570812_สรรค่าสร้างคน(๘)วนบ. เรื่อง สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกายสำคัญอย่างไร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570812 สรรค่าสร้างคน( 8 )วนบ. เรื่อง สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายสำคัญอย่างไร ? พ่อครูว่า...พ่อครูว่า ใครว่าเรื่องกิเลสยาก เรื่องกิเลสง่ายจะตาย คิดให้มันยากก็ยาก คิดให้มันง่ายก็ง่าย วัน นี้วัน อังคาร ที่ 12 สิงหาคม 2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก แรม 2 ค่ำ เดือน 9 ปีมะเมีย วิชาสรรค่าสร้างคน ( 8 ) วนบ.ลักษณะบุญนิยม 11 ประการ (ต่อ) โลกียะมีแต่จะเอา แต่โลกุตระมีแต่จะเอาออก แต่เอาออกก็ไม่ได้ขี้เกียจ แต่ขยันสร้างสรรด้วย ให้เขาช่วยเขาอีก เราก็เข้าใจ แต่ใจมันจะเต็มใจทำไหม? เรื่องเหตุผลความหมายตรรกะใครฟังก็ดีแน่ แต่จะเป็นไปได้หรือเปล่า มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เขาก็คิด หรือเขาคิดว่าบางคนเป็นได้แต่คนส่วนใหญ่เขาเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ มันท้าทายดีนะ เราจะรับคำท้าไหมนี่ มันก็เป็นไปได้ เราค่อยๆ เป็นมาได้เรื่อยๆ เขยิบขยับมา เราก็ลดความเห็นแก่ตัว โลกเขาต้องการทั้งนั้น แต่เขาไม่มีทฤษฎีที่จะทำให้ถึงอย่างที่เราพูด เขาไม่มี แต่ของพระพุทธเจ้ามีทิศที่จะทำให้เกิดผลเช่นนี้ ของโลกียะนั้น แต่ก่อนดูบอลไม่ได้จัดจ้านดูดดึงขนาดนี้นะทั่วโลก จะแข่งโอลิมปิกหรือระดับไหนก็ไม่ แต่จิตวิญญาณมันปลุกเร้าจนกิเลสหนาขึ้นๆ อันอื่นก็เหมือนกันหมด ไปต้องการส ิ่ งที่จะให้จัดจ้านให้หนักมีรสชาติรุนแรง มันสร้างได้ทั้งนั้น จิตโง่สร้าง แล้วล้างออกยาก แค่จะมาล้างนี่ต้องใช้ปัญญามาล้าง โอ้โห แสนเข็นยากเย็นหนักหนาสาหัส เราก็จำเป็นที่จะต้องมาหาทางเรียนรู้เราก็มีบุญที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบสูตรสำเร็จเอาไว้แล้ว ก็เป็นที่ยอมรับทั่วโลก แต่เขาเพี้ยนไป จนไม่มีผลเลย แล้วเขาก็หลงว่าเป็นผลซับซ้อนหลายชั้น สายปัญญาหรือเจโตก็ซับซ้อนกันคนละทาง แม้แต่ปัญญาก็ไปขัดกันเองเพราะปรุงแต่งกันมามีหลากหลายมากมายก็ไม่ค่อยลงรอย สายเจโตก็ค่อยยังชั่ว ขัดแย้งไม่
อ่านต่อ
มากขึ้น เจโตไปหาจุดหยุดนิ่งดับจิตไม่ต้องคิดอะไรวางทิ้งเฉยก็เลยไม่ปรุงแต่งมากตามสถานะของมันแต่มันก็มีวิธีไปหาจุดสุดนั้นหลายวิธีเหมือนกัน ดีแต่มันไม่ปรุงเป็นโลกธรรม บานปลายมากขึ้น มันเข้าหาน้อย ก็ต่างกันแต่อาจารย์แ ต่ ละคนหาวิธีต่างกัน ก็ไม่มากเหมือนสายปัญญาฉลาด ที่ปรุงแต่งมากมายจัดหนา ยากมาก เรารู้สองทิศทางของมัน ชัดๆ แล้วเราก็จะเข้าใจเห็นลักษณะสองอย่าง เป็นความสุดโต่งสองอย่าง บานปลายไปหาอบายภูมิหากาม และไปหาอัตตา นั่นเป็นเรื่องของสองกระแสสองทิศทาง โลกียะหลงสุขไม่รู้ความยึด เป็นสุขขัลลิกะ อาตมาก็พยายามใช้พยัญชนะที่เขามี ว่าสุขขัลลิกะ สุขกับอัลลิกะ ยิ่งเห็นว่าศาสนาพุทธมันเพี้ยนเห็นกลับจนจะพูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว ส่วนอัตตาเขาก็ไม่เข้าใจอัตตา สุขเขาก็ไม่ยอมรับว่าสุขเท็จ ส่วนอัตตาเขาก็ไม่รับหรือได้แต่อัตตวาทุปาทาน จับแก่นแท้ไม่ได้ อยู่ในอากาศ อัตตาเขาก็มองออกนอกตัว ไม่เข้าหาจิตเจตสิกรูปนิพพาน ว่าการยึดอัตตาเป็นอย่างไร หลักฐานก็มีคำแปลเป็นตัวกูของกู แล้วไม่รู้ว่าการยึดเป็นอย่างไร อาการยึดเป็นอย่างไร เป็นตัวเราเป็นของเรา ของเรานี่มีสองอย่าง ยึดว่าเป็นของเรา กับยึดว่าเป็นเรา การยึดว่าเป็นเรานี่เนียนเลย ลึกเลยถึงนามธรรม ก็เลยยิ่งยากก็ต้องหัดพรากส ิ่ งที่เป็นของเราออกก่อน ก็คือมันยึดเป็นเรานี่แหละ จนกว่าจะมาเข้าใจอาการจิตที่มันยึดเป็นของเรา จากวัตถุมาเป็นพฤติกรรม จากสัมผัสทางข้าวของวัตถุ จนส ิ่ งที่มากระทบ ท่าทางอิริยาบถ พฤติกรรมของคนสัตว์ ที่ไหวเข้ามา เราก็ไปตีราคาความเป็นเราของเราผิดทั้งนั้น ส ิ่ งที่สัมผัสไหวได้นี่เรียกว่า กายวิญญัติ โลกุตระคือมารู้จักจิต รู้จัก กามกับอัตตา จะลดมาตามลำดับ จนกว่าจะหมดสิ่งที่เข้าไปยึดที่เป็นปลายที่เรียกว่าอันตา จนกระทั่งไม่มีปลาย ไม่ไปไหน แต่ไม่ได้ปิดหูตา เพราะจิตมันไม่ไปไม่มา สงบน ิ่ งไม่ไหวเลย การเคลื่อนไหวของจิตสุดยอดไม่มีอะไรเคลื่อนไหวเลยเรียกว่าตัวจบตัวหยุด ตัวสูญตัวว่าง ที่เราต้องใช้คือสัญญา โลกียะเขาก็ใช้สัญญา แต่ไม่ได้ควบคุมกิเลสได้ สัญญา และเจตนา เราก็ต้องจัดการให้เป็นไปตามกิเลส ปรุงแต่งทุกอย่างจนเกิดเรื่องราว ปรุงแต่งได้สมใจเป็นเวทนา ได้สมใจก็เป็นเวทนา ไม่ได้สมใจก็ทุกข์ จิตทำงานคือ เป็น เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ แค่นี้แหละ เราก็เรียนตั้งแต่มหาภูตรูป 4 และอุปาทายรูป 24 เมื่อไม่กำหนดเรียนรู้ใช้สัญญาให้ถูกต้อง ที่จะกำหนดหมาย ถ้าไม่เรียนลดกิเลส กิเลสมันก็บงการให้กำหนดหมายอย่างนี้ๆ ตามแต่อุปาทาน ให้ได้ ถ้าได้ก็สุข ไม่ได้ก็ทุกข์อยู่กับสุขทุกข์นี่แหละชั่วกาลนาน อื่นๆ ใดๆ เป็นองค์ประกอบทั้งนั้น ทั้งวัตถุและพฤติกรรม มันก็ไปยึดบันทึก กำหนดหมายไว้ เป็นความจำว่า อย่างนี้อยากได้อย่างนี้ไม่อยากได้แล้วก็บ้าไปตามมัน อยากได้มากก็แสวงหามาก เป็นวรรคเป็นเวร สัญญาจึงเป็นตัวกำหนดหมายให้ชัดเจน อาการจิตที่กำหนดหมายหรือกำหนดรู้ ได้มาก็โง่จำไว้ ไม่ได้มาก็โง่จำไว้ สัญญาทำตามอวิชชา ทั้งนั้น เป็นเรื่องราวนี้ก็เพราะเราไม่กำหนดรู้สังขาร เมื่อไม่รู้จักสัญญา แล้วก็ฝึกมันใช้มัน เรียนวิธีการคือเราตั้งกฎเกณฑ์ว่างดเว้น ถ้าไม่ได้จะมีอาการอย่างไร แล้วเราจะลดละล้างความยึดติดเป็นอย่างไร จนเราลดละได้ล้างได้เป็นตัวอย่างเป็นของจริงตามลำดับ ทำได้จนเป็นตถตา เป็นเช่นนี้เอง ความจริง เอาตนมาปฏิบัติ เป็นตถตาไปเรื่อยๆ จนตถตาเต็มที่ก็เป็นตถาคโต เวลาปฏิบัติธรรมจึงต้องมีสัญญาเป็นตัวสำคัญ ในการปฏิบัติตลอดเวลา ใครพอรู้ว่าเราใช้สัญญาเป็นบ้าง...ยกมือเกือบทั้งห้องเลยก็ใช้ได้ ใช้สัญญารู้กิเลส จำได้ เรียนมาแล้วเอาไปประกอบ ว่าป หาน 5 เ ป็ นอย่างไร วิปัสสนาเป็นอย่างไร มีสัมมัปปธาน 4 ก็ต้องใช้สัญญากำหนดรู้ตลอด ทั้งรู้กิเลส ปฏิบัติลดกิเลส อ่านรู้ว่ามันลดหรือจางคลายอย่างไร ลดได้เพราะเห็นอนิจจัง เห็นวิปัสสนาญาณ เห็นไตรลักษณ์มีความฉลาดเพ ิ่ ม มีวสี เพิ่มขึ้น ก็เห็นก็รู้ ด้วยการปฏิบัติด้วยตน สันทิฏฐิโก เราทำได้จริงเห็นจริง สัญญาเป็นตัวสำคัญมาก สัญญากำหนดหมาย ถ้าเผื่อว่า เรากำหนดวิโมกข์ 8 ต้องเข้าใจความหมายให้ดี ถ้าเข้าใจไม่ดีก็กำหนดรู้ไม่ชัด ก็จะไปกำหนดหมายได้อย่างไร? 1 .รูปีรูปานิปัสสติ เราจะกำหนดรู้รูป ทั้งหลาย ถ้าเราไม่มีธาตุรู้เราจะเห็นได้ไหม? ก็ไม่เห็นได้ มันต้องมีธาตุรู้อยู่ในนั้นไปสัมผัส แล้วจะเห็น ก็หมายเอาตัวคนปฏิบัติคือคนมีวิญญาณฐีติ มีธาตุรู้ ทำงานเต็มที่ คำว่าปัสสติ หมายถึงเห็นคำนี้ กินความคือสัตว์โลกคือ “คน” สัตว์มันเรียนวิโมกข์ 8 ไม่ได้หรอก แล้วการเห็นจะต้องมีผัสสะ ไปหลบในภวังค์จะเห็นได้อย่างไร รูปี รูปานิ ปัสสติ ผู้ปฏิบัติต้องเปิดทวารแล้วอ่านรู้รูปนั้นได้ 2 .ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน(อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ ) ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก เขาแปลแล้วเขาจะรู้เรื่องหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ บางฉบับแปลว่าผู้ไม่สำคัญในภายในย่อมเห็นรูปภายนอก แต่อาตมามาแปลนี่ ว่า มีสัญญาใส่ใจในอรูป คือรู้ทั้งรูปภายนอกจนถึงภายใน แม้อรูปก็ต้องใส่ใจรู้ด้วย ข้อสองนี้แหละเป็นความสำคัญอย่างมาก เห็นรูป อาตมาแปลชัดชัดเลย ปัสสติ แปลว่าเห็นรูปทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรูปภายนอกหรือภายใน พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้รูปทั้งหลายให้หมด ที่เป็นภายนอกของตน คำว่าของตน นี่คือ คำว่า เอโก อาตมาแปลขยายความว่า..เห็นรูปทั้งหลายภายนอกของตน แล้วกำหนดรู้ภายในถึงขั้นอรูป ต้องกำหนดรู้ รูปคือส ิ่ งที่ถูกรู้ แม้รูปข้างนอกหรือนามธรรมภายในก็ตามก็ต้องตามรู้ หมายความว่าภายนอกก็เห็นแล้วกำหนดรู้ถึงภายใน แม้กระทั่งอรูป ตัวสุดท้ายเลย สัญญีคือผู้กำหนดรู้ ก็เป็นผู้กำหนดรู้ได้ทั้งหมด ทั้งภายในและภายนอก ถ้าเราไม่เข้าใจคำว่า รูป คำว่า นาม ไม่ชัดก็ไปไม่ออก พังเลย แล้วมันก็มีคำว่า รูป และคำว่า นาม พอไปอยู่ด้วยกันก็เป็น รูป_นาม และ นาม_รูป พอไปประชุมกันก็จะเป็น “รูปกาย” เป็น “นามกาย” หรือ “นามรูป” รูป เป็นสิ่งที่ถูกรู้ กายคือองค์ประชุมหรือองค์รวม สิ่ งที่มันมารวมกันเรียกว่า กาย รวมทั้งหมด นอกจากเราจะกำหนดว่าเอาแค่นี้ แต่ถ้าไม่กำหนดก็รวมทั้งหมดไว้ก่อน แต่ถ้าหมายเอาแค่นามกายก็เอาแค่นาม เน้นนามธรรม แต่ถ้าเอารูปกายก็เน้นไปหามหาภูตรูปด้วย แต่รูปกาย หรือ นามกาย นั้นไม่ทิ้งการรู้ ไม่ทิ้งธาตุรู้ จะเน้นไปหารูปก็ไม่ทิ้งการรู้ จะเน้นหานามก็ไม่ทิ้งธาตุรู้ ถ้าทิ้งนามก็ไม่สามารถไปรู้ได้ มีแต่ดิน น้ำไฟลมแท่งก้อนไม่มีธาตุรู้ คำว่า กาย ไม่ใช่ร่างไม่ใช่โครงร่าง ไม่ใช่แต่มหาภูตรูป คำว่า กายไม่ใช่แต่มหาภูตรูป แต่เกี่ยวก็ได้ไม่เกี่ยวก็ได้ จะหมายเข้าไปทางนาม มากกว่า รูป แต่เมืองไทยมันซวย ไปตัดนามทิ้งไป คำว่ากายนี่หมายถึงแต่รูป ศาสนาเจ๊งเพราะตรงนี้ เจ๊งสนิทเลย คำว่ากาย สารพัด นี่จึงจบเห่เลย รู้ผิดก็ปฏิบัติผิด ไปตัดเจตสิกรูปนิพพานไปหมดแล้ว นามรูป คำว่ารูปคือ สิ่งที่ถูกรู้ของความเป็นนาม สิ่งที่จะต้องรู้ให้ได้ คือ เวทนา ,สัญญา, มันเป็นขันธ์อยู่แล้วก็ต้องรู้ มันเป็นนามธรรมต้องอ่านรู้ ส่วนรูปธรรมก็รู้ได้ไม่ยาก แต่นามไม่มีรูปร่างก็เลยยาก ก็เลยต้องรู้ให้ชัด แล้วเข้าใจก่อน แล้วไปปฏิบัติ ใช้สัญญากำหนดว่า อาการเช่นนี้เรียก เวทนา เป็นสุข ทุกข์ อย่างไร คำว่า กายิกทุกข์ ในเวทนา 108 คำว่า กาย คำนี้ไม่ใช่หมายถึงร่างกาย แต่กายิกทุกข์คือทุกข์อาริยสัจ 4 หมายความว่า จิตมันทุกข์ คือจิตมันทุกข์ไม่ใช่ร่างกายเจ็บที่เป็น ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ กายิกทุกข์ คือองค์รวมของทุกข์ มันเกิดอาการชอบใจก็สุข มันไม่ชอบใจก็ทุกข์ อาการเช่นนี้แหละคือกายิกทุกข์ ส่วนเจตสิกทุกข์ คือเจาะเลยเข้าไปหานามกาย ไม่ใช่หมายเอาทางรูปกาย ซึ่งรูปกายคือรวมทั้งมหาภูตรูป แต่นามกายก็เน้นหาใน แต่เจตสิกทุกข์คือเจาะลึกอาการจิตจนถึงนิพพาน เป็นองค์ประชุมของสูญตาก็ยังอยู่ หู จมูก ลิ้น กาย ใจอยู่ครบ แต่เน้นถึงนามถึงจิต ว่าจิตไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่ดูดไม่ผลัก มันว่าง กลาง เฉย เรียกว่านามกายถึงขึ้นถึงความว่าง เข้าไปเป็นนามกายลึก แล้วรวมทั้งข้างนอกด้วย ยังมีทวาร 5 กระทบสัมผัสอยู่ มองข้างนอกก็ยังอยู่ แต่มองเข้าไปภายในถึงนิโรธก็ยังอยู่จึงสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ เห็นด้วยปัญญาอันยิ่ง องค์ประกอบทุกข์อย่างก็ครบ สูญก็อยู่ให้เห็นทนโท่เลย ฃ องค์ประกอบทุกอย่างครบ แล้วสูญก็มี นี่เป็นปริยัติ แล้วใครมีสภาวะบ้างแล้ว เช่นมีสูญในอบายมุขแต่ละคนมีไหม? คุณรู้เองเห็นเองโดยไม่ต้องเชื่อใคร อย่างอื่นคุณก็ต้องทำให้ได้ด้วยเข้าใจแล้วอย่างอื่นทำให้ได้ด้วย ไม่อยากรีบเป็นอรหันต์หรือไง คำว่า กาย ที่่ท่านเน้นในบุคคล 7 [ 41 ] บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า “ปัญญาวิมุติ” (กตโม จ ปุคฺคโล ปญญาวิมุตฺโต อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล น เหว โข อฏฺฐ วิโมกฺเข กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ ปญญาย จสฺส ทิสฺวา อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ อย วุจฺจติ ปุคฺคโล ปญญาวิมุตฺโต ฯ) คำว่า กายสักขี ท่านว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เขาก็มักเข้าใจว่า สายสัทธานี่ก็นั่งหลับตาอยู่แล้ว จะต้องให้ไปนั่งอีกทำไม เขาเข้าใจว่าวิโมกข์ 8 นี่ก็ต้องไปนั่งหลับตา เขาว่าสายปัญญาสิจะต้องไปสัมผัสวิโมกข์ 8 คือไปนั่งหลับตา คำว่าปัญญาวิมุตินี่ต้องแปลว่า ไม่ต้องไปกล่าวว่าท่านจะต้องไปสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอีกแล้ว เพราะท่านสัมมาทิฏฐิตั้งแต่ ธัมมานุสารี ซึ่งในวิโมกข์ 8 นั้นมีรูปฌาน อรูปฌานครบหมด ต้องเข้าใจคำว่า กาย ให้สัมมาทิฏฐิด้วยถึงจะปฏิบัติได้สมบูรณ์ ก็เห็นใจเขาว่าไม่ใช่เรื่องสามัญเป็นเรื่องยาก คุณปฏิบัติไม่สัมมาทิฏฐิ แม้แต่ข้อที่ 9 ของสัมมาทิฏฐิ สัตตาโอปปาติกา เขาก็เห็นเป็นมโนมยอัตตา เป็นรูปภายใน หรือบางคนเห็นเป็นข้างนอกเสียด้วย สรุปแล้วโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าจึงต้องเรียนให้สัมมาทิฏฐิ รู้ว่าโลกโลกียะคืออะไร โลกโลกุตระคืออะไร มันจะรู้รายละเอียดทั้งหมดได้ คำว่า กายนี่ถ้าไม่มีนาม นั้น ก็ไม่เรียก กาย ถ้าไม่มีวิญญาณเข้าไปสัมผัสเกี่ยวข้องก็ไม่เรียก กาย อาตมาพูดวนไปวนมาก็เพราะจะบอกให้ครบทุกอณูเพราะมันยอกย้อนไปมา เมื่อผู้ใดแยกชัดในคำว่า กาย มีเครื่องมือในการปฏิบัติ ในวิโมกข์ ในสัตตาวาส 9 หรือวิญญาณฐิติ 7 ฤาษีเขาไปนั่งดับหมด ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา แต่ไม่ได้ฆ่าจริง สะกดมันไว้ ให้มันไม่รับรู้ เป็นสัตว์ที่ไม่รับรู้อะไร คุณจะจมอยู่กับความไม่รับรู้อะไร ได้สภาวะเช่นนั้นติดอัตภาพไปนานเท่านาน จบเห่เลย พระพุทธเจ้าถึงอุทานว่า อาฬารดาบส และอุทกดาบส ไปหลงดับ เขาไปสร้างภพชาติ จนเป็นอากิญจัญญายตนสัตว์ ก็ไม่สูงเท่า อุทกดาบส ที่ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ เพราะอาฬารดาบสนั้นดับตาพึดก็เลยไม่รู้สักอย่าง แต่อุทกดาสบสนั้นมีปัญญารู้ว่ามันยังมีอะไรขึ้นมา แล้วแกก็ดับไปอีก แล้วถ้าดับเป็น ก็ดับตั้งแต่รูปฌานได้เลย ไม่ต้องไปตรวจอากาส ตรวจวิญญาณอะไรหรอก ดับได้เลย ดับเป็นแล้วไม่ต้องไปรอ นี่คือหมด เป็นอสัญญีสัตว์ถาวรไม่มีทางแก้ พระพุทธเจ้าพอรู้ว่าสองคนนี้ตายก็บอกว่าฉิบหายแล้วหนอใครจะไปช่วยได้ แก้ได้ภพนี้ไป เป็นสัตว์ แล้วเสพติดว่าเป็นของวิเศษ แล้วเสพสุขในภพอันนี้ใครเคยนั่งหลับตาแล้วได้ก็ไม่อยากออกเลย แต่ก็ต้องออกเพราะมีขันธ์อยู่ คนหลงก็ทำให้นานที่สุดก็ได้ติดความหลงถนัดเลย ในโลกวิญญาณไม่มีอะไรมาดึงคุณออกมาได้เลย มันเดาไม่ออกหรอก จมอยู่อย่างนั้นเลย ก็วิบากของเขา สรุปแล้ว สัตตาวาส 9 หากไม่รู้แล้วไปนั่งดับจมอยู่ก็เสร็จเลย นึกสงสารเขา ไปจมอยู่นานขนาดไหน สายหลับตานี่หลงน่าสงสารไม่ได้อะไร เสียเวลาด้วย แล้วเวลาสัตว์ทางจิตวิญญาณนั้นยาวนานไม่รู้กี่ต่อๆ ไม่รู้จะเอาอะไรมาเทียบ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าจึงต้องปฏิบัติในขณะมีธาตุรู้ทำงาน แล้วอ่านองค์รวมของจิตเวลาสัมผัสแตะต้องในขณะมีสัมผัสครบองค์ประชุม จึงเน้นว่า สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ตั้งแต่สักกาย ต้องเรียนรู้ตั้งแต่โลกุตระ ข้อแรกเลย คือ กายในกาย จะปฏิบัติกายในกาย ก็ต้องมีสัมมัปธาน 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคองค์ 8 ต้องมาเร ิ่ มที่ กายในกาย จะเห็นได้ว่า เร ิ่ มต้นที่ปฏิบัติธรรมก็คือ สักกาย พอเริ่มต้นปฏิบัติก็ต้อง กายในกาย แล้วพอจะจบก็ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สติ สัมปชัญญะ คือรู้แล้วต่อเนื่องเข้าไปถึงภายในต่อ แต่ถ้ารู้นิ่งเฉยแล้วหยุดดับก็คือเจโตสมถะ ไม่ได้ศึกษาไม่ได้บรรลุธรรมแน่ ต่อจากสัมปชัญญะคือ สัมปชานะ สัมปชัญญะ = ความรู้ต่อจากการมีสติรู้สึกตัว สัมปชานะ = ความรู้สึกตัวในการปฏิบัติอยู่ สัมปาเทติ = เหตุไปสู่การละเลงเพื่อสัมปัชชติ สัมปัชชติ = ความรู้จากการแยกแยะขจัด สัมปาเปติ = การสังเคราะห์กันขึ้นอย่าง อวจร สัมปฏิสังขา = ญาณรู้จักการทบทวนกระทำซ้ำ สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ สว่างเรืองรอง หรืออีกภาษา เรียกว่าฌาน เป็นกองไฟโหมให้กิเลสละลายไป สัมปัตตะ, สัมปันนะ = การเข้าบรรลุผล สัมปฏิเวธ = ความรู้ที่รู้แจ้งแทงตลอด
ใจเจ็บใจเศร้าใจหายใจเป็นอย่างไรนั้นมันไม่มีหรอก คุณไปบ้าทำเองทั้งนั้น เพราะคุณอวิชชาไปทำมันให้เป็นเอง เหมือนคำโกหกมันมีจริง แต่มันเป็นคำไม่จริง ใครจะโกหกอย่างไรในโลกก็เป็นของเขา เราไม่โกหกแล้วเราก็ว่าคำโกหกจริง ฤาษีนี่ความจริงว่าดับก็ ดั บได้เลยปุ๊ปเลย แต่เป็นภพใช่ไหม?...ก็เป็นภพเป็นชาติ แต่ก็มีลีลาต่างกันว่าจะดับอย่างไร จะว่างขนาดไหน?ก็แล้วแต่ ไปอ่าน จ ูฬ สุญญตสูตร ดู