320623 อะไรเอ่ย แปลกใหม่ที่สุด แสดงโดย พ่อท่านโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2532
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์356 KB
วันที่แก้ไข23 ตุลาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

320623 อะไรเอ่ย แปลกใหม่ที่สุด แสดงโดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2532

อะไรเอ่ย แปลกใหม่ที่สุด สัมมาทิฏฐิที่เพิ่งเกิดแก่ปุถุชน 1 สัมมาทิฏฐิที่เพิ่งเกิดแก่ เสขบุคคลแต่ละสภาพ แต่ละระดับอีก 1 อริยผลที่เกิดแก่อริยบุคคลทุกระดับอีก 1 วิมุตติญาณทัสสนะ หรือญาณตรัสรู้แต่ละรอบแต่ละรอบอีก 1 อาสวักขยญาณของแต่ละขั้นแต่ละเหตุปัจจัยอีก 1 อาสวักขยญาณของแต่ละระดับอริยบุคคลอีก 1 อาสวักขยญาณสูงสุดแห่งที่สุดอีก 1 ในสภาพทั้ง 7 นี้แหละ แปลกใหม่ที่สุด สัมมาทิฏฐิที่เพิ่งเกิดแก่ปุถุชน เรียกว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ที่สุดอันดับแรกของมนุษย์ เพราะว่าในมนุษย์ทุกคนนี่ ปุถุชน เป็นปุถุชนมาก่อนทั้งนั้น มนุษย์ทุกคนนี่เป็นปุถุชน แล้วก็ยังไม่รู้เรื่อง ยังไม่เคยพบหรอก ยังไม่มีความเห็นที่จะมีทิศทางที่จะทวนกระแส ทิฏฐิที่ว่านี้เป็นความเห็น ความเข้าใจที่ถึงขีดของมันนะ โดยสามัญนี่ คนเราพอรู้นะ เมื่อยังมีศาสนา ศาสนาก็สอน ก็เปรยปรายไปว่าโลกุตระเป็นเช่นนั้น โลกียะเป็นเช่นนี้น่ะ การยังยินดีในโลก ในโลกียะ ยังติดใจในโลกธรรม ยังเป็นโลกียะ เราประสงค์ ยังเอร็ดอร่อย ยังมีอัสสาทะ ยังยินดีในโลกียะอยู่ และยังเป็นโลกียะ ถ้าผู้ใดมีความเห็นความเข้าใจ มีจิตเกิดเห็น เกิดเข้าใจจริงๆเลยนะ เป็นสัมมาทิฏฐิที่มันถึง รอบแห่งสัมมาทิฏฐิ ที่จะมีฤทธิ์มีแรงหันเหกระแส หันเหกระแสจากกระแสของปุถุชนเข้าสู่กระแสของอริยะ มันจะมีจิต มันจะมีอาการเลยนะ มันจะมีความมุ่งเพ่ง มันจะมีเหตุปัจจัยแห่งความเห็นความเข้าใจนี่ สัมมาทิฏฐินี่มีทั้งเจโต ตัวจิตจริงที่จะมีความรับรู้ ความเข้าใจเข้าไปสม สั่งสมๆจนได้ขีดได้เขตได้ระดับ บางคนก็จะแรงด้วยทางเจโต มีปัญญาพอเข้าใจ บางคนก็จะมีปัญญาเข้าใจมาก แต่เจโตไม่แรง จิตจริงนี่มีน้ำหนักม

อ่านต่อ

ันไม่แรง มีพลังทางเจโตไม่แรง ก็แล้วแต่จริตของใครที่จะเอียงข้างเจโต หรือเอียงข้างปัญญา แต่มันก็มีพลังเสริมช่วยกันน่ะ ทั้งเจโตทั้งปัญญา เสริมช่วยกันแล้วนำพา มันจะนำพาเข้ามา กระแสที่ว่านี่มันเป็นกระแสแห่งจิตวิญญาณ เป็นกระแสที่เกิดความเห็น เกิดกระแสแห่งความผลักดัน อย่างเจโตนี่มันก็เป็นแรงผลักดันเหมือนต้นกล เหมือนเครื่องยนต์ที่อยู่ในต้นกล เครื่องยนต์ที่อยู่ใต้ท้องเรือ อย่างนี้เป็นต้น ส่วนปัญญามันก็เหมือนต้นหน หรือเหมือนกัปตันที่อยู่บนเรือ เห็นภูมิภาพอะไรต่ออะไรต่างๆ เป็นผู้ที่ดูแลสั่งการเหมือนสมอง เป็นตัวปัญญา แต่มันก็จะนำพาเรือไปด้วยกัน นำพาเรา นำพาคนนี่ไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นเมื่อสัมมาทิฏฐิที่เพิ่งเกิดแก่ปุถุชนเป็นสัมมาทิฏฐิที่จะไปหันเห สัมมาทิฏฐิที่จะมีฤทธิ์มีแรงเข้ากระแสจริงๆนี่ ที่เราจะต้องมาลงมือปฏิบัติ มันเป็นของใหม่ มันจะต้องเข้าใจเลยว่า มรรคองค์ 8 นี่ปฏิบัติอย่างไรน่ะ มรรคองค์ 8 ปฏิบัติอย่างไร ถ้าเผื่อไม่ถึงรอบจริงๆ ไม่ถึงขีดถึงขั้น เข้าใจเป็นความเห็นที่เป็นความเข้าใจเฉยๆ ไม่มีฤทธิ์ที่จะทวนกระแส มันก็เป็นของใหม่เหมือนกันนะ ปุถุชนก็รับซับทราบว่า เอ๊ะ! มันเป็นไปได้หรือ จะออกมา จะเลิกรสอร่อย จะเลิกโลกีย์ จะทิ้งโลกีย์ จะวางโลกีย์ มันก็เป็นของใหม่ แต่มันก็ใหม่เบาๆล่ะนะ มันใหม่ มันใหม่ที่ว่า ถ้าคนไม่ศึกษาธรรมะเลย ไม่มาศึกษาพุทธศาสนา ก็เข้าใจอย่างโลกๆ จะละลดออกมา เข้าใจอย่างรู้เลยนะว่า เราจะต้องมาละลดเลิกออกมา ไม่ใช่ว่าเข้าใจเพี้ยนๆอยู่นะ เข้าใจอย่างชนิดที่เรียกว่า มาเป็น มาปฏิบัติธรรมนี่จะยิ่งพาเจริญ เรารวยลาภ จะสูงด้วยยศ มีเยอะ พุทธศาสนิกชนก็ตาม เป็นชาวพุทธนี่แหละ ไปวัดไปวา ไปทำบุญทำทาน อะไรก็ตามแต่ ไป จะไปปฏิบัติธรรมก็ตาม บางคนก็ปฏิบัติธรรมด้วยซ้ำ ไปปฏิบัติธรรมเพื่อที่ตนเองจะได้เจริญ ว่างั้นนะ เป็นสิริมงคล จะเจริญ เจริญด้วยลาภ ด้วยยศ ด้วยสรรเสริญ เป็นโลกียะธรรมดา เขาไม่เข้าใจ เขายิ่งบอกว่าไปปฏิบัติธรรม ไปทำบุญทำทาน เขาก็จะยิ่งรวยลาภ สูงด้วยยศ ด้วยเกียรติ ได้รับคำชมเชย ยกย่อง ชูเชิด เป็นสรรเสริญเยินยอในสังคม จะมีโลกียสุขสมบูรณ์ต่างๆนานาสารพัด แล้วเขาก็ไม่เข้าใจหรอกว่า กามสุขคืออย่างไร ภวสุข หรือสุขในภพ เป็นอย่างไร แล้วเขาจะสั่งสม ยังประสงค์ ยังใคร่อยาก ต้องการ เป็นตัณหาอยู่ทุกๆด้าน พุทธศาสนิกชนแบบนี้ มีอยู่เยอะแล้วยิ่งทุกวันนี้นี่ ปฏิบัติมรรคองค์ 8 อธิบายมรรคองค์ 8 เป็นสมังคี เป็นทฤษฎี เป็นระบบทั้งระบบ มรรคองค์ 8 เป็นทฤษฎีทั้งระบบ ที่จะต้องปฏิบัติอย่างไร อะไรเป็นประธาน อะไรห้อมล้อม แล้วจะปฏิบัติตัวไหน อะไรช่วย สัมมาทิฏฐิเป็นประธาน รู้แจ้ง เข้าใจดี ทั้งทฤษฎี ทั้งฐานะของตน แล้วก็จะมีศีลกำหนดขอบเขตให้แก่ตน ปฏิบัติไปตามฐานะระดับ มีอธิศีลขนาดไหน มีศีลขนาดไหนที่จะเป็นการกำหนดว่า เราเอาแค่นี้ก่อน แล้วก็ปฏิบัติไป สังวร สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ สังวรตนเรื่อย มีสติสัมโพชฌงค์ มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีวิริยสัมโพชฌงค์ ปฏิบัติให้เกิดผล มีปีติเกิด มีปีติสัมโพชฌงค์เกิด ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เกิด จนสั่งสมลงเป็นสมาธิสัมโพชฌงค์ จนลึกซึ้ง สำรอก สะอาด เป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์น่ะ หรือสร้างอินทรีย์พละ อินทรีย์ 5 พละ 5 ด้วยโพชฌงค์ 7 แล้วก็ปฏิบัติด้วยฐานมรรคองค์ 8 นี่ โพธิปักขิยธรรม มีสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 ทำกันจริงๆ เขายังไม่เข้าใจทั้งระบบ ไม่รู้ ครูบาอาจารย์ที่จะสอนก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจ มันก็ปฏิบัติธรรมไม่เป็น จะไปอยู่วัดอยู่วาบำเพ็ญธรรม ก็จะไปนั่งหลับตาสมาธิบ้าง ไปสวดมนต์ สวดพร ไปทำขลังๆ อะไรแล้วแต่ แล้วแต่ครูบาอาจารย์ ทิศทางไหนๆก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นเขาจะทำอย่างนั้น มากมายก่ายกองเลยนะ จะมาศึกษาเล่าเรียนให้รู้อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ให้รู้ภาคปฏิบัติมรรคองค์ 8 นี่ หรือโพชฌงค์ 7 หรือรวมแล้วก็ โพธิปักขิยธรรม 37 นี่ สอนให้เข้าใจทฤษฎี ระบบทฤษฎีที่พึงปฏิบัติ เป็นทางเอกทางเดียวนี่ให้ครบครัน ให้สมบูรณ์เลย จนกระทั่งปฏิบัติเป็น ปฏิบัติได้ เขาไม่ค่อยสอนกันหรอก เดี๋ยวนี้นะไม่ค่อยสอนน่ะ มีแต่บอกทำให้จิตว่าง ปล่อยวาง ทุกอย่างให้เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เห็น คือมีแต่ตรรกศาสตร์ ให้มองเห็น ให้พิจารณาๆ เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างเป็นทุกข์ เป็นตรรกศาสตร์น่ะ ให้ระลึกเห็นน่ะ ให้เห็นไปน่ะ ทุกอย่างเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน มันเป็นการบำบัด บำเรอ มันเป็นตทังคปหาน เป็นวิขัมภนปหานด้วยซ้ำ มันเป็นตทังคปหาน หรือวิขัมภนปหาน จะว่ามีผล มีผลตทังคหาน เป็นบ้าง ถ้าใช้ทฤษฎีนี้ล่ะนะ คือเป็นทฤษฎีที่มันพอคลายใจ เห็น อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ให้เห็นว่ามันเป็นอนิจจัง เดี๋ยวมันก็เห็นได้หรอก พิจารณาไป มันไม่เที่ยง ใช่ อะไรก็ไม่เที่ยง ใช่ เห็นจริงอยู่นะ แล้วก็เปลี่ยนแปลงไป ไม่มีอะไรถาวรเที่ยงแท้ จริงๆ เป็นทุกข์นะ ทุกข์คือตั้งอยู่ไม่ได้ ทนอยู่ไม่ได้ เข้าใจนะ เป็นความเข้าใจว่า มันตั้งอยู่ไม่ได้ มันทนไม่ได้ มันเข้าใจนะว่า มันเป็นอนิจจังนี่ นึกออก เออ! มันเป็นอนิจจัง มันไม่เที่ยงหรอกนะ มันเปลี่ยนแปลงไป มันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนหรอก ก็นึกไปถึงอนาคต มันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ก็เห็น มองว่ามันไม่ใช่อนาคตใช่ไหม มัน เดี๋ยวมันก็สลายไป เปลี่ยนแปลงไปจากเกิดขึ้นก็ตั้งอยู่ ประเดี๋ยวมันก็ตายก็สูญก็สิ้น หมุนเวียน วนเวียน ก็เข้าใจ แล้วก็เป็นธรรมวิจัย มันเป็นการขบคิด มันเป็นตรรกศาสตร์ เอาคาถาบทนี้มาเหมือนๆกับเป็นยา ก็อย่างที่เคยยกตัวอย่าง แล้วก็เอามาทำให้เราเบาใจคลายใจว่า โอ๊ย! อย่าไปยึดมั่นถือมั่น อย่าไปติดไปยึดเลย เอามาใช้ในหลักตรรกศาสตร์หมด ปฏิบัติอย่างตรรกศาสตร์ซึ่งต่างกันกับจะเห็นอนิจจังด้วยผัสสะเป็นปัจจัย แล้วก็ดูตา หู จมูก ลิ้น กาย อย่างที่เอามิจฉาทิฏฐิสูตรมาอธิบายให้ฟัง จะเห็นเป็นทุกข์ตามสักกายทิฏฐิสูตร ที่เอามาอธิบายให้ฟัง จะเห็นเป็นอนัตตาด้วยผัสสะเป็นปัจจัย ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตามอัตตานุทิฏฐิสูตร ที่เคยเอามาอธิบายให้ฟังแล้วว่า เมื่อปฏิบัติได้ เห็นจริงเห็นจังเลยนะ เกิดญาณเห็น เมื่อมีผัสสะเป็นปัจจัย ด้วยรูปกระทบสัมผัสแล้วก็เห็นอาการ ลิงคะ นิมิตของมันจริงๆว่ามันไม่เที่ยง ไม่เที่ยงอย่างไร อธิบายมุมละเอียดให้ฟังแล้ว มันไม่เที่ยงเพราะว่ามันเปลี่ยนแปลงไปด้วยสามารถ ตัวตนของกิเลส เห็นตัวตนของมันเลยว่า มันเปลี่ยนแปลงไปด้วยสามารถ ตอนแรกก็จะเห็นมันเปลี่ยนแปลงไป เพราะกิเลสก็เพิ่มได้ จะทำให้ลดก็ลดได้ นี่เป็นมิจฉาพ้นมิจฉาทิฏฐิ ก็ อ้อ! เข้าใจแล้ว นี่พ้นมิจฉาทิฏฐิตัวนี้ ฟังดีๆ เป็นผู้ที่จะต้องลงมือปฏิบัติ ลงมือปฏิบัติ มีสัมมาทิฏฐิ จะพ้นมิจฉาทิฏฐิได้ก็ตรงที่มีสัมผัสเป็นปัจจัย ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็สัมผัสเราก็เห็นรูป เห็น มีนามคือญาณเห็น เห็นอาการของกิเลส อาการลิงคะ นิมิต จับเครื่องหมายมันได้ว่ากิเลสเท่านี้ อ๋อ! นี่ลักษณะโลภะ ราคะ นี่ลักษณะโทสะน่ะ นี่ทำมือทำไม้ให้ดูนี่ มันไม่เป็นตัวเป็นตนหรอกนะ แต่เราต้องรู้อาการ มีนิมิตหมาย มีเครื่องหมาย จับอาการมันได้ว่า โอ๋ย! อย่างนี้ใช่ อย่างนี้ถูกแล้ว อาการของกิเลส แล้วเราก็ทำให้มันลดได้ด้วยสมถภาวนา หรือวิปัสสนาภาวนา เห็นอาการ มันลด มันไม่เที่ยง ไม่เที่ยง ลด ด้วยนะ ไม่ใช่ไม่เที่ยงเพราะมันใหญ่ขึ้น เอาเถอะ แม้เราจะเห็นว่ามันใหญ่ขึ้นก็ตาม มันกิเลสมันเพิ่มขึ้น พ้นมิจฉาทิฏฐินี่ไม่ใช่หมายความว่า ลดทุกข์ ลดเหตุด้วย ลดทุกข์ ลดเหตุก็เป็น ครั้งที่ลดทุกข์ลดเหตุก็เห็น ครั้งที่กิเลสมันขึ้น มันไม่ลด มันเพิ่ม มันไม่เที่ยง มันเพิ่มได้ มันลดได้ เห็นความไม่เที่ยง นั่นแหละพ้นมิจฉาทิฏฐิ ทิฏฐินั้นเป็นทิฏฐิ ไม่ใช่ทิฏฐิตรรกศาสตร์ ไม่ใช่ความเห็นความเข้าใจธรรมดา แต่มันเป็นความเห็นความเข้าใจที่มีสภาวะรองรับเป็นปรมัตถ์ หยั่งถึงจิตเจตสิก หยั่งถึงรูป รูปของรูปจิต อรูปจิต หรือรูปของกิเลส สิ่งที่ถูกรู้ แล้วก็เห็นความเปลี่ยนแปลง อนิจจัง เห็นความไม่เที่ยง เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่มันเที่ยงว่ากิเลสมันจะอยู่อย่างนี้ จิตมันจะอยู่อย่างนี้ มันไม่ใช่จิต กิเลสไม่ใช่ตัวตนของจิต จิตก็อย่างหนึ่ง กิเลสก็อย่างหนึ่ง เห็นชัดๆ ความเห็นที่ว่านี้คือ ญาณทัสสนวิเศษ หรือ อธิปัญญา เพราะฉะนั้นสัมมาทิฏฐิมันเกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เกิดปัญญา เพราะมีธรรมวิจัย เพราะได้วิเคราะห์วิจัยอยู่ในนั้นเสร็จ องค์ธรรม 6 ประการนี่มันทำงาน ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ องค์แห่งมรรค บอกแล้วว่าสัมมาทิฏฐิตัวที่จะต้องเปลี่ยนกระแส ไม่ใช่สัมมาทิฏฐิตัวฟังเป็นตรรกศาสตร์เท่านั้น เพราะฉะนั้นทั่วไป ปุถุชนนี่เข้าใจบอกว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ได้ฟังคำอธิบายอะไร มี มีบ้างเหมือนกัน แต่อย่างนั้นเขาไม่รู้สึกว่าใหม่หรอก มันเป็นความรู้ที่รู้ มันก็ใหม่นิดๆนะ ใหม่ ไม่น่าจะเป็นสิ่งใหม่ เป็นแปลกใหม่ที่เขาจะต้องเปลี่ยนแปลงชีวิต มันไม่แปลกจนกระทั่งถึงการทึ่งใจ แปลกใจ เปลี่ยนกระแสชีวิตคน มันเป็นความรู้ที่เขารู้ แล้วก็อาจจะกิเลสหนักหนากว่าเก่า แต่เป็นความรู้ประดับตัวเอง เอาไปสอน เอาไปพูดก็ได้ด้วยนะ เป็นปทปรมบุคคลด้วย จำพระพุทธพจน์ได้ก็มาก เรียนมามาก จำพระพุทธพจน์ได้มาก สอนกันอยู่ก็มาก แต่ตัวเองไม่ได้บรรลุธรรมอะไร เป็นปทปรมบุคคลก็ได้ แต่ที่กำลังอธิบายว่ามันแปลกใหม่จริงๆนี่ สัมมาทิฏฐิที่เพิ่งเกิดแก่ปุถุชนนี่ มันเกิดอย่างประเภทที่มีความเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณ กระแสเปลี่ยนทิศ เพราะฉะนั้นเมื่อถึงขั้นมีองค์ธรรมของสัมมาทิฏฐิ ถึงปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ มีองค์มรรค ปฏิบัติมีองค์มรรค มัคคังคะนี่หมายความว่า สัมมาทิฏฐิ มีสัมมาสติ สัมมาวายามะห้อมล้อม ช่วยทำการ มีสติปัฏฐาน มีอิทธิบาทนั่นเอง มีการสังวรสำรวม ถ้าว่ากันไปถึงโพธิปักขิยธรรม ขยายให้มันพิสดาร หรือขยายให้มันเป็นวงกว้างวงรอบ ตามทฤษฎีระบบใหญ่โพธิปักขิยธรรมแล้ว เราก็จะเข้าใจ เอาไปปฏิบัติจริงๆ อินทรีย์พละเปลี่ยน มีอินทรีย์ มีพละ ศรัทธา เกิดสัทธินทรีย์ จริงๆ ปัญญาก็เกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ขึ้นมา เพราะมันมีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีสัมมาทิฏฐิที่ถึงขีดขอบของมัน มัคคังคะ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ปฏิบัติแล้วมันก็ได้พิสูจน์ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ด้วยทวารทั้ง 6 มันรู้จักอายตนะ 6 มันจะเสริมหนุนให้เห็นว่า อ้อ! กระทบทางตา กระทบทางหู มันเกิดโลภอย่างนี้ ราคะอย่างนี้ กระทบทางเสียง กระทบทางหู ทางเสียง ทางกลิ่น ทางลิ้น ทางสัมผัสกาย สัมผัสใจ เกิดสภาพที่กระทบสัมผัสเป็นปัจจัย ทำให้เรียนรู้จริงๆเลยว่า กระทบแล้วก็ไปถึงจิต ไปถึงเวทนา มีอาการของเวทนา มีการวิเคราะห์วิจัย วิเคราะห์วิจัยถึงจิต เจโตปริยญาณ ไม่ต้องเอาทฤษฎีเจโตปริยญาณ 16 มาเรียกมาขาน จำชื่อไม่ได้ก็ตาม ผู้นั้นมีปฏิภาณรู้แล้ว โอ๊! กิเลสเป็นอย่างนี้น่ะ ราคมูล โทสมูล โมหมูล เป็นอย่างนี้ เมื่อเราทำด้วยสมถภาวนาก็ดี วิปัสสนาภาวนาก็ดี มันลด มันเป็นอย่างนี้นะ มันเปลี่ยนแปลงไป พ้นมิจฉาทิฏฐิอันดับแรกๆ จนกระทั่งทำไปบ่อยๆ จะรู้แจ้งรู้ชัดว่า โอ้! ทุกข์เป็นอย่างนี้นะ จะพ้นสักกายทิฏฐิ เข้ากระแสที่จะขึ้นโสดาปฏิมรรค โสดาปฏิผลนี่ มันจะมีคุณภาพ มันจะมีส่วนที่ได้ ได้สภาพนั้นได้สภาพนี้ขึ้นมาจริงๆ สักกายะคือตัวตน ตัวตนที่หยาบที่ใหญ่ สักกายะนี่เป็นตัวตนที่ชัดแจ้งของตนเองเลย เห็นสักกายะ สักกายทิฏฐินี่ หมายความว่าเห็นแล้ว รู้แล้วตัวสักกายทิฏฐิ แล้วก็ทำจนกระทั่งจะพ้นสักกายะ พ้นตัวตนที่ใหญ่ที่หยาบ ที่มีฤทธิ์มีแรง เล่นเอาเราลงนรกขึ้นสวรรค์กันอยู่ในสังสารวัฏนี้นานับกัปกาลนี่ วนเวียนอยู่กับมันนั่นแหละ ไม่ได้พรากจากกันหรอก อยู่ด้วยกันนิรันดร จะเป็นกิเลส จะเป็นเหตุปัจจัยที่เป็นวัตถุนอกที่จะต้องรักต้องชอบ ต้องแสวงหา ต้องเป็นทาสมันอยู่ตลอดนานับกัปกาลนี่ เราจะเห็นเลยว่ากิเลสตัวตนอย่างนี้ กับเหตุปัจจัยอย่างนี้ ถ้าเราตั้งใจจะละอันนี้เป็นเรื่องๆไป เราก็ทำไปเรื่อยๆน่ะ เมื่อทำไปแล้ว สัมมาทิฏฐิที่เกิดในรอบต้นก็จะสูงขึ้น เป็นสัมมาทิฏฐิที่เพิ่งเกิดแก่เสขบุคคล แต่ละสภาพ แต่ละระดับอีกหนึ่ง เพราะฉะนั้นคุณภาพของวงรอบของเหตุปัจจัยในผลธรรม เหตุปัจจัยในมรรค ในผลนี่ เหตุปัจจัยในมรรคในผลที่มันได้สั่งสม เพราะทำไปเรื่อยๆ สั่งสม สั่งสมอริยคุณ สั่งสมลงไปเรื่อยๆๆๆ โสดา เข้ากระแสโสดานี่ เป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วปฏิบัติไปจริงๆนะ สั่งสมลงเป็นสัมมาสมาธิ สั่งสมลงเป็นสัมมาญาณ สั่งสมลงเป็นสัมมาวิมุตินี่ มันไม่ใช่ภาษาพูด มันจะมีสภาวะรองรับ มันสั่งสม มันละเอียด มันมีจริง เมื่อเราได้ปฏิบัติจริง สังวรระวัง สั่งสมไปเรื่อยๆๆๆ มันไม่ใช่ตัวตน แต่มันก็เป็นของจริง จากการปฏิบัติมีสัมผัสเป็นปัจจัย แล้วเราก็กระทำตามศีลที่เราตั้ง ขัดเกลากาย วาจา ขัดเกลาจิต ขัดเกลาใจของเรา เป็นอธิจิตขึ้นเรื่อยๆๆๆๆ ก็เกิดอริยผลที่เกิดแก่อริยบุคคลทุกระดับ มันก็แต่ละระดับ มันก็เกิดไปเรื่อยๆน่ะ เสขบุคคลแต่ละสภาพ แต่ละระดับ ก็เกิดเป็นเสขบุคคล โสดาบันเป็นต้น ก็ขัดเกลาในโสดาบันนั่นแหละ เป็นสัมมาทิฏฐิเกิด แล้วก็เกิดอริยผล พอสัมมาทิฏฐิก็ปฏิบัติ แล้วก็เกิดอริยผลขึ้นไปๆ มันจะมีของใหม่เพราะเป็นมนุษย์โลกใหม่ ยังไม่เคยมีมาก่อนนะ ในปุถุชน ในมนุษย์ที่เป็นมนุษย์มานี่ ในสังสารวัฏนี่ ได้ฟัง คุณได้ฟัง มนุษย์ปรโลกน่ะ มนุษย์ที่มีภูมิใหม่ เป็นสัมปรายิกภูมิ เกิดศรัทธา เกิดศีลน่ะ ศรัทธาสัมปทา ศีลสัมปทา จาคสัมปทา ปัญญาสัมปทา มันเกิดประโยชน์ใหม่ สัมปรายิกกัตถประโยชน์ ประโยชน์ของคนโลกใหม่ มันเกิดประโยชน์ เป็นประโยชน์ต่อตนต่อท่านจริงๆน่ะ เกิดประโยชน์ต่อตนต่อท่าน เกิดแล้ว มันก็จะเกิดทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ด้วย ปรมัตถประโยชน์ ก็คือ ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ กับ สัมปรายิกัตถประโยชน์ 2 อันนี่รวมกัน เป็นปรมัตถประโยชน์น่ะ ประโยชน์ เขาบอกมีประโยชน์ 3 เห็นแรกๆนี่ คุณก็จะแปลกจะใหม่มากเลยว่า โอ๋! อย่างนี้หรือวิมุติ วิมุติถึงรอบ ถึงขั้นจริง มีเจโตปริยญาณนะ เห็นอนุตตรจิต เห็น สมาหิตจิต แล้วก็เห็นวิมุตติจิต คุณจะเห็นว่า อ๋อ! คุณจะเห็นแล้วก็ทำไป มันจะมีอวิมุติจรมาให้คุณดูเหมือนกัน อ๋อ! เรานึกว่าเราวิมุติเด็ดขาดแล้ว มันยังมีอวิมุติจรอยู่นะ คุณจะรู้ว่าเราจะไม่ยอมเลย เหมือนกับคุณมีเพชรสักเม็ดหนึ่งนี่ แหม! มันมีเส้นมีหางแมว มีขีดมีข่วนนี่ คุณจะไม่ยอม อยากจะให้มันสะอาด อยากให้เพชรนี่มันสะอาด ผ่องแผ้ว ไม่มีขีดข่วน ไม่มีหมองหม่น ไม่มีอะไรเลย คุณอยากได้อย่างนั้น ใช่ไหม ถ้ามีเพชร แหม! มันจะเจ๋งเลยนะ มันมีขนแมวนิดหนึ่ง อู้ฮูย! ใจมันแป้ว แล้วเราทำเองเสียด้วยนะ ไอ้ขนแมวนี่ ไม่ใช่คนอื่นทำนะ มันเจ็บแสบจริงๆนะ มันจะมีความรู้สึกอย่างนั้นเลยนะ อื้อหือ! เพชรเม็ดนี้มันจะบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีหมอง ไม่มีหม่น บริสุทธิ์สะอาดจริงๆเลยนะ เราเองแท้ๆทำ ขนแมวทำให้มันมีตำหนิ เราจะรักมันมากเลย เราจะ วิธีใดที่จะทำให้ไอ้รอยตำหนิขนแมวออกจากเพชรเม็ดที่มันเหลือเท่านี้เอง เราจะต้องเอาออกให้สะอาดได้ เราจะทำใช่ไหม มนุษย์น่ะ เราจะทำ อวิมุติจรก็ตาม หรือตัวที่ยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม เรารู้แล้วนี่คุณภาพของเจโตปริยญาณ มันจะบอกเรา คุณภาพของวิมุติ มันเป็นอย่างนี้นะ จะต้องเอามันให้ได้ เพราะฉะนั้นอวิมุติจรมานี่ มันไม่ปละปล่อยหรอกคุณ มันจะเพียรขจัด เรื่องอะไรล่ะ มันจะบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่แล้ว เรื่องเศษเรื่องจ้อย เรื่องเล็กเรื่องน้อยนี่ยังไม่สมบูรณ์ ต้องเอาให้มันสมบูรณ์ มันจะทำ มันจะมีอินทรีย์พละนั้นถึงรอบ น่ะ อินทรีย์พละของโสดาบันยังไม่ค่อยมีสภาพพวกนี้เต็มที่เท่าไหร่หรอก บอกให้ได้ สกิทาคามีก็สูงขึ้นบ้าง อนาคามีมันจะมีแรงพวกนี้จัด มันแหม! มันจะถึงที่จบที่สุด มันจะถึงขีดขอบที่เจริญแล้วนี่ อินทรีย์พละ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ยิ่งมีอินทรีย์พละที่แท้จริง อริยบุคคลสูงๆแล้วนี่ จะเห็นผู้ที่มีประโยชน์ อุฏฐานสัมปทาก็เห็นชัด อารักขสัมปทาก็เห็นชัด กัลยาณมิตตาจะมีภราดรภาพ เห็นแก่ผู้ที่จะมาพึงเพียร พึงปฏิบัติ มีกัลยาณมิตร มีใจโอบอ้อมอารี มีเมตตา เอื้อเฟื้อเจือจาน จะมีชัดขึ้นไปเลย ปฏิบัติถูกตรง แล้วอินทรีย์พละสูง เข้าขีดอนาคามีนี่ จะเป็นผู้ที่มีเมตตาเห็นๆ เกื้อกูลช่วยเหลือเฟือฟาย ขยันหมั่นเพียร แล้วก็ไม่ปล่อยปละละเลย รักษาผล ฟังดีๆนะ อารักขสัมปทา รักษาผล รักษาอริยคุณ ไม่ใช่ไปรักษาเงินทองทรัพย์ศฤงคาร ฟังให้ชัดนะ คุณไปเที่ยวได้รักษากอบโกยทรัพย์ศฤงคารนั้น มันย้อนแย้งกันแล้ว นี่อาตมาพาคุณปฏิบัติ ให้คุณทิ้งมา ไม่ใช่ให้คุณไปกอบหอบหามอยู่ อารักขสัมปทา คือไปหอบยศ หอบศักดิ์ หอบตำแหน่งหน้าที่โลกๆโลกีย์ ไปเที่ยวได้เป็นเครื่องมือเขาอยู่ แหม! วันเวลาก็ผ่านไป แรงงานก็เอาไปรับใช้เขา ยิ่งไปรับใช้บริษัท ทำงานบริษัท พูดไปอย่างนี้ ประเดี๋ยวผู้ทำงานบริษัทก็ประเดี๋ยวลาออกพรุ่งนี้อีกล่ะ ไปรับใช้ แล้วไปเป็นเครื่องมือให้เขากอบโกยอะไรอย่างนี้เป็นต้น มัน อื๊อ! ไปรักษาทำไมอย่างงั้น มันจะรู้ว่า นิปเปสิกตา มันจะไม่มอบตนอยู่ในทางผิดอะไร มันจะเป็นจริงหมดเลย มันจะรู้ มันไม่เอาหรอก วันเวลา เรามาพากเพียรดีกว่า มันจะมีอินทรีย์พละเช่นนั้น มาอยู่กับมิตรสหายที่ดี เกื้อหนุน จุนเจือกันดีกว่าน่ะ กัลยาณมิตตา สมชีวิตา มีชีวิตประเสริฐ สมชีวิตา มีชีวิตประเสริฐ มีชีวิตสงบ สมชีวิต ก็คือชีวิตสงบ ที่จริงน่ะ สมชีวิตามีชีวิตสงบ มีชีวิตประเสริฐ มีชีวิตที่ได้อุปสมะ วูปสมะ มันจะมีจริงๆ มีชีวิตประเสริฐจริงๆ จะเรียกมีชีวิตเลี้ยงชีพอยู่ ทรงชีพอยู่ ยังชีพอยู่อย่างประเสริฐ อย่างชอบ อย่างดี เป็น เห็นปัจจุบันเลย เห็นเป็นปัจจุบันน่ะ อย่างพวกเรานี่ อาตมาเห็นพวกเรามีสัมมาอาชีพหรือมีสมชีวิต มีชีวิตประเสริฐ มีชีวิตที่ชอบแล้ว อาตมาว่า อาตมามีชีวิตที่ชอบแล้ว ยังจะไปถูกเขาเปลี่ยนอยู่เลย ดูเถอะ อำนาจโลกียะมันจะมาเปลี่ยนเรา ปัดโธ่! เปลี่ยนได้แต่รูปแบบ จะไปเป็นชีวิตอย่างอื่นทำไม จะมาเปลี่ยนสมชีวิตาของเรา ฮึ! นี่เขาก็เอาไปรายงาน ยังขึ้นเทศน์ ยังนำสวด หน็อย! เปลี่ยนชุดขาวแล้วยังมานำสวดอยู่นี่ เขาถือว่าสึกแล้วนะ ยังมาทำอยู่นี่ คนอื่นก็ยังกราบอยู่เลย ดูนี่สาวกก็ยังกราบอยู่เลย ก็แล้วแต่เขา ชีวิตอาตมาไม่ได้เปลี่ยนนะ จะเปลี่ยนรูปแบบ จะเปลี่ยนแฟชั่นไป ตอนนี้เป็น เขาบอกเป็นอินเดีย ห่มอย่างนี้เป็นคานธี ห่มอย่างนี้ก็เป็นแบบมาร์คแอนโทนี (ผู้ฟังหัวเราะ) ไม่ว่าอะไร จะเป็นโรมัน หรือจะเป็นอินเดียก็ได้ทั้งนั้นแหละ มันก็มีอะไรขำๆขันๆอยู่นะ เล่นไปบ้าง มันเครียดก็เล่นบ้างล่ะ เห็นบอกว่าอาตมาไม่อยู่แล้ว หน้าเศร้าสร้อย ตาตกเชียว ไม่ว่าจะเป็นสมณะ หรือว่าจะเป็นฆราวาส หน้าขุ่น ตาขุ่น ไม่เบยเลย ไม่เบยไม่บานเลย เป็นยังไง ไม่มีอินทรีย์พละของตนเอง คราวนี้นี่ไม่เริ่มคิดเริ่มขั้นนี่ ไม่รู้จักวิมุตติญาณทัสสนะมั่ง ไม่รู้จักอาสวักขยญาณมั่ง ไม่รู้จักขีดขอบที่เจริญขึ้นมั่งอีกมั่งนี่ มันไม่ได้นะ มันต้องได้นะ มันจะต้องได้สิ่งใหม่สิ่งแปลกที่เป็นอริยคุณ ฐานของอริยคุณ ผลของอริยคุณ ที่พูดทั้งหมดนั่น มันเป็นผลของอริยคุณทั้งหมด 7 หลักน่ะ มันจะสูงขึ้นตามลำดับ มันจะไล่เลียงขึ้นมาตามลำดับ จะพูดกล่าวๆเกริ่นๆอธิบายวิธีปฏิบัติ ลักษณะของสภาวะอะไรต่ออะไรให้ฟังไปเรื่อยๆก่อน ได้เล่าให้ฟังมาเรื่อยๆ มันจะเกิดเห็นวิมุตติญาณทัสสนะ แล้วจิตใจมันจะทำจริงๆ มันจะเป็นประโยชน์ ประโยชน์เป็นปรมัตถประโยชน์น่ะ เป็นสมชีวิตา เป็นชีวิตประเสริฐ สอดคล้องกัน จะมีศรัทธา สัทธินทรีย์ ศรัทธาผล เป็นอินทรีย์ เป็นพละจริงๆ เป็นความเชื่อที่ไม่ได้เชื่อดายๆ ไม่ได้เชื่ออย่างกาลามสูตร ที่พระพุทธเจ้าท่านเตือนไว้ จะเชื่อเพราะกุศลใดที่ได้สั่งสม ได้พิสูจน์ปฏิบัติอย่างจริงจังแล้ว เราจะเชื่ออันนั้น ไม่ใช่ไปเชื่อครูบาอาจารย์ เชื่อตำรับตำรา เชื่อสิ่งปรัมปราเล่ากันมา เชื่อทิฏฐิความเห็น เชื่อที่สอดคล้องกับไอ้โน่นไอ้นี่อะไร ไม่ใช่ มันเชื่อเพราะมีประโยชน์จริง เชื่อเพราะมีสภาวะนั้นจริง เกิดญาณ เกิดปัญญา ได้อาศัย ได้สัมผัสรสเป็นธรรมรส เป็นวิมุติรสน่ะ เพราะฉะนั้นเมื่อมันเป็นสัจจะความจริงยังงี้ ได้เชื่อยังงี้ เกิดศรัทธาผลยังงี้ แล้วนะ มันประกอบไปด้วยปัญญา ประกอบไปด้วยอาการต่างๆ ประกอบไปด้วยวิริยินทรีย์ สตินทรีย์ ทำไปจนกระทั่งสั่งสมเป็นสมาธินทรีย์ เป็นสัมมาสมาธิ สมาธินทรีย์ จนกระทั่งลึกไปจนถึงขั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เป็นฐาน อาตมาก็เคยพูดมาแต่ไหนแล้วว่า อุเบกขานี่คือ ฐานนิพพาน แต่ยังติดยึดอุเบกขาอยู่ ยังไม่ใช่นิพพานนะ เป็นฐานอาศัย จิตมันวางกลาง มันเฉย มันไม่ดูด ไม่ผลัก อุเบกขาไม่ใช่เฉยเด๋อ มันไม่ดูดไม่ผลักต่อเหตุปัจจัยนั้นแล้ว ต่อโลกียะนั้นแล้ว ต่อสิ่งที่มันเคยเป็นนายมนุษย์มนาไหนๆมา คนปุถุชนที่เขาเคยเป็นทาสมัน เราก็เคยเป็นมา เดี๋ยวนี้มันไม่จริงๆ มันไม่เป็นทาสอย่างลอยตัว มันเป็นอิสรเสรีภาพสมบูรณ์ อุเบกขานี่ แล้วไม่ได้หมายความว่า อุเบกขาคือไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่เลย มันยอดมีปัญญา มันวางเฉยจริงๆ มันบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่นั่นเอง ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ทำร่วมกับเขาอยู่ด้วย มีการงานทำกับเขา สัมผัสอยู่กับสิ่งนั้นด้วย มันละ อย่าว่าแต่สักกายทิฏฐิเลย อย่าว่าแต่ทุกข์มันหมดไปเลย คนที่เลยสักกายทิฏฐิเข้าหาอัตตานุทิฏฐิแล้วทุกข์น้อยต่อเหตุปัจจัยนั้น เหตุปัจจัยนั้นๆทุกข์ไม่มากหรอก มันจะสัมผัสมีอะไรก็อาจจะมีไหวๆแวบๆ เป็นรูปราคะ อรูปราคะ ถ้าเราเรียนมานะไม่เก่ง มานะสังโยชน์ไม่เก่ง มันจะผยอง คือจะมีอุปกิเลสอีกนานาสารพัดนั่นแหละ ถ้าเราเรียนมานะสังโยชน์เก่ง มันก็ย่อมไม่ทำให้คนนี้หลงตัว คนบางคนนี่ อนาคามีบางคนนี่ จริง เศษกิเลสมันรูปราคะ อรูปราคะ แต่มานะสังโยชน์ตัวเองนี่ การมีอุปกิเลสซ้อนในตัว ถือตัวถือตน มันมี มันไม่ได้เรียนถูก ทาง มันไม่ได้ฝึกอบรมตนมา ลดมานะให้แก่ตนจริงนะ มันก็จะซับซ้อน เลยกลายเป็นคนหยิ่งผยอง อวดดี หาเรื่องให้แก่ตัวเองมาก มานะนี่ หาเรื่องให้แก่ตัวเอง มีทุกข์ต่อ ไม่ใช่ทุกข์เพราะเรื่องรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทุกข์เพราะไปอวดดี สงสัยจะคล้ายๆอาตมานี่มั้ง นี่หาเรื่องมาใส่ตน ที่จริงอาตมาก็พูดถูกอยู่ รู้อยู่นะ ที่จริงไม่ใช่หรอก อาตมาก็ทำงาน จะเห็นได้ว่ามันมืดจริงๆนะ ขนาดอาตมาทำขนาดนี้ ให้ตีกิเลสออกมา แล้วก็ย้อนไปให้เขาอ่านตัวเอง คุณน่ะทำกิเลสอย่างหนาจัดหยาบคายแล้วยังไม่รู้ตัวเลย หยาบคายแล้วนะ ผิดพลาดแล้วนะ นี่หยาบ เห็นไหมนี่ แสดงออกมามากมาย จนกระทั่ง โอ! เห็นแก่ตัว ยังใช้อำนาจบาตรใหญ่ อิทธิพลโน่นนี่ กิเลสหยาบ จะปราบจะปราม จะโน่นนี่ ทั้งๆที่ว่าเราดีๆๆนะ ไม่ฟัง ดีก็ต้องหยุด ดีก็ต้องโค่นต้องฆ่าลง หาพรรคหาพวกได้ นี่เป็นไม่ใช่วันเดียวนะ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องนานมาแล้ว ไม่ใช่วันเดียว สั่งสมกันมาหาทางที่จะต้องเอาอิทธิพล เอาอำนาจ เอาอะไรมาล้มมาล้างกัน ไม่ใช่วันเดียว มันเป็นลักษณะที่เขาดูกันไม่ออก ขณะนี้ก็ยังไม่ออก ไม่รู้จะทำยังไง อาตมาทนได้ ไม่มีปัญหาอะไร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน