220715 เจโตสมถะ-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ019.txt

โฟลเดอร์2520-2533 เจโตสมถะ (108 ตอน) TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์115 KB
วันที่แก้ไข24 พฤษภาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคมพุทธศักราช 2522 พ่อท่านปฏิบัติได้อบรมทำวัตรเย็นฝึกเปโตสมถะที่พุทธสถานสันติอโศกขอสังเกตในตอนที่เราพยายามได้นั่งกันเนี่ยรู้สึกว่าตอนนั่งแรกๆใหม่ๆเนี่ยมันงอกม่วงได้ยังไงเพราะตอนไปปลายๆตอนหลังดูดีขึ้นเพราะตอนนั้นหลัง เชิญชวนจะครบ 2 ชั่วโมงไปน่ะดูดีขึ้นแต่ใหม่ๆนี้ดูรู้สึกว่าจะโง่ๆก็ง่วงกันพอสมควรถ้าเราก็พยายามเราต้องพยายามเน้นไปแก้เคล็ดเข้ามาด้วยว่าจับเป้าสำคัญที่มันเป็นปฏิปักษ์ต่อกันมันเป็นตัวที่ทำให้เราเองเราทำเป้าหมายที่สำคัญไม่ได้สติตกมันก็กลายเป็นเราจะไปรู้อะไรได้แล้วเราจะไปรู้อารมณ์เราจะไปรู้กิเลสนิวรณ์ไปรู้โน่นนี่จะไปรู้อะไรได้ในเมื่อมันง่วงไปซะแล้วแล้วมันก็ความรู้สึกตัวพิจารณาตัวที่จะอ่านจะอะไรต่ออะไรมันก็ไม่ออกมันก็ไม่ทำงานหรือว่ามัน หมดประสิทธิภาพงั้นการมานั่งเจโตสมถะนี้ทรมานพยายามตั้งสติสัมปชัญญะเราพยายามที่จะควบคุมจิตคำว่าสมถะก็แปลว่าสงบระงับลงไปนี้ในความหมายที่เราจะสงบระงับลงไปถึงกิเลสนั้นน่ะเราก็จะควบคุมครอบครัวไปด้วยเราจะหมายอย่างนั้นด้วยเพราะงั้นในตอนนี้เราจะทำให้เขาสมาธิก่อนให้ดีให้ชินให้เป็นไปได้ถ้าเราทำอย่างสัมมาทิฏฐิแล้วเราจะตามใจโตสมถะนั้นมีประสิทธิภาพลึกซึ้งได้ถูกระดับเราจะอ่านจะเห็นชัดเจนเลยทีเดียวเราจะได้รู้ แต่ถ้าเผื่อว่าเราเรียนเจโตสมถะโดยไม่เรียนรู้ในฐานที่เป็นสัมมาทิฏฐิไปคือให้รู้กิเลสตัณหาอะไรชัดๆแล้วก็ทำให้ถูกตามลำดับมีสติสัมปชัญญะมีอะไรต่ออะไรเป็นขั้นเป็นตอนเป็นดีแล้วไปเรียนเจตราแบบมั่วไปเรียนเจอสมถะแบบมั่วๆคือนั่งหลับตาไปแล้วก็ไปเรื่อยๆเราก็ไม่พยายามคำนึงถึงสติเป็นที่ตั้งเป็นอย่างที่เราพยายามเน้นกันนี่ปล่อยปลาร้าเลยจิตใจมันก็จะกลายเป็นการนั่งแล้วก็เข้าไปสู่ภวังค์ไอ้เรื่องของกิเลสตัณหานิวรณ์อะไรต่างๆมันจะดับจะละจะลดอะไรจะใดมัน

อ่านต่อ

จะไม่เป็นไปตามลำดับแล้วก็จะเป็นไปดีได้ที่ควรจะไหม้มันจะกลายเป็น นั่งหลับมีความชำนาญในการนั่งหลับหลับไปอย่างนั้นเองแล้วมันก็ทำได้มันจะกลายเป็นนั่งหลับหลับหลับหลับตาแล้วก็นั่งไปงั้นแหละอยู่ในอาการอยู่ในอารมณ์อะไรมันไม่ได้เรื่องอะไรหรอกมันก็เป็นการฝึกเรื่องลูกรูปแบบหนึ่งฝึกรูปทรงที่เรานั่งหลับถ้าทำไม่ดีพยายามใช้ความสามารถในการที่จะนั่งดีให้ร่างแข็งให้ร่างทรงไม่ให้งอนไงแม่สสารมันก็ได้มันก็ได้พยายามก็จริงๆก็ได้แต่ในอารมณ์ของจิตมันก็ไม่ได้มีอะไรนอกจากมันจะพักมันจะหยุดมันจะดับไปเฉยๆถ้าเราจะพยายามควบคุมให้มันดับให้มันหยุดเป็นเจอ มาถอดแบบเห็นตรงแบบดื้อๆมันก็วุ่นไปแล้วมันก็รู้สึกระงับลงไปงั้นแหละมันก็ทำได้จะต้องทำนานๆทำไปเท่าไหร่ๆมันก็พอได้แล้วเราจะตีเหมาเอาว่าอย่างนั้นเป็นการนั่งยัยตัวสมถะไม่ให้หลังแต่พื้นแล้วจะตีขุมเรียกว่าเป็นเนสัชชิกแม่ล้างแต่พื้นคือเราจะต้องนอนแต่เรานอนโดยการนั่งหรือว่านั่งโดยการไม่เอาหลังแตะพื้นแล้วมันก็พอได้แต่ว่ามันมันไม่มันไม่มีผลทางธรรมไม่มีผลเป็นไปด้วยดีเพราะฉะนั้นจะมีศักดิ์ศรีโดยวิธีอย่างนั้นแล้วมันก็ไม่ๆ แจ่มใสสว่างแล้วจะไม่ได้ผลที่ดีที่ควรทีเดียวและนิโรธก็ไม่ลึกนิโรธแบบนั้นมันมั่วๆก็ไม่ลึกถ้าเผื่อว่าเราทำแบบถูกระบบเป็นสัมมาทิฏฐิให้รู้สติสัมปชัญญะแข็งแรงโพรงไปจนกระทั่งเป็นรูปเป็นฌานก็รูปฌานเต็มดีๆพอเข้าอรูปฌานก็มีอรูปฌานที่ชัดเด่นแล้วเราก็ไปเป็นอภิสราในโลกดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าธันวาอาการศาลแล้วก็เข้าวิญญาณแล้วก็เป็นอาจกินจันทร์แบบอสัญญีพอกินจันทร์แบบว่าฉันมีแล้วก็ต่อไปเลยดับยิ่งขึ้นไปเลยจะดับเป็นนิโรธสัญญาสูงเท่าใด ก็ทำต่อไปเลยได้แล้วมันจะได้ประสิทธิภาพสูงเป็นนิโรธที่สนิทนิ่งลึกนานได้ทีเดียวเพราะเราก็พยายามเริ่มแบบฝึกหัดไปเป็นระดับๆกันตามเรียกว่าเราเปิดแบบเรียนเลยเรียนตามแบบเลยเป็นแบบอานาปานสติก็ตามก็ใช้วิธีให้มีสติสูงระลึกรู้ไปจนกระทั่งเราจะควบคุมจิตได้ดังกล่าวแล้วแล้วก็จะลดเมื่อเราจะทำสมถะลงไปจริงก็ลดอย่างนั้นถ้าทำได้อย่างนั้นแล้วทีนี้เราจะเป็นเนื้อสัตว์ที่เราจะไปทำอะไรต่ออะไรหรือแม้แต่ที่จะน้อมจิตเป็นกำลังทำกำลังไปในทางภิญญาทำอะไรต่ออะไรไปอีก เราจะเราจะได้เหมือนกันมันจะชัดเจนมันจะเข้าใจถูกสภาวธรรมดีด้วยเพราะในตอนนี้เราอย่าเพิ่งรีบด่วนอย่าเพิ่งรีบร้อนเราจะเรียนไปเรื่อยๆไม่ได้หมายความว่าเราเองเราทำนิดหน่อยแล้วเราก็จะทำกันช่วยเหลือชุดดาวเปล่าเรามาเรียนกันจริงๆเรามีศึกษาไปไม่ต้องใจร้อนนะเป็นไปตามลำดับให้มันแข็งแรงมั่นคงให้มันรู้ชัดมีสภาวะทางจิตรู้ชัดไปวัน 1 เดือน 1 ปี 1 อะไรไปเรื่อยๆของเราหลายปีก็ช่างมันไม่ต้องรีบร้อนอะไรเราจะทำให้เด่นชัดเพื่อพิสูจน์เพื่อเรียนรู้ในทางปฏิบัติโลกุตระเราก็มีปฏิบัติอยู่แล้วอันนี้ก็เป็นอุปการะยิ่งได้สัดส่วนที่ดีถูกต้อง ในการที่จะเรียนรู้กิเลสอะไรๆต่างๆด้วยแล้วเราก็ทำประกอบไปด้วยมันก็เป็นการฝึกปรือที่ได้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดเป็นอุปการะแท้จริงๆงั้นเราเอาอันนั้นให้ได้มันต้องพยายามระลึกเสมอสังวรณ์เสมอว่าที่ไหนมีถ้ามันเป็นปฏิปักษ์เหลือเกินกับการมีสติด้วยการโยนิโสมนสิการมีการจิตใจสนใจต่อสิ่งนั้นอยู่การงานนั้นอยู่มันเป็นไปปฏิบัติต่อกันถ้ามันดีหรือว่ามันตกมันก็ไม่มีกำลังอะไรที่เราจะทำเข้าไปได้ก้าวหน้าก็ขอให้เขาตั้งใจโดยทำข้อในตอนนี้เราก็เน้น 4 ข้อแรกนี่แหละติดข้อแรกก็จะ กายสังขารไปแล้วก็ต้องตั้งต้นก็สติ Soap สติ Store ปัสสะติเราจะเป็นผู้ที่มีสติอยู่นั่นเทียวแม้ลมหายใจออกเราจะมีเป็นผู้มีสติอยู่นั้นเชียวแม้ลมหายใจเข้าเป็นตัวขั้นแรกและขั้นสำคัญจะต้องให้มีเป็นหลักไปเลยเมื่อไหร่ๆก็จะเป็นผู้มีสติและจะรู้จะใช้สติสัมปชัญญะปัญญาตามไปตลอดหมดเลยแม้กระทั่งถึงขั้นสุดท้ายขั้นที่ 16 ท่านที่ค้างว่าพระสังข์ว่าท่านรู้ท่านรู้ยาวอะไรเนี่ยเราจะรู้ทั่วถึงเป็นประธานาธิบดีต่อไปเราก็จะพยายามควบคุมแม้แต่กระทั่งการช่าง เราจะรู้พร้อมเฉพาะให้กำหนดรู้ตามเข้าไปดูกายทุกสัดส่วนเฉพาะสัตว์เฉพาะส่วนส่วนไหนให้รู้ให้ทั่วทวนทั่วเป็นปฏิสังขรจะทำให้สงบระงับเราก็ต้องรู้ความหมายของคำว่าสงบระงับแต่พอเป็นไปให้สมการและสมในขณะที่เรานั่งร่างกายตรงอยู่เรามีอิริยาบถอย่างนี้เป็นไปขนาดนี้ความที่อยู่เป็นไปพอดีแล้วสงบระงับระวังกายกายอย่างนี้ก็พอสมควรแล้วหรือว่าจะมีวัดจีนอย่างนี้ก็พอสมควรแล้วแต่ตอนนี้เราไม่มีเสียงไม่มีพูดอะไรเราก็ไม่มีเสียงไม่มีพูดเพราะเราก็อยู่ในภาวะอย่างนี้เราตามกำหนดหมายกายก็นั่งตั้งกายตรงนิ่งอยู่อย่างนี้ จิตใจเราก็จะเรียนรู้จิตทั้งหมดที่มันจะสงบระงับตัวแท้สงบจากนิวรณ์ต่างๆจริงๆเป็นรูปเป็นฌานเป็นอรูปฌานก็ไปนั่งที่หมายนั้นให้รู้จนกระทั่งมันเข้ารูปเป็นชาเป็นวางโปร่งสบายมีธาตุรู้แล้วก็จะถึงสภาวะที่จะดับลงไปอีกกับจิตโดยตรงเราไม่ได้เน้นตัวกิเลสอย่างแท้จริงตรงตัวนักแต่มันก็มีพร้อมกันว่าเราเน้นกิเลสด้วยเพราะฉะนั้นถ้าเราได้ดับกิเลสและระดับนิวรณ์ต่างๆมันไม่มีด้วยอย่างลึกซึ้งหรือว่าอย่างชัดเจนลงไปอีกมันก็จะเป็นการอุปการะจริงแต่ถ้าทำได้ประมาณที่เรียกว่าเราไม่ได้รู้กิเลสชัดนักแต่ว่าเราอาจจะตัวใหญ่ๆเลยถือว่าเราดับจิต พบว่ารู้สึกว่าเบาว่างก็เป็นอย่างนั้นแหละก็มันบอกว่าหน่อยนึงแต่อารมณ์ของกิเลสละเอียดแล้วยังไม่มีปัญญารู้ก็ทำไปพอสมควรมันรู้ว่าเราก็เหมือนว่ามันไม่มีแล้วก็ว่าไปตามภูมิของเราไปก่อนก็ได้แล้วก็ค่อยๆทำไปแต่เราก็ควรจะตรวจให้ชัดให้แน่ใจของเราตามภูมิของเรานั่นแหละว่าอย่างนี้คือทำให้ฉันพระอย่างนี้คือพยาบาลอย่างนี้คือทีนี้ถ้าอย่างนี้คืออุปสรรคเราไม่มีแล้วเราไม่สงสัยเราเข้าใจของเราจริงๆแล้วก็ถือว่าอันนี้เป็นหากินจรรยาเย็ดกันนะอยู่แล้วในตัวของสภาพที่เรียกว่าเราไม่ได้ดับจิตแต่เราดับกิเลสเราไม่ได้ดับจิตใจระดับกิเลสทีนี้ต่อจากนั้นทีนี้เราจะดับจะพักจิตสู่สันติ ตามเทคนิคดอกไม้ตามเชิงของสมถะนี่แหละเราจะค่อยๆทำให้จิตของเราไม่รับรู้นิดนึงๆก็ไม่รับรู้ถ้าได้รับรู้อยู่อย่างเดียวเสียอธิบายว่าถ้ารับรู้อยู่ก็รู้สึกว่ามันจะไม่ใช่การดับสนิทเพราะไม่อยากกระนั้นเลยเราไม่รับรู้อะไรเลยดีกว่าแล้วก็ทักไปก็ค่อยดับค่อยๆทำความไม่รับรู้ไปไปเรื่อยๆโดยมีสติควบคุมไว้แล้วว่าเราจะส่งกายก็ให้สงบระงับให้ทรงอยู่ตั้งอยู่อย่างนี้แล้วเราก็พยายามจิตก็หมดรับรู้ลงไปเรื่อยๆได้เท่าใดหากกินเป็นยาจะชนะอย่างที่ว่านี้ก็ทำมาผิดสัญญานิโรธก็ไปเรื่อยๆเลยในวัดสัญญาณน่ะสัญญาณไม่ต้องคำนึงถึงผ่านเข้าไปเลยเสืออภิชานิโรธดับสูงยิ่งให้สนิทยิ่ง มีจิตรับรู้ยิ่งอันไหนก็ค่อยว่ากันทีหลังคันนู้นที่จะไปถึงขั้นโน้นเราจะต้องเรียนรู้ไปจนกระทั่งถึง 16 ขั้นก่อนไปเรื่อยๆเรื่อยๆออกจาก 4 อันแรกนี่ 4 อันที่ 2 โดยจะต้องไปรู้จักจิตไม่รู้จักใจแต่สิ่งต่อไปเมื่อเราได้ขั้นขนาดเราว่ากายก็สงบระงับดีแล้วเราจะเห็นจุดเราสบายขนาดหนึ่งจะมีผิดๆมันก็จะไปรู้รู้พร้อมเฉพาะในปิติการเข้าไปถึงจิตผ่านเข้าไปติดในขณะรอบต้นที่เราทำ 4 อันต้นมี 4 ข้อต่อมีสติรู้จักลมหายใจสั่นลมหายใจลมหายใจออกลมหายใจเข้าแล้วก็ลมหายใจมันเข้าสั่น จาคอยาวสั้นนึกว่าออกสั้นออกยาวอะไรต่างๆนานาแล้วจนกระทั่งเรารู้ทั่วกายดีเราสงบระงับกายดีอย่างนี้เราถือว่าเราได้ประพฤติจิตมีวิตกวิจารรู้การสงบระงับเข้าไปเรียกว่าการควบคุมได้ภายในจิตภายในอะไรด้วยอารมณ์เมื่อเราได้ทำถึง 4 ข้อแรกให้มันเหมือนเราเป็นผู้ที่ทำวิตกวิจารณ์หรือว่ามีวิตกวิจารณ์ได้แล้วเพราะฉะนั้นขึ้น 4 ข้อต่อมาเนี่ยท่านกล่าวถึงปิติปฏิสังขรณ์ถึงอย่างนั้นเลยแล้วท่านก็กล่าวถึงจิตต่อไปว่าทรัพย์ สรรพจิตตะสังขาราสรรพจิตสังขาราให้ศึกษาจิตสังขารทั้งหมดให้ศึกษาจิตสังขารแล้วก็ทำให้จิตสังขารสงบปัดซ้ำไปยังจิตตังสังฆังจิตสังขารไม่สงบอีกชั้นหนึ่งทีนี้จิตของท่านเนี่ยอันนี้มันมาหมายถึงเศรษฐกิจและศีลข้อต่อมานี่ข้อ 5 6 7 8 ขึ้นข้อต่อมาเป็นปิติปฏิบัติข้อ 9 10 11 9 10 11 12 ตอนนี้ท่านบอกถึงจิตหมดเลยพยายามระลึกรู้ทั่วจิตทำจิตปฏิสังข์เลยให้รู้พร้อมเฉพาะในจิตทั้งหมดแล้วก็รู้ความหมายในการกระทำลงไปอีกมันไม่เหมือนองค์ฌานแล้วตอนนี้มันเข้าใจฌานไปด้วยว่าเป็นสมาธิเป็นฌานก็ไปใหญ่แต่ตอนแรกๆที่เราทำสภาพของจิตควบคุมจิตดูนิวรณ์ดูอะไรเป็นไปดูความสงบระงับจากนิวรณ์นี่เราจะต้องมีความรู้มาเดิมก่อนที่จะมาปฏิบัติอานาปานสติดังกล่าวอย่างนี้จึงขอยืนยันว่าอานาปานสติที่ว่านี้มันไม่ใช่ความรู้ของนักเรียนชั้นประถมมันเป็นความรู้ของพระอนาคามีการหรือเป็นผู้ที่เป็นโอปปาติกะ เป็นผู้ที่มีจิตอย่างแท้จริงที่จะต้องเรียนรู้อย่างแท้มันยังไม่มีอาจารย์ควบคุมไม่มีบอกกล่าวไม่มีขั้นตอนไม่มีบทเป็นระดับๆไม่มีอะไรต่ออะไรเป็นไปเลยนะคนไม่ประสีประสายิ่งคนยังไม่มีภูมิจริงหรือไม่มีความสามารถจริงแล้วก็มาอ่านนี่ก็ไม่เข้าใจอานาปานสติไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรไปยังไงไม่เข้าใจแล้วทำยังไงก็ถึงกลายเป็นการนั่งหลับตาแล้วก็ไม่รู้อารมณ์ต่างๆนิวรณ์เป็นยังไงไม่มีใครกำกับไม่มีใครชี้แนะไม่มีใครบอกอารมณ์อย่างนี้นะเป็นการแล้วเราก็ไม่มีความรู้พื้นฐานประการยังไงอารมณ์กามมันเป็นยังไงมันคิดลึกฟุ้งซ่านไปด้วยการอารมณ์ยังไงมันเป็นยังไงพยาบาลมันเป็นยังไงมันต่างกันยังไงทีนี้ถ้าก็ไม่รู้อารมณ์ดีนะมีพระที่แท้เป็นนั่งเข้าลำ เรื่องอะไรเข้าไปอยู่ในจิตก็นึกว่าเราเองเราเข้าฌานอะไรไปก็เลยกลายเป็นการนั่งหลับตาที่อานาปานสติมั่วๆแล้วก็พยายามฝึกปรือไปให้มันส่งไปอย่างนั้นลักษณะอย่างนั้นมั่วๆโดนๆเดาๆไปนั่งหลับๆลุกๆอะไรไปตามเรื่องตามราวก็เป็นไปอย่างนั้นอาจารย์แบบนี้สอนคนเยอะมากมากเยอะเพราะฉะนั้นคนที่มีปฏิภาณมีความรู้เดิมมีอะไรต่ออะไรบ้างแต่พอเป็นไปหรือว่าอาจารย์อาจจะชาญฉลาดในบางคนก็แนะนำแล้วก็บอกได้ก็พอไปพอเป็นถ้าไม่มีอาจารย์แนะนำแล้วเราไปทำเองไปนั่งหลับหูหลับตาอะไรต่ออะไรในพื้นความรู้ก็ไม่มีมันไม่ได้เรื่องเพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าจะปฏิบัติจริงแล้วล่ะก็ฐานของอานาปานสติเนี่ยมันต้องมีพื้นความรู้และได้ฝึกหัดตัดกิเลสตัดอารมณ์หรือว่ารู้อารมณ์จิตรู้อะไรต่ออะไรมา คนมาจริงแล้วมันนั่งทำอานาปานสตินี้ถึงบอกเป็นรายละเอียดไปเงี้ยพอให้มีสติให้รู้สัญญาอะไรก็ตามตั้งหลักให้ดีพอจิตแข็งดีแล้วก็รู้มีความรู้ในขณะแค่นี้ก็มีความรู้แล้วว่าเราจะต้องมีพื้นฐานว่าเรารู้นิวรณ์นะรู้อารมณ์จิตอย่างนั้นแล้วเราก็ทำไม่ได้จริงๆจนกระทั่งรู้มาถึงกายและปฏิสังขรณ์ระงับระงับอะไรก็ต้องรู้ว่าระงับอะไรในรายละเอียดในความขยายก็ไม่มีในอานาปานสติอันนั้นก็ไม่ได้บอกว่าระงับอะไรนะเพราะเราต้องมีพื้นความรู้มาว่าระงับนิวรณ์แม้จะตายสังขารก็ตามจิตสังขารก็ตามเพราะใน 4 บทแรกจึงไม่ใช่ว่าเรื่องของกายทีเดียวที่เป็นกายดื้อๆถ้า เริ่มต้นตั้งแต่บอกหยาบๆว่ากายเรานับเอาลมหายใจนะเป็นกายยังหยาบแล้วเพราะฉะนั้นละเอียดไปกว่าลมหายใจเข้าไปอีกก็ไปเป็นทาสลึกเลยเป็นจนถึงธาตุวิญญาณแล้วเราก็ต้องทำให้สงบระงับลงไปเป็นนามว่ากายไม่ใช่มันเป็นกายของกายของลูกกายมันเป็นเรื่องของนามธรรมกลายไปทีเดียวทีนี้ไปถึงจิตท่านจะได้ไปขึ้นผิดๆเพราะตัววิตกวิจารณ์ไม่มีคำกล่าวผ่าน 4 ข้อแรกแล้วก็ไปถึง 4 ข้อต่อมาก็ปิติปฏิบัติสังขาราเป็นโรคจิตสังขารทั้งปวงและต่อไปก็ทำให้สงบระงับอีก แม้อารมณ์ขั้นละเอียดขึ้นมาหาปิติมหาสนุกเป็นต้นมันก็ละเอียดขึ้นไปพอขึ้นไป 4 ข้อหมวดต่อไปท่านบอกจิตเลยกล่าวทำจิตกลางๆเลยทีนี้เมื่อกล่าวความจริงคือการต่อไปนั้นเป็นอภิปประมาททะยานจิตตังสมาพันธ์จิตตังวิมลจะยังจิตตังนะข้อที่ 9 + 7 7 ต่อไปจากนั้นก็เป็นอภิปประมงทะยังจิตตังอรรถสิทธิ์สามีติดสติเป็นข้อที่ 10 ข้อที่ 11 สมัยรัชกาลที่ 3 สถิติอันที่ ที่ 12 มิโมจะยังจิตตังอัสสะสามีติดสติต่อไปเลยก็หมายความว่าเราจะต้องจับจิตเลยทีนี้ก็เอารายละเอียดของความรู้ของเราที่เรามีในจิตทั้งเจ็ดสิบทั้งขนาดอะไรตายอย่างนั้นก็ทำให้เป็นอารมณ์ที่เป็นอารมณ์อภิปประมาททะยังคือเป็นอารมณ์เบิกบานอารมณ์ปราโมทย์อารมณ์เบิกบานปราโมทย์เป็นอารมณ์เรียกว่าจะบอกว่าเริงร่าร่าเริงมันก็เป็นอารมณ์ที่ชื่นบานร่าเริงอยู่ที่ประมูลจะยาวท่านแปลทับศัพท์ว่าปราโมทย์ยิ่งอยู่อภิปรายว่ายิ่งปราโมทย์ก็คือประมาทเป็นจิตที่ปรา ยิ่งอยู่ว่างั้นต่อจากจิตปราโมทย์ยิ่งอยู่ไปสมาทานตั้งแต่ 8 ทับศัพท์ว่าสมาธิซึ่งก็ได้อธิบายให้ฟังแล้วว่าสมาชิกในเชิงนี้ชี้ไปที่พญาชนะแยกพยัญชนะให้ฟังแล้วว่าเป็นสมาธิแบบไม้เอาความแข็งแรงมั่นคงซึ่งต่างกันกับสมาธิอีกอันหนึ่งที่อยู่ในเจโตปริยญาณมีคำว่าสมาชิกกับแปลทับศัพท์คำว่าสมาธิแปลเป็นไทยก็มีสมาธิหรือแม้แต่สมาธิหรือสมาธิโดยตรงภาษาบาลีตรงอีกตัวนึงก็หมายอาตมาที่คำที่กล่าวถึงจิตอันยิ่งทรามอย่างนั้นมันจะมาทหารก็แปลว่าสมาธิสมาธิตะก็แปลว่าสมาธิมันจะต้องมีเชิงที่ต่างกันในบาลีที่มีความหมาย แห่งพยัญชนะก็เคยได้พยายามอธิบายให้ฟังแล้วอันนี้ของอานาปานสตินี้สัมมาอะระหังสัมมาอะระหังรัฐบาลมีเชิงของความมุ่งหมายตามพยัญชนะก็คือไปในทางที่มันแข็งแรงแล้วกล้ามั่นคงเป็นจิตที่ทำให้มั่นคงแข็งแรงตั้งมั่นอย่างจริงส่วนสมาชิกมันมีสมาธิครั้งหนึ่งในนั้นด้วยมันไม่ต้องเป็นสมาชิกที่เป็นสมาธิที่ติดแข็งแรงตั้งมั่นจนกระทั่งไปเป็นปัญญาชั้นที่จะต้องรู้ในจิตประโยชน์รู้ในความเป็นประโยชน์เพราะสมาชิกเกิดประโยชน์ยิ่งอยู่จริงมีประโยชน์เสริมเพิ่มขึ้นเพราะราชการที่เราทำความเป็นประโยชน์ต่อเนื่อง เสมอสูงขึ้นเสมออันนั้นจึงเป็นสมาธิที่มีความหมายมีเชิงหมายไปในเชิงอย่างนั้นมากกว่านะอย่าอธิบายความรู้รอบตัวให้เข้าใจถึงเรื่องจิตที่เป็นสมาธิที่มีเชิงหมายลึกซึ้งเข้าไปอีกว่าจะทำอย่างมั่วๆแต่เราทำอย่างรู้ชัดเจนถึงความมุ่งหมายอันจริงๆอย่างนั้นอย่างนี้เราทำให้ดีอย่าให้สับสนเพราะนี่สมาธิต่างๆก็ทำให้มั่นคงแข็งแรงแคล้วคลาดไปทีเดียวจิตเรานี่แหละอย่างที่เราเข้าใจนี่ให้เบิกบานร่าเริงนั้นเป็นไปอยู่อย่างดีไม่โหดห่อเหี่ยวอะไรแต่แล้วอันที่ 4 ท่านก็บอกให้ปล่อยรีโมทจะย้ำจิตใจสามีติดสติ๊กเกอร์ให้ปล่อยอยู่ปล่อยอยู่แม้เรา ร่าเริงเบิกบานแม้เราจะเป็นจิตแข็งแรงก็ไม่ใช่ยึดมั่นถือมั่นเราปล่อยวางแล้วก็เห็นแล้วก็รู้แล้วก็ใช้อาศัยแต่ว่าปล่อยวางเป็นที่สุดนี่ภาษาบอกบอกอย่างนี้แต่การจะวางการจะปล่อยการจะรู้จิตของคุณจริงๆคุณต้องรู้เองเห็นเองคุณก็ทำเองว่าปล่อยวางมันวางแล้วมันจะเป็นยังไงมันจะโลกมันจะติดหรือว่ามันจะผูกอะไรยังไงก็ต้องเข้าใจเองเข้าใจชัดๆแล้วก็ทำได้โดยไม่ได้ผมก็ต้องรู้ของคุณจริงๆนะ 4 บทท้ายบทที่ 13 14 15 16 เป็นอนิจจานกสีสันสติตามรู้ตามเห็นซึ่งอันนี้จังมีราคารถบัสสีข้อที่ 14 มีนาคม ตราบธุรีดินความจางคลายวิราคะมันจางคลายจิตของเราเบาบางลงไปจากกิเลสจริงๆเบาบางลงไปจากความเป็นภาระความหนักหน่วงกิเลสจากกลางอย่างไรเราก็เข้าใจชัดต้องรู้จริงๆเห็นจริงๆเข้าใจของตนมันจะมันว่างโดยๆๆไปเฉยๆไปเจโตง่ายๆเราต้องมีปัญญาเข้าไปเข้าพิจารณาไปเขาอ่านเขาเห็นเขารู้จิตของเราอย่างแท้จริงอย่างนั้นเวลาเขาตัดสินใจคลายลงมาจนกระทั่งถึงนี้รอทานลูกปัดสีนะข้อที่ 15 สิงหาคมเป็นผู้ที่มีนิโรธแม้ลมหายใจออกอยู่ดังนี้หรือนิโรธาราม ศักดิ์สิทธิ์สสสามีติดสติเราต้องทำในบทศึกษากันอย่างนี้จริงๆศึกษาเรียนรู้จริงๆว่าเราดับแล้วนะเดี๋ยวนิโรธแล้วเนี่ยเห็นความดับอยู่ดับอยู่แม้ลมหายใจออกหรือลมหายใจเข้าก็ยังมีอยู่ในโลกของพระพุทธเจ้าจึงไม่ได้เป็นไปอย่างที่ฤาษีสอนและสอนทำยังไม่เข้าใจยังไม่มันผิดบัญญัติผิดหลักฐานผิดคำกล่าวคำสั่งของพระพุทธเจ้าจะบอกว่าพระพุทธเจ้าเผลอเอาคำนี้แม้ลมหายใจออกลมหายใจเข้าเผลอเอามาปนเข้าไว้นี่ท่านปรับติดต่อก็เลยเผลอติดต่อไปเลยลืมอย่าไปดูถูกเพราะปัญญาที่คุณพระพุทธเจ้าจะไปดูถูกพระพุทธเจ้าอย่างนั้นน่ะมันไม่ใช่นะมันหลักการใหญ่แต่คนไม่รู้เป็นดาวโน้นพอไปจนกระทั่งสุดท้ายเมื่อ ใจอย่างนี้เยอะจริงไม่เข้าใจอาจศักดิ์สิทธิ์หรือไม่เข้าใจอัดสาระอย่างแท้เพราะงั้นแม้แต่แค่บอกว่าฌาน 4 เพราะฌาน 4 ก็ดับผัสสะสิทธิ์ดับอัสสาสะปัสสาสะดับลมหายใจแบบฤาษีก็ไปแปลเอาดุยๆในสูตรของเรียนรูปฌานอรูปฌานก็ไปว่าดับลมหายใจเลยท่านดาบลมหายใจเร็วขึ้นไม่เข้าท่าเลยแม้แต่ท่านให้ทำอานาปานสติอย่างนี้ท่านก็ยังยืนยันว่าลมหายใจออกลมหายใจเข้าอยู่มีอยู่แม้ถึงขั้นนิโรธนี่เป็นเรื่องหลักฐานที่สำคัญมากจุดนี้จะเป็นจุดขายจะเป็นจุดที่จะบอกได้แม้แต่อานาปานสตินั้นไม่ได้หมายความว่าจะได้รับหูหลับตาหรือว่า เป็นนิโรธหลับดับดิ่งไม่ใช่เลยถึงขั้นนิโรธนี้ก็เป็นนิโรธที่มีความรู้รู้อยู่เห็นอยู่อนุบาลศรีมันก็บอกยืนยันว่ารู้อยู่เห็นอยู่ไม่ได้ดับหายไปไหนนิโรธนี้นิโรธรู้นิโรธแจ้งนิโรธเห็นนิโรธมีเห็นมีรูปปัดสีแปลว่าเห็นอยู่ปัสสะปัดสีมันแปลว่าเห็นเห็นแจ้งอยู่มันไม่ได้หมายความว่ามันบอดเพราะนิโรธอย่างเห็นแจ้งเข้าใจและกำกับโดยที่ว่าลมหายใจออกก็อยู่ลมหายใจเข้าก็อยู่ไม่ได้หมายความว่าดับไปตามที่ฤาษีว่าไปมันกลับกันอย่างนี้มันไม่ตรงตามที่เขาว่ากันอย่างนี้ เสิร์ชคำว่านิโรธในศาสนาพุทธจึงต้องเข้าใจให้ดีว่าเราหมายเอานิโรธอะไรดับอะไรแต่เราดับสนิทจนกระทั่งทำจิตของเรามาได้ตามขั้นตอนมาเห็นความจางคลายมาจริงเห็นความไม่เที่ยงแท้ตามที่เราเคยหลงว่าเออมันจะเปลี่ยนไม่ได้มันจะแปลไม่ได้มันจะอย่างนี้อย่างนี้อยู่ไม่ใช่มันแปลได้เปลี่ยนได้มันทำให้จางหายไปได้มันไม่เที่ยงแท้มันไม่ยึดมั่นแม้แต่จะจิตจะเป็นลักษณะอย่างที่มันไม่เขาถามว่าอกุศลแล้วก็เปลี่ยนจากอกุศลมาได้มาเปลี่ยนเป็นผู้สอนได้อย่างจริงจังอย่างนั้นจนถึงขั้นนิโรธและแม้ที่สุดถึงขั้นนิโรธที่เราทำได้ป่านนี้เราก็ยังจะต้องสลับคืนเราจะต้องทำคืนเป็นประสิทธิภาพศรีษะสามีติดสติหรือปฏิบัติการตัดสี เอกสารมีประสิทธิภาพในบทศึกษาว่าเราจะต้องสลัดคืนบอกคืนเอาคำว่าบอกคืนให้เป็นภาษาที่บอกเป็นภาษาที่มันชักจะหยาบมันชักจะใหญ่ขึ้นมาแล้วบอกว่าบอกคืนเนี่ยมันเหมือนกับเป็นวาจากรรมแล้วเป็นวจีกรรมที่จริงก็คือให้จิตนี่ไม่ถึงก็บอกถึงก็คือจิตของเรานี่แหละสลักปล่อยแม้จะนิโรธแล้วก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นมันขั้นสูงอันนี้เป็นขั้นปลายเป็นความสูงเป็นความเข้าใจอย่างชั้นสูงจริงๆจุดนี้ไม่ใช่จุดง่ายเลยการสลับคืนเนี่ยศาสนาพุทธเท่านั้นมีสภาพนี้ผมใช้คำว่าศาสนาพุทธเท่านั้นมีสภาพนี้ ปลายปลายสุดซึ่งเราจะเห็นได้ภาษาที่ผมเคยเรียกว่าภาษาเซนมันเป็นแล้วไม่เป็นอย่างที่เราประมาทมันเป็นอย่างนั้นมันเหมือนย้อนแย้งอยู่ก็อย่างนั้นแต่มันจะเป็นอย่างนี้ตัวประสิทธิภาพเนี่ยตัวคำว่าฉลาดเกินหรือตัวสุดท้ายภาษามันก็แปลกันไปหลายคำหลายความที่จะสื่อความหมายคนรู้แปลมาจากรากฐานบาลีตัวเดียวกันว่าปฏินิสสัคโค บ่สำคัญเหลือเกินปฏิสังขรณ์ถ้าผู้ใดไม่ถึงขั้นปฏิเสธค่ะเป็นผู้ที่บรรลุหลุดพ้นบริสุทธิ์ร่วมสวดจริงๆจะต้องมีสภาวะนี้จะต้องรู้ชัดรู้เจนจะต้องรู้ถึงสภาพของปฏิสัมพันธ์สลัดคืนนี้เป็นผู้ที่หมดสิ้นโดยที่ผู้นั้นรู้แจ้งดับหรือเกิดอยู่ 2 สภาพผมถือว่าปฏิสังขรณ์เนี่ยเป็นสภาพที่เรียกลำลองของอุปโภคเป็นภาษาที่เรียกสภาพลำลองว่ามันเป็นสภาพมันมี 2 ศัพท์ 2 ส่วนนะมีทั้ง 2 ส่วนเห็นได้จะว่าดับก็ดับจะเกิดก็เกิดมีทั้ง 2 ส่วนเพราะฉะนั้นอะไรเราจะเอาอะไรเราจะเน้นเราจะโน้มอะไรตอนนี้เราเกิดเรารู้เกิดแล้วเราก็เอาสิ่งที่ดีที่สุดมันเป็นสภาพ สังขารแปลว่าก็แปลว่าไม่ปรุงเพราะในทางฤาษีก็แน่นอนที่สุดก็แปลงอย่างหนักในทางนี้เขาเน้นว่าวิสังขารแปลว่าไม่มีสังขารดับสังขารแล้วก็ดับแม้แต่จิตสังขารดับหมดเขาก็มาเอาอย่างนั้นแต่ในคำว่ามันมีทั้งคำว่าไม่แล้วมันมีทั้งคำว่าที่เหนือกว่านั้นยิ่งยอดไปอีกสังขารยิ่งมันแปลว่ายิ่งเยี่ยมเป็นเลิศยอดไปมีอีกมีอีกคำว่ามันหมายถึงอย่างนั้นด้วยซึ่งผู้เรียนบาลีก็รู้ทุกคนน่ะเข้าใจทุกคนเพราะเราจะไปทิ้งอย่างไรเมื่อมันเป็นสภาพแบบนั้นก็เป็นสภาพที่จริงแล้วมันเป็นจริงด้วยของสภาวะธรรมคือมันเป็นสภาพที่ยิ่งยอดตรง มันดับแล้วมันไม่มีมันไม่มีสิ่งนั้นจริงๆแล้วมันกลับมีสิ่งที่ยิ่งกว่ามันกลับมีสิ่งที่ยิ่งอยู่เป็นสิ่งนั้นเพราะฉะนั้นมันมีทั้ง 2 ส่วนคำว่าวินัยมีทั้งไม่มีทั้งยิ่งไม่มีอุปโภคมันมี 2 ส่วนคำว่าอุปโภคอันนี้จึงหมายเอาสภาพที่สูงขึ้นอีกของจิตแท้ๆที่มันมีสภาพที่ว่ากิเลสหมดจริงๆไม่มีกิเลสเลยแต่มีจิตนะมีการปรุงอยู่ก็ได้ด้วยชัดเจนขึ้นก็เป็นมิสังขารของพระอริยะแต่ท่านพระอรหันต์หรือว่าพระอริยสัจไหนก็แล้วแต่ที่สามารถที่จะมีวิชาเป็นวิชาที่สังขารต่อมานี่มันเป็นสังขารที่เป็นวิสังขารแล้วมันเป็นสภาพเกิดได้สภาพ อนุโลมแต่ไม่ใช่อนุโลมอย่างอวิชชาไม่ใช่อนุโลมอย่างอวิชชาได้ทีเดียวตามตามไปอย่างกับโลกเขาตามไปอย่างกับโลกเขาแต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นอย่างโลกเขาแล้วมันยิ่งกว่าการพูดในปากอันนี้ทัศนันท์ไม่ใช่จะเข้าใจได้ง่ายๆพูดไม่ถึงขั้นนี้ไม่มีสิ่งนี้ก็เป็นแต่เพียงฟังความหมายเฉยๆกับเพลงสักแต่ว่ารู้ยังไม่ถึงขั้นเป็นจริงมีจริงรู้ยิ่งรู้จริงอย่างที่เป็นของจริงมีจริงแล้วผู้ที่มีได้จริงจึงจะเห็นความสำคัญดังนี้ถ้าเป็นสภาพอุปสรรคจึงมีนัยยะอย่างนี้นิโรธก็มีแล้วปฏิสังขรณ์หลังนิโรธเหล่านี้รอทางประวัติศาสตร์ กว่านั้นอีกสูงกว่านิโรธอีกมันจะต้องมีการทำคืนใช่ไหมคำว่าได้แล้วก็ทำคืนมาไม่เหมือนกับไม่ได้แต่ที่จริงมันไม่ใช่หมายความว่าไม่ได้นะที่จริงได้ยิ่งกว่านั้นแต่โดยรูปหยาบโดยที่จะสลัดคืนมามันเป็นคืนเหมือนกับท่านผู้นี้ใหม่ไม่มีไม่มีถ้าเราออกป่าไปหรือว่าเราไปทำที่ป่าเราก็มีพลังจิตขนาดหนึ่งแล้วเพราะฉะนั้นเราก็รู้ว่าเออเราเรียนรู้มาพอสมควรมีอำนาจมีอินทรีย์พละมาเราจะกลับมามาประสบกับสัมผัสกับโลกมันก็โลกีย์แล้วเราก็จะทำได้ถ้าทำได้จริงเราก็เป็นผู้คิดถึงจริงทำยังไม่ได้เราก็หนีเข้าป่าอีกใหม่มันเป็นอย่างนี้ทีนี้ถ้าผู้ที่ทำได้ก็ไม่ต้องหนีเข้าป่าไปก็ป่าไม้จะไปป่าก็ไปได้ทีนี้ ผิดที่จะไปป่านพรรคปฏิเสธเล่นไปพักบ้างก็ได้มันสบายมากออกมาอยู่กับที่นี่เขาก็ได้ทุกทีก็ได้เกี่ยวข้องก็ได้จึงเป็นผู้ที่ได้ทั้ง 2 ส่วนเป็นอุปกรณ์เป็นอย่างไรก็ได้ทั้งสิ้นมันถึงจะเรียกว่าร้องกลับคืนลองไปลองมาดูเป็นไปดูที่ยึดสภาพนี้ถ้าจะมีสภาพอีกอันนึงภาษาไหนยากของนักปฏิบัติสมาธิเขาก็เลยว่าสมาธิสัตฐานนะเรียกว่าสมาธิสั้นได้แล้วก็หัดเพิ่มสมาชิก 3 พื้นฐานะสมาชิกเราทำสมาธิแบบสมาบัติก่อนสมาบัติคือทำความสั่งสมความต่อเนื่องเคยชินถ้าไม่มีต่อให้ไปได้มากๆทำให้มี เสมอธรรมะก็เสมอนี่แหละให้เกิดจากที่เราหมายถ้าไม่อยากเป็นอย่างนี้แหละที่เรากำหนดแล้วให้ได้เสมอๆเรียกว่าสมาธิสมาบัติทำจนได้มั่นคงเที่ยงแท้ก็เป็นสมาธิสักทีติดตั้งมั่นทำได้ได้จะดีเป็นสมาธิถิติหรือสมาธิสั้นได้จริงสมาธิสั้นนี่เธอก็แปลทับศัพท์ว่าสมาธิเหมือนกันในภาษาทางไทยๆแปลไทยๆอย่างเรียกว่าอย่างไรภาษาพระไตรปิฎกตั้งแต่สมาธิทั้งนั้นน่ะสมาธิสั้นกับแพรวาแต่ในบาลีจริงๆมันไม่ใช่ในสมาธิ 7 เนี่ยตัวแรกเป็นสมาธิตัวเดียวนะบอกให้ต้องฉลาดรู้ในสมาธิข้อที่ 1 ที่จริงเรามาแยกข้อเองในพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสไว้ในพระสวดถ้าไม่ได้แยกคอกท่านบอกว่าต้องเป็นสมาธิกุศล ต้อง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน