320718 ทำดีได้ดีตรงไหน โดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
320718 ทำดีได้ดีตรงไหน โดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
เมื่อ 18 กรกฎาคม 2532 ณ ปฐมอโศก
เจริญธรรม ท่านผู้ที่สนใจในธรรมะอยู่ทั้งหลาย อาตมามาถึงนี่ ตั้งแต่เมื่อวานนี้ ได้เทศน์ไปหลายกัณฑ์แล้วน่ะ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ได้ฟังเทศน์ที่อาตมามาที่นี่ ช่วงนี้ ก็ได้ฟังถึงเรื่องที่อาตมาเน้นในการประพฤติปฏิบัติ เน้นในเรื่องของความเป็นจริงที่เราพุทธศาสนิกชน ได้พึงศึกษาพุทธศาสนา เมื่อศึกษาแล้วเราก็เข้าใจ เข้าใจแล้ว เราก็ได้ปฏิบัติ ประพฤติพิสูจน์ เมื่อปฏิบัติประพฤติพิสูจน์แล้ว อาตมาก็เก็บเอาสิ่งที่เราได้ประพฤติพิสูจน์เหล่านั้นมา มาพูดให้ทบทวน ให้ระลึกตามว่า แต่ก่อนที่เราจะได้ปฏิบัติธรรม ก่อนที่เราจะได้มาพบชาวอโศกเรานี้ แม้เราจะชื่อว่า เราเป็นพุทธน่ะ เราชื่อว่า เรามีศาสนา ก็คือศาสนาพุทธ เป็นพุทธศาสนิกชน แล้วเราก็เคยไปวัดไปวาน่ะ ไปวัดโน้นวัดนี้ ปฏิบัติที่นั่นที่นี่ แล้วการปฏิบัติ แม้บางคนจะพยายามแสวงหา ไปปฏิบัติตามสำนักที่บอกว่าเป็นสำนักปฏิบัติต่างๆ แล้วก็ตาม อาตมาก็พยายามอธิบาย ให้ระลึกทบทวนตรวจสอบ ตั้งแต่คนที่ไม่ได้เข้าวัดเข้าวาเลยน่ะ เป็นคนโลกๆ มีโลกียะ มีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เป็นพระเจ้า เป็นสิ่งยึดเหนี่ยว วันๆคืนๆ มีชีวิตอยู่ ก็มีแต่ความรู้สึกที่จะต้องล่าลาภ ล่ายศ ล่าสรรเสริญ ล่าโลกียสุข จะทุจริตมั่ง จะทำอกุศลอะไรมั่ง ก็ทำกันไป เท่าที่เรากล้า อันที่จริง คนเรากล้าทำชั่วนี้มันก็กล้า ในแต่ละขนาดนะ มันชั่วหนักเกินไป บางทีเราไม่กล้าหรอกนะ คนนี่บางคน มันไม่กล้าทำชั่วเกินขนาดที่มันจะทำได้ มันก็มีจริงเหมือนกัน แต่มันก็ทำชั่วได้มากเหมือนกันแหละ แต่มันก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน ว่าทำชั่วได้เลยกว่านั้น บางคนทำไม่ลงนะ ทำไม่ได้หรอก ชั่วนี่มันไม่ใช่ทำง่ายๆเหมือนกันนะ ถ้ามันชั่วจัดเกินขอบขีดที่เราสุดสำนึก
อ่านต่อ
แล้ว สุดที่จะทนไหวแล้ว เราทำไม่ได้ เราทำไม่ได้ ชั่วเลวร้ายถึงขนาดนั้น หลายคนก็ทำไม่ได้ แต่เราก็ทำชั่วโดยที่เราไม่รู้ว่ามันชั่วอยู่นั่นแหละเท่าที่เราจะทำชั่วได้ ทิศทางที่มันดีกว่าที่เราทำ เราทำชั่วโดยสามัญ โดยที่คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดานะ เราก็ทำขนาดนี้ จะมีกายกรรมหยาบคาย ชั่วอย่างนี้ ตั้งแต่เรื่อง...ตั้งแต่เรื่องการฆ่า การอำมหิต โหดร้าย การทำร้ายทำลายอะไรอื่นเขา ตั้งแต่ชีวิตคน ชีวิตสัตว์อะไรไป เราทำได้แค่ไหน เราก็ทำอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่มีอะไรมาติงมาเตือน เราอยากจะได้ของคนอื่นเขา ที่เขาไม่ได้ให้ เราอยากจะได้ถึงขั้นคนขโมยได้ก็ขโมย โกงได้ ก็โกง ฉ้อเอาได้ก็ฉ้อเอาน่ะ จะใช้เลศใช้เล่ห์ใช้เหลี่ยมใช้คูอะไรได้อย่างไร ก็ทำเอา ตามนิสัย ตามขอบเขตของความความเป็นของแต่ละคน คนที่ทำชั่วได้ขนาดไหน ก็ทำชั่วขนาดนั้น เท่าที่เราทำอยู่ ในเรื่องของราคะ จะมากจะมายอย่างไร ก็ทำกันไป มีมากมีมายอะไร ก็ไม่เคยนึกว่า มันเป็นความชั่ว ไม่เคยนึกว่า มันเป็นความควรลด ควรละ ควรเลิก ควรวาง ควรปล่อยบ้าง ก็ไม่ได้นึก ก็มีแต่หนักหน้าไปด้วยซ้ำ เรื่องพูดจาก็ตาม จะพูดปด พูดหยาบ พูดเพ้อเจ้อ พูดเสียดสี พูดอะไร ยังไง ก็พูดกันไป ไม่ได้สังวรระวัง เรื่องเมา จะเมาจะเสพ จะติดอะไร ก็ไม่เคยนึกรู้เลย เสพติดมันได้ ก็ติดมันไปเรื่อยๆ จะมีสามัญพอรู้เหมือนกันว่า ไอ้นี่ มันเป็นสิ่งเสพติดที่หยาบร้าย ที่ทำลายทำร้ายชีวิตมากหน่อย ก็สังวรบ้าง สำนึกบ้าง แต่บางคนก็ทั้งๆที่สังวรสำนึก ก็ยังอุตส่าห์ถลำเข้าไปเสพ ไปติด เข้าไปหนักหนาสากรรจ์ก็มี ไม่มีการสังวรระวัง ไม่มีการติงเตือนกัน อยู่ในโลกอย่างนั้น ส่วนผู้ที่ไปสำนักปฏิบัติบ้าง ก็ไปเรียนรู้ ไปปฏิบัติตามวิธีการของแต่ละสำนัก ส่วนมากเป็นสมาธิแบบสมถสมาธิ เป็นสมาธิกดข่มจิต ไม่ใช่สมาธิอย่างของพระพุทธเจ้า ที่เป็นสมาธิแบบวิปัสสนา สมาธิแบบมีความรู้ รู้สึกตัวทั่วพร้อม ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ปฏิบัติทั้งความคิด การพูด การกระทำ การงาน มีอาชีพ มีอะไรที่ทำอยู่ประจำชีวิต ประจำวัน แล้วเราก็เรียนรู้ อ่าน จิต เจตสิก รูป อ่านปรมัตถธรรมจริงๆ สังเกต สังกาว่า กิเลสมันเป็นยังไง อาการของกิเลส แล้วเราจะดับ จะลดมันได้ด้วยวิธีสมถภาวนานั้นยังไง วิปัสสนาภาวนานั้นยังไงแล้วเราก็ทำสร้างสมาธิของเราด้วยกรรมวิธีมรรคองค์ 8 ของพระพุทธเจ้าเกิดสัมมาสมาธิจริงๆ สมาธิอย่างนี้ เขาก็ไม่ได้ทำน่ะ บางสำนักมีอธิบายบ้างผ่านๆ เผินๆ แต่ก็ไม่ตรง ไม่คม ไม่ชัดน่ะ ไม่จริงจังนัก สำนักต่างๆ พวกนั้น ก็ปฏิบัติอาจจะได้ผลทางสงบระงับสมถะบ้าง มีเศษเสี้ยวของวิปัสสนาบ้าง ก็จะมี มันก็ยังไม่คม ไม่ชัดอะไรมากมาย นี่ล่ะ ผู้ที่ได้พยายามเสาะแสวงหา ก็จะมีอยู่ในพวกเรานี่ล่ะ จนมาพบเราชาวอโศก อาตมาก็พาทำ พาศึกษา เอาวิธีการมรรคองค์ 8 ที่ปฏิบัติตามมรรคองค์ 8 ที่อาตมาถือว่า อย่างนี้ล่ะ ปฏิบัติมรรคองค์ 8 ปฏิบัติทั้งสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ โดยมีสติเป็นตัวรู้ตัวทั่วพร้อม เป็นตัวกำหนด แล้วก็มีความพยายามช่วยเหลือประกอบปฏิบัติอยู่ แต่ก่อนอื่น ก็ต้องมาสร้างความเห็น มาทำทิฏฐิให้สัมมา มาทำความเข้าใจ มาทำความเห็นให้เข้าใจว่า การปฏิบัติคืออย่างไร เราถือศีล ถืออย่างไร เอาศีลไปปฏิบัติกับตัวเรา เราปฏิบัติอย่างไร ไม่ใช่มานั่งท่องกันอยู่แต่ในวัดเท่านั้น แล้วก็พยายามสังวรระวัง แต่อยู่ในวัดเราเอาศีลไปปฏิบัติที่ไหน ก็ปฏิบัติกันอยู่ตลอดเวลา ถือศีลกี่ข้อ ถือศีลมีความหมายหยาบ ความหมายอ่อน ความหมายกลาง ขนาดไหน คุณก็กำหนดเอาตามคุณ มันจะมีศีลอธิศีลขนาดไหน ก็กำหนดเอาว่า เราจะทำอย่างนั้น อย่างนี้ แค่ไหน แล้วก็ไปฝึกเพียรกันจริงๆ อาตมาได้พาทำพิสูจน์มา ตั้งแต่อาตมาได้ออกมาทำงานศาสนา 10 กว่าปีมาแล้ว จนถึงวันนี้ เป็นหมู่เป็นกลุ่ม ได้พาทำจนกระทั่งเกิดสภาพจริง ชีวิตเป็นของคุณทุกๆคน เสร็จแล้ว คุณก็กล้าหาญชาญชัยกับชีวิตที่จะลดละสิ่งอร่อย ความอร่อยแบบโลกีย์ แต่ก่อนมันอร่อย มันหลง มันเสพ มันติด พออาตมาชี้แนะบอกให้ลดดูซิ เลิกดูซิ ละดูซิ ตั้งแต่พยายามสังวรระวัง เป็นศีล เราจะเลิกอันนี้ เราจะงดเว้นอันนี้ เราจะละอันนี้ ทำไป แล้วก็อ่านจิต เมื่อเวลาเราติดเรายึด นี่นะ มันจะมีการโหยหาอาวรณ์อยากใคร่ อยากได้มาเสพ เสร็จแล้วก็ทำ ทำการต่อสู้ สู้กับกิเลสที่มันอยาก มันใคร่ มันโหยหาอาวรณ์ มันต้องการ นั่นแหละ ต่อสู้ด้วยสมถภาวนาก็ตาม ต่อสู้ด้วยวิปัสสนาภาวนาก็ตาม ก็อธิบายกันไปปากเปียกปากแฉะนะ วิธีการว่าทำอย่างไร ปฏิบัติอย่างไร ทำใจในใจอย่างไร วิปัสสนาคืออย่างไร สมถะคืออย่างไร ก็อธิบายกันไป จนคุณก็พยายามที่จะทำความเข้าใจ แล้วก็เอาไปปฏิบัติดู พิสูจน์ดู กระทำกันได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ก็ค่อยๆเข้าใจขึ้น เกิดญาณ เกิดรู้ว่า อ๋อ.. ปฏิบัติอย่างนี้แหละถูก ปฏิบัติอย่างนี้มันลดได้นะ ลดได้ด้วยสมถะคืออย่างงี้ ถ้าลดได้ด้วยสมถวิปัสสนาคืออย่างงี้ คุณทำไป คุณก็อ่านของคุณเอง อ้อ.. มันลดได้นะ มันจางคลายได้ วางได้ มันจางคลาย ปฏิบัติไป พิสูจน์ไป จนกระทั่งว่า อย่าว่าจางคลายเท่านั้น มันระงับได้อย่างตั้งมั่นเลย เวลานาน แล้วก็เวลามันลดละได้ แล้วก็อาตมาก็สอนต่อให้อ่านอารมณ์ อารมณ์ที่เราลดละจางคลายไปแล้ว มันเป็นอารมณ์ยังไงอารมณ์เรียกว่าธรรมรส หรือวิมุติรสนี่ มันเป็นรสชาติของการไม่ได้เสพสุขหรอก แต่มันสงบ กิเลสมันจางมันคลาย กิเลสมันอ่อนตัว กิเลสมันอ่อนฤทธิ์ มันไม่มารุกเร้าเรา มันไม่มาทำเป็นอำนาจบาตรใหญ่ ให้เราไปเที่ยวได้แสวงหาอยากได้เอามาบำเรอ มันเบาลงแล้ว มันเป็นยังไง มันสุขสบายดีขึ้นไหม มันสงบระงับอย่างนี้ มันต้องเป็นทาส หรือเป็นไท แล้วเมื่อเราไม่ได้เสพ ไม่ได้เสวยอารมณ์อร่อย รสชาติที่มันเป็นโลกียรสนั้นๆแล้ว มันเป็นยังไงล่ะ รสของวิมุติรส กับ รสชาติของโลกียรสนั่น ...คุณจะเลือกเอาอันไหน โลกียรสได้มาเสพสมตามความอยาก คุณก็คงจำได้ ก็คงรู้อยู่ ทีนี้มาลดซะ ไม่ต้องเสพอารมณ์อย่างนั้น มันเป็นยังไง มันพร่องไหมล่ะ หัวใจมัน โอ้โห ! มันทนไม่ได้หรอก ไม่มีรสโลกียรส นี่ มาบำเรอ มันรู้สึกขาด มันรู้สึกทุกข์ มันรู้สึกอยู่ไม่ได้ หรือว่ามันกลับเบาสบาย กลับไม่ต้องเป็นภาระ กลับมีประโยชน์คุณค่าแก่ตัวเองมากขึ้น ดังที่เราพยายามบอกความจริง อธิบายเหตุผล อธิบายความจริงให้ฟัง คุณก็มาสอดส่อง ตรวจตราความจริง ดังที่ว่านี่ พิสูจน์ไป ทำไป ก็เห็นว่า เออ มันไม่เป็นทาส เป็นอย่างนี้เอง มันไม่ต้องไปอร่อยอย่างงั้นนี่ รสอย่างนั้น มันก็ไม่ได้วิเศษวิเสโสอะไร การสงบระงับ กลับเป็นชีวิตที่มันมีค่าขึ้นมากกว่านั้น ไม่ต้องมาคอยบำเรอตนอีก ไอ้รสอร่อยเหล่านั้น ก็ชักอ่อนแรง จนกระทั่งไม่มีโลกียรสได้กล้าหาญที่จะทิ้งโลกียรสนั้นมาเรื่อยๆๆๆๆ ด้วยเหตุปัจจัยอะไรก็แล้วแต่ ด้วยเรื่องราวอะไรก็แล้วแต่ ที่คุณเคยเสพเคยติดลดลงมา เรื่องหนึ่งอย่างหนึ่งเรื่อง ..2อย่าง 2 เรื่อง .. 3 อย่าง 3 เรื่อง อะไรขึ้นมา สุขทุกข์เป็นสังสารวัฏวนเวียน สภาพของความสงบ หรือความลดละ พ้นโลกียรส พ้นโลกียโลก โลกๆอย่างโลกีย์ ที่จะต้องไปแสวงหาเสพได้อร่อย แล้วก็เดี๋ยวก็อยากใหม่ ลงนรกใหม่ พอบำเรอตนอีกทีก็ได้ขึ้นสวรรค์หอฮ้อใหม่ เดี๋ยวก็อยากใหม่ ก็บำเรอใหม่ ทุกข์ใหม่ - สุขใหม่ ทุกข์ใหม่ - สุขใหม่ เป็นสังสารวัฏ วนเวียนอยู่อย่างนั้น ตอนนี้เราไม่มีสังสารวัฏคืออย่างไร เราก็เข้าใจ อ๋อ.. ไม่มีสังสารวัฏ คือไม่เกิดทุกข์ ไม่เกิดสุข ไม่เกิดนรก สวรรค์ ไม่เกิดวนเวียนอยู่อย่างนี้นั่นเอง โดยรู้เท่าทันตัวกิเลสที่มันเสพมันติด มันอยาก มันยึด ล้างกิเลสนั่นออก มันก็ไม่อยากอีก แม้แค่อยากน้อยลง คุณก็รู้ว่า เออ ต่อสู้มันน้อยลง ยิ่งมันไม่อยาก ทำให้มันสงบ ทำให้มันตาย ทำให้มันไม่อยากอีก ก็จะเห็นว่าวัฏฏะ หรือสังสารวัฏในการเกิดอยากแล้วก็บำเรอความอยาก มันก็ไม่มีสังสารวัฏอย่างนั้น ดับไปเป็นโลกๆ ดับไปเป็นจักรวาลน้อยจักรวาลใหญ่เรื่อยๆ สะสมนี่ วงโลก วงสังสารวัฏโลกียะนี่ดับไปเรื่อยๆ คุณก็จะเข้าใจโลก โลกที่พระพุทธเจ้าท่านหมาย โลกียะ หรือสังสารวัฏที่พระพุทธเจ้าท่านหมาย คุณก็จะรู้ จะเข้าใจในตัวเอง นี่ปฏิบัติไปแล้ว จะเข้าใจ อ้อ.. มันหลุดพ้น หลุดพ้นอย่างงี้ ดับโลก ดับอย่างงี้ ดับสังขาร ดับความปรุงแต่ง รสอร่อยต่างๆ ดับอย่างนี้ ไม่มีสังขาร เรากระทบสัมผัสสิ่งที่เราเคยติดเคยยึด เคยอร่อย กระทบสัมผัส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบมัน มันก็ไม่เกิดยั่วยวน ไม่เกิดมีฤทธิ์ที่จะทำให้เราอยากอีก ต้องการอีก มันเฉยๆ อ่อ เฉยๆ เป็นอย่างงี้เองนะ แต่ก่อนนี้ เฉยๆ ก็เข้าใจแต่ว่านั่งเฉยๆ อยู่เฉยๆ ทำไม่รู้ไม่ชี้คือเฉยๆ แต่นี่รู้ด้วย ชี้ยังได้ จับยังได้เลย แต่มันก็ไม่เกิดกิเลส ไม่เกิดอยาก ไม่เกิดที่จะต้องการเอามาเสพอะไรต่างๆ หลายๆอย่าง พวกคุณได้พยายามพิสูจน์รู้ชัดรู้เจน ในสิ่งที่พิสูจน์เหล่านี้ เป็นโลกียรส หรือว่าสงบจากโลกียรส เปรียบเทียบกันจริงๆ ขึ้นมามากมาย ยิ่งมากเรื่อง มากอย่างขึ้น คุณก็จะเข้าใจถึงที่พระพุทธเจ้าท่านสอนท่านตรัส สังสารวัฏคืออย่างนี้ นิพพานคืออย่างนี้ วิมุติคืออย่างนี้ ดับกิเลสคืออย่างนี้ กิเลสไม่มีตัวตนแต่เป็นตัวตน กิเลสมันเป็นอาการ มันไม่มีตัวหรอก มันไม่มี มันไม่มีกลิ่น มันไม่มีหู มีตา มันไม่มีแขน มีขาหรอก กิเลสมันไม่มีตัวตนหรอก แต่มันก็เป็นตัวตนที่เราเรียกด้วยภาษาว่า ตัวตน จะเรียกว่าสักกายะ จะเรียกว่า อัตตา จะเรียกว่าอาสวะ ก็แปลว่า ตัวตนทั้งนั้นล่ะ ถ้าสักกายะ ก็ตัวตนอย่างหยาบ อัตตาก็ตัวตนอย่างกลาง อาสวะตัวตนอย่างเล็กละเอียด นอนเนื่อง น่ะ เป็นตัวบทบาที่มันสงบระงับ จับมันได้ยาก คุณเรียนรู้สภาวะจริงพวกนี้จริงๆ จนคุณสามารถดับโลก ดับสังขาร ดับสิ่งที่เราไปเป็นทาส มีอิสรเสรีหลุดพ้น หลุดพ้น หรือรอด หลุดรอดมาได้ ในเรื่องราวที่โลกเขายังเป็นทาสอยู่นี่ มันต้องกระทบสัมผัส บอกแล้วว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบสัมผัสสิ่งนี้อยู่ เราก็อยู่เหนือมัน มันไม่ทำให้เราเกิดกิเลสอีก ใครทำได้คนนั้นจะมีของจริง นี่เป็นตัวอย่าง ตัวอย่างให้แก่ตัวเองล่ะนะ มันจะยืนยันว่า อ่อ สภาพปฏิบัติธรรมแล้ว มันหลุดพ้น อยู่เหนือโลกุตระนี่ มันเป็นอย่างงี้เอง อยู่เหนือมัน มันไม่มีฤทธิ์กับเรา แต่ก่อนนี้เราพ่ายแพ้มัน มันมีฤทธิ์กับเรานะ เราต้องเกิดอาการที่จิตเกิดกิเลส จะต้องอยากต้องใคร่ ต้องเสพ ต้องได้ จะชังหรือรัก ก็ตาม ในขณะที่เราหน่ายมัน เราคลายมันนี่นะ เราไม่รักมันนี่นะ เราจะชังมันเหมือนกันนะ เป็นตัวผลัก แต่ก่อน เรารักมัน พอตอนหลัง ปฏิบัติมา เราก็ไปชังมัน การยังไม่รักแล้วไปชังมัน นี่ก็ยังไม่สมบูรณ์นะ ยังไม่ใช่ตัวกลางนะ ยังไม่ใช่มัชฌิมานะ นี่คำว่า มัชฌิมา อาตมาก็พยายามอธิบายมัน ยังไม่เป็นกลางนะ มันไม่ดูด แต่มันผลัก ยังไม่กลาง กลางคือทั้งไม่ผลักทั้งไม่ดูด สภาพนั้น สัมผัสแล้วมันก็วางๆกลางๆ เพราะฉะนั้น คำว่ากลางๆนี่ จึงจะไม่ใช่เรื่องแค่ 10 นิ้ว ก็คืออีก 5 นิ้วนี่ คือกลาง วงกลมวงหนึ่ง จุดศูนย์กลาง คือกลาง สูง ต่ำ กลางก็คือขนาดไม่สูง แล้วก็ไม่ต่ำ อยู่กลางๆ ระหว่างสูงกับต่ำอะไรอย่างนี้ มันไม่ใช่แค่ในระนาบเดียวอย่างนั้น ไอ้นั่นเป็นวัตถุรูป เป็นเรื่องเล็กน้อย กลาง คำว่ากลางอย่างนั้น แต่คำว่ากลางของธรรมะนี่ อาตมาพยายามอธิบายให้พวกเราฟังว่า มันลึกซึ้งนะ กลางนี่ มันเกี่ยวกับจิตวิญญาณ เป็นปรมัตถธรรม ความเป็นกลาง ไม่โต่งไปในทางกามสุขขัลลิกะ ไม่โต่งไปในทางอัตตกิลมถะนี่ กลางคำนี้ ต้อง ต้องรู้กามตัณหา ภวตัณหา ว่ามันเป็นลักษณะอย่างใด การผลัก การดูด ก็ต้องรู้เข้าไปในภพ ในภวังค์เรา เราไม่มีแล้วรูปนอก แต่ข้างใน เราก็ยังฝังมันลึกกดมันไว้ใต้ก้นบึ้ง เป็นภวตัณหาลึก เสร็จแล้วก็ไปแอบเสพอยู่ข้างในอยู่อีก ก็ต้องรู้อีกเหมือนกัน นี่ก็หมายความถึงด้านอัตตกิลมถานุโยค ลึกซึ้ง ไม่ใช่อัตตกิลมถานุโยคคือทรมานตน แบบเอาอะไรหยาบๆ มาทรมานตนเท่านั้น นั่นก็ถูก แต่เบื้องต้นที่สุด แต่อัตตกิลมถานุโยค คือเราพยายามปฏิบัติ บำเพ็ญกดข่มทำอะไรไม่ถูกทางเท่าไหร่ เสร็จแล้ว เราก็ยังเหลืออัตตา กดข่ม ฝังลึก มีอุปาทาน ก็ไม่เข้าใจอุปาทาน มีส่วนที่เป็นภวตัณหา ลักษณะอย่างไรๆ ก็ไม่เข้าใจในภวตัณหาอันนั้นๆ แล้วเราก็ยังแอบเสพย์น่ะ ข้างนอกนี่ กามตัณหา ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสสิ่งเหล่านั้น แล้ว มันก็ไม่เกิดกิเลสก็จริงอยู่ แต่ข้างในมันมีสภาพ มันมีบทบาทลีลาอยู่ในจิต เป็นภวตัณหา เกิดบทบาท แอบเสพ แอบเลียอยู่ต่างๆนานา ในภวังค์ เราเรียกว่า ภวตัณหา เรียกว่า กามในภพ ก็มี หรือเป็นภพในภพ ฝันเอา ไม่ต้องมีสภาวะระลึกเอา หรือกรุ่นๆ ฝังๆนี่ เป็น เป็นตัวลึก ตัวใน ตัวภวตัณหา เราต้องเรียนรู้อีกเหมือนกัน แล้วก็พยายามที่จะคุ้ยมัน พยายามที่จะมีปฏิกิริยาในการกระทบสัมผัสข้างนอก กระทุ้งให้มันให้ออกมาก็ได้ แล้วเราก็จะรู้อาการของมัน ไม่ใช่ไปกดข่มให้มันนิ่งแน่ แข็งตัว ฝังลึกเอาไว้เฉยๆ ไม่ใช่ ของพระพุทธเจ้านั้น ภวตัณหานั้น ต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัยข้างนอก ที่จะให้มันก่อเกิดออกมาอย่างง่ายดาย ไม่ใช่ไปนั่งเอาแต่กด แต่ข่มมันเข้าไว้ ต้องเห็นมันด้วยญาณปัญญา เห็นอาการ ลิงค นิมิต ของมัน แล้วเราก็ดับมันด้วยปัญญา ด้วยวิปัสสนาปัญญา มันจะไม่เกิดอาการกิเลสนั้น เพราะมันเข้าใจ เพราะมันเชื่อแน่ เพราะมันเชื่อมั่นแล้วว่า มันไม่ใช่เรื่องดี มันเป็นอกุศล มันเป็นเรื่องของผีร้าย มันเป็นเรื่องของอัตตา ตัวตนกิเลส ถ้ามันยังเหลืออยู่ เราก็ยังพ่ายแพ้ม้น เราก็ยังไม่ชนะอย่างเด็ดขาด เพราะฉะนั้น ในความเข้าใจอันนี้ และความรู้ยิ่งในพละอินทรีย์ของเรานี่ มันสามารถที่จะทำให้ไอ้พวกนี้อ่อนตัว กิเลสที่มันจะพ่ายแพ้ แล้วมันก็จะถูกเราประหารน่ะ ทั้งกามตัณหา ภวตัณหา หรือลึกซึ้งเข้าไปอย่างไรๆ ก็ตาม มันจะเป็นการดูด การผลัก เป็นการรับ หรือไม่รับ เป็นวิภวตัณหา ซึ่งสภาพอธิบายด้วยภาษาตื้นๆนี่ เขาถือว่า ภวตัณหานั้นอยากได้ อยากมี อยากเป็น วิภวตัณหา คือไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น เป็นภาวะที่กลับไป กลับมานี่ มันผลัก และ ดูด ก็ได้ เอาความหมายแค่ว่าอยากได้ อยากมี อยากเป็น ถ้าวิภวตัณหา แปลว่าไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น เราก็ไม่มีทั้งอยาก ไม่มีทั้งไม่อยาก นั่นก็คือสภาพ อธิบายระดับระดับหนึ่งก็จริง แต่วิภวตัณหาที่สูงกว่านั้นอาตมาก็เคยอธิบายให้ฟังแล้ว เพื่อที่จะไล่ให้ละเอียดในเรื่องของภพ ในเรื่องของภวตัณหา แล้วจะอธิบายว่า วิภวตัณหา คือภวตัณหาที่ยิ่งกว่านั้นอีก ทั้งไม่ผลัก ทั้งไม่ดูด ดูดไม่ดูด แล้วก็ไม่ผลัก แล้วก็ไม่ผลักไม่ดูดแล้ว ก็ยังมีความละเอียดยิ่งๆขึ้นยิ่งขึ้น เรียกว่าวิภวตัณหา เราต้องมาเรียนรู้สภาวะ เรียนรู้สภาพอาการของกิเลสพวกนี้ แล้วก็ลดละ จนกระทั่งมันเกลี้ยง ผู้ใดทำได้ ผู้นั้นล่ะเป็นผู้มีศาสนา มีธรรมะที่แท้จริง มาถึงวันนี้นี่ เราปฏิบัติธรรมกันมาด้วยทฤษฎีที่อาตมาว่าอาตมาเข้าใจทฤษฎีของพระพุทธเจ้า แล้วเอามาให้พวกเราพิสูจน์ มีคนถามว่า พวกเรานี่ ปฏิบัติดีไหม เราก็ว่าดี อย่าว่าแต่เราว่าดีเลย พระเทพเวที ที่เขียนหนังสือกรณีสันติอโศก ที่ตีสันติอโศก จะให้แบนติดดิน จะให้ถอนรากถอนโคนอยู่เดี๋ยวนี้ ก็ ยอมรับว่าเราปฏิบัติดี ในหมู่เถรสมาคมอีกมากมาย ผู้ใหญ่ตอนแรกๆ ออกมานี่เรายังไม่ย้อนแย้งมาก แล้วก็เรื่องราว มันยังไม่เป็นสภาพที่จะต้องต่อสู้กันหนัก เขาเพียงแต่บอกว่า แสดงตัวว่า เขาก็รู้นะว่า เราทำดี แต่ว่าต้องการปราบปรามนี่ มันเป็นความเบลอของเขาล่ะนะ เขาบอกว่า แสดงถึงน้ำใจชนิดหนึ่งว่า ฉันมีปัญญาเหมือนกัน ฉันรู้ดี พวกคุณก็รู้ เขาก็รู้ว่าดี แต่ฉันจะปราบน่ะ พอเอาหนักๆเข้า บอก...แล้วคุณว่าดี จะไปปราบเขาทำไม ชักตอนหลังเลยบอกว่า ฉันยังไม่ว่าดีเว้ย ตอนหลังๆนี่มาไม่ยอมรับว่าดี เพราะว่า ไปว่าดีไว้เสียแล้ว มันก็เลยคาคอตัวเอง เพราะว่ามันย้อนศร ย้อนศรตัวเอง ว่าเขาดี แล้วไปปราบเขาทำไม ตอนหลังก็เลยไม่บอกว่าดี ไม่รับว่าดีแล้ว ตีหนักเลย บอกว่าหนัก บอกว่าร้ายกาจ มาทำให้ศาสนาพุทธนี่เสียหายมากมายอะไรต่างๆนานา ไปอย่างนั้นเลย ทำดีทำไมจะต้องมีคนมาทำลาย โดยความจริงแล้วนี่ เราทำดี ทีนี้คนเขาถาม..เอ้า พวกเราทำดีแล้ว ทำไมละ คนทำดี ทำไมจะต้องมีคนมาทำลาย ทำดีทำไมจะต้องมีคนมาทำลาย อาตมาก็บอกว่า ก็มันเกิดสัจจะอย่างหนึ่งขึ้น ให้เรารู้แล้วสิ ถ้าคนที่ทำดี คนเขารู้ว่าสิ่งนี้ดี ถ้าคนนั้นดีด้วย เขาจะทำลายความดีไหม ถ้าเราทำดี คนนั้นเขาก็รู้ว่า เราดี แล้วคนนั้น ก็เป็นคนดี คนดีก็ย่อมไม่ทำทำลายความดี ทีนี้ ถ้าเราทำดี คนเขาก็รู้ว่าเราทำดี แต่คนนั้นเป็นคนชั่วละ เขาจะทำลายความดีไหม เขาก็ต้องทำลาย เพราะฉะนั้น เหตุการณ์ที่มันเกิดนี่ มันเป็นสิ่งที่แจ้งสัจจะอย่างหนึ่ง คำตอบมันก็บอกว่า เพราะฉะนั้น ถ้าเราแน่ใจว่าเราดี เราเป็นคนดี แล้วเราทำดีจริงๆด้วยนะ คนที่จะมาทำลายความดี มาทำลายคนดี ก็ต้องเป็นคนไม่ดี หรือคนชั่ว นี่ มันบอกสัจจะเราอย่างหนึ่ง เพราะคนดี ย่อมไม่ทำลายความดี หรือคนดี ถ้าเขารู้ดี นี่ขนาดเขารู้ดีว่าดี เขาก็ยังทำลายความดีนี้อีก ชั่วมากขึ้นหรือน้อยลงน่ะ มันมากขึ้นแล้ว ฟังดีๆ นะ อาตมาพยายามอธิบายให้คุณฟัง เขาเปิดเผยเขาเองนะว่า ตอนแรกน่ะเขารับว่าเราดี แต่ตอนหลัง เราเอง เราไม่ยอม เราก็พยายามที่จะยืนหยัด ยืนยัน เขาก็ใส่ความว่าดื้อด้าน เอา เอา พยายามที่จะใช้ภาษาโวหารว่า เราคงจะละอายมั้ง หาว่าเราดื้อด้านนี่ เราคงจะกลัว แล้วเราคงจะยอม แล้วเราก็คงจะต้องไม่ยืนหยัดยืนยัน เปลี่ยนแปลงไปตามที่เขาต้องการ เราก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามที่เขาต้องการ เพราะเราถือว่านี่ถูกต้องแล้ว เราไม่เปลี่ยนแปลง เขาก็เลยใส่คำว่าดื้อๆๆๆ ใหญ่เลย เราก็ยังยืนยันอยู่นั่นแหละ เราบอกว่าเราไม่ได้ดื้อ คุณต่างหากใส่ภาษาเรามาว่าเราดื้อ เราจะยืนหยัดยืนยัน อย่างงี้ เขาก็ใส่ใหญ่เลย ว่าเราดื้อด้านมาก อย่างโน้นอย่างนี้ เขาก็เลยถือว่า ถ้าเราดื้อด้าน เขาก็ทำแรงขึ้น อย่างที่เห็น เขาก็ทำแรงขึ้น แรงหนักเข้า ก็กลับตาลปัตรเลยทีนี้ ตอนแรก ว่าดี ไม่ว่าดีแล้ว ตอนนี้มันไม่ดี มีดีสักอย่างน่ะ เอาไม่มีดีสักอย่าง กลับคำเลย ไม่มีดีสักอย่าง เพราะฉะนั้น เขาเป็นคนไม่อยู่กับร่องกับรอย ตอนแรกรับว่าดี ตอนหลังก็ไม่รับว่าดี แล้วก็จะมามุ่งมั่นทำลายดีนั่นอยู่จนได้ ตอนแรกก็รู้สึกว่าจะรู้ว่าดี ตอนหลังนี่ รู้ว่าดี ช่างหัวเอ็ง ข้าจะทำลายดีนี่แหละ ก็เลยเป็นคนที่รู้ดี แล้วทำลายความดีด้วย ก็เลยชั่วหนักเข้าไปอีกน่ะ ส่วนคนที่เขาไม่รู้เรื่องเลยนั่น อยู่กลางๆ เขาไม่รู้ว่าเราดี เราถูก เขายังไม่ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ยังมีอีกเยอะนะ เขาไม่รู้ข้อมูล เขาก็ได้ฟังแต่ทางด้านโน้นโฆษณา ประชาสัมพันธ์ แล้วเขาก็เชื่อตาม ก็ยังมีอีกเยอะ เอาเถอะ ไม่เป็นปัญหาอะไรหรอก ค่อยๆแก้ไขไป ทุกวันนี้ เราก็ได้รับลูกค้าเพิ่มเติมขึ้นมามาก อย่างท่านดวงดีนี่ ก็โดนไล่ส่งมาให้ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น นี่ อาตมาเมื่อวานนี้ อาตมาก็รับพระอาคันตุกะเข้าไปอีก ตั้ง 7 รูปแล้ว น่ะ นี่ยังไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะเกิดอีกเท่าไหร่คน บอกแล้ว อาตมาบอกแล้วว่า คราวนี้ งานคราวนี้นี่ ชาวอโศกก็รวมกลุ่มรวมแก่นกันเข้ามามากขึ้น คนไม่ค่อยมาอโศกน่ะ พอตอนแรกก็มา รุ่นก่อนๆ เก่าๆ แก่ๆ 10 กว่าปี โน่น โอ้โห ! ตั้งแต่แรกเริ่มก็มี ตอนหลังๆๆๆ ก็ชักจางๆ คลายๆ ไม่ค่อยมา ไปติดลมที่ไหนก็ไม่รู้ ลืมอโศกไปแล้ว พอทางเถรสมาคมเอาอโศกขึ้นมา คุ้ยอโศกขึ้นมาอีก อ้อ อโศกหรือ อ๊า ! อโศกจะทำลายเหรอ ยังนึกสงสารอโศกวิ่งเข้ามา กลัวอโศกจะถูกทำลาย เข้ามาบางคนเก่าๆแก่ๆ มาร้องห่มร้องไห้ก็มี มันมีลักษณะธรรมดาธรรมชาติ ของคนที่ว่าปฏิบัติธรรมแล้ว มันยังมีเชื้อของโลกียะอยู่มากน่ะ ออกไป มันก็ต้องไประเริงอยู่กับโลกียะนะ ทั้งๆที่รู้นะ ในใจลึกๆ นี่ มันรู้แล้วล่ะว่าดี แต่มันก็สู้แรงกิเลสไม่ได้ กิเลสนี่ มันออเซาะเก่ง กิเลสนี่ มันออเซาะเก่งที่สุดเลย น่ะ เอาใจอ่อนเลยละ ออเซาะเก่ง จนเอาใจอ่อน ก็เลยไปอยู่กับมันน่ะ ไปอยู่กับกิเลสนั่นแหละเสียนาน พอเกิดเรื่องอีกทีหนึ่งก็ค่อยรู้สึกตัว เอ้า เขาจะทำลายแล้วนั่น...เขาจะทลายรังอโศกแล้ว ชักรู้ตัว ก็วิ่งเข้ามาได้ ขอลากิเลสมาก่อนน่ะ ขอลากิเลสมาก่อนชั่วคราว บางคนนะ บางคนก็ยังอยู่นานอยู่เหมือนกัน บางคนยังอยู่นาน บางคนมา มา ขอลากิเลสมาชั่วคราว แล้วไอ้ตอนที่ วันที่มันเกิดเรื่องหนักๆ มากๆนั่น ก็มาถี่อยู่หรอก แต่ตอนนี้ก็หายไปแล้ว ก็กลับไปอีกยังไม่ ยังไม่วกกลับมาอีก ยังกลับไปหากิเลสอยู่อย่างเก่าน่ะ บางคนก็ยังไม่ไป ไม่ไป ก็กลับมาประพฤติปฏิบัติต่อ ก็ดูท่าดีขึ้น มันก็มีหลายๆอย่างนะ อย่างที่มาชั่วคราวก็มี แต่มานะเก่าๆ แก่ ไม่ได้เห็นหน้ากัน เป็น ..โอ้โห ตั้ง 10 กว่าปี ก็มา มาแล้วก็เสพไปก็มี อย่างที่ว่านี่ มาแล้ว ก็ยังไม่เสพก็มี หรือไปๆมาๆ อยู่ก็มีน่ะ ยังไม่แน่ว่าจะมามากกว่าไป หรือ...ไปมากกว่ามา ยังไม่แน่ นี่ขณะนี้มี มีคนเดิมๆ เก่าๆ ก็เป็นอย่างนี้ คนที่อยู่ในปัจจุบันนี่ คนที่ปฏิบัตินี่ ไม่ลดลงเท่าไหร่ คนในปัจจุบัน ไม่ลดลงเท่าไหร่ แต่ก็เจ็บปวดนะ แหม อย่างโน้นอย่างนี้ พร่ำพิรี้พิไร รำพัน ทำไมต้องมาทำกับเรา เขาต้องมาทำกับเราน่ะซี เขาไม่ทำกับเรา เขาจะไปทำใครเล่า ก็เราอยากดีทำไม ดีเขาไม่ดี มันก็เป็นตรงกันข้ามกัน มันก็เป็นธรรมชาติของมัน มันก็ต้องทำอย่างนี้ เมื่อเช้าอาตมาก็เน้นให้ฟังแล้ว มันเป็น เรื่องธรรมดา คุณอย่าไปโง่เป็นอันขาด เพราะคนชั่วต้องทำชั่วได้ ทำร้ายได้ ทำเลวได้ คนดีจะไปทำอะไรเขา ทำไมทีคนร้ายคนชั่ว ยังไม่ตายเลย ยังไม่ถูกเขาไปทำยังโน้นอย่างนี้เลย เอ๊า ก็คนร้ายคนชั่ว คนดีจะไปทำกับคนร้ายคนชั่วยังไง คนร้ายคนชั่ว มันก็ลอยนวลอยู่อย่างนั้นน่ะแหละ แล้วทำไมทีคนดี ถูกทำร้าย ทำแกล้งอย่างโน้นอย่างนี้ เอ้า ก็ถูกแล้ว คนชั่วมันแกล้งได้ คนชั่วมันทำร้ายเป็น จำไว้นะ อีกเมื่อไหร่ๆอย่าไปบ่น คนดีมันต้องถูกทำร้ายทำลาย ถูกแกล้ง ถูกอะไร เพราะคนชั่ว มันแกล้ง มันแกล้งได้ มันไม่กล้วอะไรหรอก มันไม่กลัวบาป กลัวกรรมอะไร ใช่ไหม คนชั่วมันก็ต้องทำเป็นธรรมดาน่ะ ทำไมคนทำดี จะต้องถูกฆ่าตาย ทำไมคนทำดีจะต้องเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นธรรมดา ทีทำไมคนชั่วไม่ถูกฆ่าตาย คนชั่ว คนดี มันจะไปฆ่าคนชั่วได้ยังไง จะมีอีกอย่าง ก็คนชั่ว มันไปทำกับคนชั่วกันเอง แล้วคนชั่วมันก็ฆ่ากันเอง นั่นเท่านั้นละ ซึ่งมันก็มีจำนวนน้อยใช่ไหมล่ะ มีจำนวนน้อย ก็คนชั่วด้วยกันเองแหละ แล้วมันก็แรงด้วยกันเอง มันก็ฆ่ากันเอง บางที มันก็ชั่วต่อชั่วด้วยกัน มันก็ซัดกันไปเอง บางทีมันก็ฆ่ากันไม่ลง แต่คนดีนี่ มันไปต่อสู้มัน มันก็ฆ่าง่าย มันก็ทำได้ง่าย มันก็ไม่กลัว แต่คนชั่วด้วยกัน บางทีมัน...ไม่กล้า..เอ้ย ไอ้นี่ อย่าไปแตะมันนะ มันชั่วด้วยกัน มันก็ไม่กล้ากัน ได้ดีคือจิตยิ่งดีไม่มีกิเลสไม่ใช่ได้เงิน เพราะฉะนั้น คนชั่วมันจะฆ่ากันเองน้อย เพราะมันกลัวเกรงกันอยู่ในที คนชั่วต่อคนชั่วใช่ไหม เอ็งหมัดมา ข้าก็หมัดไป มันก็เอ๊ ไม่สนุก ไอ้นี่ หมัดมาเฉย ให้ตี ตีฟรี เตะฟรี ด่าฟรี ฆ่าฟรีด้วย มันถึงย่ามใจ ไม่ขโมย ไม่โกง ไม่คอร์รัปชั่น แล
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive