321103 การงานโลก การงานพุทธ (หลักการทำงาน 19 ข้อ) แสดงโดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
321103 การงานโลก การงานพุทธ (หลักการทำงาน 19 ข้อ) โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก หมายเหตุ : สารบัญ และ ภาคผนวก ดูท้ายบทความ
การงานโลก การงานพุทธ (หลักการทำงาน 19 ข้อ) อบรมทำวัตรเช้า โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 ณ พุทธสถานสันติอโศก
อธิบายถึงเรื่อง หลักการทำงาน ยังไม่ได้เริ่มต้ นเลยสักข้อเดียว เราเรียกว่า ปฏิญญาอโศก ว่า ด้วย การทำงาน 19 ข้อ เราเคยพูดมาแล้วนะ (พ่อครูเทศน์เรื่องนี้ ครั้งแรกเมื่อ 260821 ปฏิญญาอโศก ) จดใหม่ก็ได้ เอาหลักเอาภาษาไปก่อน เพราะเราจะต้องพูดกัน 19 หลักนี้ จะต้องพูดกันอีกนาน หลายคืนหลายวันแน่ะ ปฏิญญาอโศก ว่าด้วยการทำงาน 19 ข้อ : ข้อ 1. มีคนทำงานที่ดี คราวนี้อาตมาขอเสริมขึ้นไปอีกหน่อย แต่ก่อนบอกแค่ว่า มีคนทำงาน เฉยๆ แต่ต้องมีเงื่อนไขหน่อย ประเดี๋ยวมามีคนทำงานที่ไม่ค่อยเข้าท่า มันก็อย่างนั้นนะ มันต้องบอกสำคัญขึ้นไป 1. มีคนทำงานที่ดี ข้อ 2. มีงานจะทำที่ดี หรือจะบอกว่า มีงานที่ดีจะทำ ก็ได้นะ มีคนที่ดีทำงาน ก็ได้ หรือมีคนทำงานที่ดี มีงานที่ดีจะทำ หรือ มีงานจะทำที่ดี มีเงื่อนไขว่าที่ดีด้วย ข้อ 3. มีทุนรอนที่ดี ไม่ใช่ทุนรอนประเภทที่เดี๋ยวเจ้าของทุนรอนเขามาทวง มันก็จะไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรนัก ข้อ 4. มีความรู้ มีความสามารถที่ดี คำว่า ที่ดี นี่ รวมความว่าถูกต้องไปด้วยในตัวนะ เราละไว้ในฐานที่เข้าใจ และเป็นสัจจะนั้นแหละ เป็นสัจจะต้องมีเงื่อนไขว่ามันต้องเป็นของดี ของถูกต้อง ของที่เป็นไปได้ด้วย ข้อ 5. มีเวลาที่ดี ข้อ 6. มีสุขภาพและกำลังวังชาที่ดี ที่เป็นธรรมชาติ อันนี้ขอแถมคำว่า ที่เป็นธรรมชาติ ที่ดีที่เป็นธรรมชาติ มีสุขภาพและกำลังวังชาที่ดีที่เป็นธรรมชาติ คนที่มีกำลังวังชาที่ไม่เป็นธรรมชาติน
อ่านต่อ
ั้นเยอะไป นะ สมัยนี้ยิ่งเยอะด้วย และมันก็ไม่เข้าท่า มันไม่เนียนในและไม่ลึกซึ้ง ข้อ 7. มีความขยัน วิริยะ อุตสาหะบากบั่นที่ดี จะวงเล็บไว้ด้วยก็ได้ ว่าคือ ไม่ใช่ขยันด้วยโลภโกรธหลง หรือขยันด้วยมีอามิสล่อ ทุกวันนี้โลกขยันได้ด้วยอามิสล่อ หรือขยันด้วยโลกธรรม ขยันด้วยกิเลส ทุกวันนี้ ข้อนี้เป็นความขยัน วิริยะ อุตสาหะบากบั่นที่ดี เดี๋ยวจะได้ขยายความกันอย่างสำคัญในความขยัน วิริยะ อุตสาหะบากบั่นที่ดี ที่ไม่ใช่ขยันเพราะอามิสเป็นตัวน้ำมันเชื้อเพลิง หยอดน้ำมัน หรือเพราะโลภโกรหลง เพราะว่ากิเลสเป็นตัวดึงตัวดันอยู่ ไม่ใช่อย่างนั้น ซึ่งจะต้องอธิบายดีๆ 7 ข้อนี้นะ (ข้อ 1 - ข้อ 7) เราหมายถึงสภาพที่เป็นการระบุถึงสภาพสำคัญ ระบุระบบของเนื้อตัว รูปธรรม ที่เป็นตัวเนื้อตัวทุนทรัพยากร ทรัพยากรต้นทุน ต้นทุนของการงานที่จะต้องมีคนทำงาน มีงาน มีทุนรอน มีความสามารถ มีเวลา มีสุขภาพและมีความขยัน 7 หลักนี้เรียกว่า เป็นทุนรอน ต่อมา ข้อ 8. มีหลัก มีระเบียบ มีเป้าหมาย ตามจริง ข้อ 9. มีการจัดสรร หรือจัดโครงการ ตามจริง ไม่ใช่ไปฝันเฟืองเอามากเกินไป การจัดสรรหรือวางโครงการฝันเฟื่องมีเยอะ มีการจัดสรรหรือจัดโครงการ ตามจริง ข้อ 10. มีการแบ่งงานและประสานเนื่องหนุน ตามจริง ข้อ 11. มีกะจิตกะใจ ใส่ใจ ขวนขวายกันจริงๆ มีกะจิตกะใจ มีการใส่ใจหรือมีการเอาใจใส่ ขวนขวาย ไม่ดูดาย กันจริงๆ ข้อ 12. มีการปรับความเข้าใจกัน ให้เกิดความสามัคคีอยู่เสมอ หรือปรับให้เกิดสามัคคีกันไว้เสมอ เพราะว่าความสามัคคีย่อมมีความขัดแย้งที่ดี ที่พอเหมาะ อันนี้ก็เคยบอกเคยอธิบายมาแล้วนะ ความสามัคคีย่อมมีความขัดแย้งที่ดี ที่พอเหมาะ เพราะฉะนั้นจะต้องมีการปรับความเข้าใจกัน ให้เกิดความสามัคคีอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นหลักอปริหานิยธรรม ที่จะต้องประชุม มีเรื่องราวอะไรที่จะต้องมาบอก มันจะเกิดอะไรขึ้นมา ต้องนำเอาขึ้นมา รู้ทันกัน แล้วก็แก้ไข-ยับยั้ง พยายามทำความเข้าใจกันให้ดีๆ ไม่เช่นนั้นมันลุกลาม มันโตใหญ่ แล้วมันก็แตกระแหง กลายเป็นสองก๊กสองเหล่า หรือฤทธิ์แรงมากๆ มันทะเลาะกันกลายเป็นสงครามได้ ศาสนาพุทธเราระมัดระวังอันนี้ได้ดี สงครามศาสนาจึงไม่เกิด 5 ข้อนี่ (ข้อ 8 - ข้อ 12) เราเรียกว่า ในลักษณะของการมีระเบียบหลักเกณฑ์ อันแรกนี่ (ข้อ 1 - ข้อ 7) เราว่ามีทุน เป็นทุน อีก 5 อันต่อมานี่เราเรียกว่ามีระเบียบหลักเกณฑ์ ข้อ 13 ไปจนถึง ข้อ 19 นี้นะ เป็นสภาพขององค์ประกอบรวม เป็นการพัฒนา เพิ่มทั้งทุน เพิ่มทั้งองค์ประกอบอื่นๆ และก็เกี่ยวกับจิตวิญญาณ เป็นการพัฒนาเข้าสู่แก่นก็ได้ เรียกว่าเป็นการพัฒนาเข้าสู่แก่นจิตวิญญาณ และอีก 7 ข้อหลัง ข้อ 13. มีการเรียนรู้ ขัดเกลา ปฏิบัติละกิเลสเสมอ ข้อ 14. มีความเห็นดี ยินดี ข้อ 15. มีความเห็นจริง ซาบซึ้งมั่นใจ จะเป็นนามธรรม เรียกว่าเป็นธรรมะกันมากใน 7 ข้อหลัง (ข้อ 13-19) ข้อ 16. มีสติ ปฏิภาณ ปัญญา ข้อ 17. มีสมาธิ ฌาน อุเบกขา ข้อ 18. มีความเสียสละแท้ ข้อ 19. มีวิมุติเป็นพลังหนึ่งเดียวกัน จะบอกว่า มีพลังคือวิมุติก็ได้ มีพลังคือวิมุติเป็นพลังหนึ่งเดียวกัน ทบทวนอีกทีก็ได้ ข้อ 1 ถึง ข้อ 19 ปฏิญญาอโศก ว่าด้วยการทำงาน 19 ข้อ : 1. มีคนดีทำงาน หรือมีคนทำงานที่ดี 2. มีงานที่ดีจะทำ หรือมีงานจะทำที่ดี 3. มีทุนรอนที่ดี 4. มีความรู้ มีความสามารถที่ดี 5. มีเวลาที่ดี 6. มีสุขภาพและกำลังวังชาที่ดี ที่เป็นธรรมชาติ 7. มีความขยัน วิริยะ อุตสาหะบากบั่นที่ดี คือไม่ใช่ขยันด้วยโลภโกรธหลง 8. มีหลัก มีระเบียบ มีเป้าหมาย ตามจริง 9. มีการจัดสรร หรือจัดโครงการ ตามจริง 10. มีการแบ่งงานและประสานเนื่องหนุน ตามจริง 11. มีกะจิตกะใจ ใส่ใจ ขวนขวายกันจริงๆ 12. มีการปรับความเข้าใจกัน ให้เกิดความสามัคคีอยู่เสมอ หรือปรับให้เกิดสามัคคีกันไว้เสมอ 13. มีการเรียนรู้ ขัดเกลา ปฏิบัติละกิเลสเสมอ 14. มีความเห็นดี ยินดี 15. มีความเห็นจริง ซาบซึ้งมั่นใจ 16. มีสติ ปฏิภาณ ปัญญา 17. มีสมาธิ ฌาน อุเบกขา 18. มีความเสียสละแท้ 19. มีพลัง มีวิมุติเป็นพลังหนึ่งเดียวกัน ใน 19 หลักนี้นะ ข้อ 1 ถึง 12 มนุษย์ธรรมดาในโลกเขาก็พอเรียนรู้ พอเข้าใจ มนุษย์ในโลกนี่เขาเข้าใจและเขาก็ใช้กันอยู่แค่นี้ อย่างมากอย่างเก่งก็ทำอยู่แค่นี้ ในโลก ส่วนมากเขามีอยู่เท่านี่ มี 12 หลัก คนในโลกจะเป็นอย่างงั้น คือ ข้อ 13-19 นี่ ไม่ค่อยคำนึงกัน ไม่ค่อยจะทำ และก็ทำไม่ค่อยได้ ไม่ใช่ง่าย ทำไม่ค่อยได้ คือ มันไม่ใช่ง่าย เพราะฉะนั้น การงานทุกวันนี้ มันจึงจะเรียกเข้าขั้นการงานอันไม่มีโทษ “ อนวัชชะ ” การงานอันไม่มีโทษ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส ยังไม่ได้ (ดู อนวัชชะ - กำลัง 4 ในภาคผนวก) เพราะฉะนั้น กรรม-การงานที่เรียกว่ากุศล กุศลกรรมแปลว่าการงานดี กุศลกรรมเรียกว่าการงานดี คำว่ากุศลกรรมจึงไม่ได้ตื้นๆ หรือว่าการงานไม่มีโทษก็ไม่ใช่ตื้นๆ เราเรียนรู้ธรรมะมาจนวันนี้แล้ว ขั้นนี้แล้ว เราจึงจะเห็นว่า โอ๊ คนเรานี่นะ กว่ามันจะมาเข้าใจอย่างนี้ และพวกเรานี่จนกระทั่งทำงานมาถึงขั้นนี้แล้ว ศึกษามาถึงขั้นนี้แล้ว จึงได้เห็นได้จริงว่ามันมีสิ่งรองรับ มันมีสภาพที่เป็นไปได้ ขนาดนั้นพวกเราหลายคนยังรู้สึกว่า เอ๊ย. มันจะเป็นไปตลอดไหมนี่ มันอดทนเอาอยู่นะ ก็รู้ว่าเราอดทน แต่ว่า แม้ว่าอดทนนะ แต่ถ้าเผื่อว่าไม่เกิดคุณค่าในข้อ 13 ไปถึงข้อ 19 นี่ ไม่มีการเรียนรู้ขัดเกลา ปฏิบัติละกิเลสเสมอจนมีคุณภาพ มีคุณภาพการละกิเลส แล้วเกิดญาณ เกิดอธิปัญญา เกิดญาณทัสสนวิเสส ที่เห็นความจริง เห็นดี ยินดีในข้อ 14 ต่อไปนี่ ข้อ 13 มันเกิดการเรียนรู้ มีการเรียนรู้ละกิเลสไปด้วยในการทำงานไปจริงๆ มีการละกิเลส มีการปฏิบัติสู่กุศลในทางปรมัตถสัจจะ ไม่ใช่มีแต่กุศลมีแต่สมมุติสัจจะเท่านั้น มีกุศลที่เป็นปรมัตถสัจจะ ได้ขัดเกลากิเลสตามทฤษฎีที่จริง และก็มีการเห็นได้ด้วยญาณ
การเห็นได้ด้วยญาณต่างกันกับการเข้าใจแต่เปลือกๆ ผิว : การเห็นได้ด้วยญาณนี้ต่างกันกับการเข้าใจแต่เปลือกๆ ผิว แบบที่ครอบงำหรือว่าล้างสมองไว้ สายเจโต หรือสายศรัทธานี่ ไม่ชัดด้วยปัญญา ก็อย่างสายที่มีศาสนาอย่างสายศาสนาคริสต์ ศาสนาอะไรเขานี่ที่มีพระเจ้า เขาไม่ชัดเจนด้วยปัญญา เขาจะไม่เกิดญาณทัสสนวิเสส ที่เห็นของจริงตามความเป็นจริง ที่จะเห็นรอบถ้วนเลยว่า การงานนี้เมื่อทำแล้วนี่มันดี มันเป็นอริยทรัพย์ มันเป็นของของตน มันเป็นกัมมัสสโกมหิ กัมมทายาโท แล้วมันก็เป็นผลได้ที่ละกิเลส (ดู กรรม 5 ในภาคผนวก) แล้วเราจะรู้ว่า เราตัดวัฏสงสารนี่นะ ญาณนี่นะมันจะเข้าใจ เราเลิกโลก เราเลิกโลกออกมา เพราะเราได้ตัดวัฏสงสารจึงเกิดความสงบที่แท้จริง จึงเกิดการไม่ต้องไปวนเวียนอีก ตัดวัฏฏะเล็ก ตัดวัฏฏะน้อย ตั้งแต่อบายมุขมาเรื่อยๆ นี่ มันจะสั้นเข้าๆ
พระโสดาบันที่จริง ศีล 5 แข็งแรงและตัดอบายมุขหมดจริงๆ : เพราะฉะนั้น ใครตัดอบายมุขหมดจริงๆ ศีล 5 แข็งแรงจริงๆ จึงเป็นผู้เข้ากระแส เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน เป็นพระโสดาบันที่จริง มันตัดประเภทที่มันเกิดญาณปัญญาเห็นว่า มันไม่เวียนกลับ มันไม่ตกต่ำลงไปอีกเลย มันเกิดญาณที่เห็นแล้ว เอ๊ย ไอ้นี่มันชัด ญาณนี่มันเห็นของจริงตามความเป็นจริงเลยว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราจะเรียกได้ว่า เป็นความสุข เมื่อตัดโลกียสุขออกไป มันจะเห็นดี ยินดี มันจะเกิดความยินดี เห็นดี ที่เป็นญาณที่เห็นดี ยินดี (ข้อ 14) แล้วมันจะสูงขึ้นไปเป็น ข้อ 15 จะเห็นความจริง ซาบซึ้ง มั่นใจ เป็นความเชื่อมั่น ที่อาตมาแบ่งความเชื่อเป็น เชื่อถือ-เชื่อฟัง-เชื่อมั่น มันจะมั่นใจ นี่มันจะเกิดความเที่ยงแท้ตรงนี้ ไม่ใช่เที่ยงแท้เพราะเราไปยึดมั่นถือมั่น แล้วไปเข้าใจเที่ยงแท้เป็นนิรันดร์ เป็นแบบศาสนาที่มีพระเจ้า เป็นเที่ยงแท้นิรันดร์ มันจะไม่เที่ยงแท้อย่างนั้น เที่ยงแท้เพราะเราเกิดญาณของเราเอง ไม่ใช่เที่ยงแท้เพราะเราไปศรัทธาเลื่อมใสพระเจ้า จะต้องไปอยู่กับพระเจ้า ไปผูกมัดสิ่งนอกตัว พระเจ้าไม่ใช่ตัวเรา เขาไม่ได้บอกว่า พระเจ้าเป็นตัวเรา แล้วเขาไม่ยอมให้พระเจ้าเป็นตัวมนุษย์ด้วย เพราะฉะนั้น มนุษย์นี่จะไม่ใช่พระเจ้า พระเจ้าจะเป็นสิ่งวิเศษอีกอันหนึ่งต่างหาก ยิ่งใหญ่มาก เราเป็นทาสพระเจ้าอยู่เท่านั้น เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านั้นจะไม่หมดความเป็นทาส ทำงานก็ทำงานไปเพื่อพระเจ้า อยู่กับพระเจ้า เสร็จแล้วก็ไปอยู่กับพระเจ้า เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า อะไรก็ตามก็ยังมี 2 สิ่งอยู่นั่นแหละ แต่ของพระพุทธเจ้านี่สรุปรวมลงเป็นสิ่งเดียว เป็น 1 เท่านั้น สูญก็เป็น 1 หมดก็เป็น 1 เลิศยอดก็คือเรา แต่ไม่ใช่ให้ไปดูถูกพระเจ้า ไม่ให้ไปดูถูกสิ่งที่เป็นคุณค่าสมมุติสัจจะที่เรียกว่าดี เพราะเราต้องอาศัย แม้ว่าเราจะดี ก็ต้องอย่าไปดูถูกขันธ์ 5 อย่านึกไปว่าสิ่งนี้มันเป็นอสุภะ มันเป็นของน่าเกลียด น่าชัง น่าอะไรต่อมิอะไร จนกระทั่งสุดท้ายก็เลยไปฆ่าตัวตายอย่างที่… แล้วก็ไปหลงว่าเป็นพระอรหันต์ ไม่ใช่พระอรหันต์ พระอรหันต์ไปจ้างฆ่าตัวตาย ไม่ได้ ไม่ใช่พระอรหันต์ เบื่อหน่ายร่างกาย ปลงเป็นอสุภะแล้วก็ไป โอย อาศัยร่างกายขันธ์ 5 นี่ก็ไม่ได้แล้ว เบื่อหน่ายแล้วไปฆ่าตัวตาย อย่างนั้นญาณยังไม่ถึงขั้นอรหันต์หรอก ไม่ใช่ขั้นอรหันต์ อย่างนี้เป็นต้น สมมติสัจจะร่างกายขันธ์นี้ เราวาง เราปล่อย เราจะเบื่อหน่าย เราจะไม่ติดใจ แต่เราก็รู้ว่า เราต้องอาศัย อย่างนี้เป็นต้นน่ะ เพราะฉะนั้น มันจะเกิดความเห็นจริงที่ซาบซึ้ง รู้ว่าอะไรคือความสงบที่แท้ อะไรคือความหลุดพ้นที่แท้ ความยินดีในสิ่งที่มันเป็นภูมิอันประเสริฐ ภพอันประเสริฐ ผลอันประเสริฐ เป็นอริยสัจนี้ มันไม่ใช่ตื้นเขิน มันจะเกิดเห็นจริง ซาบซึ้งมั่นใจเข้าไป เสร็จแล้วก็จะมีสติ ปฏิภาณ ทั้งปัญญา หรือญาณนี่แหละ มีสติ มีปฏิภาณ มีญาณหรืออธิปัญญานี่แหละ มันจะเห็น แล้วสติมันจะแข็งแรงมากขึ้น มีปฏิภาณตัวที่เฉลียวฉลาด ที่เป็นเฉลียวฉลาด ไม่ใช่เฉกตา ไม่ใช่เฉโก เป็นความเฉลียวฉลาดในสัจจะ มีญาณที่จะแน่นอนมั่นคงขึ้นและก็มีความ มีสติ ปฏิภาณ ปัญญาเป็นตัวที่จะนำ เหมือนกับทิฏฐินี่นำ นำไปสู่สมาธิ ฌาน อุเบกขา ซึ่งเป็นข้อต่อไป (ข้อ 17) เป็นตัวที่เป็นจริงๆ สมาธิตั้งมั่น ฌาน มันก็คือเพ่งเผา เผากิเลสออกไปจริงๆ แล้วก็จะถึงขั้นอุเบกขา ถึงขั้นที่จะวางเฉย ถึงขั้นที่จะไปถึงฐานนิพพาน อุเบกขา คือฐานนิพพาน ก็เคยอธิบายแล้ว เคยยืนยันแล้ว จะไปสั่งสมในสภาพของสองขั้ว คือปัญญากับเจโต ข้อ 16-17 เสร็จแล้วก็เป็นผู้ที่มีความเสียสละแท้ เสียสละอย่างบริสุทธิ์ขึ้นมา ข้อ 18 มันจะเป็นอย่างนั้น สุดท้าย ตลบสุดจบ ก็เป็นผู้ที่อยู่อย่างมีฤทธิ์มีแรง มีพลังคือมีวิมุติ และเป็นพลังหนึ่งเดียวกันก็ต่อเมื่อสิ่งนี้เป็นตระกูลเดียวกัน เป็นอันเดียวกัน จะรวมกันอยู่เป็นพลังสามัคคี เป็นพลังที่ไม่แตกแยก เป็นพลังที่จะร่วมเสริมสานกันไป แม้จะมีหลากหลาย หลากหลายที่มา หลากหลายขนาด ขั้นนตอนระดับประถม มัธยมฯ อุดมศึกษา อะไรก็ตามใจ ระดับนานาสารพัด มีจริตที่ต่างกันก็ตาม มีบุญบาปต่างกัน มีวิบากต่างกันก็ตาม มันมากในมุมเหลี่ยมที่จะกล่าว ก็จะแตกจะรวมเป็นหนึ่ง เป็นเอกภาพ เป็นกลุ่ม และแม้เป็นหนึ่งเดียว ก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องเป็นอย่างนั้นไปตลอดนิรันดร์ ถึงขนาดศาสนาพุทธสูญไปจากยุคกาลก็ยังได้ นะ
พุทธันดร : ยุคกาลที่ไม่มีศาสนาพุทธอยู่ในโลกมนุษย์ ยุคกาลที่เรียกว่า ยุคกาลที่ไม่มีศาสนาพุทธ เรียกว่า พุทธันดร พุทธันดรหนึ่งนี่บางทีนานนะ ไม่มีศาสนาพุทธอยู่ บางทีนี่นาน จนระยะนั้นศาสนาพุทธเกิดไม่ได้ ไม่มีศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธเสื่อม ศาสนาพุทธไม่มีอยู่ในโลกมนุษย์ ศาสนาพุทธหายไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ศาสนาพุทธจะสูญ มันก็มีลักษณะที่ซ้อนเชิงอยู่ เป็นสภาพไม่เที่ยง ถึงขนาดนั้นก็ได้ ความไม่เที่ยง แต่ไม่ใช่ว่าสูญ ศาสนาพุทธก็ยังอยู่ แต่ผู้ที่สูญแล้วจริงๆ ก็มี แต่ศาสนาพุทธไม่ใช่สูญ ธรรมะจะยังมีอยู่นิรันดร์
ศาสนาพุทธสอนว่า ทุกอย่างมีมาแต่เหตุ : อย่างที่ว่านี่ พระพุทธเจ้าจะเกิดมาตรัสรู้ศาสนาพุทธอีก ท่านก็บอกว่า ธรรมะย่อมมีอยู่ เรามาเห็นธรรมะนี้ เพราะมันเป็นของที่มีอยู่ ซึ่งก็ไม่ใช่ว่ามันจะมีได้ง่ายๆ อยู่ดีๆ จะเกิดมาเป็นพระพุทธเจ้า ที่จะมาเห็นธรรมเอง ก็ไม่ได้ ก็ต้องสั่งสมต่อเชื้อมาเหมือนกัน ทุกอย่างจึงมาแต่เหตุทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่ไม่มาจากเหตุ อย่างศาสนาที่มีพระเจ้านี่ ถือว่าพระเจ้าเป็นตัวไม่ใช่ตัวเหตุ เป็นตัวบันดาลเลย แล้วมีฤทธิ์มีแรงเหนืออะไรต่างๆ นานา เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นศาสนาที่มีพระเจ้าบันดาล ที่มีฤทธิ์มีแรงสูงสุดนี่นะ กับศาสนาที่มาแต่เหตุของพระพุทธเจ้านี่นะ โอ้โฮ ! ถ้าเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้ว ต่างกันคนละขั้วเลย มันคนละแบบ คนละชนิด มันคนละตระกูล แต่มีองค์ร่วมอยู่ตรงที่ว่า ก็หวังดีด้วยกันทั้งนั้น และก็ทำให้มนุษย์นี่ได้พัฒนาตนเองขึ้นมาสู่ดี มีประโยชน์คุณค่า อันนี้มันร่วมกัน เพราะฉะนั้น ศาสนาใดๆ ก็มีคุณค่า ศาสนาใดๆ ก็มีประโยชน์
เพราะเห็นความต่างไม่ได้ของสองสิ่ง ก็ว่าเหมือนกัน เท่าเทียมกัน : อย่างที่ นาวาอ่อนเขาว่านะ เขาว่าศาสนาคริสต์เขาว่าอะไร นาวาอ่อนกับเสฐียรพงษ์ ผสมกัน เสฐียรพงษ์เขาก็ว่าท่านพุทธทาส ในมุมเหลี่ยมที่ว่า ท่านพุทธทาสบอกว่า ศาสนาพุทธกับศาสนาคริสต์นี่ มันเป็นอันเดียวกันน่ะ มันเป็นอันเดียวกัน ซึ่งที่จริงศาสนาพุทธกับศาสนาคริสต์เป็นอันเดียวกันได้ยังไง เพราะความไม่รู้ ไม่รู้ทะลุว่า มันคนละขั้ว มันอันเดียวกันไม่ได้นะ มันอันเดียวกันไม่ได้ เพราะมันคนละขั้วจริงๆ และก็บอกเห็นว่าอันเดียวกัน นั้นแสดงว่าภูมิของท่าน ยังทะลุความต่างกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อเห็นความต่างกันไม่ได้ มันก็เท่าเทียมกัน มันก็มีสอง อันหนึ่งมันก็เป็นศาสนาที่มีพระเจ้า มีอัตตา อีกอันนึง ไม่เหลืออัตตา และมาโมเมด้วยภาษาว่ามันหนึ่งเดียวกัน มาตีขลุมเอาว่า ปรินิพพานคือพระเจ้า พระเจ้าคือนิพพาน อ๊าว! มันยังไงกันแน่ พระเจ้าก็คือนิพพาน นิพพานคือพระเจ้า ทั้งๆ ที่เรียนอนัตตากับอัตตากันแทบตาย ก็มันคนละขั้ว อัตตากับอนัตตา จะไปเอาอนัตตาไปเป็นอัตตาได้ยังไง มันโมเม
ผู้หมดอัตตาแล้ว : สภาพอัตตาคือสภาพที่จะต้องอาศัยเท่านั้น แล้วก็ไม่ติดอัตตา ผู้หมดอัตตาแล้วไม่ติดอัตตา และ ต้องรู้แจ้งถึงอัตตา เพราะฉะนั้น อนัตตาจึงเป็นสูงสุด เป็นหนึ่งเดียว สูญ เหนือ จึงเรียกว่าเหนือแท้ ถ้าจะพูดข่มมันก็ข่ม ถ้าไม่พูดข่มเราก็อนุโลมเข้าใจเขา รู้เขาให้ได้ และก็มีสภาพจริง อย่างพระเจ้านี่นะ เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องที่เราต้องจับให้แม่น พระเจ้าคือวิญญาณ เพราะฉะนั้น วิญญาณนี่มันยอดเยี่ยมขนาดไหนก็คือวิญญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ ยอดเยี่ยม ถ้าเราบอกว่าวิญญาณของพระเจ้า ตัวแทนของพระเจ้า ก็คือพระพุทธเจ้า
ปาฏิหาริย์ชนิดที่พระพุทธเจ้าท่านไม่ส่งเสริม : เราทำวิญญาณทำให้มีฤทธิ์เดช ขนาดบันดาล หรือขนาดมีอภินิหาร หรือมีอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทศนาปาฏิหาริย์ อนุศาสนีปาฏิหาริย์ ให้มันได้ยอดเยี่ยมอย่างงั้นซิ (ดู ปาฏิหาริย์ 3 ในภาคผนวก) เสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ใช้มากมายนี่ อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทศนาปาฏิหาริย์ ท่านไม่ส่งเสริมเหมือนสายที่เขาหลงใหล พระพุทธเจ้าก็มี แต่ท่านไม่ส่งเสริม ท่านไม่ทำ ท่านไม่ให้ทำ ท่านจะทำบ้างก็เพื่อสร้างศาสนาของท่าน น้อยที่สุดเท่าที่ท่านจะทำ มันจำเป็นที่สุดท่านก็ทำนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง แล้วไม่ให้ใครมาหลงใหลได้ปลื้ม แต่ต้องมีจนได้ เป็นฤทธิ์เป็นเดช เป็นสิ่งบันดาลเหนือกว่าธรรมดาธรรมชาติ เป็นสิ่งที่เหนือกว่าธรรมดาธรรมชาติ เหมือนกับบันดาล เหมือนกับเสกเป่า เหมือนกับโอ้โฮ ไม่น่าเชื่อ คุณพิสูจน์ซิ พิสูจน์ไปเป็นพระพุทธเจ้าให้ได้ คุณถึงจะเห็นของจริงอันนี่ จะบอกว่าวิญญาณ หรือจะบอกว่าจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ จิตวิญญาณที่มีอำนาจ ก็มีอันนั้นที่มีอำนาจจริงๆ เราก็มีเท่าที่เรามี
วิบากกรรมร่วม บารมีร่วม สหชาติ : คุณพิสูจน์กรรม วิบากกรรมอยู่ที่วิญญาณ วิญญาณ อยู่ เป็นวิบากกรรม แต่มันไม่ได้หมายความว่าเป็นอัตภาพที่ไม่เที่ยงแท้ แล้วก็ลอยละล่อง แล้วก็พกกันไป ไม่ มันมีองค์ประกอบ เรา สิ่งเหล่านี้ วิญญาณนี่มันอธิบายยากอย่างนี้ มัน “ อนิทัสสนัง ” (ดู ลักษณะของจิตวิญญาณ 7 ในภาคผนวก) เรา ไม่ได้เป็นเราคนเดียว เราที่ฝากอยู่กับพวกคุณๆ ๆ นี่ มันเป็นความเนื่องต่อ จึงเรียกว่าบารมีร่วมกัน เป็นสหชาติบ้าง เป็นอะไรบ้างๆ ต่างๆ นานา เพราะฉะนั้น จะบอกว่า เราพกของเราไว้คนเดียวนะ อัตตาของเราก็คืออัตตาของเราคนเดียว เปล่า ไปกับบาปกับบุญ บาปกับบุญนี่คือสิ่งที่เนื่องเกี่ยวกันทั้งสังสารวัฏ อีกเนื่องเกี่ยวกับโลกทุกโลก เพราะฉะนั้น แม้แต่ข้ามพุทธันดร ไม่มีศาสนาพุทธอยู่ไม่รู้กี่กัปต่อกี่กัป พอเกิดมีพุทธขึ้นมา บารมีที่ร่วมกัน มีอะไรต่ออะไรกัน มารวมกันอีกแล้ว มาประสานกันอีกแล้ว มาส่งเสริมกันอีกแล้ว มาเป็นศัตรูกันอีกแล้ว เป็นบาป เป็นเวร
อัตตา ไม่ใช่สัมภเวสี ลอยไปมาเดี่ยวๆ หรือไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับอื่นๆ : เพราะฉะนั้น กรรมวิบากนี้ มันจึงไม่ใช่อัตภาพ ฟังเข้าใจขึ้นบ้างไหม มันยากเหลือเกินที่จะอธิบายจิตวิญญาณนี่ จิตวิญญาณเป็นตัว หนึ่ง ที่ เป็นตัวอัตภาพ แต่ไม่ใช่เป็นตัวตนที่ มีเข่งๆ นึง อะไรอยู่ในเข่ง ก็คือ ในเข่ง นอกเข่งไม่ใช่ของอันนี่ มันไม่ใช่นะ อัตภาพนี่คือเข่งๆ หนึ่ง อัตตานี่หรือวิญญาณจิตวิญญาณนี่เป็นอัตตา ว่าอย่างนั้นนะ ถ้าจิตวิญญาณเป็นอัตตาก็เหมือนเข่งๆ หนึ่ง ของอ ะไรใส่ในเข่ง นอกเข่งคือไม่ใช่ของนั้น ก็ไม่ใช่ มันสัมพันธ์ไปหมดเลย ตัดตรงไหนก็ไม่ได้ เหมือนกับเดี๋ยวนี้ นี่เราเกี่ยวข้องกับกาแลกซี่ บางกาแลกซี่ ในมหาจักรภพนี ้ เราจะตัดก็ไม่ได้นะ เราก็เกี่ยวกับมหากาแลกซีไหนๆ อยู่เหมือนกัน ทางช้างเผือกนี่เป็นกาแลกซี่ หนึ่ง ยังเกี่ยวก ับ กาแลกซี่อื่นน่ะ มันมีเยื่อใย มันมีอำนาจดึงดูดสัมพันธ์กันนัวเนียกัน จนกระทั่งตัดไม่ขาด แต่จะเรียกกาแลกซี่นี ้ คืออัตตา ก็ได้ แต่อย่าไปตัดสิ่งที่โยงเกี่ยวเขา Relative นี่ยิ่งกว่าที่ ไอน์สไตน์ด้วย ที่พูดให้ฟัง Relative นี้มันต่อเนื่องกันไปหมด ที่พยายามอธิบายให้ฟังว่า เราเกิดมา เราก็มีกรรมวิบากของเรา เพราะฉะนั้นบางทีนี่เราจะต้องนาน พุทธันดร ห นึ่ง ไม่มีศาสนาพุทธเกิด หรือ พวกเรา ก็ความจริงก็พวกเรานี่ เป็นผู้บำเพ็ญบารมี บำเพ็ญโพธิสัตว์ บำเพ็ญอะไรต่อมิอะไรพวกนี่แล้ว จะข้ามกัปข้ามกัลนี้ ข้ามกาละนี้อีกยาวนาน เสร็จแล้วกว่าจะโผล่ขึ้นมาเกิด นึกว่าตัวคนเดียว เปล่า ทุกอย่างก็จะมาพร้อม และมิใช่ตัวเราเท่านั้น อย่างพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญ มีบริวาร พระพุทธเจ้าจึงมีปริวาร มีสหชาติ มีความร่วม มีสิ่งนั้นสิ่งนี้อีก ไม่ใช่อัตตาตัวคนเดียว อัตตาเรา แต่อันอื่นที่จะมาร่วม ชื่อว่า “ ร่วมอัตตา ” ก็มี เพราะฉะนั้น บอกว่าอัตตาคือสัมภเวสี คนเดียวไปไหนมาไหน ล่องๆ แล่งๆ ไม่เกี่ยวกับอะไรใคร ไม่ใช่เลย นี่ก็พยายามอธิบายให้คุณฟังนะ เพราะ ฉะนั้ น จะ เข้าใจว่า จิตวิญญาณนี่เหมือนสัมภเวสีตัวเดียวอันเดียว แล้วก็ล่องแล่ง ไม่มีอะไรอื่นมีฤทธิ์มีเดชหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ใช่ คนอื่นก็มีฤทธิ์มีเดชร่วมกับเรา สัมพันธ์ส่งเสริมกัน มีบริวาร มีสิ่งที่จะร่วม สห แปลว่า ร่วม มีการเกิด การตาย มีการไปการมา ไม่ใช่หนึ่งเดียว ไม่ใช่คนเดียว ไม่ว้าเหว่ อบอุ่น นะ จะไปคนเดียวได้ก็ต้องไปที่ “ สูญ ” เท่านั้นนะ จะไปคนเดียวได้ จะหมดจ บ ได้ ไปที่สูญเท่านั้น สูญคือ “ ไม่มี ” ถ้าขืนมีแล้วมันไม่เดี่ยว ขืนมีแล้วไม่เดียว ไม่มีสิ่งเดียว ไม่มีเดี่ยวในที่ไหนในมหาจักรภพนี้ จะมีเดี่ยวอยู่ที่ “ ไม่มี ” ไม่มีภพ มีเดี่ยวหรือมีเดียวอยู่ที่ไม่มีภพ หมดภพจบชาติจึงจะเดียว ปรินิพพานเท่านั้นถึงจะเดียว ถ้าไม่ปรินิพพานไม่มีเดียว ไม่มีเดียว อบอุ่นด้วย ถ้าได้สร้างภูมิสร้างภพขึ้นไปดีๆ สร้างภูมิสร้างภพจะต้องเป็นโลกุตรภพนะ ถ้าไปสร้างภูมิสร้างภพอย่างโลกีย์ ฮึ! มันมีเพื่อนเหมือนกัน แต่ศัตรูมันก็เยอะ มันสู้ศัตรู มันไม่ค่อยเก่ง มันไม่ค่อยรอด มันไม่ค่อยเหนือนะ นี่ก็พูดอะไรที่เป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นเรื่องยาว เรื่องไกล ให้ฟังนะ เราหยิบเอาตัวข้อ 13-19 นี่ เป็นเรื่องของนามธรรม เป็นเรื่องของสิ่งที่เข้าใจได้ยาก มันเป็นเรื่องละเอียด สุขุมประณีตนะ มาอธิบายขยายความ จนรู้สึกว่าไปไกลแล้ว หันกลับเข้ามาต้นก่อนนะ มาหาตั้งแต่เริ่มต้นที่เรามีทุนรอน 7 ข้อแรกนี่ ปฏิญญาอโศก : ข้อที่ 1. - ข้อที่ 7. 1. มีคนดีทำงาน หรือมีคนทำงานที่ดี 2. มีงานที่ดีจะทำ 3. มีทุนรอนที่ดี 4. มีความรู้ มีความสามารถที่ดี 5. มีเวลาที่ดี 6. มีสุขภาพและกำลังวังชาที่ดี ที่เป็นธรรมชาติ 7. มีความขยัน วิริยะ อุตสาหะบากบั่นที่ดี คือไม่ใช่ขยันด้วยโลภโกรธหลง
ตั้งแต่ ต้องมีตัวคน มีงาน มีทุน ก็คือมีอุปกรณ์องค์ประกอบต่างๆ 3 ข้อนี่ นะ คนในโลก บางที บางคน เขาทำงานอยู่แค่ 3 ข้อนี่เท่านั้นแหละ มีตัวคน แล้วก็มีงาน แล้วก็มีทุนรอน เขาทำแค่ 3 ข้อนี่แหละ ในเรื่องของ 4 , 5, 6, 7 เขาไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไหร่ เขาก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ก็พอ มี เข้าใจในข้อ 4 คือ มีความรู้ความสามารถ เพราะฉะนั้น คนทุกวันนี้ จึงเรียนรู้ สร้างความสามารถ พวกที่ไม่รู้เรื่องอะไรนั่นน่ะ เป็นพวก ป่า พวกดอย พวกอะไรต่ออะไร ไม่พัฒนา ทำงานอยู่แค่มีคนมีงานแล้วก็มีทุน แล้วก็ทำกันไป 3 ข้อ ทีนี้ พอพวกทันสมัย หรือพวกที่จะเจริญหน่อยก็ต้องมีความรู้ ความสามารถ เสร็จแล้วเขาก็ใช ้ อยู่ 4 ข้อนี่ ความรู้ความสามารถ สิ่งที่สำคัญอีก มันจะมีอายุ ยาวนาน มันจะมีเวลา มันจะมีกาละที่เหมาะสม เขาก็จะยังไม่เข้าใจ ส่วน ผู้ที่เข้าใจนะ อายุ เข้าใจเวลา เข้าใจอายุ เข้าใจเวลา ก็จะคำนึงถึงสภาพที่ต้องรักษาอายุ รักษาเวลา มีการรู้จักสมดุล มีการพักผ่อน มีการหมุนเวียนอะไรต่ออะไรขึ้นมา ก็จะเกิดสภาพที่เกิดสุขภาพ เกิดกำลังวังชา ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพของคน สุขภาพของงาน สุขภาพของทุนรอน มันจะมีความแข็งแรงมั่นคงขึ้นมา มีสุขภาพ มีสภาวะที่ดีนั่นเอง ภาวะ สุขภาวะนี่ เป็นสภาวะที่ดีขึ้นมา มีความแข็งแรง มีประสิทธิภาพ ในตัวของมันเองขึ้นมาเป็นธรรมดา ธรรมชาติขึ้น ถ้าเผื่อว่า ยิ่งเรียนรู้โดยธรรม เรียนรู้ทางธรรมประกอบ แล้วมันจะเป็นธรรมชาติขึ้น เสร็จแล้วก็มีความขยัน มีความอุตสาหะ บากบั่นที่ดี คำว่า ความอุตสาหะบากบั่น จะบอกว่าโดยโลกๆ นี่ 7 ข้อนี่ เขาก็ใช้อยู่ธรรมดา ผู้ที่ฉลาดถึงในระดับจริง เป็นสังคมทุกวันนี้ เขาก็ใช้นะ ใช้มาจนกระทั่งมาถึง 5 ถึงข้อ 12 นี่ เขาก็เรียนรู้กันลึกซึ้งขึ้นมา เพราะฉะนั้น สังคมทุกวันนี้ มาเรียนรู้หลักเกณฑ์ มาเรียนรู้ระเบียบ
ขยันแบบโลกุตระ ไม่มีอามิสล่อ ส่วนในโลกเขาใช้โลกธรรมเข้าล่อให้ขยัน : ข้อ 7 ที่ว่านี่ อาตมาว่าเมื่อกี้ ก่อนจะผ่าน ขอกำชับกันก่อนว่า ในโลกเขาใช้ความขยัน วิริยะ อุตสาหะ บากบั่นนี่ เ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive