็รู้แล้วทีนี้ว่างจนกระทั่งว่างในใจใจเราวางใจระหว่างเราจะว่างเมื่อไหร่ก็เป็นอัตโนมัติหรือเป็นอันโตเป็นอันโต จะทำเมื่อไหร่แล้วก็อากาซ่าอนันตไม่ใช่อันโตอนันต์โตอนันต์โตอากาโสตถิอนันตโชติอนันตแปลว่าไม่มีที่สิ้นไม่มีที่สุดไม่มีจบเมื่อไหร่เราก็ได้ไม่มีที่สิ้นไม่หมดเราจะอากาศเมื่อไหร่ก็ไม่หมดเราว่างเมื่อไหร่ก็ได้ไม่หมดไม่มีที่จบไม่มีอะไรมาครอบมาขัดไม่มีที่สิ้นไม่มีที่กั้นไม่มีที่กั้นมันได้เมื่อไหร่มันก็ได้ไม่มีอะไรมากันเราได้เลยเราจะอาการสาหัสเมื่อไหร่เราจะว่างเมื่อไหร่ว่างได้ตลอดมาตลอดเลยในเศษเสี้ยวของ 1/1 วินาทีนี้แล้วก็ว่างเดี๋ยวนี้ได้ทันทีจะว่า 5 นาทีเดี๋ยวนี้ จะว่างชั่วโมงนึงเดี๋ยวนี้เราก็ได้ทันทีคุณพิสูจน์เถอะพิสูจน์จิ๊บว่างๆเห็นก็ไปถึงจิตในจิตน่ะว่างได้เมื่อคุณมั่นใจเป็นสมาธิสักทีที่สมาธิสังกิจสมาธิสักโคจรแล้วคุณจะทำที่ไหนเมื่อไรอยู่ตรงไหนคุณก็สามารถที่จะอภินิหารทำจิตให้เป็นอย่างนี้ว่างไม่ได้เป็นสันตะวิหารเป็นอาสาเป็นอาการโซ่ติดโดยเป็นอนันตังอนันตโทไม่มีที่สิ้นฟังความหมายของอนันตังให้ดีนะเขาแปลว่าแสงสว่างอากาศก็แปลว่าแสงสว่างไปแปลว่าแสงสว่างมี ยันสว่างมีความว่างแสงสว่างความโปร่งโปร่งโล่งแสงสว่างโล่งไปเป็นอารมณ์กับแปลว่าแสงสว่างเป็นอาการสาวมาแปรแสงสว่างอีกคือก็นั่งหลับตาแล้วมันก็โล่งรู้มันรู้มันก็ไม่มีอะไรจะรู้มันก็คือแจ้งโล่งสว่างรู้ถ้ามันดับมืดมืดตับกลบมิดไม่รู้ไม่รู้สึกมันก็เป็นทาสดับเป็นทาสไม่รู้ส่วนสว่างโล่งโปร่งใสรู้แจ้งความออกไปยังไงก็ได้ท่านเรียกว่าพลาดถ้ารู้ถ้าว่างถ้าโปร่งธาตุโล่งธาตุอากาศหรือธาตุเป็นอีกโรคนึงจากโลกมืดโรคดับโรคไซยะ เพลงเรียกว่าสภาพของสภาพของพุทธจึงเรียกว่ารู้มันเป็นสภาพรู้แล้วมันก็ตื่นโพรงไม่ดีไม่ร่วงไม่ง่วงไม่งับอะไรแล้วมันทำได้ตลอดเวลาเรียกว่าไม่มีที่สิ้นสุดก็ไม่ได้หมายความว่ามันไปทะลุทะลวงอะไรไปเรื่อยๆจะเอาความหมายให้ก็ได้ไปเรื่อยๆก็เหมือนกันมันเป็นไปอยู่ได้เรื่อยๆในความหมายเป็นธรรมะเป็นไปได้เรื่อยๆมันโล่งว่างอยู่ได้ไม่มีที่สิ้นสุดเมื่อไหร่เราก็ไม่มีอะไรมาขั้นนั้นเลยไม่มีอะไรมาสะดุดไม่มีอะไรกั้นได้ต้องการเมื่อไหร่ปรารถนาเมื่อไหร่เป็นได้เราไม่ปรารถนาเราก็สลัดคืนเราจะมาเป็นนี้เราไม่ว่างเราจะทำงานแล้วก็มีสัมมาสังกัปปะเพราะฉะนั้นเริ่มปรารภป่ารับพระธาตุคุณจะเริ่มปรารภอะไรถ้าจิต กลอยเกิดแล้วก็ดับร้อนเกิดแล้วก็ว่างแล้วก็ดับรอยเกิดแล้วก็ว่างแล้วก็ดับคุณก็มีอยู่แค่นี้มันก็จบแล้วนี่คุณทำไมไม่รู้อ่ะรู้มันซะสิเจ็บมันก็ลอยเกิดแล้วมันก็ดับร้อนเกิดแล้วมันก็ดับมันก็ว่างๆรอให้เกิดก็ดับเพราะงั้นเราจึงมีกรรมเสียมีสัมมากัมมันตะเสียพอจะมีสัมมากัมมันตะก็เกิดที่จิตปรารภที่จิตนี่แหละว่าบัดนี้เวลาล่วงไปล่วงไปเรากำลังทำอะไรอยู่จิตก็ทำตนเองว่ากายกรรมวจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีกก็จงทำดีแต่นี่เราจะไปทำกายกรรมอะไรวาจาอะไรเราก็ดำริอารัมภ์แล้วก็ พระธาตุปรารภขึ้นเราจะไปพูดเราจะไปคุยเราจะไปสังกัจจายเราจะไปทำการออกแรงกายทำทางกายทำนั่นทำนี่ทำนี่ทำโน่นอะไรก็คิดดูเออไม่มีอะไรก็ไปแก้ไปทำสะอาดไปทำไอ้นี่ไปเช็ดไปเก็บไปจัดอะไรอะไรก็ได้ถ้าเราเป็นคนน่ะถ้าเราเป็นคนน่ะมันมีท่ารู้ที่จะทำงานมันมี 108 ทำตลอดตายแล้วเกิดอีกร้อยชาติมาทำก็ยังไม่หมดหรอกงานทำได้มันไม่จนงานมันไม่ตกงานอีกแล้วมันไม่ตกงานอีกแล้วจริงๆเราทำได้สัมมาสังกัปปะเริ่มปรารภ อาดัมพระธาตุไปเรื่อยนิกัมธาตุถามธาตุธาตุธาตุธาตุธาตุธาตุที่เริ่มรู้ดีและก็ฝึกมันทำมันให้มันปรารภอย่าให้มันมาหลงแต่ก่อนนี้มันหลงซอกๆมันก็เลยรู้ตัวว่าเออเราถูกใช้เราถูกหลอกมามากตอนนี้เราไม่ได้ถูกหลอกเราจะเป็นคนรับใช้อย่างเต็มใจเราจะเป็นผู้ทำงานโดยเต็มใจเราเสียเราสละเราให้เราเสียเปรียบไปเปรียบกับเขาเราเป็นผู้เสียเปรียบกับเขาทีไรเราเป็นผู้เสียเราเป็นผู้สละเราเป็นผู้ให้เราไม่ใช่เป็นผู้เอาเราไม่ต้องเอาหรอกเราพอแล้วนิดเดียวเราก็พอ กินแล้วก็พอเรารู้แล้วสารพัดของชีวิตกินกับเพื่อนอยู่แถวนี้เพื่อทำงานทำการทำความเจริญนุ่งห่มก็พอกันร้อนกันหนาวกันแมลงสัตว์กัดต่อยที่นอนนอนที่ไหนก็ได้ผลไม้คนได้พระพุทธเจ้าสั่งให้สร้างนิสัยแล้วคุณสงสัยอะไรกับที่นอนนอนที่ไหนก็ได้บางทีมันเปียกมันแฉะก็ยังนอนได้แล้วมันก็ไม่แฉะตลอด 100 วัน 1,000 ปีเมื่อไหร่ก็เดี๋ยวมันก็ไม่แห้งหาก็ได้เลือกก็ได้ไม่เห็นโง่เท่าไหร่ตรงนั้นก็พอเป็นพอไปวางกายวางถึงเวลาพักพักถึงเวลาลุกขึ้นมาเปลี่ยนยิ่งเวลาลุกแล้วลุกอยู่ที่ไหนก็พอไปอยู่ที่ไหนก็พอทำอยู่ที่ไหนก็พอได้แม้จะถูกจำกัดจะเคลียร์ให้ไปอยู่ในบริเวณนี้ทำอันนี้อยู่ตรงนี้ตรงนี้ตรงนี้เราก็ยังทำได้อยู่นั่นเองเป็นคนเราฉลาดเพียงพอ ถ้าอยู่ได้เป็นโรคแล้วถึงใช้ยาไม่ใช่เป็นธาตุยาไม่ใช่ไปเสพติดแม่ยาไม่เลือกเอาที่สวยๆงามๆหรูๆหราๆเอร็ดอร่อยไม่เลือกอย่างนั้นก็ได้แม้จะเป็นยาที่แท้จะดองในน้ำมูกเน่าดูน่าเกลียดน่าชังท่านเทียบน้ำมูลน่ะเพราะว่ามันของที่น่าเกลียดที่สุดแล้วกินยาที่เป็นหมู่เป็นเยี่ยวเป็นอุจจาระอะไรนี่มันสุดแล้วเราก็สามารถทำได้โดยไม่มีทุกข์โดยไม่เดือดร้อนไม่รังเกียจดังนอนสบายได้ว่านี่เป็นยาเราก็รับได้จริงจริงใจถ้ามันจะต้องใช้แก้เราก็สบายแล้วปัจจัย 4 สบายมีอุบัติเหตุพอเป็นเครื่องประกอบไม่ได้หลงไหลเป็นของเราพอใช้พอสอยก็ใช้ไปถึงกรรม เขาใช้ไปเราสบายแล้วเพราะฉะนั้นมีหน้าที่อะไรมีหน้าที่ที่จะรับใช้รับใช้กรรมทำการงานวันหนึ่งคืนหนึ่งเราก็รู้เพียงถึงเวลาควรพักพักกำหนดเวลาหลับเวลาตื่นพอถึงเวลาตื่นตื่นขึ้นมาแล้วก็เพี้ยนไปเวลาควรพักพักอีกถึงเวลาเปลี่ยนเทียนจิตใจของเราปราศจากนิวรณ์จิตใจของเราอยู่ในอำนาจเราสามารถที่จะให้จิตของเราปรารภความเพียรมีอารับพระธาตุมีอารมณ์พระธาตุมีนิกัมธาตุนี่ก็ธาตุแปลว่าอะไรในภาษาอันนั้นหาวันนี้ก็ว่าถ้า อ่าให้มันกล้าออกไปจากที่เราอยู่เราเริ่มมีแนวโน้มแล้วเริ่มเคลื่อนเดิมปรารภนี่คือปรารภนี่คือมันจะต้องปรารภตนนั่นแหละไม่ยังไม่เท่าทันป๋ารบอื่นหรอกอันนี้รำพระอารับพระน่ะมันเล็กยิ่งกว่ารับประทานเป็นจิตที่มีแนวมุ่งมีทิศชี้ถ้ามันเกิดเฉยๆมันก็จะตรงเฉยๆอย่างนี้เป็นต้นพอเราจะให้มีอารับพระธาตุจิตที่เกิดลอยขึ้นมาเราก็แค่เกิดลมประนมไปพนมไปนี่จะให้ไปทิศไหนเราเป็นผู้นำเริ่มโน รับพระธาตุอารัมพระธาตุมันจะเกิดธาตุรู้ที่รู้เพิ่มขึ้นเป็นสภาพที่ปรารภต้นอ่อนอันนี้อ๋อเราจะทำอันนี้เพราะเราจะมีอันนี้จิตที่เกิดน้องไปหาอันนั้นแล้วเราก็เริ่มรู้ตามจิตจิตก็เริ่มเป็นเพราะฉะนั้นจิตมันจะเริ่มเป็นธาตุอัตโนมัติมันดีมันจะโน้มไปหากุศลถ้าภาพจริงนะธาตุแท้ของอริยะก็จะโน้มไปหากุศลปรารภตนก็คือตรวจรู้อ๋อใช่แล้วมันโน้มไปหากุศลถ้ามันไม่ใช่เปลี่ยนทันทีถ้าใช่โน้มเพิ่มไปอีกเป็นนิกก็มาธาตุเป็นธาตุเพียรเป็นทาสเสริมวายามะเสริมวิริยะเสริมแรงนั่นเอง แรงกดเข้าไปเป็นมิตรภาพบากบั่นใช่ไหมเขาแปลว่าบากบั่นเรารู้แล้วว่าเพียรปากมันนี่หนักกว่าอุตสาหะวิริยะบากบั่นหนักเข้าไปอีกเพิ่มแรงเข้าไปเองหนุนเนื่องกันอีกนั่นเองนะหนุนเนื่องนั่นเองพยายามฟังคำบรรยายธาตุต่างๆพวกนี้มันเป็นจิตแท้ๆนะแล้วคุณอ่านสภาวะของคุณให้ออกนะถ้าคุณไม่อ่านจิตของคุณไม่ออกแล้วไม่รู้ตัวพวกนี้นะคุณก็ไม่เข้าใจความละเอียดของอภิธรรมหรือปรมัตถธรรมหรือจิตเจตสิกรูปนิพพานสิ่งที่คุณรู้เป็นรูปอารมณ์หรืออาการที่อธิบายให้ฟังในอารักพระธาตุเป็นอย่างนี้นะ อารัมภ์พระธาตุเป็นอย่างนี้มันเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆเรื่อยๆทีนี้จิตที่ดีแล้วมันเป็นอารมณ์พระธาตุแต่จิตของปุถุชนนั้นจะมุ่งหมายไปในทางเลวอารักษ์พระธาตุประจำมุ่งไปในทางเดียวจนที่สุดถึงขั้นฆ่าทำลายเพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดมุ่งหมายจิตที่มีมุ่งหมายอุทิศสานังอะระหะโตสัมมาแปลว่าสัตว์ถ้าผู้ใดมีจิตที่มุ่งหมายเจาะจงและอารยะมุ่งไปในทางแต่ถ้าเราจับจิตของเราชัดเราจะเห็นจริงๆว่าจิตของเรานี่มุ่งไปในทางผิดยิ่งเรามีสัมมาทิฏฐิยิ่งเรามีสัมมาทิฏฐิมีความรู้ได้เรียนมาแล้วเป็นทางถูกเป็น เราจะเห็นหน่อยเพราะฉะนั้นก็มันเริ่มจะจิตที่มันจะชี้โน้มไปในทางที่มันจะเดินน่ะมันจะเริ่มเดินมาจะไหลไปในทางนั้นไม่เอามุ่งไปในทางร้ายไม่เอาฟันเริ่มต้นใครมีปัญญาตามรู้จิตเห็นอุทิศสระบุรีคือจิตที่มันเจาะจงมันมุ่งไปในทางที่ไม่ดีเห็นและอุปสรรคแปลว่ามุ่งหมายแล้วเราจะทำความมุ่งหมายให้แรงออกไปอีกโดยเฉพาะไปมุ่งหมายไปร้ายต่อสัตว์พวกที่สัตว์ปานนางอารีตัวที่เขาเถียงกันอยู่เดี๋ยวนี้พี่ก็บอกว่าจะถวายอาหารพระเนี่ยต้องถ้าเป็นอุทิศศักดิ์ปานังอะระติคือมีจิตที่มุ่ง ไปในทางไลน์อย่างนี้ร้ายอะไรแม้แต่ที่สุดพระพุทธเจ้าท่านอธิบายในชีวกสูตรแม้แต่ว่าจิตที่จะเจตนาจะฆ่าสัตว์นี่แค่เริ่มต้นจิตว่าเรียกชื่อสัตว์ไก่ในไก่เนี่ยปลาในปลาแค่กล่าวชื่อสัตว์เท่านี้โดยใจมีแนวโน้มแล้วว่าถ้าต่อนี้ไปก็จะจับมันมาตอนนี้ไปก็จะบอกให้ฆ่าต่อนี้ไปก็จะลงมือฆ่าในข้อที่ 1 2 3 4 เนี่ยถ้าอย่างนี้แล้วเราก็บาปมีบาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลยมีบาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลยที่ทำมีจิตมุ่งต่อสัตว์อย่างนี้คือค่าสัตว์นั่นเอง จิตมันไปฆ่าสัตว์นั่นเองเพราะสุดท้ายอารบิกบอกแล้วว่าแม้แต่ที่สุดที่มันแรงที่สุดก็แปลว่าฆ่าเลยจิตนี่ค่าแล้วจิตสังขารจิตปรุงคำว่าฆ่าลงไปแล้วทำเลยอาการของจิตแม้ป่านฉะนี้เราต้องเรียนรู้พระอภิธรรมเรียนรู้ปรมัตถธรรมเรียนรู้อาการจิตกายยังไม่ฆ่านะแต่จิตนี้ถึงแล้วบอกว่าอย่างนี้จิตเจาะจงมุ่งหมายมีเจตนารมณ์ถึงขนาดนี้ต้องรู้อาการของจิตของเราถ้าไม่รู้เราก็ห้ามปิดกั้นจิตหรือสามารถปรับปรุงจิตไม่ได้นี่ในรายละเอียดของปรมัตถธรรมนักปฏิบัติธรรมชั้นที่จะเป็นพระอริยเจ้าชั้นพระอรหันต์เจ้าจะต้องเป็นอย่างนี้นะต้องรู้อย่างนี้นะไม่รู้อย่างนี้แล้วคุณเอง มันก็ไม่ได้เรื่องอ่ะคุณจะไปทำยังไงจิตมันเกิดแล้วมันก็โค้งไปโน้นไปแล้วมันก็พาไปอย่างนู้นอย่างนี้คุณจะไปแก้กลับได้ยังไงในเมื่อคุณไม่เห็นมันพาเลี้ยวไปจนกระทั่งลงเหวแล้วคุณก็ไม่รู้ว่าจะไปแก้มันยังไงจิตนี้เป็นตัวเกิดจิตนี้เป็นตัวพาจิตที่เป็นตัวเป็นเพราะงั้นเราจะต้องเพียรสังกัปปะดำริให้มันตรงสังกัปปะดำริปรารภกระทำกระทำทางจิตนั่นแหละสังกัปปะที่จริงเคยแปลให้ฟังและสังกัดตามแปลว่ากลับแปลว่าประกอบการเดินประกอบการเกิดให้มันเกิดไปตั้งแต่ต้นทางที่จะให้มันเกิดเริ่มต้นจุดเดินทางเดินให้มันตรงให้เป็นไปความตรงที่ว่าเนี่ย อธิบายเป็นโค้งเพราะกลับนี่มันวนให้หมุนไปในทิศทางที่เราต้องการแล้วหมุนไปเลยทิศทางต้องการตั้งแต่เกิดจนกระทั่งมาชนจะชนกันมันไม่มีผิดพลาดมันเดินไปในสัมมาหมดมันเดินไปในสัมมาหมดสังกัดกัปปะสังกัปปะนะฟังหรือสังกัปปะเหมือนกันสังวัตนาการ ฤดูกาลนอกกายกายในกายเรารู้กรรมและรูปกิริยาและลูกกายกรรมก็เป็นสุจริตเรารู้วาจาก็เป็นสุจริตเรารู้การกระทำทางจิตตลอดสายที่จะเป็นประธานไปสั่งอะไรไปหมดมันเป็นสังกัปปะโดยรอบสังกัปปะนี่แปลว่าเกิดโดยรอบดำริแม้จิตต้องเกิดโดยรอบสัมมาหมดต้องตรวจอ่านอย่างนั้นฟังดีๆนะนี่เป็นรายละเอียดที่ลึกซึ้งขึ้นหลี่ฟังหลับฟังไม่รู้หรอกตั้งใจฟังยังยากเลยใช้ปัญญาใช้สติสัมปชัญญะทุกอย่างวิเคราะห์ตามวิจัยตามไม่ต้องมีอะไรต้านยากๆเริ่มซักกะปรารภเรื่อยไปเรื่อยไปบากบั่นว่าธาตุจึงจะ กำลังถามว่าธาตุจึงจะเกิดกำลังถ้าคุณเองคุณเริ่มปรารภอารักษ์พระธาตุและคุณก็ไม่พยายามทำให้สูงขึ้นเป็นอารัมพระธาตุแล้วก็ไม่พยายามไม่ไปเป็นหนี้กรรมธาตุมันเพี้ยนไม่เป็นแรงเพียรมันเป็นตัวเพียรไม่ให้สูงขึ้นเป็นปรกธาตุเป็นตัวที่ฉันจะก้าวข้ามเดิมแล้วเดิมเรามีอัตโนมัติอย่างนี้เราก็พยายามฝืนตั้งใจปรารภสูงขึ้นได้เพียงมาจนมาถึง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive