250503-3-201 ทางเอกภาค3-ตอน201(หน้า378)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท057.txt

โฟลเดอร์2524-25 MP3 ทางเอก-ภาค3- 232 ตอน ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์164 KB
วันที่แก้ไข27 กรกฎาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันที่ 3 พฤษภาคมพุทธศักราช 2525 ต่อจากนี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกตั้งสติรู้ตัวทั่วพร้อมความไม่ยินดีเป็นอารมณ์อย่างไรอาการอย่างไรรู้ให้ชัดเห็นไม่ชัดอยู่ในจิตใจของเราอย่าให้มีรู้ชัดแล้วสลัดออกสลับคืนทำจิตให้เบิกบานแจ่มใสร่าเริงทำจิตให้โปร่งสบายเบาจะทำได้โดยวิธีใดๆสิ ทีเด็ดๆต้องพยายามต้องกระทำต้องหาอิทธิฤทธิวิธีทำให้จิตใจเราโปร่งใสบังเบิกบานร่าเริงมิได้ความไม่ยินดีความเป็นอารยะเป็นทางมาแห่งความขี้เกียจเป็นทางมาแห่งความเมาเป็นทางมาแห่งความไม่อาจหาญร่าเริงเป็นทางมาแห่งความไม่สำเร็จผลได้ง่ายๆเพราะฉะนั้นจะต้องรู้เป็นต้นทางให้ดีๆที่เราจะพยายามปรับปรุงตนเพื่อจะปราบเพราะว่าตัณหาอันสำคัญแต่ตอนนี้จะเข้า ศูนย์หนังสือทางเอกหน้า 378 แล้วก็พอดีก็ที่หน้า 300 78 นี่กำลังอธิบายไปในเชิงของความผิดฐานแต่เป็นเชิงของเรื่องของวาจากำลังถึงจุดนั้นเป็นวาจาวาจาวิตถารหรือวาจาที่มันไม่เป็นสัมมาวาจาแล้วมันเป็นมิจฉาวาจาที่เป็นมิจฉาวาจานั้นก็เป็นเรื่องของความหลงหลงหลงหลงหลงก็คือไม่รู้มันเองแหละก็คือไม่เข้าใจไม่มีสัมมาทิฏฐิไม่มีทิฐิไม่มีความเห็นไม่มี ที่ถูกต้องก็เลยพูดออกไปอย่างไม่สมควรที่ว่าไม่สมควรนี้มันเป็นอาการได้ทั้ง 2 อย่างมาพูดออกไปแล้วด้วยโลภะก็ตามว่าเรานี่แหละคือพระพุทธศรีอริยเมตไตรยนี่เป็นต้นจากใหญ่อยากโตของตนเองเป็นคนสร้างอัตราตัวตนให้ตนเองโตก็บอกว่าเรานี่แหละคือพระพุทธศรีอริยเมตไตรยเอออย่างนั้นก็ได้หรือโดยสายโทรศัพท์มูลนิธิพูดอยากย้ายจากใจลักษณะคล้ายกันนี่แหละโดยจะเป็นมานะแบ่งของคนอื่น เขาด้วยความแก้แค้นมาดร้ายทับถมข่มเขาก็ได้เพราะฉะนั้นถ้ามีทั้ง 2 อาการ 2 อารมณ์นี้แล้วก็ไม่รู้ตัวในโมหะไม่รู้ตนไม่รู้ตัวแรงเลยทั้งราคะอยากใหญ่เองด้วยทั้งจะใหญ่เพื่อข่มเขาเป็นอาฆาตมาดร้าย

อ่านต่อ

โทรศัพท์พยาบาทที่จะเอาชนะคะทานข้าวด้วยเป็นมานะกิเลสหากก็เลยใหญ่กันใหญ่เป็นต้นเป็นไปตั้งแต่สัมมาสังกัปปะก็ไม่เป็นเพราะว่ามันเป็นสภาพที่เป็นการเป็นพยาบาลอยู่ในตัวโรคเกิดอย่างนี้ เกิดการเบียดเบียนที่จริงไม่ได้เกิดผลดีอย่างไรแต่ถ้าเผื่อว่าจิตที่พูดนั้นเกิดแล้วก็พูดถูกต้องคำนี้มันไม่ถูกต้องเรานี่แหละคือพุทธสีอริยเมตไตรยนี่ไม่ถูกต้องหรอกมีสิทธิ์พูดอยู่จริงอยู่คนเดียวเท่านั้นพระพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้านั้นก็จะฉลาดไม่ได้พูดหรอกท่านจะไม่พูดเพราะว่าสัตว์สำนวนคำว่าพระศรีอริยเมตไตรนั้นน่ะมันเป็นศัพท์สำนวนของพระพุทธเจ้าเหมือนกับกาลกิณียาวตามคือเป็นสิ่งที่จะมาในอนาคตไม่มีตัวจริงในปัจจุบันเป็นคำพูดของอนาคตเหมือนกับคำว่าพรุ่งนี้คำว่าพรุ่งนี้ไม่มีพรุ่งนี้ มันมีอยู่แต่มันไม่มีตัวพรุ่งนี้จริงถ้ากล่าวคำว่าพรุ่งนี้พรุ่งนี้ก็คือสิ่งที่ยังมาไม่ถึงก็คือพรุ่งนี้พอถึงพรุ่งนี้เอาจริงมันไม่ใช่พรุ่งนี้นะมันก็เป็นเดี๋ยวนี้เป็นวันนี้เป็นขณะนี้เพราะพระพุทธเจ้าที่ท่านเป็นพระพุทธเจ้าจริงแล้วพอถึงท่านเป็นพระพุทธเจ้าแล้วไม่มีพระศรีอริยเมตไตรยปรากฏท่านนี่แหละพระพุทธเจ้าจะชื่ออะไรก็ชื่อเข้าไปจะชื่ออะไรก็ชื่อพระพุทธเจ้าองค์นั้นแหละแต่นามว่าพระศรีอริยเมตไตรนั้นเป็นอุดมการณ์มันเป็นความคิดมันเป็นความรู้ที่มีสภาพของผู้ที่มีความเป็น พุทธะที่มีสีมีอริยะมีเมตไตรนั่นแหละอันนั้นมันอยู่ในผู้ที่ครบครันก็เรียกว่าเป็นพระพุทธเจ้าเพราะงั้นคนที่กล่าวว่าเรานี่แหละคือพระศรีอริยเมตไตรยเมื่อใดก็แล้วแต่เรานี่แหละเป็นพระศิลาไม่ตายแล้วกล่าวเดี๋ยวนี้นะก็บอกแล้วว่ามันไม่ใช่ของเดี๋ยวนี้มันของพรุ่งนี้หรือของอนาคตถ้ากล่าวนั้นคนนั้นหลงและคนนั้นก็ไม่จริงเพราะมันกล่าวจึงไม่ใช่ของจริงคนจริงเขาไม่กล่าวอันนี้อย่างนี้นะหรือกล่าวว่าศาสนาพุทธที่แท้จริงฉลาดจริงนั้นเขาไม่งมงายอยู่กับศีลหรอกอย่างนี้เป็นต้นคำกล่าวอย่างนี้เป็นมิจฉาวาจา เพราะว่าศาสนาพุทธนั้นคนฉลาดที่แท้จริงนั่นแหละเขาถึงจะรู้ว่าต้องใช้ศีลต้องชาญฉลาดในศีลและต้องเอาศีลมาประพฤติปฏิบัติขัดเกลาสุดท้ายเราก็เป็นศีลเราเป็นศิลปะเป็นสีและบุคคลเป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยศีลเลยถึงพร้อมด้วยศีลถึงพร้อมด้วยโคจรต่างๆพระพุทธเจ้าก็ต้องยืนยันตราดอย่างนั้นไม่ใช่ว่าเราเอาคำตอบของพระพุทธเจ้ามายืนยันเฉยๆถ้าผู้ใดรู้จริงแล้วจะเข้าใจจริงเห็นจริงมีจริงเป็นจริงได้บรรลุจึงแล้วจะรู้ว่าตัวสีนั้นเป็นตัวบริสุทธิ์และตัวสีเป็นเครื่องวัด สมณะผู้จะมีวรรณะสูงผู้นั้นย่อมมีศีลเอาศีลเป็นเครื่องวัดได้ผู้มีศีลต่ำก็ย่อมต้องเคารพผู้มีศีลสูงผู้มีศีลสูงก็ยอมจึงเคารพผู้ที่มีศีลยิ่งกว่าไปอีกอะไรอย่างนี้เป็นต้นเพราะยกตัวอย่างได้แค่ 2 คำพูดนี้เราถือว่านี่เป็นวิตถารเป็นคนพูดผิดฐานแล้วเพราะว่ามันเป็นฐานะแห่งความที่ไม่ควรพูดไม่ควรพูดและถ้าจะพูดก็ต้องพูดอย่างยิ่งที่มีความหมายยิ่งกว่านั้นจะอธิบายแล้วว่าถ้าเป็นพระพุทธเจ้าท่านจะตรัสว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้แล้วก็มีความจริงอย่างเดียวหรือจะพูดว่าศีลนั้นน่ะ ผู้ฉลาดแล้วไม่มั่นคงอยู่กับสีหรอกแต่ผู้ฉลาดนั่นแหละเอาศีลมาไม่ใช่งมแล้วเอามาใช้เลยเอามาเป็นเอามามีเลยเอามาทรงศีลและเป็นผู้ทรงศีลเลยเอาภาษาที่มันฟังแล้วมันก็ไอ้นี่มันเกินเลยมันไม่ไหวแล้วมันมากไปถ้าคนที่รู้ก็จะรู้ว่ามากไปขนาดไหนเราก็จะรู้จิตใจของผู้นั้นผู้นี้พูดอย่างดูถูกดูแคลนพูดอย่างผู้ไม่รู้เพราะฉะนั้นผมนี่ได้ยินพระบางองค์ไม่ต้องพูดฆราวาสเพราะฆราวาสเขาน่ะไม่เข้าท่าแน่พระแท้ๆแล้วเป็นพระอาจารย์ใหญ่ๆพูดบอกว่าโอ้ยศาสนาไม่ต้องศีลไม่มีสีนะไม่เกี่ยวกับศีลใครไปงม อยู่กับสีเป็นคนเถื่อนเป็นคนป่าอะไรอย่างนี้ฟังเลยนี่มันมีฐานใหญ่แล้วนี่ศีลสมาธิปัญญาเป็นของพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าสรรเสริญคุณของศีลยิ่งยังกะอะไรดีแต่นี่พูดกลับกันไม่ตรงกันกับที่พระพุทธเจ้าตรัสพูดค้านแย้งกันก็ดูเจ้าท่านตรัสพระพุทธเจ้าตรัสฉันสรรเสริญคุณของศีลนี่ดูถูกศีลข่มขี่ศีลไม่สรรเสริญคุณของศีลอ้าวศาสนาไหนกันแน่นี่คือความหลงและก็คล้ายๆได้ยินพระรูปนั้นว่าอย่างนี้พูดอย่างนี้แล้วก็พอจะรู้ได้ว่านี่เป็นอาจารย์นะอาจารย์ใหญ่คนนับถือมากด้วย แล้วทำไมถึงพูดวิตถารพูดวิบัติหรือพูดวิกฤตอะไรก็ได้ถึงป่านฉะนี้อาการหนักกว่านี้ก็จะกล้ากล่าวกล้ายืนยันออกมาเลยที่ใช้ว่าอาการหนักพูดอย่างนี้ยิ่งหนักใจนะจะต้องมีภูมิปัญญาคัมภีร์ราวผ้าโสคือมีภูมิปัญญาที่ลึกซึ้งซับซ้อนลงไปอีกมีปัญญามีลึกซึ้งซับซ้อนไปรู้ว่าอย่างนี้มันยิ่งกว่าเช่นกล่าวว่าคนตายแล้วสูญจะไปมีอะไรอีกนี่เป็นการกล่าวที่ยิ่งซับซ้อนยิ่งลึกลงไปอีกเลยว่าคนกล้ากล่าวอย่างนี้เนี่ยเป็นคนที่จะต้อง ไม่ระมัดระวังแล้วหรือตัดสินแล้วถ้าเขาไม่ระมัดระวังก็หมายความว่าเขาแน่ใจแล้วว่าเขาถูกยืนยันถูกแล้วก็ลากหลังคนตายแล้วสูญจะไม่มีอะไรอีกเหมือนกันกับที่บอกว่าพระพุทธเจ้ากล่าวว่าเรานี่เป็นพระพุทธเจ้าหรือว่าถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าไปกล่าวว่าเรานี่แหละคือพระพุทธศรีอริยเมตไตรยน่ะมันเพี้ยนมันผิดแล้วเช่นเดียวกันคนที่จะกล่าวว่าคนตายแล้วสูญจะไปมีอะไรอีกถ้าจะจริงๆแล้วเราก็มีคนกล่าวได้อยู่คนที่มีชื่อว่าอรหันต์ทั้งนั้นอรหันต์ตั้งแต่ต้นๆไปจนถึงอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าถึงจะกล่าวว่าอย่างนั้นได้ว่าคนตายแล้วสูญจะไปมีอะไรอีกจะกล่าวคำนี้โดยสำนวนที่ให้รู้ว่าคนตายแล้วต้องสูญนั่นน่ะ [ข้อผิดพลาด: recognition connection failed: [Errno 32] Broken pipe] เอามาเจียนต้นเอามาทำมาตรวจสอบกับตนเองให้ละเอียดลออแล้วก็จะได้ปรับปรุงตนมันอาจจะมีความหมายอย่างละเอียดอย่างโน้นอย่างนี้หรือยังอยากก็ตามถ้าเราฟังแล้วดีนี่ลาวดีถ้าบอกว่าเขาเปล่าดีจริงนะถ้าเขากล่าวไม่ดีก็บอกคนนี้กล่าวสัตย์เสียอะไรเงี้ยพระอรหันต์ท่านจะกล่าวคำว่าขาดศูนย์นั้นน่ะก็กล่าวเพื่อผู้อื่นเพราะฉะนั้นท่านจะไม่พูดเป็นสำนวนอย่างนี้ดูถูกดูถูกเพราะคนที่เข้าใจว่าความขาดศูนย์นั้นน่ะจะต้องรู้ความขาดสูญของผู้ที่มีอุทิศอย่างสมมติฐาน ยางอุดเชคคือขาดศูนย์อย่างต่อเนื่องอยู่เลยเดี๋ยวนี้เราก็ขาดศูนย์อยู่เดี๋ยวนี้เราก็มีความสูงอยู่ในใจมีสูญญตามีสุภาพเพราะเราไม่มีกิเลสอะไรเลยเราไม่ได้ไปติดอะไรแล้วปราศจากกิเลสยิ่งแล้วท่านก็จะรู้ว่าคนยังไม่ปราศจากกิเลสนั้นมีมากเพราะการกล่าวเพื่อพลอยอย่างนี้ไปไม่ได้ไม่ได้ต้องกล่าวสำนวนโวหารคนมีปัญญาจะรู้เลยว่าโวหารนี้ไม่ใช่ของพระอรหันต์ไม่ใช่ของพระอริยะชั้นสูงอย่าว่าถึงพระอรหันต์เลยพระอริยะชั้นสูงเริ่มเป็นอนาคตจะเรียนรู้อย่างสำคัญเลยว่าอ๋อสภาพของจิตอาสาเนี่ยมัน เหลือเชื่ออย่างนี้อย่างนี้อย่างนี้ถ้ายิ่งจะระแวงเราไว้ยังจะซาบซึ้งเลยมันไม่ได้สูญง่ายๆนะจิตเนี่ยมันยังมีสภาพที่ลึกละเอียดคัมภีร์เราพาโซมันมีภพมันมีภาวะตัณหามันมีวิภวตัณหาอยู่นะมันมีภพอันยิ่งยิ่งจึงเป็นภพขนาดระดับอาสวะอนุสัยจริงๆนะมนุษย์นี่มันไม่สูญง่ายๆนะพระอนาคามีจะซาบซึ้งอันนี้แล้วก็จะล้างกว่าจะได้เป็นอรหันต์กว่าจะพ้นเป็นอรหัตผลเพราะอะไรพระอรหันต์จริงๆนี่จะทราบซึ่งละเอียดมันมีแต่เผินๆดูถูกเรานึกว่าเรามีหมดแล้วมันสบายได้อนาคามีสบายไม่กลับมาเกิดอีกก็ได้ แต่เศษเชื้อเศษเหลือที่เป็นอรูปอรูปเป็นจิตรูปเป็นจิตแม้มันเป็นรูปพระจิตอยู่ยังมีเลยอย่าว่าจะเอารูปเลยเราเองไม่ละเอียดเองโถที่จริงมันยังเป็นรูปพระจิตยังเป็นสิ่งที่ยังเกิดยังเป็นยังมีอยู่ไม่ละเอียดด้วยซ้ำเพราะว่าแม้ได้ทำรูปพระจิตนั้นออกไปได้แล้วยังมีเหลือเศษเหลือพริ้วพรายเป็นรูปเป็นจิตยังมีอีกยังเหลือเชื่อเป็นอารมณ์เป็นจิตยังมีอยู่ด้วยซ้ำโดยเฉพาะพระอนาคามีคือโอปปาติกะคือตัวผู้ที่จะศึกษาพบของจิตเพราะว่าตัณหาวิภวตัณหาอย่างสำคัญยิ่งเลยไม่ใช่เรื่องประมาทจะเรียนรู้จะเข้าใจอาการ ดูรูปรู้นามโดยรูปพระจิตรเอารูปปัจเจกรูปาวจรจิตอรูปาวจรจิตรจะรู้จิตในภพรูปาวจรจิตแล้วท่านเบาสบายง่ายแล้วยังเหลือส่วนผิวปลายส่วนที่มันยังเป็นสภาวะที่ยังไม่ดับสูญยังไม่ตายสนิทยังไม่สิ้นเกลี้ยงยังไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์ถ้าจะเห็นโดยตามพุงของท่านพูดกันเป็นจากสุขมีดวงตามีปัญญามีญาณ จะเห็นได้อย่างละเอียดละออเข้าไปผ่าตัดยังไม่เป็นดวงตายังไม่มีจักษุยังไม่มีญาณมันก็เล่นงานเป็นอนุสัยอาสวะมันก็หมักหมักดองๆมากๆดองๆเพราะฉะนั้นพระอนาคามีไม่นั่งห่วงเป็นอุปกิเลสพอเกิดอาการจิตหรี่ลงมาและจิตทำให้นึกได้ท่านก็จะหาวิธีแก้แล้วถ้าจะไม่น่าง่วงให้คนเห็นแล้วมันอายน่าอายมากนะมันออกมาทางรูปนอกถ้าจะเลือกจิตอยู่ข้างในดูแล้วจิตชี้นะมีพระอะไรเนี่ยไม่ใช่ว่าทำให้รูปกายออกมาทางกายเป็นงูไม่เอาถ้าจะรู้ยัง แข็งแรงเพราะฉะนั้นเราจะตัดขอบเขตของการดูพบภวตัณหาแล้วพระอนาคามีไม่มีภพกามเพราะฉะนั้นพบการแสดงสภาพเห็นได้ด้วยตาเห็นได้ด้วยหูได้ยินได้ด้วยเสียงอ้าวนี่มันไม่ใช่กรรมธนาคารมีเส้นตามราคาสินค้ามาพบไม่กลับมาเกิดในกรรมการมาพบอีกคุณเข้าใจคำว่ามาเกิดให้ได้ไม่มันมีรูปมันมีตัวไม่มีตนนี่มันมีรูปแล้วนี่อ่ามันมีรูปมันก็ไม่ใช่อะไรอย่างนี้เป็นต้นเพราะงั้นจะมีส่วนมีสัตว์ยิ่งยาวคล้ายๆอยู่แล้วนี่ไม่ใช่ฮะไม่ใช่เรื่องเล่นนะฟังดีๆนะเราจะเข้าใจฐานะของบุคคลสำคัญเพราะเราจะต้องรู้อย่างแท้จริงเลยมี แก้ตัวอยู่นิดเดียวเท่านั้นเองมีข้อแก้ตัวก็เพราะนาคามีอยู่นิดเดียวว่าฉันเป็นพระอนาคามีไม่มีง่วงออกมาข้างนอกนี่ป่วยการกล่าวถึงพระอรหันต์หรือพระอรหันต์ก็แก้ตัวในข้อเดียวกันว่าตัวเองนี่เปรียบเทียบมาจริงๆหรือไม่สบายก็แน่นอนเราทำให้ไม่มีกำลังพอจะสู้ความง่วงได้มันเปรี้ยวมันเพลียจริงๆโอ้โหมันร้ายแรงมันอาจจะไม่แข็งแรงเพียงพอแต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องมีอินทรีย์พระมีกำลังที่แข็งแรงมากพระอรหันต์หรือพระอนาคามีก็ต้องสั่งสมเจโตว่า 10 ปัตโตอย่างมากแน่นอนแค่แก้ไขแน่นอนเรื่องการมาพบกันยิ่งสบายมือแล้วพระอนาคามีโดยเฉพาะ ยิ่งเป็นพระอรหันต์ก็แน่นอนที่จะเรื่องอะไรกันกลับมาพบสบายแล้วรูปรถขึ้นเสียงสัมผัสอะไรต่ออะไรต่างๆนานาเพราะงั้นถ้าเผื่อว่าจะแก้ไขการที่ไม่ง่วงยังฟ้าประทานท่านรู้เลยว่าอ๋อนี่มันจะง่วงใช่ไหมแม่มันเปรี้ยวมันเพลียๆก็ต้องพยายามทำอิริยาบถใหญ่ออกไปทำงานทำการออกไปเคลื่อนไหวออกไปทำโน่นทำนี่ก็มันเป็นอิสระง่ายๆใส่ใจต่อการงานใหญ่การงานหยาบขึ้นมาถ้าไม่ใส่ใจต่อการงานที่ละเอียดอยู่มันเป็นช่องทางที่จะง่วงแบบวิธีอิทธิวิธีอย่างนี้มันมีอยู่ก็เลื่อนไปทำสิ่งที่มันแก้ไขงานการที่มันอยากที่จะไม่พาให้เราแสดงความโง่ของคนอื่นดูน่าอายกว่าไปทำงานเพราะอรหันต์ไม่มีความ ขี้เกียจหรือพระอนาคามีฐานที่สูงขึ้นไปถ้าไม่มีความขี้เกียจขี้เกียจมันรถน้อยจนกระทั่งหมดมันจะหมดอยู่แล้วหรือมันหมดถ้าอาหารก็หมดแล้วเรื่องอะไรจะไปทำงานท่านจะขี้เกียจท่านไม่ขี้เกียจแล้วถ้าไปทำงานก็รู้อยู่ด้วยว่าถ้าไปทำงานมันมีคุณค่ามันมีประโยชน์แล้วเรื่องอะไรจะไม่ทำหรอกมันแล้วมันก็จะไม่ต้องมาแสดงความโง่ของคนอื่นดูมันน่าอายเหตุผลมันรับรอบหมดเลยว่าท่านต้องทำงานท่านจะทำสิ่งที่ดีขึ้นอย่างนี้แน่นอนมันเป็นความบังคับเลยแม้ท่านจะเมื่อยเพลียหรือไม่ท่านก็จะต้องไปทำอิริยาบถใหญ่ที่เพื่อแก้ไขสิ่งเหล่านั้นไปเดินไปเดินจะเรียกว่าจงกรมกันแต่ว่าเดินจงกรมช่างธรรมะเดินจะเดินก็เดินจะทำกิจกรรมโน่นนี่ไอ้โน่นไอ้นี่ เคลื่อนไหวตัวหายใจยาวทำให้เกิดการหมุนเวียนที่หยาบขึ้นแรงขึ้นมันก็จะทำให้ตื่นได้ถ้าเรานั่งอยู่ที่นี่ล่ะเราก็จะมีอิทธิวิธีซ่อนอยู่ในนี้ทำโน่นทำนี่แล้วก็จะปรึกปรือทำให้ตัวเองแข็งแรงแข็งขันขึ้นเพื่อที่จะเป็นผู้ตื่นก็สำคัญก็คือวิปัสสนาหรือตัวเรื่องปัญญาให้ปัญญามันเห็นแจ้งว่ามันตื่นมันสบายกว่าถึงแม้ยังไงจะทนจะทานอะไรก็ต้องสร้างความอดทนสร้างความคิดเป็นไปได้หรือลงตัวหรือสู่สภาพที่มันเป็นสภาพที่ดีคนอื่นเขาก็ทำได้เราก็ทำได้ เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องจริงเรื่องใหญ่อะไรนักหนาเป็นต้นท่านก็จะพยายามพยายามสัมมาวายามะพยายามอย่างยิ่งอิทธิวิธีต่างๆและประชาชนได้แค่นี้ยังมีอะไรอื่นอีกเยอะแยะนะเพราะในสภาพที่พระอรหันต์ท่านจะรู้ว่าสิ่งที่สูญถ้าจะเห็นจิตแม้กระทั่งในภาวะพบอย่างนี้ยิ่งวิเคราะห์มันเป็นสภาพอื่นอีกโดยพระอรหันต์ทำงานและทีนี้จิตไม่ตกง่ายจะตกหรือง่ายๆไม่ตกถ้าเป็นพระอรหันต์ที่มีความรักสุดท้ายนางแคล่วคล่องเป็นอยู่ผาสุขมีพลังท่านมีพลังเพราะอะไรเพราะท่านมีวิมุติถ้ามีความเป็นอยู่ผาสุขท่านมีความเป็นเอก บอกว่าลุกจากที่นั่งแห่งเดียวเราเองจะมีนั่งอยู่ที่นี่ยังไม่ทันลุกเราก็ลุกอยู่ลุกแปลว่าตื่นแล้วก็ตื่นอยู่ในที่นั่งเดียวเนี่ยนั่งอยู่ที่นี่ท่านก็มีสติชาคโรท่านก็มีความตื่นเป็นผู้ตื่นเพราะว่าพระอรหันต์คือพูดตื่นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าคือพูดตื่นถ้าจะตื่นได้ท่านจะมีความเป็นอยู่ผาสุขท่านจะมีพลังนะท่านจะมีพลังท่านจะระบุทางจะไม่ทำอะไรบกพร่องออกมาอย่างที่สุดที่จะพยายามที่สุดแข่งขันที่สุดแล้วสุดท้ายเอาปลา พลาดทางอัปปาต่างๆเอาสิ่งที่เอามาขยายความเหล่านี้เหมือนโมเมถ้าเผื่อว่าผู้ที่ถือสาแล้วก็ไม่เข้าใจในการเอามาร้อยเรียงแต่ถ้าเข้าใจแล้วจะรู้ว่าผู้ที่ได้กำลังรับอาหารจากเอกราชมันแปลว่าในที่นั่งแห่งเดียวพระพุทธเจ้าบอกว่าถ้าผู้ใดที่รับอาหารในที่นั่งแห่งเดียวอยู่รับอาหารเพียงเท่าที่นั่งแห่งเดียวแล้วได้อย่างลงตัวได้อย่างเพียบพร้อมจะมีอานิสงส์ถึง 5 ประการนะที่เอามาก็จะขยายเมื่อกี้นี้เพราะขณะนี้กำลังอธิบายอาหารในอาหารด้านจิตวิญญาณผู้ใดที่สร้างสรรค์นี้และในที่นั่งสมมุติว่าคุณนั่งอยู่ที่นี่ก็ที่นี่ที่เดียวนี่คุณไม่ได้ไปเดิน ไหนเบอร์อะไรแต่ถ้าคุณยังไม่มีวิมุตคุณก็ไม่มีพลังต่อสู้ถ้าคุณมีรีโมทคุณก็มีพลังต่อสู้ต่อสู้จนกระทั่งคุณเห็นได้ว่าคุณมีพลังเพราะมีวิมุตคุณเป็นอยู่พระศุกร์คุณมีพลังคุณมีความแคล่วคล่องกระปรี้กระเปร่าไม่ใช่หดหู่เหี่ยวๆโหยๆรวยๆแรงๆพอจะสร้างพลังภายในก็มีพลังภายในพอเพียงถ้ามันเหลือบ่ากว่าแรงจริงๆบอกมันนั่งเรียนไม่ได้หรอกมันเพลียจริงๆถ้ามันนั่งแล้วเสียทุกอย่างก็ไม่นั่งก็ขออนุญาตพักผ่อนสักพักผ่อนด้วยรูปอื่นอะไรก็แล้วแต่ถ้าเราใช้พลังที่เรียนหนังสือในธรรมชาติพลังนะเรียนหนังสือนี่โยนีการตั้งอกตั้งใจเรียนใช้พลัง ใช้พลังระดับ 1 ไม่ใช่ใช้พลังน้อยๆถ้าเผื่อว่าตั้งใจจริงๆใช้พลังงานเราตั้งใจเรียนแล้วใส่ใจแล้วเราก็พยายามอะไรขนาดนี้เอาไม่ใช่เรื่องเล่นเหมือนผู้ใดสร้างอาหารทางวิญญาณให้แก่ตัวเองมีมโนสัญเจตนามีความตั้งใจมีความปรุงมโนสัญเจตนามีเจตนาประกอบมีเจตนาสะสมมีเจตนาจะเรียกว่าสะสมมันก็ไม่ค่อยไม่ค่อยถูกนักประกอบเนี่ยมีเจตนาประกอบมโนสัญเจตนาหาร ผมอยู่ทำให้เกิดขึ้นให้ได้นี่มันเป็นอาชีพเราชนิดหนึ่งนั่งเรียนหนังสือเนี่ยนักเรียนทุกเช้าทุกเช้าเราก็มานั่งพร้อมหน้าเรียนเป็นอาชีพทีนี้ถ้าผู้ใดทำอาชีพที่ถูกต้องมานั่งเรียนก็มีโยนิโสมนสิการมานั่งเรียนก็เกิดการได้ผลจากการเรียนมีอานิสงส์มีประโยชน์ในการเรียนทุกวันทุกมื้อแต่ถ้าใครมานั่งนี่มานั่งเรียนก็ไม่ค่อยได้มาได้กิเลสที่นั้นมีธาตุทุกมื้อคุณก็สั่งสมถนะมิทธะทุกมือคุณก็เป็นเศรษฐีๆนะมีพระฟังแล้วใครขนลุกขนพองมั่งคุณมานั่งคุณก็ โทรศัพท์ทุกวันนี้เป็นอาชีพชนิดหนึ่งแต่ทีนี้อาชีพวันนี้คุณทำอะไรเป็นกำไรคุณทำความถี่นั้นมีธาตุเป็นกำไรคุณก็กำไรที่อเมริกาเหมือนกับเศษขยะอันนึงคุณมานั่งทำอันนี้คุณก็มานั่งเก็บเศษขยะเนี่ยที่จริงไม่ใช่เศษขยะหรอกอุจจาระมันนั่งสั่งสมอุจจาระไปมันก็ได้อุจจาระไปนี่ไม่ได้ไปชกเข้าข้างเลยนะพูดเบาๆแต่ใครรู้สึกก็รู้สึกเองใครไม่รู้สึกก็ไม่รู้สึกผมก็นั่งสะสมไปเองมันเป็นจริงเลยคุณทำคุณเข้าใจอยู่ไม่ใช่ไม่เข้าใจเพราะว่าสอนเพราะว่าอธิบาย โดยนัยยะซับซ้อนลึกซึ้งโดยองค์ธรรมต่างๆเรามีมโนสัญเจตนาหารเรามีเจตนาเรามีการประกอบสร้างอาหารเราเป็นพ่อครัวหัวป่าเราเป็นแม่ครัวหัวป่าที่เราปรุงจิตของเราให้เป็นขยะหรือให้เป็นสิ่งที่เป็นกุศลหรืออกุศลนั้นเองถ้าเราปรุงที่จริงมันปรุงมันปรุงโดยที่เรียกว่าเรามีเจตนาปรุงอยู่ไม่ได้ก็เราไม่มีอินทรีย์พละถ้าเราเจตนาปรุงอยู่ได้เราก็มีอินทรีย์ภาระถ้าเรามีเจตนาปรุงไม่ได้แสดงว่าเรามีอินทรีย์อ่อนเราพ่ายแพ้ต่อกิเลสกิเลสมันเลยจัดการปรุงเลยกิเลสมันจัดการทำมันปรุงเองเลยมันปรุงอยู่ที่ไหนก็อยู่ที่เรานี่เราก็ไม่รู้ว่าปรุงตรงช่องไหนช่วงไหน ก็เราก็จับตัวมันให้ได้แล้วบีมันบอกจุดจะมานั่งปรุงอะไรอยู่ในตัวเรานี่แหละสะสมขี่กับโทนี่ลงไปก็จับไม่ได้อาการอารมณ์หรือว่ามีฤทธิ์แรงอะไรกั้นๆมันถึงห้ามมันไม่ให้มันเกิดไม่ให้มันเป็นมันให้มันพรุ่งคุณจะทำอย่างไรได้ก็ต้องมีอิทธิวิธีมีมโนมยิทธิมีฤทธิ์ทางใจมีฤทธิ์ทางใจก็คือรู้ในใจในใจแล้วก็มีฤทธิ์สามารถที่จะปราบตัวผีร้ายในใจปราบเสือร้ายในใจจะเรียกผีก็ตามจะเรียกเสือก็ตามผีลายเสือลายปลามันจริงๆมันกำลังเป็นภาษาอาหารและคุณก็ไปหลงว่าอร่อยเป็นอัสสาทะถ้าได้ผัสสะอย่างนั้นถ้าได้อารมณ์อย่างนั้นจะทำ จ่ายเงิน 1 อันมันกำลังหลงมันกำลังว่ามันเป็นอะไรมันเป็นอักษรให้มันบำรุงมันโดยที่คุณไม่ให้ก็กิเลสมันดึงรั้งของคุณอยู่แล้วล่ะมันมีกิเลสมากมันจึงเป็นอย่างนั้นแล้วคุณก็ไม่มีพลังไม่มีฤทธิ์แรงที่จะสู้มันไม่มีอินทรีย์ไม่มีภาระที่จะสู้มันเพราะเราต้องสู้นะเราต้องเป็นนักสู้ที่จะสู้สภาพแม้แต่ในภาวะภพขณะนี้เพราะการนั่งตั้งกายตรงดำรงสติของมันสร้างสติชาโล่สร้างความตื่นสร้างพบพระพุทธเจ้าท่านสอนพระอนาคามีไปฝึกคุณไปฝึกล้างพัดกินอาหาร อิ่มใหม่ๆนี่ตัวดีและเป็นเชื้อเลยเป็นช่องทางแห่งที่เก่งท่านซ้อมเลยบอกไปกินอิ่มใหม่ๆไปที่ว่างๆโดยไม่มีให้ใครกวนแหมยินดีได้ที่หลบหนีเลยแล้วคุณจะอยู่อย่างเป็นเอดส์หรือเปล่าเอกโกในที่หลีกเล่มนั้นคุณจะเป็นเอกหรือเปล่าทีนี้เราจะรู้ว่าแม้กายคุณก็ไม่มีเมฆใครๆไปแอบดูว่าไปนั่งในตั้งไกลตรงนี้เราตั้งใจตรงอย่างงี้เหรอตั้งขายตรงไปนั่งดูเถอะถ้ามันไม่มีตั้งกายตรงร่างกายไม่มีเลขแล้วเพราะอะไรเพราะจิตไม่วิเวกเพราะอะไรเพราะอุปธิไม่วิเวกอุปธิแปลว่ากิเลสจิตก็แปลว่าเรายังไม่มีมโนมยิทธิเรายังไม่เก่งทางจิต เพราะฉะนั้นจะบอกว่าได้ที่รับนี้ผู้เดียวจบอ่านว่าเขาผู้เดียวแล้วถ้าอย่างนั้นคนนี้มีเบรคแล้วแต่พี่เบสอย่างนี้ก็เห็นอยู่ทั้งนอกตามีกิเลสอยู่ชัดๆมีเมฆอะไรอธิบายให้ฟังว่าแม้แต่ท่านที่อธิบายกายอย่าวิเวกนั้นชีวิตแม้แต่คุณอยู่ในที่ลับเล้นมีอยู่คำหนึ่งเหมือนกันเดินท่านก็วิเวกบิณฑบาตก็วิเศษไม่ใช่เดินไปผู้เดียวเดินก็เป็นเอกอาตมาแปลว่าเป็นเอกเป็นเลิศคือดีสมส่วนสัมมาบริสุทธิ์บริบูรณ์สบายว่างเบาโปร่งเดินก็ว่างก็เบาบิณฑบาตก็ว่างก็เบาแม้จะบาทเต็มหนักก็เบาใจหนักกายเราก็รู้อยู่ จะทุกข์เราไม่ไม่เสียไม่เห็นปัจจัยเรารู้อยู่นี่วางมันเมื่อไหร่มันก็เบาบาดหนักๆอะไรอย่างนี้บิณฑบาตอยู่คนเดียวที่รับเล่นในที่หลีกดีที่รับเล่นผู้เดียวแปลว่าผู้เดียวและบอกว่าเนี่ยลักษณะเป็นผู้เดียวและเป็นเอกเป็นขยายความลึกซึ้งให้ฟังอย่างนี้แล้วคุณจะเห็นได้ชัดเลยว่ามันซ้อนอยู่นะเพราะมันแปลตื้นๆแปลได้ผมไม่งงนะว่าการแปลว่าอยู่ผู้เดียวนี่ผมไม่งงผมรู้ด้วยนะแต่ผมขอแย้งว่าไอ้แปลความว่าผู้เดียวนี่มันจะขายความว่ามันถึงที่สุดแห่งวิเวกจริงหรือเปล่าอ่ะกำลังแนะให้ฟังไงถ้าคุณยังไม่ปราบภาวะตัณหาได้เรียบร้อยแล้วคุณก็เป็นนั่งอยู่ในที่ลับลับลับเล่นเลย จิ๊กโก๋โก๋ก็สบายโก๋ไปเลยก็ยิ่งที่รับเล่นไม่มีใครมาแอบเห็นไม่มีแม้แต่กระทั่งถ้ำมองก็ไม่รู้ได้ดีเลยเหมือนกับรูอยู่ในรูเลยใครจะรู้กับฉันและยิ่งไว้ใจแล้วก็ตามสบายของกิเลสความรอบรับนี่ถ้าเผื่อว่าปฏิบัติสัมมาอะระหังเนี่ยต่างๆนี่มันสิ่งแวดล้อมนี่มันบีบบังคับเราเหมือนกันนะเราก็ต้องมีหิริโอตัปปะเราก็ต้องเป็นคนคนนึงเหมือนกันนี่น่าอายอะไรจะทำสิ่งนั้นน่าอายคนอื่นนี้ยังมีแม้จะเป็นน้องสุดเขาก็ยังจะต้องตั้งใจเลยว่าเออขนาดเราเป็นน้องสุดเราก็ไม่ทำแล้วน้องสุดก็มองอยู่แล้วยิ่งเป็นพีพีด้วยแล้วจะมาทำสิ่งที่น่าอายให้น้องๆเห็น มันก็ไม่ทำแล้วถ้าทำก็หน้าด้านเท่านั้นเองจะไปได้เรื่องอะไรมันช่วยกันในตัวมันช่วยขับมันช่วยส่งมันช่วยเสริมมันช่วยบังคับบีบบังคับบีบคั้นในตัวของมันเองในตัวมันเป็นประโยชน์แก่กันและกันอย่างนี้เพราะการปฏิบัติในที่รับเว้นถ้าในทดสอบเลยเมื่อคุณแน่จริงว่าคุณมีอินทรีย์พละเพียงพอเอาไปเลยเพราะฉะนั้นฐานก็จะปฏิบัติธรรมนู่นที่แจ้งนู่นลองฟังโน่นป่าช้าป่าชัดเขาถ้ำไปนั่งตั้งแต่จงดำรงสติของมันหลังพัดด้วยฟังให้ดีนะนี่ซับซ้อนนะผมอธิบายให้คุณฟังเนี่ยยอดคนละเม็ดของพระพุทธเจ้าเลยไปแต่คุณถึงภูมินั้นหรือยังถ้าไม่ถึงภูมินั้นหลังพัดด้วยแล้วก็ไปในที่ เล่นอย่างนั้นด้วยแล้วก็วิเวกแบบนี้อย่าเลยคุณตายเปล่าอีก 500 ชาตินั่งหออยู่นั่นแหละนั่งหดอยู่นั่นแหละแล้วเป็นทางด้วยนะถ้าคุณเองคุณไม่รู้ด้วยปัญญาอย่างนี้แล้วคุณก็จะต้องทำคุณทำแล้วคุณก็ไม่เข้าใจคุณจะต้องทำเข้าใจตื้นๆเขินๆมีความรู้ว่าอ๋อกายจะมีเวทย์ท่านสอนเราอย่างนี้แล้วเราก็ไม่รู้ภูมิแล้วเราก็ไม่รู้ตัวด้วยเวลาไปนั่งแล้วก็นั่งหลับเลยกลายเป็นเก่งที่นั่งหลับนะมีเลขอย่างเงี้ยน้ำลายไหลก็ไม่รู้ตัวอย่างนี้เป็นต้นหรือแม้จะนั่งเก่งเลยตั้งกายตรงแนวเขาจริงๆเลยเสร็จแล้วก็ยังไม่รู้จักภาษาอาหารตัวเองนั่งขัดสระเสร็จจนกระทั่งเป็นคณะ พระสวรรค์สนิทด้วยนี่แหละนิโรธสบายเหลือเกินแล้วก็นั่งเอาแต่นั่งอย่างนั้นอย่างนั้นอย่างนั้นไปนิรันดร์คุณก็จะต้องเก่งแต่คุณต้องฝึกเอาอยู่ไม่เสร็จกิจไม่เสร็จภาระคุณต้องนั่งทำไม่นั่งทำเรือนะจริงๆด้วยขอท้าเลยทำให้คุณไม่ฝึกประจำอยู่บนนักวิ่งนักกีฬาที่จะต้องซ้อมอยู่นะรับรองคุณทำไม่ได้หรอกมันนั่งแข็งแกร่งอย่างนี้เลยนะไม่ได้ไม่ได้จริงๆเพราะฉะนั้นคนนี้ไม่มีสิทธิ์คิดสูตรได้เลยจะต้องนั่งทำเอาไม่เสร็จกิจให้เสร็จกิจไม่ต้องไปนั่งทำเอาเลยๆอบรมเลิกบำเพ็ญเลิกก็ทำเพราะมันว่างแล้วสบายแล้วเมื่อไหร่ที่ไหนอะไรก็ได้มี ข่าวสารมวลประชารัฐสันตะวาวิหารอยู่ตลอดนิรันดร์มีวิญญาณัญจายตนะมีอากิญจัญญายตนะอยู่ตลอดนี่ไม่หรอกแล้วจะไปหลงว่านี่คือภพภูมิมันเข้าไปในภวังค์เข้าไปพบเป็นภูมิเป็นภวตัณหาและเสพติดเป็นสังฆังเราต้องเกี่ยวข้องเราต้องคลุกคลีรสนี้มันเป็นรสอร่อยต้องเสพรสนี้ต้องทำอันนี้ให้แก่ตัวเองเสพอยู่ตลอดนิรันดร์วันนี้ขอแวะตรงนี้วันนี้ขอจิ้มตรงนี้ให้ชัดๆไม่ไปอื่นอีกจะขอใช้ช้อนตรงนี้ตอนนี้กำลังเป็นหมอเข็มเป็นหมอเข็มหมอแทงเข็มตอนนี้ช้อนใช้ลงไปเลยนี่ลึกลงไปเลย ถึงผมถึงปมไม่ได้เพราะงั้นถ้าผมก็ไม่เข้าใจโดยอิทธิวิธีกรรมวิธีของพระพุทธเจ้าที่ท่านสอนและเราก็ไม่รู้ความร้อยเรียงเคยพูดมาตั้งนานแล้วบอกว่าไอ้ฐานที่นั่งหลับตาหรือว่านั่งในที่ลับเล่นในที่ที่จะปีกเดียวปลายๆอะไรอย่างนี้ถ้าเรามีอาหารก็ยังไม่สบายยังไม่ได้รู้จักอาหารซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในปัจจัย 4 และเรายังไม่เก่งในการที่จะรู้ทำอาหารให้แก่ตนเองไม่เข้าใจภาษาอาหารไม่เข้าใจมโนชัดเจนธนาอาหารไม่เข้าใจวิญญาณอาหารไปอย่างนั้นก็สร้างวิญญาณสร้างวิญญาณอาหารทางวิญญาณให้แก่ตัวเองเป็นอาหารโสโครกก็ได้ เสร็จแล้วก็ไปสั่งสมกับความโสโครกมาพอจะรู้ดีแล้วแล้วก็มีอินทรีย์เพียงพอทำเริ่มทำได้ก็หัดทำถ้าทำไม่ได้ยังเสียท่าอยู่ยังไม่แข็ง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน