590916_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เจาะลึกนัยยะของนิพพาน.docx
เนื้อหาในไฟล์
590916 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เจาะลึกนัยยะของนิพพาน โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 16 กันยายน 2559 ขึ้น 15 ค่ำเดือน 10 ปีวอก ที่ บวร ราชธานีอโศก วันนี้เป็นวันพระ ก่อนจะเทศนาก็เชิญเข้าค่ายสัมมาอาริยมรรค ครั้งที่ 14 เริ่มตั้งแต่ 16-18 กันยายน 2559 ตอนนี้มีคนมาเข้าค่ายแล้ว 15 คน มันน่าจะสัก 50 คนนะ ให้คนมาเข้าค่ายมาเอาสิ่งประเสริฐใส่ตน ไม่เสียตังค์ ก็มาเข้าค่ายกัน มีชีวิตอยู่กับที่นี่ อบรม 3 วันสองคืนเอง แต่ไม่ค่อยเอาถ่าน มันตกต่ำ สังคมมนุษยชาติ ไม่ได้เห็นความสำคัญของสิ่งที่มีค่ากับชีวิตคืออะไร อาตมาก็พูดไป คนได้ยินได้ฟังจะรู้สึกฉุกคิดสะดุดใจ ขมีขมัน ว่าอย่างนี้ว่าทำไมเรายังไม่คิดจะมาบ้าง จะมีบ้างใหมหนอ จริงๆ แล้วเรื่องของธรรมะน่าจะเป็นสิ่งที่โฆษณาป่าวร้อง โดยเฉพาะผู้บริหารประเทศ ท่านก็ทำอย่างเหนื่อย ยิ่งขณะนี้กำลังปราบโกงกัน คนโกงก็คือคนไม่มีธรรมะ ไม่รู้จักกรรมวิบาก ไม่รู้จักสิ่งชั่วร้าย การโกงคือการทำอกุศลกรรม คือการทำชั่วที่เป็นบาปแท้ๆ แล้วเป็นพิษภัยต่อมนุษยชาติต่อสังคม จริงๆ แล้วเป็นหน้าที่ของผู้บริหารประเทศควรจะปลุกเร้าให้มาใส่ใจมาศึกษาประพฤติปฏิบัติธรรม ให้มีธรรมะกันเยอะๆ กันจริงๆ ขึ้นมาให้ได้ และปัญหาที่หนักหนาสาหัสอยู่นี้มันก็จะลดไปอย่างแท้จริง มันเป็นเป้าหมายที่ตรงเลยในเรื่องของธรรมะ ก็เลยมีกระแสว่า การร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้เป็นการร่างรัฐธรรมนูญเอื้อกับทางศาสนามาก แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีสิ มีทิศทางโน้มเน้นให้ตื่นตัวทางศาสนาของตนๆ กันจริงๆ แล้วมาประพฤติปฏิบัติธรรมทางศาสนา ท่านน่าจะได้ทำอย่างแท้จริง สำหรับวันนี้ ก็มีปัญหาของธรรมะโดยตรงเลย อันนี้เป็นการทำลายธรรมะเลย อ้างตัวว่าเป็นนักธรรมะ แล้วมาทำลายธรรมะในศาสนา แล้วเอาจริงเอาจังเอาหนักด้
อ่านต่อ
วย มีคนมาเป็นบริวารเยอะด้วย อันนี้สิแย่ ลองฟังดู
ธรรมกายไม่ผิด คอลัมน์ถูกทุกข้อ ไทยโพสต์ 14 ก.ย. 2559
เรียน คุณอัตถ์ อัตนัย จากการศึกษาพระพุทธศาสนา = ไม่สามารถอาศัยหลักฐานทางคัมภีร์เท่าที่มีเหลืออยู่ในปัจจุบันมาสรุปยืนยันความถูกต้องลึกซึ้งละเอียดรอบคอบชัดเจนเด็ดขาดของความเห็นความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับพระนิพพานว่าเป็นอัตตาหรืออนัตตาโดยไม่มีประเด็นให้ผู้อื่นขัดแย้งคัดค้านได้ คำว่าสัพเพธัมมา อนัตตา = ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา สัพเพธัมมา คือธรรมทั้งปวงกินความกว้างเพียงใด เพราะมีทั้งคัมภีร์ชั้นอรรถกถาที่บอกว่าธรรมทั้งปวงในที่นี้รวมเอาพระนิพพานด้วย (อรรถกถา ขุททกนิกาย จูฬนิเทสฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย หน้า 8,อรรถกถา ขุททกนิกาย มหานิเทส ฉบับจุฬาฯราชวิทยาลัย หน้า 218) และมีทั้งคัมภีร์ชั้นอรรถกถาที่บอกว่าธรรมทั้งปวงในที่นี้เอาเฉพาะขันธ์ 5 ไม่รวมเอาพระนิพพาน (อรรถกถา ธรรมบท ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ภาค 7 หน้า 62) พุทธพจน์ยืนยันว่าพระนิพพานนั้นเป็นนิจจังคือเที่ยงแท้ยังยืนและเป็นบรมสุขคือเป็นสุขอย่างยิ่ง ยสฺส อุปฺปาโท ปฺายติ วโย นตฺถิ ตสฺส อฺทตฺถุ 6 ปฺายติ นิพฺพาน นิจฺจ ธุว สสฺสต อวิปริณามธมฺมนฺติ อสหิร อสงฺกุปฺป ฯ แปลว่าความเกิดขึ้นแห่งนิพพานใดย่อมปรากฏความเสื่อมแห่งนิพพานนั้นมิได้มีนิพพานเป็นคุณชาติที่เที่ยงยั่งยืนมั่นคง มิได้มีความแปรปรวนเพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันอะไรๆ นำไปไม่ได้ ไม่กลับกำเริบ (ขุททกนิกาย จูฬนิเทส ล.30 ข.659 น.315) นิพพานังปรมังสุขัง แปลว่าพระนิพพานเป็นสุขยิ่ง (ขุททกนิกาย ธรรมบท ข.25 น.42) เพราะฉะนั้นการที่ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มุ่งแต่ใช้วาทะเรื่องจากกล่าวหาวัดพระธรรมกายว่า บิดเบือนเรื่องเกี่ยวกับพระนิพพานว่าเป็นอัตตานั้น เป็นเรื่องใหญ่มากเพราะเหตุที่คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาที่เหลืออยู่ในปัจจุบันไม่สามารถสรุปยืนยันความถูกต้องชัดเจนของความเห็นความเข้าใจในเรื่องพระนิพพานได้ ดังนั้นความเห็นความเข้าใจในเรื่องพระนิพพานนี้จึงมีความหลากหลายมากสรุปยุติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยาก เมื่อเป็นเช่นนั้นถามว่าเราจะปล่อยให้ใครสอนอย่างไรก็ได้ตามใจชอบหรือ คำตอบก็คือ ไม่ใช่ หลักสำคัญมีอยู่ว่าตราบใดที่ยังสอนให้ทำความดี ตามหลักคำสอนที่เป็นไปเพื่อการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา เช่น เจริญมรรคมีองค์ 8 ไตรสิกขา ทิศ 6 บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ 3 ลดละเลิกอบายมุขเป็นต้น แม้ความเห็นในเรื่องพระนิพพานจะอ้างอิงบทคัมภีร์คนละจุดตีความและมีความเห็นต่างกันบ้าง เราก็ยอมรับซึ่งกัน นี่คือความเป็นประชาธิปไตยในพระพุทธศาสนา และร่วมแรงร่วมใจทำงานยกระดับความคิดคนด้วยการศึกษา และยกระดับจิตใจคนด้วยธรรมะ เป็นท่าทีที่ถูกต้อง ที่จะทำให้พระพุทธศาสนาในประเทศไทยมีความเป็นเอกภาพสามัคคีเป็นปึกแผ่น และหากเราเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องคืออริยมรรคมีองค์แปด โดยไม่เลิกละกลางคันแล้วล่ะก็ ในที่สุดเราก็ย่อมจะบรรลุเป้าหมายปลายทางพระนิพพานนั้นและรู้แจ้งกระจ่างชัดด้วยตัวของเราเองว่า ปลายทางพระนิพพานนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งทุกคนก็จะเข้าใจตรงกันหมดเหมือนกันหมดโดยไม่ต้องทะเลาะกันเลย ถ้าระหว่างเดินทางมามัว ถกเถียงกันว่าเป้าหมายปลายทางตามที่ว่าในลายแทงนั้นเป็นอย่างไรแล้วยิ่งใครไม่ยอมเดินไม่ยอมรักษาศีลไม่ยอมเจริญสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ5 โพชฌงค์7 อริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 แล้วมาถกเถียงกันเรื่องพระนิพพานว่าเป็นอย่างไรเป็นสิ่งไม่ให้ประโยชน์ (พ่อครูว่า คุณพูดไปส่งๆ เพราะความเห็นแรกไม่ตรงแล้ว ต่อไปก็ผิดไปหมด ต้องทำทิฏฐิให้สัมมาก่อน คือพูดเหมือนคนไม่รู้ ว่าตนเองพูดอะไร อยากพูดเหตุผลอะไรก็พูดไป น่าสงสารคนพวกนี้ ดิ่งจมในเหตุผลตัวเอง แต่ไม่มีอรรถะ มีแต่ตรรกะ เวรจริงๆ เลย สอนกันครอบงำความคิดกัน มีแต่เหตุผลแล้วหมายถึงความดีตื้นๆ) เพราะเรื่องของพระนิพพานนั้นลึกซึ้งเกินกว่าที่จินตนาการจะไปถึงเหมือนเอาขาไก่ไปหยั่งความลึกของน้ำทะเลแต่ไม่ยอมปฏิบัติก็คงเสียประโยชน์เปล่าเท่ากับไม่มีวันถึงนิพพานนั้นได้เลย การที่ท่านนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาบอกผมต้องดูแลศาสนาอื่นด้วย ก็ดูแลไปสิ ใครว่าอะไร แต่อย่ามาทั้งๆ ที่ท่านนายกเป็นชาวพุทธนี่แหละแต่มาทำให้เกิดการแตกแยกในพระพุทธศาสนาด้วยการมุ่งแต่ใช้วาทะจ้วงจาบ กล่าวหาวัดพระธรรมกายว่าบิดเบือนเรื่องพระนิพพานว่าเป็นอัตตา จะเป็นการทำให้เกิดการแตกแยกในพระพุทธศาสนา จะเป็นบาปเป็นกรรมให้แก่ท่านนายกเปล่าๆ เป็นเพียงแต่ท่านนายกเท่านั้นแหละ = เชื่อเรื่องบาปบุญหรือเปล่า ยกระดับจิตใจตนเองด้วยธรรมะหรือเปล่า ใช้หลักความจริงคืออริยสัจ 4 เป็นฐานคิดเหมือนกับที่เขียนบทความจากใจนายกไว้ลงในจดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชนฉบับที่ 21 ประจำวันที่ 1 มีนาคม 2559 หรือเปล่า โดยเฉพาะผู้ที่เป็นไม้เป็นจักรกลสำคัญในการรับนโยบายไปปฏิบัติ มิฉะนั้นก็จะมีแต่นโยบายของผู้นำที่วิ่งนำหน้าไปทุกเรื่อง แต่หาได้มีข้าราชการวิ่งตามให้ทันไม่ พร้อมมีช่องว่างทำให้ล้มเหลวได้ง่าย ด้วยอำนาจแห่งปีศาจร้าย 3 ตนในตัวมนุษย์ คือโลภะ โทสะ และโมหะ มิฉะนั้นแนวความคิดนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ท่านนายกเขียนไว้ใน (จดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชนฉบับวันที่ 21 ประจำวันที่ 1 มีนาคม 2559) จะต้องสูญสลายแล้วไร้ผลอย่างสิ้นเชิง ถ้าท่านนายกยังไม่สามารถปราบตัวกิเลสในใจทั้ง 3 ประการให้ทุเลาเบาบางลง เท่ากับ ยุทธศาสตร์ที่ท่านนายกวางไว้ก็ยากที่จะเป็นเข็มทิศนำทางสำหรับเตรียมการสู่อนาคตที่มั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืนได้ แม้ท่านนายกเขียน แนวความคิดนโยบายและยุทธศาสตร์ไว้ใน “จดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน” และท่านนายกไม่นำมาใช้(ด้วยอำนาจแห่งปีศาจร้าย 3 ตนในใจท่านนายกเองจะมีประโยชน์อันใด) แม้ท่านนายกเขียนบทความจากใจเท่ากับหลักความจริงคืออริยสัจ 4 แต่ท่านนายกไม่นำบทความจากใจคือหลักความจริงอริยสัจ 4 มาใช้ในการพ้นทุกข์ทั้งปวง เพราะอำนาจแห่งปีศาจร้าย 3 ตนคือโลภะ โทสะ และโมหะในใจของท่านนายกเองก็จะมีประโยชน์อันใดกับบทความจากใจคือหลักความจริงอริยสัจ 4 ที่ท่านนายกเขียนไว้เองใน “จดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน” ฉบับดังกล่าว ดังนั้นความไม่สงบเหตุร้ายจึงเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งในความเป็นจริงวัดธรรมกายก็ไม่เคยไปสร้างความแตกแยกในพระพุทธศาสนาด้วยการใช้ วาทะจ้วงจาบกล่าวหาใครว่าบิดเบือนพระนิพพานว่าเป็นอนัตตาเหมือนท่านนายกที่มุ่งแต่ใช้วาทะจ้วงจาบกล่าวหาวัดพระธรรมกาย ซึ่งคำพูดนี้จะทำให้เกิดการแตกแยกในพระพุทธศาสนาหรือว่าการที่ท่านนายกนั้น มุ่งแต่ใช้คำพูดนี้เป็นการ(ดูแลศาสนาอื่น)ตามความคิดความเห็นของท่านนายก จึงขอให้ท่านนายกอย่ามองข้าม อย่าละทิ้งที่ตนเองได้เขียนเป็นบทความจากใจไว้ในจดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชนฉบับที่ 21 ประจำวันที่ 1 มีนาคม 2559 บ้านเมืองจะได้ไม่เกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย ท่าทีที่ถูกต้องของชาวพุทธที่แท้จริงในเรื่องเกี่ยวกับพระนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตานี้ในทางวิชาการยังไม่อาจสรุปยืนยันได้สิ่งที่ชาวพุทธที่แท้จริงถึงทราบก็คือการตั้งใจปฏิบัติธรรมเจริญมรรคมีองค์ 8 ตั้งใจรักษาศีลเจริญภาวนาจนเกิดปัญญาความรู้แจ้งเรื่องพระนิพพานด้วยตัวของตัวเองและเมื่อนั้นย่อมจะเข้าใจประจักษ์ชัดเรื่องเกี่ยวกับพระนิพพานอย่างแน่นอนกันดีกว่า ขอเจริญพร พระชาญชัย วิสารโท
นมัสการหลวงพ่อครับประเด็นว่าด้วยเรื่องนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตายังเป็นที่ถกเถียงกันก็จริงแต่เมื่อจำแนกว่าฟังที่เชื่อว่าเป็นอัตตาและฝั่งที่ยืนยันว่าเป็นอนัตตาก็ชัดเจนในตัวมันเอง ขอพูดเรื่องธรรมกายครับ กรณีธรรมกายในวันนี้ไม่มีใครพูดเรื่องนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตาสักเท่าไหร่ เพราะมันยังไม่ใช่ประเด็นที่ต้องพูดถึงแต่เรื่องหลักที่เกี่ยวข้องกับธรรมกายและธัมมชโยโดยตรงนั้นคือเรื่องเงินบริจาคที่ได้มาจากการโกงประชาชนมันเป็นเรื่องกฎหมายบ้านเมืองครับ เมื่อทำผิดกฎหมายบ้านเมืองจะมาบอกว่ารอประเทศเป็นประชาธิปไตยก่อนคงไม่ได้ การปฏิเสธไม่เคารพกฎหมายก็ไม่ต่างจากไม่เคารพพระธรรมวินัย ขนาดสงฆ์ทำผิดปิดวัดไม่ยอมให้จับกุม ผมก็ยังมองไม่ออกว่าประเทศจะอยู่กันสงบสุขได้อย่างไร และเมื่อทุกคนไม่เคารพกฎหมายเอาแต่กฏกู บ้านเมืองก็พังพินาศครับ พ่อครูว่า…เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่นะของวงการศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าให้อะไรผิดก็ให้ถูกท้วงติงกัน นิคคัณเห นิคหารหัง ปัคคัณเห ปัคหารหัง ติสิ่งที่ควรติ ชมสิ่งที่ควรชม ไม่ใช่ว่าอยู่กันไปเรื่อย
เอาที่เขาว่า เรียน คุณอัตถ์ อัตนัย จากการศึกษาพระพุทธศาสนา = ไม่สามารถอาศัยหลักฐานทางคัมภีร์เท่าที่มีเหลืออยู่ในปัจจุบันมาสรุปยืนยันความถูกต้องลึกซึ้งละเอียดรอบคอบชัดเจนเด็ดขาดของความเห็นความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับพระนิพพานว่าเป็นอัตตาหรืออนัตตาโดยไม่มีประเด็นให้ผู้อื่นขัดแย้งคัดค้านได้ พ่อครูว่า… ใครจะแย้งหรือคัดค้านได้ก็อยู่ที่ปัญญา ถ้าปัญญาเห็นแจ้งจบชัดเจนว่าเป็นเช่นนี้ นิพพานมีอาการอย่างนี้ ปฏิบัติประพฤติแล้วเป็นอาการอย่างนี้ ผู้นั้นจะรู้แจ้งจบด้วยปัญญาหรือญาณทัสสนะวิเศษ หรือวิชชา อย่างรู้จบรู้แจ้งจริงๆ อันนี้อาตมาขออภัยอย่างมาก ที่จะบอกว่าอาตมาบรรลุอันนี้แล้วและบรรลุจริงๆ ว่าความเป็นนิพพานเป็นอย่างไร อาตมาว่าอาตมาบรรลุอันนี้แล้วก็รู้อันนี้จริง ก็ขอยืนยันว่า ไม่ใช่อย่างที่ท่านพูด คุณยังไม่ได้ก็พูดตามประสาคนที่ยังไม่ได้ เป็นอัตตามานะว่าใครจะมาแตะต้องความเห็นของตนไม่ได้ ต่อมาว่า ...คำว่าสัพเพธัมมา อนัตตา = ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา สัพเพธัมมา คือธรรมทั้งปวงกินความกว้างเพียงใด เพราะมีทั้งคัมภีร์ชั้นอรรถกถาที่บอกว่าธรรมทั้งปวงในที่นี้รวมเอาพระนิพพานด้วย พ่อครูว่า...ธรรมะทั้งปวงนั้นหมายถึงอะไร จะบอกว่ารวมเอานิพพานด้วยหรือไม่ ถ้าเข้าใจด้วยปัญญา ว่าขันธ์ 5 หรือนิพพานก็เอาสองอย่าง ในนิพพานมี ขันธ์ 5 ในขันธ์ 5 นั้นแหละมีนิพพานด้วย นิพพานคือความไม่มีกิเลส ความไม่มีกิเลสจะมีอยู่ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเท่านั้น ไม่ไปอยู่ที่ยอดไม้หรืออยู่ที่ไหน จะอยู่ในคนนี้เท่านั้น คนเราก็มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ท่านก็ให้เรียนจนกิเลสในตัวเองนี้สูญญตาหรือนิพพาน ที่เขาพูดนี้เอาพยัญชนะภาษามาพูดส่งๆ ไป คนที่ไม่รู้ภาษาก็ฟังแล้วบอกว่ามีเหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้ แต่อาตมาเห็นเลยว่าคุณไม่เดียงสา คุณพูดสะเปะสะปะ เอาภาษาเหตุผลพูดมาผิดๆ นิพพานนั้นก็อยู่ในขันธ์ 5 ขันธ์ 5 ก็มีนิพพาน ไม่ได้ขัดแย้งกันเลย
อีกอันเขาว่า. ..พุทธพจน์ยืนยันว่าพระนิพพานนั้นเป็นนิจจังคือเที่ยงแท้ยังยืนและเป็นบรมสุขคือเป็นสุขอย่างยิ่ง ยสฺส อุปฺปาโท ปฺายติ วโย นตฺถิ ตสฺส อฺทตฺถุ 6 ปฺายติ นิพฺพาน นิจฺจ ธุว สสฺสต อวิปริณามธมฺมนฺติ อสหิร อสงฺกุปฺป ฯ แปลว่าความเกิดขึ้นแห่งนิพพานใดย่อมปรากฏความเสื่อมแห่งนิพพานนั้นมิได้มีนิพพานเป็นคุณชาติที่เที่ยงยั่งยืนมั่นคง มิได้มีความแปรปรวนเพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันอะไรๆ นำไปไม่ได้ ไม่กลับกำเริบ (ขุททกนิกาย จูฬนิเทส ล.30 ข.659 น.315) นิพพานังปรมังสุขัง แปลว่าพระนิพพานเป็นสุขยิ่ง (ขุททกนิกาย ธรรมบท ข.25 น.42) พ่อครูว่า...ก็ขอวิเคราะห์บทที่ว่า พระนิพพานเป็นนิจจัง ฯ ...คุณพูดถูกแต่เข้าใจไม่ได้ ขอยืนยันว่า ผู้ปฏิบัติธรรมเมื่อเห็นอัตตาตัวตนของกิเลสที่เรียกว่าสักกายะ เป็นสังโยชน์ข้อที่ 1 รู้กายของตน แต่ธรรมกายนี้รู้กายไม่ได้ ไม่รู้จักคำว่ากาย เขาเข้าใจว่ากายคือดินน้ำไฟลมภายนอกเท่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับจิต เป็นสภาพรูปธรรม ไม่มีนามธรรมมาเกี่ยวข้อง ธรรมกายจะเห็นว่า นิพพานเป็นสิ่งใสๆ ไม่เกี่ยวกับนามธรรม โสดาบันก็ใส สกิทาคามีก็ใส อนาคามีก็ใส อรหันต์ก็ใส พระพุทธเจ้าก็ใส เรื่องของนิพพานที่เป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ผู้ปฏิบัติต้องมีความรู้ความเห็นแจ้งว่าอะไรคือนิจจัง นิจจังนั้นคือนิพพาน นิพพานคือสุญญตา คือไม่มีกิเลส ความไม่มีกิเลสในใคร ใครที่ทำให้ตนเองกิเลสหมดไม่มีในตนได้ และความไม่มีกิเลสมันเป็นนิจจัง ทุวัง คือความไม่มีกิเลสในอรหันต์ ท่านมีนิพพานทรงไว้ในตนแล้ว อย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) นี่คือคุณลักษณะของนิพพานอันเที่ยงแท้ ก่อนนิพพานจะเป็นของเที่ยงคุณต้องเห็นความเป็นอัตตา อัตตามันไม่เที่ยง แล้วคุณจะต้องปฏิบัติจนอัตตาที่มันไม่เที่ยงนี้มันหมดไปได้ มันก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มันไม่เที่ยงมันไม่มีตัวตน ต้องทำจนกระทั่งเห็นเลยว่าอาการจิตที่มันยึดอะไรก็แล้วแต่ ไปฝังในอนุสัยไปยึดมันก็เที่ยง เช่น ไปยึดอารมณ์สุขว่าเที่ยง เมื่อไหร่สัมผัสเหตุปัจจัยมันก็จะเกิดสุขอย่างนี้ยืนยันอย่างไม่มีผิดพลาด ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอื่น เที่ยงอย่างนี้ อันนั้นคือคุณมีอัตตาเที่ยง คุณปฏิบัติแล้ว ความเป็นสุขที่เคยติดยึดนั้นมันไม่เที่ยง โดยมันจางคลายแล้วมันดับไปอย่างไม่มีในจิตคุณอีกอีกเลย มันก็เป็นอนัตตา มันก็ไม่มีตัวตนความสุขนี้ในใจคุณอีกเลย และความไม่มีตัวตนของความสุขเกิดอีกอย่างเที่ยงแท้ยั่งยืนไม่แปรเป็นอื่น ไม่มีอะไรหักล้างได้ อันนี้ต่างหากที่เป็นคุณลักษณะพิเศษ ที่คุณทำผลมันได้อย่างให้นิพพานเที่ยง ไม่ใช่กิเลสสุขๆทุกข์มันเที่ยง น่าสงสารคนที่ไม่เข้าใจอย่างนี้ ก็เพ้อฝันนิพพานของเขาไป จึงมีโรงเรียน ฝันในฝัน อยู่ในวิมาน เป็นภพชาติ ไม่เข้าใจภพชาติ ศาสนาพุทธเป็นศาสนานิพพานดับภพจบชาติ แต่เขากลับไปสร้างภพชาติหนามากขึ้น เฟสสองเฟสสาม ไปเรื่อยๆ ไม่รู้ตัวเองตั้งแต่อาจารย์ใหญ่ พูดเพ้อพกแล้วก็บอกว่านิพพานๆ นิพพานคือการดับภพจบชาติ แต่ตนเองกลับสอนให้สร้างภพสร้างชาติ ในทานสูตร สอนให้ดับภพจบชาติ แต่เขากลับสอนให้ทำทานอย่างสร้างภพชาติ สวรรค์ 6 ชั้นนั้นซับซ้อนแล้วซับซ้อนอีก แล้วอาตมาก็สรุปให้ฟังแล้วว่า สวรรค์ 6 ชั้นนั่นแหละถ้าเป็นภพเป็นชาติคือนรก ยิ่งซับซ้อนจมดิ่งในนรก ก็ยากที่จะทำความเข้าใจกับคนพวกนี้ เขาถูกสะกดจิตถูกครอบงำทางจิต เป็นวิธีการสะกดจิต เขาเป็นนักสะกดจิต ทำนิ่มๆ นุ่มๆ หยุดๆ เงียบๆ สะกดจิตแล้วก็ใส่เข้าไปเลย เมื่อสะกดจิตให้จิตใจคนอื่นอยู่ในอาณัติแล้วก็ครอบงำความคิดได้หมด ตกเป็นทาสเป็นบริวารไปหมด นี่คือวิชาการของสำนักธรรมกายเขาทำสำเร็จ คนที่ตกไปเป็นทาสก็คือถูกสะกดจิตให้หมด
แล้วเขาก็พูดต่อไปว่า... นิพพานังปรมังสุขัง แปลว่าพระนิพพานเป็นสุขยิ่ง … แ ต่อาตมาไม่แปลว่าอย่างที่เขาแปลว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง แต่อาตมาแปลนิพพานว่ายิ่งกว่าสุขเพราะนิพพานนั้นไม่มีสุขไม่มีทุกข์ แต่เขาแปลว่านิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง นี่แปลมาจากผู้ไม่รู้ทั้งนั้น ถ้าไปเข้าใจว่านิพพานคือสุขอย่างยิ่ง ก็คือสุขให้มากกว่านี้อีกเป็นอาการสุขที่เพิ่มขึ้น อันนั้นไม่ใช่ ที่เป็นสุขนั้นเป็นโลกียะ แต่แท้จริงนิพพานนั้นมันมีอยู่แล้ว แต่กลับจาง ลง วิราคา สุขที่มีนั้นมันหมดไป มันยิ่งกว่าสุข เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา เอาแต่ตรรกะมาแย้งต่างๆ นานา เขาก็ว่า ต่างคนต่างเห็นกันไปจะได้สามัคคี ต่างคนต่างพูด ประชาธิปไตยจะได้สามัคคี เป็นเอกภาพ เขาพูดไป ก็เห็นต่างจะเป็นเอกภาพอย่างไร ต่างกันก็อย่างน้อยสองแล้ว ถ้าต่างมากก็มีสาม สี่ ห้า แล้วเห็นต่างจะบอกว่าเป็นเอกภาพ? จะยกตัวอย่าง ง่ายว่า นี่อะไร นี่กล้วย นี่อะไร นี่ฟักข้าว มันต่างกันไหม? ก็ต่างกัน ความต่างกันนี่ให้ต่างกันไป ฟักข้าวจะได้เป็นกล้วย กล้วยจะเป็นฟักข้าวไม่ต้องแยกกัน ใครจะบอกว่ากล้วยก็ไปเอาฟักข้าวมาให้เพราะมันอันเดียวกันนี่ จะบ้าหรือ? ก็ต้องให้มันชัดสิ ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่อาตมาชัดเจนมากว่านิพพานนั้นเป็นเรื่องของความเที่ยงแท้ มั่นคงถ้าทำได้สำเร็จ ต้องทำความไม่เที่ยงนั้นให้หมดไปเป็นศูนย์ ความมั่นคง ยั่งยืนเที่ยงแท้ ไม่แปรเปลี่ยนในความสูญนั้นอย่างไม่มีตัวตนของกิเลสแล้ว แล้วจะบอกว่าอัตตาก็ปล่อยไป อนัตตาก็ปล่อยไปแล้วเมื่อไหร่มันจะเป็นนิพพาน คุณไม่ยอมรับว่านิพพานคืออนัตตา ก็เข้าใจแค่ว่านิพพานคืออัตตา อย่ามาแตะของข้า ต่างคนต่างปฏิบัติไปสิ ให้ปฏิบัติดีเท่านั้นก็พอ ต่างคนต่างปฏิบัติเขาก็ว่าไป ที่เขาว่า.. เพราะฉะนั้นการที่ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มุ่งแต่ใช้วาทะเรื่องจากกล่าวหาวัดพระธรรมกายว่า บิดเบือนเรื่องเกี่ยวกับพระนิพพานว่าเป็นอัตตานั้น เป็นเรื่องใหญ่มากเพราะเหตุที่คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาที่เหลืออยู่ในปัจจุบันไม่สามารถสรุปยืนยันความถูกต้องชัดเจนของความเห็นความเข้าใจในเรื่องพระนิพพานได้ พ่อครูว่า... .ก็ใช่ เพราะคุณไม่มีปัญญาก็ยืนยันไม่ได้ สับสนวนไปวนมา คุณไม่เคารพแม้หลักฐานอะไร หลงอาจารย์ตนคนเดียวว่า พูดอย่างไรถูกหมด คัมภีร์ใดๆ ตีทิ้งหมด ก็น่าสงสารสังเวชใจ
เขาว่าอีก... ดังนั้นความเห็นความเข้าใจในเรื่องพระนิพพานนี้จึงมีความหลากหลายมากสรุปยุติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยาก พ่อครูว่า… เรื่องนี้ เป็นสัญญายนิจจานิ ใครทำนิพพานได้จะตรงกันหมด เป็นสัจจะหนึ่งเดียว นิพพานคือขันธ์ 5 ที่ปราศจากอุปทาน รูปก็ไม่มีอุปาทาน เวทนาก็ไม่มีอุปาทาน สัญญาก็ไม่มีอุปาทาน สังขารก็ไม่มีอุปาทาน วิญญาณก็ไม่มีอุปาทาน นิพพานนั้นไม่ได้หลากหลายจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตรงกันหมด แต่มันยากเพราะว่าคุณเองไม่ฉลาด ไม่ฉลาดเอาเลยก็ต้องยาก
แล้วเขาว่า… เมื่อเป็นเช่นนั้นถามว่าเราจะปล่อยให้ใครสอนอย่างไรก็ได้ตามใจชอบหรือ คำตอบก็คือไม่ใช่ หลักสำคัญมีอยู่ว่าตราบใดที่ยังสอนให้ทำความดีตามหลักคำสอนที่เป็นไปเพื่อการปฏิบัติในพระพุทธศาสนาเช่นเจริญมรรคมีองค์ 8 ไตรสิกขา ทิศ 6 บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ 3 ลดละเลิกอบายมุขเป็นต้น พ่อครูว่า...ความดีนั้นไม่ใช่นิพพานความดีเป็นโลกียะเป็นกุศล อันนี้พูดไปเขาก็ไม่รู้เรื่องเพราะเขาหลงบุญกันอย่างหน้าดำหน้าเขียวขนาดนั้น บุญนั้นคือเครื่องมือชำระกิเลส ได้แก่ ปหาน 5 ทำแล้วไม่ตกเป็นความดี แต่บุญมีหน้าที่ทำลายกิเลส กิเลสหมดไป บุญก็ไม่มีหน้าที่ทำงาน จึงมีพยัญชนะว่า เราคือคนสิ้นบุญสิ้นบาป หรืออรหันต์อย่างพระโมคราช ว่าเราเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป (ปุญญปาปปริกขีโณ) ทำบุญเสร็จบุญก็จบ บุญไม่โตไม่ใหญ่ เป็นเครื่องมือปหานกิเลส มีประสิทธิภาพแม่น คม ชัดในการทำลายกิเลส ไม่ใช่บุญทำแล้วจะใหญ่โตอะไรขึ้นมา บุญเป็นเครื่องมือทำวิบัติให้แก่กิเลส
เขาว่า… แม้ความเห็นในเรื่องพระนิพพานจะอ้างอิงบทคัมภีร์คนละจุดตีความและมีความเห็นต่างกันบ้าง เราก็ยอมรับซึ่งกัน … พ่อครูว่า… ก็จะปล่อยไปให้ผิดๆ หรือ ใจดำไปไหม นอกจากผิดคนเดียวแล้วยังแพร่ความผิดนี้ไปไกลเลย เป็นเวรจริงๆ เราบอกว่าไม่ให้แพร่ ก็ไม่ฟัง เขาก็ว่าต่างคนต่างแพร่สิ เราก็ว่าแพร่เชื้อโรคไม่ดี มันบาปมันเวรนะ นี่คือประชาธิปไตยหรือ? ต่างคนต่างเสนอ ก็มีการค้านได้สิ
เขาว่า… นี่คือความเป็นประชาธิปไตยในพระพุทธศาสนา และร่วมแรงร่วมใจทำงานยกระดับความคิดคนด้วยการศึกษา และยกระดับจิตใจคนด้วยธรรมะ .. . พ่อครูว่า…ธรรมะผิดๆ จะไปยกระดับให้ผิดไปมากมายทำไม? จะปล่อยไปอย่างไร ทำไมคุณเป็นคนมักง่ายจังเลย ใครจะทำผิดก็ให้เขาทำไปหรือ คนมักง่ายอย่างนี้ก็มีหรือ ความคิด เขาว่าอีก... เป็นท่าทีที่ถูกต้อง ที่จะทำให้พระพุทธศาสนาในประเทศไทยมีความเป็นเอกภาพสามัคคีเป็นปึกแผ่น และหากเราเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องคืออริยมรรคมีองค์แปด … พ่อครูว่า… ถ้าจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 แล้วคุณมีสุริยะเปยยาลทั้ง 7 หรือยัง ผู้ที่ยังไม่เห็นแสงอรุณทั้ง 7 นี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ามรรคองค์ 8 คือพระอาทิตย์คุณจะได้เห็นพระอาทิตย์จะไปแตะพระอาทิตย์ได้คุณต้องเห็นแสงอรุณทั้ง 7 ก่อน ถ้าคุณยังไม่แตะต้องแสงอรุณทั้ง 7 อย่าบังอาจไปไม่มีสิทธิ์ไปปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ไปได้เลย แล้วอย่างนี้คุณได้เรียนมาไหม คุณได้ปฏิบัติประพฤติมาก่อนไหม คุณต้องเริ่มจากค้นหามิตรดีที่มีความถูกต้องก่อน แต่มันยากที่คุณได้ลงเป็นทาสของธัมมชโยเสียก่อนแล้วอย่างปักมั่นด้วย ก็เลยไม่มีปรโตโฆษะไม่ฟังใคร แล้วยึดอยู่ทั้งที่เป็นสิ่งไม่สัมมาทิฏฐิ เพราะคุณโยนิโสมนสิการไม่เป็นคุณอโยนิโสมนสิการคุณทำใจในใจของคุณไปหานรก ต้องรู้ ชาติ 5 รู้นาม 5 นั้นคือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ตัวมนสิการ นี่ต้องทำใจในใจอย่างโยนิโส ต้องมีผัสสะ แต่คนไปนั่งหลับตาไม่มีผัสสะ ก็ผิดแล้ว ไม่ได้เรียนรู้นาม 5 ผู้ที่มีผัสสะแล้วทำใจในใจได้อย่างถูกต้อง ใจตนจะต้องมีนามทั้ง 5 นี้ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ คุณมนสิการเป็นแล้วมีทักษะข้อปฏิบัติที่สัญญาและเจตนา โดยเจตนานั้นมี 3 มโนสัญเจตนา คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ต้องล้างตัวตนที่มายึดเป็นชาติในภพกาม หมดภพกามก็ไปล้างรูปภพ แล้วก็ล้างในอรูปภพต่อ คุณจะมีความต้องการความประสงค์อะไรก็มีความต้องการความปรารถนาที่สะอาด โดยไม่มีภพ เป็นวิภวตัณหา เป็นความปรารถนาที่ไม่มีภพไม่มีชาติเป็นพระอรหันต์หรือเป็นพระพุทธเจ้า ที่ท่านมีความปรารถนาความต้องการทุกอย่างแต่ เป็นความปรารถนาที่ไม่มี เพราะไม่มีภพชาติ คนจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 จะต้องมีมิตรดีสหายดี เป็นข้อแรกแล้วปฏิบัติต้องเชื่อในศีล แต่คุณเองก็สีลลัพพตุปาทาน ไม่เกิดอานิสงส์ไม่เกิดอวิปฏิสาร ปมุชชะ จนถึง วิมุติญาณทัสสนะ ต้องมีมิตรที่เป็นสัตบุรุษ ได้ฟังสัทธรรม แล้วทำให้บริบูรณ์ จะเกิดตามอวิชชาสูตร 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61) ก็จะต้องมีอย่างนั้นเสียก่อน ถ้าไม่เจอมิตรดี ศีลก็ไม่มี เป็นฉันทะที่มีภพชาติไปมีอัตตา พระพุทธเจ้ายังมีอัตตาเลยของคุณ อันที่สี่ของสุริยเปยยาลนี้คือ อัตตสัมปทา คือเป็นผู้ที่เรียนรู้อัตตา 3 ได้ 1. การยึดครองหรือได้ตัวตนวัตถุภายนอก (โอฬาริกอัตตา ฯ) 2. การยึดครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ปั้นรูปสัญญา ไม่อาศัยวัตถุภายนอกหยาบๆ แล้ว (มโนมยอัตตา ฯ) 3. การยึดครองหรือได้อัตตาที่หารูปมิได้ หรือรูปละเอียดที่ปั้นสำเร็จขึ้นด้วยสัญญา (อรูปอัตตา ปฏิลาโภ) (โปฏฐปาทสูตร พตปฎ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive