320916 นักข่าวฝรั่งเศสสัมภาษณ์ท่านโพธิรักษ์ กรณีคดีสันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2532
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข4 กรกฎาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

320916 นักข่าวฝรั่งเศสสัมภาษณ์ท่านโพธิรักษ์ กรณีคดีสันติอโศก ณ สันติอโศก

ภรณ์ ภูมิพันนา : ล่าม ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาบอกว่า เขาถามว่าเรียกว่าพระโพธิรักษ์ได้มั้ยคะ (พ่อท่าน…ได้) เขาเคยเป็นอาจารย์สอนภูมิศาสตร์ แล้วก็มีความสนใจในเรื่องของศาสนามาก แล้วก็ได้ยินคนพูดถึงพ่อท่าน เขาก็เลยอยากจะมาเรียนคุยกับ พ่อท่าน (พ่อท่าน…เชิญ) ได้ยินข่าวพ่อท่านจากหนังสือพิมพ์ เขาบอกว่า เขามาเมืองไทยหลายครั้ง และทุกครั้งเขาก็เห็นข่าวพ่อท่านในสยามรัฐ ในบางกอกโพสต์ ในไทยรัฐ ในมติชน ในเดอะเนชั่น เห็นภาพพ่อท่าน และในข่าวก็จะบอกว่า พระโพธิรักษ์กำลังจะเข้าคุก (เสียงหัวเราะ) และก็วันหนึ่ง พ่อท่านก็ถูกจับไป ท่านโพธิรักษ์ : จริงๆ (เสียงหัวเราะ) ภรณ์ ภูมิพันนา : (เสียงหัวเราะ) จริงๆ (เสียงหัวเราะ) เขาบอกว่า วันนั้น เห็นข่าว และก็เห็นภาพว่าพ่อท่านนี่ มีลูกศิษย์ ลูกหา รวมทั้งพระติดตามไปด้วยมากมาย เขาบอก แต่เมื่อมาพบพ่อท่านแล้ว ก็รู้สึกประหลาดว่า ทำไมคนเขาถึงจะเอาพ่อท่านเข้าคุก ท่านโพธิรักษ์ : มันก็ต้องไปถามเขาดู ภรณ์ ภูมิพันนา : (เสียงหัวเราะ) เขาบอกว่าที่เล่าเหตุการณ์อันนี้ ก็เพื่อที่ จะกราบเรียนพ่อท่านว่า เขาได้ข่าวพ่อท่านในลักษณะนี้ ในทำนองนี้ และก็ผ่านเรื่องอย่างนี้มา เขาก็เลยอยากจะขออนุญาตกราบเรียนถามพ่อท่าน ถ้าพ่อท่าน มีเวลาให้เขา เขาบอกว่าคงจะใช้เวลานานนะ แล้วเขาก็จะพูดช้าๆ เพราะว่าเขาต้องการ.... ท่านโพธิรักษ์ : อ้อ! ...ไปกี่โมงล่ะนี่ (เสียงคนพูดแทรก) ภรณ์ ภูมิพันนา : จะต้องการทราบเรื่องอย่างชัดเจน ถึงเหตุผลว่า ทำไม สิ่งที่พ่อท่านทำ ถึงไปกระทบกระเทือนอีกฝ่ายหนึ่ง ถึงขนาดที่เขาจะเอาพ่อท่านเข้าคุก ท่านโพธิรักษ์ : เป็นความจริง....มีความจริง ภรณ์ ภูมิพันนา : (เสียงหัวเราะ) เ

อ่านต่อ

ขาบอกว่ามีภาษิตภาษาฝรั่งเศส และก็มีเพลงอย่างหนึ่งว่า คนที่พูดความจริงจะต้องถูกติดคุก และก็ถูกฆ่า(เสียงหัวเราะ) เขาบอกพ่อท่านยังโชคดีนะที่เป็นคนไทย (เสียงหัวเราะ) เขาบอกว่า คิดว่านั่นคงเป็นจุดสำคัญ เพราะว่าความจริงนั้น ก็มักจะกระทบกระเทือนคนอื่น ท่านโพธิรักษ์ : ก็เราไม่มีปัญหา และมันก็รู้อยู่เหมือนกันว่า มันจะต้องเป็นอย่างนี้ ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาก็ถามบอกว่า เอ่อ...พ่อท่านก็รู้อยู่ว่าความจริงเนี่ย มันจะทำให้เกิดผลอย่างนี้ แต่สิ่งที่พ่อท่านพูดเป็นความจริงนั่นน่ะ จะมีผลอื่นที่พ่อท่านคาดหวังอยู่ใช่ไหม? ท่านโพธิรักษ์ : เราไม่มีการคาดหวัง แล้วเราก็ไม่ได้หวัง แต่เรารู้ว่าเราจะทำความเป็นจริงให้เกิดขึ้น เท่าที่เราทำได้ ภรณ์ ภูมิพันนา : พ่อท่านก็รู้ว่าอะไรจะเป็นยังไง ท่านโพธิรักษ์ : รู้ เรารู้แต่ว่า คำว่า"รู้" กับ คำว่า"หวัง"มันต่างกัน ภรณ์ ภูมิพันนา : (เสียงหัวเราะ) เริ่มแรก เริ่มแรกเขาก็กราบขอบพระคุณพ่อท่าน เพราะว่าคำ 2 คำที่พ่อท่านพูดนั่นน่ะถูกใจมาก คำว่าความรู้ กับ ความหวัง และเขาก็บอกว่าในขณะเดียวกัน ที่มีความรู้นั้นก็คงจะต้องมี ความสามารถที่จะทำให้ความรู้นั้นถ่ายทอดออกไป ให้ความรู้นั้นเป็นที่รู้จัก และในขณะเดียวกัน ก็ความรู้นั้นออกไปเป็นที่รู้จักของคนเนี่ย สิ่งนั้นก็จะต้องไปทำให้เกิดการปรับปรุง หรือการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ซึ่งอันนั้นก็คือสิ่งที่เราหวังให้เกิดขึ้น ว่าจะต้องมีการเปลี่ยนพฤติกรรม ท่านโพธิรักษ์ : มันลึกซึ้งนะว่า เรารู้ว่าจะเกิดอย่างนั้น ควรจะเกิดอย่างนั้น แต่ว่าเราเอง เราไม่ได้ไปติดใจว่ามันจะเกิด หรือไม่เกิด เพราะฉะนั้น ถ้ามันจะเกิดก็ดี ถ้ามันไม่เกิดก็ดี ก็ไม่ได้ไปเสียใจ ไม่ได้หมดหวัง หรือว่าไม่ได้ผิดหวังอะไร ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาขอบพระคุณพ่อท่านที่ให้ความรู้ที่ลึกซึ้งเพิ่มขึ้น ในเรื่องของความรู้ กับความหวังกับเขา เขาบอก คำว่าความหวังนี่ เป็นคำที่แปลยากที่สุด ไม่ว่าจะในภาษาไหน (เสียงหัวเราะ) (พ่อท่าน…ฮื่อ) เขาบอกว่ามาครั้งนี้ ก็เพื่อจะมาแสดงความเคารพพ่อท่าน และก็เพื่อที่จะมาขออนุญาตต่อไป ว่าจะขออนุญาตมาปรึกษาหารือ และก็ฟังคำพูดของพ่อท่าน ให้มันลึกซึ้งขึ้น และก็กว้างขวางขึ้น และก็ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาอยากจะทราบว่า เหตุผลจริงๆที่ทำให้พ่อท่านทำงานชิ้นนี้ขึ้นมา หรือทำงานนี้ขึ้นมาเนี่ย มันเป็นเพราะอะไร มีแรงผลักดันอะไร ที่ทำให้พ่อท่านทำงานนี้ ท่านโพธิรักษ์ : มันเป็นไปเอง เก เซลา-เซลา ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาบอกว่า เขามาวันนี้นี่ ด้วยความเคารพพ่อท่านอย่างสูง และเขามาเพื่อจะยืนยันด้วยอีกครั้งหนึ่งว่า เขามีความเคารพในพ่อท่านอย่างสูงจริงๆ และก็อยากจะขออนุญาตว่า จะมาอีกได้ไหม เพื่อที่จะได้คุยกับพ่อท่าน ท่านโพธิรักษ์ : ด้วยความยินดี ด้วยความยินดี ท่านโพธิรักษ์ : เรารู้ว่าเราทำอะไร และก็มีความตั้งใจ มีเจตนา และทำให้ดีเต็มที่ และมันก็จบในตัวมันเอง ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาบอกว่า เขาเข้าใจดีว่า พ่อท่านทำในสิ่งที่พ่อท่านคิดว่าดีที่สุด และสมควรทำ และส่วนอะไรมันจะเกิดขึ้นนั้น มันก็เป็นเรื่องของสิ่งที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่พ่อท่านหวัง หรือไม่ใช่สิ่งที่พ่อท่านต้องการ มันเป็นของมันเอง ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาบอกว่าสิ่งที่เขาเข้าใจนั้น เขาเข้าใจว่าสาระที่แท้จริง และสาระที่สำคัญเนี่ย อยู่ที่นี่ อยู่ในสิ่งที่พ่อท่านสอน แล้วก็เวลานี้เนี่ย สาระอันนั้นเนี่ย ก็เข้าไปอยู่ในสำนึกของคนอีกมากมายแล้ว ท่านโพธิรักษ์ : มีจริงๆ แต่ว่าสังคมทุกวันนี้ เป็นสังคมที่มีอำนาจ เลยกลายเป็นอาณาจักรของความกลัว เพราะงั้นแม้แต่เขาจะรู้ เขาจะได้รับอะไร ก็ยังไม่มีใครกล้า ที่จะแสดงความจริงนี้ออกมาเห็นๆ ภรณ์ ภูมิพันนา : เขากราบขอบพระคุณพ่อท่าน สำหรับคำตอบเมื่อกี้ เพราะเป็นคำตอบที่เขาคาดอยู่แล้วว่า จะต้องเป็นอย่างนั้น (เสียงหัวเราะ) เขาบอกว่า เขาคิดว่าสิ่งที่พ่อท่านพูดเกี่ยวกับสังคมแห่งความกลัวนั้นน่ะ เป็นความจริง และเขาก็คิดว่าความกลัวเป็นอันตรายที่สุด และเป็นศัตรูตัวสำคัญของศาสนา ท่านโพธิรักษ์ : ความไม่รู้จริง คือความกลัว ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาบอกว่า...ในทุกศาสนาที่ผ่านมานี่ ก็เป็นที่แน่ใจว่าความไม่รู้ก็เป็นสาเหตุของความกลัว กลัว คนเรากลัวเพราะว่าคนเราไม่รู้ ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หรือไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันเป็นยังไง แต่ว่าถ้าหากว่าความกลัวนี้ เป็นต้นเหตุของความก่อกังวลใจอย่างหนัก หรือว่าความเครียดอย่างหนัก ที่จะเป็นต้นเหตุมาจากความกลัวละก็ เมื่อนั้นจะเกิดอันตราย เขาใช้คำว่า อา-โก-นี่ อา-โก-นี่ คือความทุกข์ทรมานอย่างมากทีเดียว ท่านโพธิรักษ์ : ใช่ คนที่ยังไม่รู้ความจริง แล้วก็ไม่มีความจริงนั้นๆอย่างถึงที่สุด แล้วก็ยังมีความกลัวอยู่ แม้จะกล้าก็กล้ายังไม่สุดที่ หรือว่าจะมีส่วนเศษเหลือของความกลัว ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาบอกว่า บางครั้งเนี่ยคนก็รู้ แต่ไม่กล้าบอกว่ารู้ เพราะความกลัว ท่านโพธิรักษ์ : ไอ้นั่นน่ะ มันไม่รู้ความจริง และยังไม่มีความจริงนั้นในตัวด้วย ภรณ์ ภูมิพันนา : เอ่อ! เขาบอกว่า ในคำว่าความจริงเนี่ย บางทีก็เข้าใจลำบาก ความจริงก็เหมือนกับว่าเราส่องกระจก ภาพที่ออกมาจากกระจก มันอาจจะเป็นความจริง และในขณะเดียวกัน คนที่มองกระจก ก็จะมองด้วยความรู้เท่าที่ตัวมีอยู่ เพราะฉะนั้น ถ้าหากจะเอา 2 ภาพนี้เข้ามาให้มันเป็น ความจริง เต็มรูปจริงแท้ๆ จริงๆๆ และก็จริงอย่างที่ตัวมีเนี่ย มันจะเป็นการยากลำบากมาก และก็คงจะน้อยคนที่จะมีสิ่งนี้ ท่านโพธิรักษ์ : ในความ หมายคำว่าความจริงนั้น ที่เรากำลังศึกษากันนั้น ความจริงนิยามได้ว่าเป็นความดี เป็นความถูกต้อง และ เป็นความเป็นไปได้ ท่านโพธิรักษ์ : ความดี ความถูกต้อง ความเป็นไปได้ ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาดีใจมากเลยที่พ่อท่าน แปลคำว่าความจริงนั้นเป็น 3 ขั้น เขามองว่าเป็นสิ่งที่ดีมากเลย แล้วมันก็จะสามารถทำให้คนเราดำเนินการ และก็ปฏิบัติการ สิ่งที่เกี่ยวกับความจริงอันนี้ได้ ท่านโพธิรักษ์ : ใช่ความเอาด้วยจริง... รูปธรรม และนามธรรม ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาบอกว่ากลับไปที่คำพูดของพ่อท่าน ที่ว่าความจริง ความจริงนี่ ก็คือความดี ความถูกต้อง และความเป็นไปได้ ในเรื่องของความดีนั้นมันก็คือสิ่งที่เราคิด แล้วก็เป็นสิ่งที่จะเป็นตัวตั้งต้น ส่วนความ ยุติธรรมนั้น อ้อ! แล้วก็ความดีนี้ ก็คือความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การที่จะให้คนอื่น ส่วนความยุติธรรมนั่นก็คือ คนเราก็ต้องถือคล้ายๆเป็นหน้าที่ เป็นความถูกต้องที่จะต้องทำสิ่งนี้ และก็ส่วนสิ่งที่เป็นไปได้ นั่นก็คือการตัดสินใจว่าจะต้องทำทั้งความดี และจะต้องทำตามหน้าที่ อันนี้มันจะทำให้เกิดกิจกรรม หรือเกิดสิ่งที่ จะต้องกระทำขึ้นมา ท่านโพธิรักษ์ : จริงก็ต้องธรรม ทำให้เกิดจริง เป็นจริง เป็นไปได้ ถ้าเผื่อว่าเป็นความดี เป็นความถูกต้อง จะดียิ่งยอดเท่าไร คิดว่าเป็นความถูกต้องแล้ว ไม่ผิดเพี้ยนแล้ว เป็นความยุติธรรมที่สุดแล้วก็ตาม แต่ถ้าเป็นไปไม่ได้ มันก็คือ imagine นั่นเอง ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาบอกว่าถึงแม้เราจะมีความจริง และเราก็รู้ความจริงอันนี้ เราก็มีความดี และก็ความยุติธรรม ในหัวใจของเรา แต่ว่ารอบๆตัวของเราก็ยังเป็นโลกของความหลอกลวง เป็นโลกของความเลวทราม ถ้าหากว่าเราไม่ทำสิ่งที่เราคิดว่าดีออกมา มันก็เหมือนกับว่าเรานี่จะอื่อ ทรยศต่อสัจธรรมอันนั้น แล้วก็เหมือนกับเราเนี่ย ปล่อยให้สิ่งที่เลวร้ายอยู่ในสังคมเนี่ย ยืนหยัดต่อไป มันก็เหมือนกับเราไม่ได้ทำหน้าที่ของเรา ของเรา ท่านโพธิรักษ์ : เราจึงทำ เราถึงต้องถูกจับ ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาบอกว่าในคำว่าที่ที่พ่อท่านบอกว่าถูกจับเนี่ย ดิฉันแปลว่า อา-ริ-เต้ ในภาษาฝรั่งเศษ คำว่า อา-ริ-เต้ มีความหมาย 2 คำ อาริเต้ อันหนึ่งแปลว่า หยุด อีกอันหนึ่งแปลว่าถูกจับ แต่ว่าถึงพ่อท่านจะถูกจับ ถึงพ่อท่านจะประกาศว่าพ่อท่าน หยุด แต่สิ่งที่พ่อท่านได้เริ่มต้นไว้ มันก็จะไม่หยุด ท่านโพธิรักษ์ : ไปเถิดไป...เนี่ย อาตมาฟังความจริง continuous verb ไม่รู้ อาตมาฟังภาษาฝรั่งเศสไม่ออกเลย ดูมันคล้ายๆ ภาษาอังกฤษบ้างๆอะไรนี่ อาตมายังนึกพูดถึงต้องไปต่อไป ภรณ์ ภูมิพันนา : หรืออะไรจะมาหยุดพ่อท่าน สิ่งนั้นมันก็จะต้องเป็น ต่อๆไป สิ่งที่พ่อท่านสอน และเขาก็จะสรุปว่า เพราะฉะนั้นเท่ากับว่าพ่อท่านเป็นนักโทษของสิ่งที่พ่อท่านสร้างขึ้นมาเอง (หัวเราะ) ท่านหยุดไม่ได้ เขาบอกว่าสิ่งที่เขาได้ฟังมาแล้ว พอมาพบพ่อท่าน และได้คุยกับพ่อท่าน ได้ฟังคำตอบของ พ่อท่าน ได้เห็นบุคลิกลักษณะของพ่อท่านแล้วเนี่ย เขาก็มีความรู้สึกว่ามันทำให้เขาได้มีความคิดที่จะถามอะไรพ่อท่าน และพ่อท่านก็ตอบเพิ่มๆขึ้นมาเรื่อยเลย มันเป็นสิ่งที่เขาคาดเอาไว้ว่า มันจะต้องเป็นอย่างนี้แน่เลย (เสียงหัวเราะ) เขายกสุภาษิตกรีกขึ้นมา ปรัชญาของกรีกอันหนึ่งขึ้นมา เขาก็บอกว่า ซัวซาด ซัวซาดนี้ก็แปลว่า เป็นคนดี ตองนามแปลว่า วิญญาณ จิตวิญญาณเป็นคำพูดที่ว่าพูดกับตัวเอง ซัวซาด และก็จิตวิญญาณของตัวเองเนี่ยดีแล้ว แล้วก็ต่อไปก็บอกว่า มันก็จะมีสิ่งที่เราจะทำได้ มันจะมีอาณาจักรของสิ่งที่เราทำได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องไปให้สุดอาณาจักรอันนั้น และเมื่อเราไปทำถึงสุดที่แล้วเนี่ย เราก็สบายใจได้ จิตใจของเรา เราก็สบายได้ว่าเราได้ทำสิ่งดีที่สุด แล้วก็มากที่สุด กว้างขวางที่สุดไปแล้ว เพราะฉะนั้นมันก็ไม่มีปัญหาอีกต่อไปว่า อะไรจะเกิดขึ้น เพราะว่าเราทำสิ่งนี้แล้ว ท่านโพธิรักษ์ : ยิ่งกว่านั้นที่เราทำอยู่เนี่ย มันจะไปได้ถึงที่สุด หรือไม่ได้ถึงที่สุด เราก็ไม่มีปัญหา ภรณ์ ภูมิพันนา : ก็แน่ใจว่าไม่ใช่ผลว่าเป็นสิ่งที่เราต้องการ แต่ว่าเราทำมากที่สุด ท่านโพธิรักษ์ : เท่าที่เรามีความสามารถ และพยายาม เราสามารถและพยายาม ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาบอกว่าเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนนี้ เขาไปคุยกับพระองค์หนึ่งเป็นพระคณะสงฆ์ ท่านบวชมาแล้ว 15 ปี แล้วก็พระองค์นั้นก็บอกพ่อท่านนี่ทำไม่ดี บิดเบือน คล้ายๆกับทำให้พระธรรมวินัยวิปริต จึงใช้ เด-วิ-เย่ บิดเบือนแต่แล้วเขาก็บอกว่า โอ! ท่านวิพากษ์วิจารณ์พระโพธิรักษ์ ท่านว่าพระโพธิรักษ์ แล้วท่านทำอะไรมั่งล่ะ ที่จะคล้ายกับทำอะไรบ้างล่ะ ที่จะเพื่อจะแก้ไขสิ่งนี้ ท่านก็บอกว่าท่านไม่ทำอะไรหรอก เพราะท่านเห็นด้วยกันสิ่งที่โพธิรักษ์ทำ แล้วเขาก็บอก เขาก็เลยไม่เข้าใจว่ามันขัดแย้งกันตรงไหน (เสียงหัวเราะ) ท่านโพธิรักษ์ : เพราะมันเป็นอย่างนี้จริงๆนะ พูดไปพูดมาก็เป็นอย่างงี้ ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาบอกนี่คือความกลัวชนิดหนึ่ง ท่านโพธิรักษ์ : อื่อ! ใช่เป็นรูปแบบของความกลัวชนิดหนึ่ง ใช่ ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาบอก อาจไม่ใช่ความกลัวตำรวจ หรือถูกตำรวจจับอะไร แต่มันเป็นความกลัว เพราะว่าเขาไม่รู้ ท่านโพธิรักษ์ : ใช่ ที่เราแปลกันว่าความกลัว คือความไม่รู้ความจริง ใช่ ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาก็บอกว่าอาจจะเป็นด้วยว่าคน คนคนนั้นอยู่ในที่ที่มันเหมือนกับเป็นฐานบัลลังก์ มีความสุขสบาย มีความสมยอม ทุกฝ่ายเป็นที่ยอมรับ เพราะฉะนั้นความที่มี รู้ความจริงมากๆ เพราะเป็นพหูพจน์อันนั้นเนี้ย เลยปิดทางไม่ให้คนคนนั้นพยายามหาความจริงที่เป็นหนึ่ง ท่านโพธิรักษ์ : ไม่ยอม ไม่ยอมหรือเลิก ในสิ่งที่ตัวเองติดอยู่ ไม่ยอมสละสิ่งนี้มันก็ไม่ได้ไปสิ่งโน้น และมันก็ไม่ได้สัมผัสสิ่งโน้น มันจึงไม่ได้เข้าถึงสิ่งโน้น ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาบอกว่ารู้สึกว่ามันยาวไป ถ้าหากเราต้องการจะย่อให้ ดิฉันบอกว่าย่อเอาเองดีกว่า (เสียงหัวเราะ) และเดี๋ยวจะอธิบายเพิ่มเติมได้ เขาบอกว่า ความที่คนเราติดยึดในความคิดเก่าๆ ติดยึดในความสุข ในความเคยชิน ก็เลยจะไม่สามารถที่จะเห็นสิ่งใหม่ ไม่สามารถเข้าใจสิ่งใหม่ เพราะว่าตาของเราก็ยังเป็นตาเก่าๆ เพราะฉะนั้นมันไม่มีตาใหม่ๆ ที่จะเห็นสิ่งใหม่ ก็เลยไม่รู้จักสิ่งใหม่ และก็ไม่กล้าที่จะออกจากเปลือกหอยเก่าๆ เพื่อจะมาพบกับสิ่งใหม่ ท่านโพธิรักษ์ : อันนี้เป็นความไม่กล้าอย่างหนึ่งจริงๆของคน ไม่กล้าเสี่ยง ไม่แน่ใจว่าถ้าเผื่อเราทิ้งสิ่งนี้ไปแล้ว สิ่งอื่นๆมันจะดีกว่านี้จริงๆไหม แต่ก็จริงๆแล้ว มันก็เสี่ยงเหมือนกันนะ ถ้าเผื่อว่าผู้ที่จะเสนอสิ่งใหม่ให้แก่คน และคนเขาไม่เข้าใจในสิ่งใหม่นั้นนะชัดจริงๆ หรือว่าดีจริงๆให้คน ถ้าเผื่อเสนอ หรือว่าทำให้เขาเข้าใจ และเห็นได้ว่าสิ่งใหม่เป็นสิ่งที่ดีจริงๆ ดีจนคุณกล้าที่จะทิ้งสิ่งเก่านั้นมาได้ ถ้าคนที่จะทำให้คนเขาที่จะทิ้งสิ่งเก่านั้นมา จนมีความกล้าทิ้งมาไม่ได้ มันก็ไม่มีผลสำเร็จอะไรเลย ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาบอก จริง ใช่ มันเป็นการเสี่ยง แต่ตอนนี้เขาพบแล้วว่า นี่คือปัญหาอีกปัญหาหนึ่ง เป็นสิ่งใหม่ซึ่งเขาไม่เคยรู้ (เสียงหัวเราะ) เขาบอกนี่คือความรับผิดชอบของผู้ที่จะเป็นครู ท่านโพธิรักษ์ : ใช่ ยิ่งจะต้องพยายามที่จะทำอย่างไรให้เขาเชื่อมั่นว่า เขาจะทิ้งสิ่งนั้นมา และมาสิ่งนี้แล้วเนี่ย คนนั้นจะกล้าทิ้งมาทางนี้ได้ และเมื่อกล้าทิ้งมาแล้ว เมื่อมาที่นี่แล้ว เขามาพิสูจน์ที่นี่แล้วเสร็จ ถ้าไม่จริง ไม่ดีอีก คนนี้เสียเลย แต่ถ้าเผื่อว่าดีจริงๆ ก็เจริญไปเรื่อยๆไป ภรณ์ ภูมิพันนา : ในเรื่องนี้มันจะต้องมีความศรัทธาเข้ามาด้วย คือ ศรัทธาที่จะทำ และในขณะเดียวกันก็จะต้องมีข้อพิสูจน์ให้เห็นเลยว่า มันเป็นอย่างนี้นะ เขาถึงจะทำได้ เขายกภาษิตกรีกมาอันหนึ่ง เขาบอกว่าเราจะต้องเป็นสิ่งที่เรามีศักยภาพที่จะเป็นให้ได้ ท่านโพธิรักษ์ : ใช่ เราต้องเป็นศักยภาพนั้นให้ได้ และศักยภาพนั้นนะ ต้องเป็นทั้งที่ตัวผู้เป็น และผู้ที่จะตามมาพิสูจน์ ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาบอก เขาก็เห็นด้วยกับพ่อท่านที่ว่า ศักยภาพนั้นนะ จะต้องของตัวเองด้วย แล้วก็ที่จะพาคนอื่นที่จะสร้างศักยภาพให้ตามมาให้ได้ด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ครูทำทุกอย่างเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นการแแสดง การพูด การอะไร มันก็เหมือนกับเป็นลูกโซ่ ที่จะคล้องลูกศิษย์ให้ตามมาให้ได้ ท่านโพธิรักษ์ : แล้วลูกศิษย์นั้น จะต้องแบกลูกโซ่นั้นต่อไปอีก (เสียงหัวเราะ) ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาบอกว่าท่านคงไม่ต้องพูดอย่างนั้นหรอก เพราะว่าตลอดเวลาที่เขามา ตั้งแต่เข้ามาจนกระทั่งปัจจุบันเนี่ยเดี๋ยวนี้ เขามีความรู้สึกว่าเขากำลังถูกพ่อท่านจูงโยงอยู่ (เสียงหัวเราะ) แต่เขาบอกว่า เขาจะเป็นนักโทษที่มีความสุข ท่านโพธิรักษ์ : อันนั้นน่ะ เขาจะหยุดยั้งไม่ให้ต่อลูกโซ่ เขาจะหยุดยั้งไม่ให้ต่อลูกโซ่ ที่เราพูดนั่นมันอีกความหมายหนึ่ง ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาบอกว่า ขอบพระคุณพ่อท่านที่กรุณาสละเวลา แล้วก็สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากพ่อท่านในช่วงเวลานี้ เป็นสิ่งที่เขาไม่คาดฝันเลยว่า เขาจะได้เรียนรู้จากบุคคลคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นเขากราบขอบพระคุณพ่อท่าน เขารู้สึกว่าเขาจะจงรักภักดีต่อพ่อท่าน แล้วก็วันหลังเขาอยากจะขอโอกาสที่จะมาศึกษาในรายละเอียดให้มากขึ้น และก็ให้ลึกซึ้งขึ้น ท่านโพธิรักษ์ : ยินดี ด้วยความยินดี ภรณ์ ภูมิพันนา : เขาบอกว่า ครั้งคราวหน้าเขาก็อยากจะมี อาจจะมีคำอีก 2-3 คำที่จะกราบเรียนปรึกษาพ่อท่าน แล้วก็คงจะได้ฟังความหมายที่ลึกซึ้งมากกว่าที่เขาเคยรู้ เช่นคำว่า มันเป็นคำคล้ายๆจุดระเบิด หรือจุดที่พ่อท่านเคยแปลน่ะจุดอะไร ที่มันจะต้องถึงจุดที่จะให้คนทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ท่านโพธิรักษ์ : ...จุดชวาล ภรณ์ ภูมิพันนา : ใช่ค่ะ จุดๆนั้น เขาพูดอย่างงั้น แล้วก็อาจจะมีคำว่าเรื่องการทำบุญ แล้วก็อาจจะมีคำอะไรดิฉันลืมไปแล้ว และเขาก็บอกว่าจะพูดถึงเรื่องของความช่วยเหลือคนจน หรือเรื่องอะไรต่างๆ เรื่องการช่วยคน และก็เรื่องในสังคม ท่านโพธิรักษ์ : อ๋อ! ได้ ได้ ให้เขามาพบได้

จบนักข่าวฝรั่งเศสสัมภาษณ์ พ่อท่าน 16 กันยายน 2532

ผู้ถอดเทป โดย เบญจมาศ ศรีทะลับ 27ก.ย. 2532 ตรวจทาน 1 โดย สิกขมาตุ ปราณี 2 ต.ค. 2532 พิมพ์ โดย พัชรินทร์ เฉิดฉันทวณิช 2 ต.ค.2532 ตรวจทาน 2 โดย โครงงานถอดเทป 2 ต.ค 2532

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน