571130_วิถีอาริยธรรม สันติฯ สติในกายคตาพาหมดอัตตาที่เป็นมายาของชีวิต.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

571130_รายการวิถีอาริยธรรม ที่สันติ อโศก เรื่อง สติในกายคตาพาหมดอัตตาที่เป็นมายาของชีวิต โดย พ่อครูโพธิรักษ์

ส.เพาะพุทธ … วันนี้วันที่ 30 พ.ย.2557 ก่อน เข้ารายการวิถีอารยธรรมในวันนี้ ขอประชาสัมพันธ์ เรื่องที่พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้รับนิมนต์ให้ไปร่วมงาน ครบรอบ 60 ปีทีวีไทย ที่คณะนิเทศน์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันพุธที่ 3 ธ.ค. 2557 เวลา 13:00 - 15:00 น. เชิญผู้สนใจไปร่วมงานได้ งานนี้บุญนิยมทีวีไปบันทึกเทปด้วย งานนี้เห็นว่ามีนักทำรายการโทรทัศน์อาวุโสได้รับเชิญไปร่วมงานด้วยหลายคน พ่อครูว่า … ที่เขาเชิญไปก็คนอายุ 80 ปีขึ้นไปทั้งนั้นเลย ส.เพาะพุทธว่า … ในปฏิทินอโศกปีนี้มีโศลกว่า “วัฒนธรรมบุญนิยม นั้น ต้องไม่ใช้บุญ เป็นวิมานหลอกคน” ช่วงที่เรารณรงค์ โอวาทที่พ่อครูสรุปไว้ในการจัดงาน 80 ปีไม่มีแก่ ว่า เรากางเต็นท์ 7 หลัง คนก็มานิดเดียว เราตั้งส้วม 80 หลัง แล้วคนก็มานิดเดียว หรือจัดสถานที่ริมมูนไว้ก็ได้ใช้นิดเดียว ขนจอ LED เตรียมไว้ก็ได้ใช้นิดเดียว ถ้าเราคิดอย่างทุนนิยมเขาก็ว่าไม่คุ้มเลย เขาไปคิดว่าเขาจะได้ แต่ว่าเราต้องคิดว่า เราได้ให้ เราไม่คิดว่าคุ้มหรือไม่ ถ้าเราเจตนาว่าเราทำเผื่อพี่น้อง ญาติโยมเรามามาก เราก็ทำไว้ ถ้าเขามาเกินกว่าที่เราเตรียมไว้มันแย่ แต่ถ้ามาน้อยกว่าที่เราคาด เราก็จ่าย ได้ให้ เราไม่เสีย เราได้ฝึกได้ อันนี้คืออาตมาว่า เราเสียสละแต่เราไม่ได้เสีย เราให้เต็มๆ ดีกว่ามันไม่พอ เป็นคนขี้เหนียว เราได้เสียสละ สมมุติว่า คนมามาก เราก็คิดว่ามันคุ้ม มันก็เท่ากันนั่นแหละ ถ้าจะมองในแง่ความสมเหมาะสมควร สุรุ่ยสุร่าย มันก็อยู่ที่การคาดคะเน กะเอา ซึ่งเราไม่ได้สุรุ่ยสุร่าย อาตมาก็มองว่าน่าจะมากกว่านี้ แต่เอาเข้าจริง น้อยกว่าที่คาด ไม่ได้เจตนา จะไปโทษโทรทัศน์ไม่ได้ เรามีเ

อ่านต่อ

สน่ห์เท่านี้ จุดที่เราต้องปรับมีอยู่ ถึงอย่างไร ส่วนเกินสูญไปก็ถือว่าสุรุ่ยสุร่าย เราก็ไม่เจตนา แต่ในด้านจิตวิญญาณ การเสียสละเรามุ่งตรงนี้ดีกว่าขี้เหนียว ถ้าขี้เหนียวเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัว เราก็ไม่ได้เรียนรู้ฝึกฝน แต่นี่อย่างน้อยเราได้ทำงาน ได้ฝึกซ้อม ได้อดทน ที่ลึกซึ้งคือเราไม่เสียใจ ไม่คิดเล็กคิดน้อย ส.เพาะพุทธว่า … แร้งก็จะมีเสน่ห์อะไรนิดเดียว แต่เป็นหงส์ระวังจะเป็นโหงนะ เมื่อเราเป็นแร้ง เราเป็นสัตว์มีศีล แต่คนส่วนใหญ่ ช อบนกยางดูดี กินปลามีชีวิต ดุร้าย เหมือนคนที่ดูภายนอกงามแต่ว่าดุร้าย แต่นกแร้งเป็นนกกินซากที่ตาย เป็นนกมีศีล พ่อครูว่า เรามีเสน่ห์เท่านี้ ไม่ได้หมายความว่าจำนน แต่พ่อครูว่าจุดที่เราต้องปรับมีอยู่ พ่อครูบอกอีกว่า...อาตมาได้ข้อสรุปอยู่ 4 คำ (1) ปัญญา (2) น้ำใจ (3) ซื่อสัตย์ (4) อุตสาหะ พ่อครูว่า… อาตมาได้ 4 คำนี้เป็นเรื่องที่เกิดจริงเป็นจริง ที่เราเป็นอย่างนี้ได้เพราะทฤษฏีพระพุทธเจ้า ทุกคนใช้ปัญญา อิสระส่วนตัว แล้วทุกคนก็ใช้น้ำใจของแต่ละคน ถ้าไม่มีน้ำใจ เกิดไม่ได้ คำว่าน้ำใจนี่ลึกซึ้งมาก เป็นของใครของใคร ไม่ใช่บังคับ อิสรเสรีภาพ เป็นความพอใจภาคภูมิใจด้วย เป็นพลังงานปัญญา พลังงานน้ำใจ ซื่อสัตย์ ถ้าไม่ซื่อสัตย์จะเกิดความอลเวง เจ็บป่วย ไม่ดีไม่งาม ยิ่งพวกเรามีส่วนกลาง ถ้าพวกเราไม่รักษา ไม่เก็บงำ มันไม่ง่าย คำว่า ซื่อสัตย์นี่มันลึกซึ้ง ถ้าไม่ซื่อสัตย์ มีแต่การโกง เล่ห์เหลี่ยม ก็เกิดเรื่องที่มันไม่เกิดเรื่องเพราะเรามีควา ม จริง พวกเรามีอุตสาหะ นี่งานเสร็จก็เก็บได้หมด โอโห ใช้ปัจจุบันธรรมที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันเยอะแยะ แค่ต้องรื้อเต็นท์กันกลางน้ำก็หนักหนา งานสังคมแบบเรา แล้วคนมามากๆโดยเฉพาะมีคนใหม่มาผสม ถ้าพวกเรากันเองก็ไม่มีเรื่อง มาก ส.เพาะพุทธ … ประเด็นที่ยกมาเพื่อให้พวกเราใช้ในการทำงานเป็นจิตสาธารณะในช่วงโรงบุญ 5 ธันวาฯมหาราชนี้ ทำทั้งเพราะ ไม่ มีกังวลในความร่ำรวย ไม่หิวโหยในความบันเทิง ไม่ปรารถนาความเป็นใหญ่เป็นโต ไม่มีปัญหากับความเครียด ..ชีวิตจึงไม่ขาดแคลนความเบิกบาน

พ่อครูว่า.... เอามาสรุปนี่ก็ดี อาตมาก็สรรค่าสร้างคนไป เกิดมาทำงานนี้คุ้มกับการได้เกิดมา ไม่ได้ไปล่าโลกธรรม ไม่หลงใหลความบันเทิงไม่หมกมุ่นใน สิ่ งที่เป็นใหญ่เป็นโต ไม่มีปัญหากับความเครียด คนเขาถามว่าอาตมาเคยเครียดไหม? อาตมาก็ว่าไม่เคยมีอารมณ์เครียด ไม่เคย ก็เลยไม่รู้จักว่าเครียดเป็นอย่างไร ก็เดาๆว่า คงอาการตึงๆปวดหัว เป็นทุกข์ คือยังแปลไม่ออก เข้าใจไม่ได้ว่าเป็นอย่างไร ความกังวลก็เคยมีนะ ความห่วงหาอาวรณ์ เข้าใจภาษาไทยนะ หรืออาการไม่ชอบใจก็เคยมี แต่ว่าเครียดนี่นึกไม่ออกว่าเป็นอาการอย่างไร เขาว่าเครียดกันก็ตึงตังๆ เป็นอย่างนั้นหรือ? ส.เพาะพุทธว่า … อีกอย่างคือแบบหน้านิ่ ว คิ้วขมวดเป็นการแสดงออกความเครียดครับ เป็นคำที่เขารวมกันไว้ พ่อครูว่า … ที่เข้าใจผิดกันมานานจึงไม่พาบรรลุธรรม เสียเวลาทุนรอ น แรงงาน ลงทุนไปแต่ไม่ได้ผล ลงทุนทั้งชีวิต แต่ไม่ได้โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าที่พาไปนิพพาน เป็นเนื้อหาแท้ของพุทธ แต่ไม่ได้กัน ต้องกล่าวว่าไม่ได้แม้ถึงสถาบันหลักของประเทศ ขออภัยที่ต้องกล่าวเช่นนี้ สถาบันพุทธศาสนาหลักแกนเลยก็ไม่ได้เข้าถึงโลกุตระ เพราะเข้าใจผิดเรื่องกายคตาสติ อานาปานสติ แล้วก็เลยปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ไม่ได้ผล ที่ผิดคือแยกอานาปาน สติ กับกายคตาสติ เป็นคนละเรื่องกัน แยกกัน แต่ที่จริงต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแยกกันไม่ได้ ในพระไตร ปิฎกเ ล่มที่ 14 อานาปานสติ สูตร หน้า 166 (ฉ.หลวง) ข ้อ 182 เป็นต้นมา ที่ต้องตำหนิกันว่ากันนั้น เพราะอาตมาเห็นว่าผิดจริงๆที่ทำกันมาอย่างไม่ได้ผล ไม่ได้แม้สะเก็ดคือศีล ไม่ได้แม้เปลือกคือสมาธิ เพี้ยนผิดไปหมดแล้ว ที่อาตมาพูดนี่ จิตอาตมาไม่มีอุปวาโท(ไม่ได้พูดร้าย) พระพุทธเจ้าตรัสตั้งแต่ข้อ 285 มาว่า ผู้เข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าเอาไปปฏิบัติ มาบวชเป็นภิกษุ ภิกษุณี มีตั้งแต่เป็นพระขีณาสพ หรืออนาคามี หรือสกิทาคามี หรือโสดาบัน ต่อจากนั้นก็มีผู้กำลังประกอบความเพียร แม้ไม่ได้เป็นบุคคล 4 ผู้ที่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าอานาปานสติ ก็จะได้ผลเช่นนี้ แม้ว่ายังไม่ได้ก็ยังเป็นผู้ประกอบความเพียรในการเจริญสติปัฏฐาน 4 อยู่ ที่เป็นตัวแท้ในการปฏิบัติเป็นโลกุตระ ข้อแรกคือ กายในกาย ถ้าเข้าใจกายไม่ถูกต้อง ก็ปฏิบัติกายในกายไม่ถูกต้อง จะรู้ได้อย่างไรว่า กายต่างกันเป็นอย่างไร คนสัมมาทิฏฐิก็จะได้กายอย่างหนึ่งต่างกับพวกมิจฉาทิฏฐิ แม้สัญญาต่างกันว่าได้ฌานอย่างในวิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 แต่ว่ากายนั้นต่างกัน เพราะมิจฉาทิฏฐิตั้งแต่คำว่า กาย แล้ว ก็จะเข้าใจผิดไปทั้งยวงเลย ท่านก็ตรัสต่อมาในข้อต่อมาคือ เจริญสัมมัปธาน 4 และต่อไป อันเป็นโลกุตระ 46 ในพระไตร ปิฎกเล่มที่ 31 ข้อ 620 คือ [ 620 ] ธรรมเหล่าไหนเป็นโลกุตระ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 อริยมรรค 4 สามัญผล 4 และนิพพาน ธรรมเหล่านี้เป็นโลกุตระ ฯ อานาปานสติเป็นโลกุตระ คำว่า กายในกาย คือเ ริ่ มปฏิบัติ กาย นะ ขยายคำว่า กายก็คือ กายคตาสติ ต้องมีสติ รู้กายที่ดำเนินไป องค์ประชุมของรูปนามที่ดำเนิน ให้มีสติ ปฏิบัติ หยั่งถึงอานาปานสติ 16 หลัก ยืนยันว่าศาสนาพุทธ หากเข้าใจกายคตาสติ กับอานาปานสติ ไม่ได้ แยกส่วนกันก็ไม่ได้บรรลุธรรม ที่เข้าใจกัน ที่เขาเข้าใจกันนั้นคือ อานาปานสติ คือ ไปนั่งตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่นแล้วหลับตา เอาลมเป็นกสิณ วาโยกสิณ ซึ่งลมเป็นแค่ธาตุภายนอก พระพุทธเจ้าก็ไม่ให้ ทิ้ งภายนอกแต่ให้อ่านภายในด้วย อ่านกายสังขาร แต่ถ้าเข้าใจกายผิด ก็ทำให้กายสังขารรำงับก็ทำผิดๆ เขาตัดกันว่ากายเหลือแค่รูปธรรม การทำให้กายสงบ ก็คือทำให้กายนิ่ง ก็ทำแค่นี้ก็ผิดแล้วไม่ได้ผลปรมัตถ์ ไม่เข้าจิต เจตสิก รูป นิพพาน แล้วว่ากายไม่นิ่งนี่คือไม่สงบ แต่ถ้าจะทำจิตสงบก็คือทำให้จิต นิ่ งเหมือนกายรำงับ(ปัสสัมภยัง) อย่าหาว่าสอนเลย คำว่า ปัสสัมภยังคือสงบรำงับคือให้ให้กิเลสระงับ ไม่ได้ให้ไปทำร่าง และวาจา นิ่ งเลย แต่ต้องทำตัวการใหญ่ กิเลส ตัณหา อุปาทานระงับบทบาท นี่คือปัสสัมภยัง ต้องระงับในกายสังขาร ในจิตสังขาร กายสังขารที่ปัสสัมภยังก็ไ ม่ไ ด้หมายถึงกายนี้หยุดนิ่ง แต่กลับคล่องแคล่ว เป็นกายปาคุญญตา เวทนา สัญญา สังขารคล่องแคล่ ว ( กายคือ เวทนา สัญญา สังขาร) ไม่ใช่ไปนิ่งดับไม่ขยับหมด นี่ก็ทำให้เสียหายสังคมเศรษฐกิจหมด ขออภัยที่ต้องกล่าวว่า ประเทศไทยเสื่อมเพราะการทำแบบนี้ ไทยเป็นพุทธ 95 % แต่เข้าใจสัจธรรมของชีวิตผิดเช่นนี้ จะไปโทษคนออกกฎหมายนั้นผิดหมด ต้องโทษพระ โทษผู้นำทางจิตวิญญาณ (มโนปุพพัง คมา ธัมมา) ก็เลยไม่เสฏฐา ไม่เจริญ ก็เลยมีแต่มายา มโนมยา มายากันตลอดเลย มีแต่มายาออกจากจิต ทั้งนั้นไม่สุจริต ไม่มีปัญญา ไม่มีน้ำใจ ไม่ซื่อสัตย์ ไม่มีอุตสาหะที่สมบูรณ์ ขออภัยที่ต้องชี้ชัดน้ำหนักความจริงชัดก็เลยฟังเหมือนตนเองใหญ่เหลือเกิ น มาต่อเรื่องในพระไตรปิฎก ท่านบอกต่อจากโลกุตระ 46 คือโลกุตระ 37 (โพธิปักขิยธรรม 37 ) กับโลกุตระ 9 เ ริ่ม ต้นคือสติปัฏฐาน 4 ข้อแรกคือกายในกาย จากนั้นเป็นเวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เริ่ม คือต้องปฏิบัติกายในกายให้ถูก จึงได้โลกุตระ 9 ไปตามลำดับ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก โพชฌงค์ 7 กับมรรค 8 จึงเกิด เป็นทฤษฎีหลักในการพาตรัสรู้ ถ้านอกเหนือจากพระพุทธเจ้าแล้วก็จะมีแต่ภาษาเท่านั้นไ ม่สัมมาทิฏฐิ ไม่เข้าปรมัตถ์ ไม่มีสัมมาผล กลายเป็นอาริยเก๊ อรหันต์เก๊กันแล้วก็หลงเชื่อนับถืออาริยะเก๊ อรหันต์เก๊กัน ขออภัยที่ต้องพูดสิ่งผิด มันเลี่ยงไม่ออก พูดสิ่งผิด ก็เลยไปเจอคนที่ยึดผิดๆ ก็เลยกระทบ แต่จะให้พูดไม่กระทบคือถ้าเราพูดสิ่งผิดก็เลยกระทบคนผิด แต่เมื่อพูดถูก เราพูดสิ่งถูกก็กระทบคนถูก แล้วคนถูกดันเป็นพวกเราอีกก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ต้องแจกแจงกัน ขนาดแจกแจงก็ยังไม่ปรโตโฆษะอีก ก็ไม่ได้สัมมาทิฏฐิสักที ต่อมาดูในพระไตร ปิฎก ต่อ ปฏิบัติไปจะเจริญ เมตตา กรุณา มุ ทิ ตา อุเบกขา แม้ท่านจะไม่กล่าวว่าเป็นโลกุตระแต่เนื้อเป็นโลกุตระ เป็นเนื้อจิตเจโตที่จะเกิดจิตเช่นนี้จริง เกิดอัปปมัญญา 4 หรือพรหมวิหาร 4 นี้ ถ้าไม่เป็นหลักของพุทธจะเป็นเทวนิยม เป็นพรหมที่ใหญ่ๆๆ แต่ไม่ใช่พรหมคือจิตที่ผู้ปฏิบัติทุกคนจะเกิดพรหมกาย เป็นไปตามบารมี เราจะมีพฤติกรรมแสดงความจริง 4 อย่างนี้ เพราะจิตเป็นประธาน เมื่อจิตเป็นพรหม กาย วาจา ก็แสดงเป็นพรหม บริบูรณ์ไปตามบารมี ถ้าจะให้สัมบูรณ์ต้องเป็นอรหันต์ แต่ก็ทำไปตามรอบๆไป โสดาฯ สกิทาฯ.... ในความหมายของรูปและนาม เจโตคือรูป ปัญญาคือนาม สูงขึ้นไปในความหมายลึกชั้นที่สอง เจโต จะเป็นนาม ปัญญาจะเข้าใจโพธิปักขิยธรรม 37 แล้วจะได้เจโต พรหมวิหาร 4 ก็เกิดลักษณะ 2 ปัญญาอย่างหนึ่ง เจโตอย่างหนึ่ง ในบางคราวเจโตจะเป็นอิตถีภาวะ แต่บางภาวะเจโตจะเป็นปุริสภาวะ คือเมื่อเป็นเอกบุรุษแล้ว เจโตจะเป็นปุริสภาวะ ปัญญาจะเป็นอิตถีภาวะ ก็เรียนสองภาวะนี้แหละให้เป็นเอกบุรุษสมบูรณ์ก็เป็นอรหันต์ สลับไปสลับมา ระหว่างเจโตและปัญญา ระหว่าง อิตถีภาวะและปุริสภาวะ แล้ว กายคตาสติทำอย่างไรเจริญอย่างไรจึงมีผลมาก พระพุทธเจ้าว่า... [ 294 ] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กายคตาสติอันภิกษุเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า เธอย่อมมีสติหายใจออกมีสติหายใจเข้า เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว หรือเมื่อหายใจ เข้ายาว ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้นหรือเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง(พ่อครูว่า...คำว่ากองลมนี่ท่านแปลมาจากคำว่า สัพกาโย นั้นไม่ได้หมายถึงแค่กองลม แต่ควรแปลว่า กายทั้งปวง ไม่ใช่กองลมทั้งปวง) หายใจเข้าสำเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่ อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่ อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ พ่อครูว่า...จุดสำคัญคือคำว่าย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือน บาลีว่า( เย เคหสิตา สรสงฺกปฺปา เต ปหียนฺติ ฯ) [ 295 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเดินอยู่ ก็รู้ชัดว่ากำลังเดินหรือยืนอยู่ ก็รู้ชัดว่ากำลังยืน หรือนั่งอยู่ ก็รู้ชัดว่ากำลังนั่ง หรือนอนอยู่ ก็รู้ชัดว่ากำลังนอนหรือเธอทรงกายโดยอาการใดๆ อยู่ ก็รู้ชัดว่า กำลังทรงกายโดยอาการนั้นๆ เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปใน ธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้นตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ (จุดสำคัญก็คือต้องละความดำริพล่าน) [ 296 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุย่อมเป็นผู้ทำความ รู้สึกตัวในเวลาก้าวไปและถอยกลับ ในเวลาแลดู และเหลียวดู ในเวลางอแขนและเหยียดแขน ในเวลาทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร ในเวลา ฉัน ดื่ม เคี้ยว และลิ้ม ในเวลาถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ในเวลา เดิน ยืน นั่งนอนหลับ ตื่น พูด และนิ่ง เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เ พราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ พ่อครูว่า..มีแต่จิตเท่านั้นที่เที่ยง คงที่ ไม่มีกิเลสแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถไหนๆก็ตาม ก็ให้จิตเป็นเช่นนี้ [ 297 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุย่อมพิจารณากายนี้ แล ข้างบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป ข้างล่างแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอดไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด น้ำเหลืองเลือด เหงื่อมันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร ดูกรภิกษุทั้งหลาย พ่อครูว่า … กายตั้งนับตั้งแต่มีประสาทรูปเข้าไป กายกับโผฏฐัพพะนั้นต้องนับอย่างละกึ่งหนึ่งในวิสัยรูป (โคจรรูป)และปสาทรูป (อันนี้ 5 + 5 เป็น 9 )นี่คือความพิเศษของพุทธธรรม อันลึกซึ้งไม่ง่ายที่จะเข้าใจ รูป กับ นาม ทำงานร่วมกันต้องเรียนรู้ จิตวิญญาณ ธาตุรู้ที่มีอะไรเป็นตัวการ ก็ฆ่าตัวนั้นจึงเกิดปัสสัมภยัง กายสังขารัง จิตสังขารัง ผู้ปฏิบัติได้เป็นโสดาบัน ก็เข้าใจ กายสังขารัง เกี่ยวข้องกับดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป มันไม่มาร่วมเป็นกาย แต่มันก็มีอยู่ มะละกอลูกโตนี่บนโต๊ะ ก็เป็นส่วนที่เ กี่ ยวข้องกับชีวิต เริ่มต้นเลยคือ ปสาทรูป โคจรรูป ที่เกิดดีไม่ดี สุขทุกข์ก็เกิดกับ ส ิ่ งเหล่านี้แหละ ถ้าศึกษาไม่บริบูรณ์ก็ไม่บรรลุ แม้อาการ 32 ก็ต้องละความดำริพล่านอันอาศัยเรือนให้ได้ … ต่อในพระไตร ปิฎก ... เปรียบเหมือนได้มีปากทั้ง 2 ข้าง เต็มด้วยธัญญชาติต่างๆ ชนิด คือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วทอง งา และข้าวสาร บุรุษผู้มีตาดี แก้ไถ้นั้นออกแล้วพึงเห็นได้ว่า นี้ข้าวสาลี นี้ข้าวเปลือก นี้ถั่วเขียว นี้ถั่วทอง นี้งา นี้ข้าวสารฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แลข้างบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป ข้างล่างแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาด มีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนังเนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด น้ำเหลือง เลือด เหงื่อ มันข้นน้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความ เพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่งเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่า เจริญ กายคตาสติ ฯ [ 298 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุย่อมพิจารณากายนี้ แล ตามที่ตั้งอยู่ ตามที่ดำรงอยู่ โดยธาตุว่า มีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน ธาตุน้ำธาตุไฟ ธาตุลม ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคนฆ่าโค หรือลูกมือของคนฆ่าโค ผู้ฉลาด ฆ่าโคแล้วนั่งแบ่งเป็นส่วนๆ ใกล้ทางใหญ่ 4 แยก ฉันใดดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แลตามที่ตั้งอยู่ ตามที่ดำรงอยู่ โดยธาตุว่า มีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมเมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ [ 299 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า อันตายได้วันหนึ่ง หรือสองวัน หรือสามวัน ที่ขึ้นพอง เขียวช้ำ มี น้ำเหลืองเยิ้ม จึงนำเข้ามาเปรียบเทียบ กายนี้ว่า แม้กายนี้แล ก็เหมือนอย่างนี้เป็นธรรมดา มีความเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงอย่างนี้ไปได้ เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ [ 300 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเห็นศพที่เขาทิ้งใน ป่าช้า อันฝูงกาจิกกินอยู่บ้าง ฝูงแร้งจิกกินอยู่บ้าง ฝูงนกตะกรุมจิกกินอยู่บ้าง หมู่สุนัขบ้านกัดกินอยู่บ้าง หมู่สุนัขป่ากัดกินอยู่บ้าง สัตว์เล็กสัตว์น้อยต่างๆ ชนิดฟอนกินอยู่บ้าง จึงนำเข้ามาเปรียบเทียบกายนี้ว่า แม้กายนี้แล ก็เหมือนอย่างนี้ เป็นธรรมดา มีความเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงอย่างนี้ไปได้ เมื่อภิกษุนั้นไม่ ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้นย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ [ 301 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า ยังคุมเป็นรูปร่างอยู่ด้วยกระดูก มีทั้งเนื้อและเลือด เส้นเอ็นผูกรัดไว้... เห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า ยังคุมเป็นรูปร่างด้วยกระดูก ไม่มีเนื้อ มีแต่เลือดเปรอะเปื้อนอยู่ เส้นเอ็นยังผูกรัดไว้...เห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า ยังคุมเป็นรูปร่างด้วยกระดูก ปราศจากเนื้อ และเลือดแล้วแต่เส้นเอ็นยังผูกรัดอยู่...เห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า เป็นท่อนกระดูก ปราศจากเส้นเอ็นเครื่องผูก รัดแล้ว กระจัดกระจายไปทั่วทิศต่างๆ คือ กระดูกมืออยู่ทางหนึ่ง กระดูกเท้าอยู่ทางหนึ่ง กระดูกแข้งอยู่ทางหนึ่ง กระดูกหน้าขาอยู่ทางหนึ่ง กระดูกสะเอวอยู่ทางหนึ่ง กระดูกสันหลังอยู่ทางหนึ่ง กระดูกซี่โครงอยู่ทางหนึ่ง กระดูกหน้าอกอยู่ทางหนึ่ง กระดูกแขนอยู่ทางหนึ่ง กระดูกไหล่อยู่ทางหนึ่ง กระดูกคออยู่ทางหนึ่ง กระดูกคางอยู่ทางหนึ่ง กระดูกฟันอยู่ทางหนึ่ง กะโหลกศีรษะอยู่ทางหนึ่ง จึงนำเข้ามาเปรียบเทียบกายนี้ว่า แม้กายนี้แล ก็เหมือนอย่างนี้เป็นธรรมดา มีความเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงอย่างนี้ไปได้ เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละ ความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่า เจริญกายคตาสติ ฯ [ 302 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า เป็นแต่กระดูก สีขาวเปรียบดังสีสังข์...เห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า เป็นท่อนกระดูก เรี่ยราดเป็นกองๆ มีอายุเกินปีหนึ่ง...เห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า เป็นแต่กระดูก ผุเป็นจุณ จึงนำเข้ามาเปรียบเทียบกายนี้ว่า แม้กายนี้แล ก็เหมือนอย่างนี้เป็นธรรมดา มีความเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงอย่างนี้ไปได้ เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้เพราะละความดำริพล่านนั้นได้จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ พ่อครูว่า...จุดสำคัญคือต้องทำการละความดำริพล่านอันอาศัยเรือนให้ได้ คำว่าแน่นิ่ง คือไม่มีอะไรกระดุกกระดิกเลย ถ้าจิตนิ่งเกิดจากตัวการที่ทำให้วุ่นหมดไป จิตก็จะนิ่งจาก กิเลส [ 303 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอยังกายนี้แล ให้คลุก เคล้าบริบูรณ์ ซาบซ่านด้วยปีติและสุขเกิดแต่วิเวก ไม่มีเอกเทศไรๆ แห่งกายทุกส่วนของเธอที่ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนพนักงานสรงสนาน หรือลูกมือของพนักงานสรงสนานผู้ฉลาด โรยจุณสำหรับสรงสนานลงในภาชนะสำริแล้ว เคล้าด้วยน้ำให้เป็นก้อนๆ ก้อนจุณสำหรับสรงสนานนั้น มียางซึม เคลือบ จึงจับกันทั้งข้างใน ข้างนอกและกลายเป็นผลึกด้วยยาง ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุย่อมยังกายนี้แลให้คลุก เคล้า บริบูรณ์ซาบซ่านด้วยปีติและสุขเกิดแต่วิเวก ไม่มีเอกเทศไรๆ แห่งกายทุกส่วน ของเธอที่ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลายแม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ [ 304 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเข้าทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งใจภายใน มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะสงบวิตกและวิจารไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอยังกายนี้แล ให้คลุกเคล้า บริบูรณ์ ซาบซ่านด้วยปีติและสุขเกิดแต่สมาธิ ไม่มีเอกเทศไรๆ แห่งกายทุกส่วนของเธอที่ปีติและสุขเกิดแต่สมาธิจะไม่ถูกต้อง ดูกรภิกษุทั้งหลายเปรียบเหมือนห้วงน้ำพุ ไม่มีทางระบายน้ำทั้งในทิศตะวันออก ทั้งในทิศตะวันตก ทั้งในทิศเหนือ ทั้งในทิศใต้เลย และฝนก็ยังไม่หลั่งสายน้ำโดยชอบตามฤดูกาล ขณะนั้นแลธารน้ำเย็นจะพุขึ้นจากห้วงน้ำนั้น แล้วทำห้วงน้ำนั้นเอง ให้คลุกเคล้า บริบูรณ์ ซาบซ่านด้วยน้ำเย็น ไม่มีเอกเทศไรๆ แห่งห้วงน้ำทุกส่วนนั้นที่น้ำเย็นจะไม่ถูกต้อง ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุย่อมยังกายนี้แล ให้คลุก เคล้า บริบูรณ์ ซาบซ่านด้วยปีติและสุข เกิดแต่สมาธิไม่มีเอกเทศไรๆ แห่งกายทุกส่วนของเธอที่ปีติและสุขเกิดแต่สมาธิจะไม่ถูกต้อง เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่งเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลายแม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ พ่อครูว่า … นี่คือลักษณะอภิปโมทยัง จิตตัง ถ้าแบบอุ ภ เพงคาปีติคือปีติเป็นก้อนใหญ่แรง ท่านไม่ให้เป็นเช่นนั้น เมื่อเกิดปีติก็ให้สลายปีติ อย่าเกาะติดสะสม ว่าอร่อยบันเทิง รื่นเริง กับมัน อย่างคนเตะบอลเข้าโกล แล้วช็อค หรือดีใจตีลังกาคอหักเลย มันติดใจยึดเป็นอัตตาที่เป็นมายา คำว่าอัตตาที่เป็นมายา อาตมาเรียบเรียงไว้ว่า “อัตตา คือ มายาของชีวิต ถ้าไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง ชีวิตรูปของอัตตา แล้วดับชีวิ ติน ทรีย์ของอัตตาให้หมดสิ้นได้จริง คน ผู้ นี้ก็ไม่สิ้นมายาของชีวิต ” รู้จักคือได้สัมผัสกันมา ได้ศึกษากันต่อ ก็รู้แจ้งสว่างขึ้นได้รายละเอียดมากขึ้น จนสุดท้าย จบที่รู้จริง มันเป็นความจริงแล้วไม่ใช่แค่ความจำ ส.เพาะพุทธ...รู้จักคือกระทบผัสสะ พ่อครูว่า … ใช่ ความจริงต้องสัมผัส มีผัสสะ เป็นของจริงไม่ใช่ของจำ กระทบทวาร 5 แต่กิเลสก็ไม่เกิด เป็นต้น ส.เพาะพุทธ … คำว่าบริบูรณ์คือรู้จักรู้แจ้ง มีรายละเอียดการสัมผัส แต่ถ้าเป็นความจริงแล

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน