321201 หนังสือ น้ำใจ ฉบับเช็คบิลรัก สัมภาษณ์ท่านโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2532
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์31 KB
วันที่แก้ไข31 ตุลาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

321201 หนังสือ น้ำใจ ฉบับเช็คบิลรัก สัมภาษณ์ท่านโพธิรักษ์

"น้ำใจ" สัมภาษณ์ท่านโพธิรักษ์ เมื่อ 1 ธันวาคม 2532 ฉบับ เช็คบิลรัก

วัยรุ่นหนุ่มสาวที่ทั่วๆไป เรื่องความรักที่เขากำลังมีกันอยู่ หรือแบบกำลังมีแล้ว ถูกทางหรือไม่ถูกทาง ความรักในทัศนะของพ่อท่านนี่ มีในรูปแบบไหนคะ ? พ่อท่าน : ความรักในทัศนะของอาตมา มีถึง 10 มิติด้วยกัน แล้ว 10 มิติที่พูดนี้ ได้เคยบรรยาย ได้เคยเขียนเอาไว้แล้ว เป็นหนังสือแล้ว มันเป็นอุดมการณ์มากอยู่นะ และก็เป็นความรัก ที่คั้นเอามาใช้ประโยชน์ใช้สอย ให้มันเป็นคุณค่าสูงที่สุด ถ้าใครไปได้อ่านความรัก 10 มิติแล้ว ก็จะรู้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม อาตมาก็ไม่ใช่เป็นคนใจแคบ หรือว่าเป็นคนที่ไม่รู้จักมนุษย์ ไม่รู้จักสัตวโลกอะไร จนกระทั่งไม่ยินยอมใหัคนมีความรักในเชิงกาม ในเชิงของการสมสู่สืบพันธุ์อะไร ซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติของโลก ที่มันมีมาแต่ไหนๆ ก็ไม่ใช่ไม่มี ก็มีก็รู้ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า อยากจะรู้ความรักมิติที่จะเป็นอุดมการณ์ มิติที่จะเป็นคุณค่าประโยชน์แล้ว ก็จะต้องไปอ่านความรัก 10 มิติ ซึ่งว่าไว้ตั้งแต่มิติที่ชี้ให้เห็นถึงความรักที่เห็นแก่ตัวอันมากมาย อะไรต่างๆนานา ทีนี้ความรักที่ว่าที่เป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นเรื่องสัตวโลกนั้น ผู้ที่ยังไม่ได้ศึกษาขั้นโลกุตระ ขั้นที่จะต้องดับกิเลสอนุสัย พ้นความเป็นสัตวโลกอย่างแท้จริงแล้วละก็ มันก็ต้องควรจะมีคุณธรรมในความรักเหมือนกัน เพราะฉะนั้น คุณธรรมในความรักขั้นแรกในศาสนาพุทธนั้น จะเป็นผู้ที่ไม่ถึงขั้นโลกุตระ ดับกิเลสจนกระทั่งไม่มีธรรมชาติทางด้านราคะ หรือกามนี้แล้ว จะมีกาม มีราคะอยู่ก็ควรจะมีในขอบเขต ขอบ ข่ายที่เป็นคุณธรรม เช่นว่าถือศีล 5 มีผัวเดียว เมียเดียว หรือแม้ว่าถือศีล 5 แล้ว ยังไม่มีผัวไม่มีเ

อ่านต่อ

มีย ก็ควรจะต้องรู้จักขอบเขตรู้จักคุณธรรมของมนุษย์ ที่เป็นวัฒนธรรมชั้นสูงว่าผู้หญิงก็ไม่ควรไปสำส่อนอะไรมา ไม่เป็นฟรีเซ็ก ไม่ใช่อะไรต่อมิอะไร ในลักษณะที่ทางตะวันออกเขาถือกัน ความบริสุทธิ์พรหมจรรย์ถือว่าดี หัดอด หัดลด หัดทนก็เป็นดี หรือจะหัดตัดกิเลสไปด้วยก็ยิ่งดี เพราะงั้นถ้าแม้ว่าจะมีธรรมชาติจากความรักอย่างนั้น ความรักอันเป็นไปเพื่อกามนะ ความรักเป็นไปเพื่อความสมสู่ ความรักเป็นไปเพื่อธรรมชาติ นี่แบ่งไว้อย่างหนึ่งๆ ความรักที่จะเป็นไปเพื่อกาม เพื่อราคะ เพื่อการสมสู่ มันก็มีอยู่ในโลก ที่มีกิเลสเป็นธรรมดา แล้วก็ไม่ควรสำส่อน ถ้าต่ำกว่าการสำส่อน ผิดผัวผิดเมีย ไม่รู้จักเพียงพอ ซึ่งเป็นการบำบัดอารมณ์บำบัดกิเลสแล้วก็ควรเป็นการสืบเผ่าสืบพันธุ์ เป็นธรรมชาติธรรมดาของสัตว์โลกเท่านั้น ถ้าเกินกว่านั้น ก็ถือว่าเป็นความชั่ว เป็นบาป เป็นความต่ำ เพราะฉะนั้น ผู้ใดจะมีความรักอย่างนี้ ก็ว่าไป ถาม : แล้วพ่อท่านคิดว่า ความรักมีความจำเป็นแก่ชีวิตหรือเปล่าคะ พ่อท่าน : ก็แบ่งเป็น 2 อีกแหละนะ ความรักที่ว่า มีความจำเป็นแก่ชีวิตหรือเปล่าน่ะ จะแบ่งเป็น 2 คือ ความรักที่เป็นอุดมการณ์ กับความรักที่เป็นไปเพื่อความรักที่เป็นอุปาทานชนิดหนึ่ง ระหว่างผู้หญิงผู้ชาย ความรักระหว่างผู้หญิงผู้ชาย บางคนเขาได้นิยาม หรือเขาพยายามที่จะบอกแยกความรักออก เรื่องของความรักนี่ ไม่ใช่เรื่องของความใคร่ ไม่ใช่เรื่องของกาม ไม่ใช่เรื่องของราคะ เขาพยายามแยก ก็แยกได้นะ แยกเป็นความรักที่ไม่ใช่ความใคร่ หรือเป็นกามราคะ เมื่อกี้อาตมาได้พูดไปแล้วว่า ความรักที่เป็นกาม เป็นราคะแล้วก็จะต้องสมสู่กันอย่างธรรมชาติ ถ้าไม่ตัดกิเลส ไม่เรียนรู้จริงๆแล้ว มันไม่รู้ได้ง่ายๆหรอก มันก็จะต้องเป็นอย่างนั้น แต่ทีนี้จะให้วิเคราะห์เป็นเหตุเป็นผล ก็วิเคราะห์ได้ก็อย่างที่กำลังจะพูดเนี่ย คือ ความรักที่ไม่ใช่ความใคร่ ความรักที่ไม่ใช่กาม ระหว่างผู้หญิงผู้ชายนั้น มันไม่จริงทีเดียว ความรักระหว่างผู้หญิงผู้ชายนั้น มันไม่จริงทีเดียวหรอก ที่ว่าไม่ใช่ความใคร่ ระหว่างผู้หญิงผู้ชายแล้ว จริงๆแล้ว มันมีความใคร่เป็นที่สุด ความจริงแล้ว ความรักที่ไม่ใช่ความรักใคร่นั้น ไม่อยู่ที่ผู้หญิงผู้ชายที่สมสู่กัน ความรักอันเป็นความเมตตา เกื้อกูล เป็นความอบอุ่น เป็นความที่ประสานสนิท เป็นความผูกพันอีกชนิดนึง พ่อ-แม่กับลูกผูกพัน ไม่ใช่กาม ไม่ใช่ราคะ ผู้หญิงกับผู้ชาย จะผูกพันเหมือนพี่เหมือนน้อง เหมือนมิตรสหาย ที่ผูกพันกัน ไม่นับเพศ จะเป็นผู้หญิง ผู้ชายที่เป็นมิตรสหายกัน รักกัน คิดถึงกัน ผูกพันกัน ห่วงหาอาวรณ์กัน ช่วยเหลือกัน อันนี้ไม่ใช่ความใคร่ ไม่ใช่เรื่องกาม ไม่ใช่ราคะ ความรักชนิดนี้มีได้ นี่แยกให้พิเศษแล้ว เพราะฉะนั้น ในความรักระหว่างผู้หญิงผู้ชาย ที่ไม่ใช่เรื่องของกาม ไม่ใช่เรื่องของราคะแล้วละก็ มันก็เป็นความรักชนิดนี้แหละ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้หญิงผู้ชายเขารักกัน เขาก็บอกว่า แบ่งความรักไปอีกอย่างนึง ไม่ใช่เรื่องของความใคร่ มันแยกยากๆ เพราะฉะนั้น จะเป็นคู่ผัวตัวเมียไปแล้วนี่ แยกยาก มันจะปนเปไปหาความใคร่ แล้วเขาก็เป็นอย่างนั้นซึ่งแยกยาก ถ้าผู้ใดแยกได้ก็ไม่เป็นไร แต่ความใคร่น้อย แต่เขาก็สมสู่ไปตามธรรมชาติ สมสู่ไปตามธรรมชาติ เพื่อที่จะให้สร้างลูกสร้างเต้า สร้างเผ่า สร้างพันธุ์ของมนุษยชาติ สร้างเผ่าสัตว์โลกอยู่ต่อไป เขาก็ไม่ได้จี๋จ๋าอะไร ทำไปตามธรรมชาติ ถ้าทั้งสองคนทั้งผู้หญิงผู้ชาย ถ้าไม่ได้มีราคะอะไรมากมาย ก็สมสู่กันไป ก็สักแต่ว่าสมสู่ ให้มีลูกมีหลานออกมาเฉยๆ โอ่ อย่างงั้นดีนะ ไม่มีความใคร่อย่างงั้นดีนะ มันไม่มีความใคร่จี๋จ๋า จัดจ้านอะไรอย่างงั้น ความรักคล้ายๆ กับเรื่องความผูกพันความสัมพันธ์ห่วงใย โอบอ้อมอารีช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อย่างมิตรสหาย อย่างพี่อย่างน้อง อย่างภราดรภาพ อย่างนี้เป็นความรักที่อาตมาว่านี่ มีค่านะ ไอ้เรื่องสมสู่ผูกพันนั่น เดี๋ยวนี้ถ้าใครศึกษาดีๆแล้ว มันควรลดกิเลสความใคร่เหล่านี้ เพราะว่าโลก มันพลโลก มันจะล้นโลกอยู่แล้ว ใช่ไหม มันควรจะลดอัตราการเกิด ซึ่งหลายประเทศเขาก็พยายามจำกัดอัตราการเกิดแล้ว ต้องมีวิธีการป้องกันการเกิด แต่มันไม่ลดกิเลสเลยก็ต้องการสมสู่กันอยู่ เหมือนอย่างพี่อย่างน้อง อย่างพ่ออย่างแม่ อย่างลูกรักกันนี่ อย่างมิตรสหายกัน ไม่ต้องสมสู่อะไรกันนี่ จะกอดกัน จะรักกัน จะกอดกัน จะอบอุ่นกัน ชื่นชมแม้แต่จะจูบจะหอมอะไรกัน พ่อแม่หอมลูกจูบลูก เพื่อนฝูงพี่น้องจูบกัน มันไม่ได้เป็นความใคร่ เป็นความรัก เป็นความสนิทชิดเชื้อ เป็นความผูกพัน ว่ากันด้วยภาษาก็เป็นความผูกพัน สนิทชิดเชื้อ สัมผัสสนิทชิดเชื้อ ลักษณะอย่างนี้ ถ้าละเอียดไปในทางปรมัตถธรรมแล้ว มันจะเป็นราคะเหมือนกัน แต่ว่าถึงยังไงก็ตาม อยู่ในขอบเขตของความเป็นมนุษย์โลก เป็นสัตว์โลก ที่จะต้องมีความผูกพันอย่างนี้ แม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็มีอยู่ มันหอมกัน มันดมกัน มันเลียกัน อะไรพวกนี้ เป็นลักษณะเดียวกันน่า มันเลียให้กันอย่างสัตว์ ตัวแม่มันเลียให้ลูกๆ มัน เลียพ่อ เลียแม่ อะไรยังงี้ หอมกัน ดมกัน อะไรพวกนี้ เป็นธรรมดา ธรรมชาติ ลักษณะอย่างนี้ ถ้าจะว่าจริงๆ ด้วยปรมัตถธรรม ลึกซึ้งเป็นราคะ มันก็เป็นราคะ แต่ว่าโดยความพอเหมาะ โดยความพอดีของสัตว์โลก ก็ควรมีอยู่บ้าง ในฐานะที่ไม่ถึงขั้นสูงสุดถึงขั้นปรมัตถธรรม ก็ในเมื่อเข้าใจในสภาวะของมนุษย์ ถ้าจิตมันเป็นอย่างนั้นอยู่บ้าง มันก็เป็นภราดรภาพที่ดีนา ความรักอย่างนี้ เพราะงั้น ความรักอย่างนี้ อาตมาแยกออกไปอีก 2 เหมือนกัน ถาม : ในเรื่องหนุ่มสาวทุกวันนี้นะ มีความรักในวัยเรียน แล้วก็เหมือนกับว่า แต่ละคนนี่ต้องมีกัน นะฮะ อะไรเป็นเหตุให้เขาได้มีความรู้สึกอย่างนี้ พ่อท่าน : ความรู้สึกรักในวัยเรียนนี่นะ มันเป็นเรื่องของกิเลสที่จัดจ้าน แต่ก่อนเรามีวัฒนธรรมรักในวัยเรียน ถือว่าไม่ดีไม่งาม ก็มีความอดกลั้นๆ มีวัฒนธรรมที่เป็นเรื่องถือว่าน่าอาย เขาก็ไม่ทำกัน มันก็พยายามอดกลั้นกัน มันก็พยายามไม่ให้มันเกิด มันก็ไม่เกิด หรือเกิดน้อยเกิดน้อยก็หิริโอตตัปปะ มีการละอาย ก็พยายามป้องกัน มันก็ไม่เกิดวุ่นวาย ไม่เกิดอะไรๆที่เลยเถิดขึ้นไปจนกระทั่งในสมองร่ำเรียนอะไรต่ออะไร ก็ไม่ค่อยสะดวก ก็เพราะว่า สมองมันไปวุ่นวายอะไรไปต่างๆนานา แต่ก่อนก็เลย เมื่อก่อนก็เคยมีสมาธิดี เป็นคนที่ไม่ต้องเครียด เป็นคนที่ไม่ต้องอะไรต่อมิอะไร จนกลายเป็นโรคประสกประสาทอะไรไป เหมือนอย่างทุกวันนี้ นี่ก็เพราะไม่ได้ศึกษาธรรมะ ไม่ได้ศึกษาเรื่องจิตวิญญาณ ก็เลยกลายเป็นเรื่องผิดหน้าที่ ผิดวาระผิดเวลา ถ้าพูดกันจริงๆก็รู้อยู่ว่า รักในวัยเรียน ไม่ใช่หน้าที่หรอกนา แต่ในที่นี้ในสังคมพวกที่ไม่ศึกษาทางจิตวิญญาณตะวันตก แม้แต่เด็กเล็กๆ ในเรื่องอย่างนี่ เขาก็ปนๆ กันไปหมดเลย ว่าจะเป็นความรักแบบเซ็ก แบบราคะ กาม หรือเป็นแบบความรัก แบบมิตรสหายอะไร เขาไม่ถือไม่สา และเขาก็ปล่อยว่าเป็นเวลา วาระของเด็ก ของวัยอะไรไป ให้เละๆเทะๆ จนสุดท้าย ก็กลายเป็นฟรีเซ็ก หรือกลายเป็นอะไรต่อมิอะไร ป้องกันอย่าให้เกิดตามเวล่ำเวลา อะไรเรื่อยๆไปก็เลยวัฒนธรรมยิ่งต่ำใหญ่ รักในวัย เรียน ก็เช่นเดียวกัน ก็เป็นความเสื่อมของสังคม เป็นความต่ำ ถ้าได้ศึกษาจิตวิญญาณดีๆแล้ว อารมณ์รักมันเป็นอารมณ์ที่มันเป็นเรื่องความรักพวกนี้ มันเป็นเรื่องของอุปาทาน มันไม่เป็นความจริงหรอก มันไม่เป็นความจริง มันเลิกรักได้ แล้วมันไม่เกิดอารมณ์ มันไม่เกิดอาการอย่างนั้นในจิตวิญญาณได้ ศาสนาพุทธเราได้พิสูจน์ จนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ได้อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเราเชื่อว่าศาสนาพระพุทธเจ้า เป็นศาสนาที่มีพระอรหันต์จริง และพระอรหันต์หมดเรื่องรักเรื่องใคร่ อย่างนี้จริงๆ ไม่ว่าจะรักเรื่องอย่างหยาบเป็นกาม หรือว่าเป็นเรื่องรักผูกพัน ห่วงหาอาวรณ์อาลัยอย่างที่กล่าวแล้ว ซึ่งไม่มีกามเข้าผสมนั่นอีกอย่างนึง ที่แบ่งออกไปเป็น 2 อย่างนั่นก็ตาม พระอรหันต์เจ้าเนี่ยรู้แจ้งในอารมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ซึ่งมันเป็นอุปาทานของโลก เป็นความลวงๆ มันเกิดเป็นกิเลสจริงๆ ฉะนั้น เราฆ่ากิเลสนี่ได้หมด เพราะกิเลสนี่มันไม่ใช่ตัวจริง ไม่ใช่ของจริง มันเป็นความลวง ล้างกิเลสนี่หมดได้ มันก็หมดได้ ถ้าเรียนศาสนาแล้วก็จะรู้ เพราะฉะนั้น การที่จะกดข่ม การที่จะเรียนรู้ พยายามที่จะรู้จักระงับ สร้างวัฒนธรรมให้ดีๆ ถ้าสร้างวัฒนธรรมให้ดีๆแล้ว การรักในวัยเรียนก็จะไม่มี จะมีแต่หน้าที่แต่ในการศึกษาเล่าเรียน ถ้าเรายังมีกิเลส ไม่ปฏิบัติธรรมให้สูงขึ้น เราจะต้องแต่งงง แต่งงานบ้าง ก็อย่างที่กล่าวแล้ว ศาสนาพุทธเราก็เข้าใจ ถ้าใครเองภูมิธรรมมันไปไม่ได้ ยังไปไม่รอด ยังมีคู่ผัวตัวเมีย จะสมสู่จะเป็นธรรมชาติอย่างนั่นก็ จะต้องผัวเดียวเมียเดียว มากกว่านั้น มันก็ยิ่งเป็นความลวงที่หยาบคาย มีมากผัวมากเมีย มีสำส่อนอะไรต่ออะไรไปมาก มันก็ยิ่งหยาบคาย ก็บอกแล้วตะแค่ผัวเดียวเมียเดียวนี่ มันก็ยังเป็นความลวงชนิดนึง ในระดับนึงอยู่เท่านั้น ถาม : และองค์ประกอบที่จะทำให้เขาได้ทราบว่า ควรจะเป็นขั้นตอน เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย แล้วก็มาเรียนทางพุทธศาสนานี่ ก็ต้องจากผู้ใหญ่ด้วยไหมคะ พ่อท่าน : ผู้ใหญ่ด้วย เป็นวัฒนธรรมด้วย พวกนี้วัฒนธรรมมันเละเทะหมดแล้ว ยิ่งตะวันตก ยิ่งพวกฝ่ายที่ไม่ได้ศึกษาศาสนามากๆ ศาสนาก็ศาสนาไม่ค่อยชัดแจ้งเนี่ย มันเละเทะหมดแล้ว ยิ่งตะวันตก ยิ่งพวกฝ่ายที่ไม่ค่อยศึกษาทางด้านศาสนามากๆ ถือศาสนาก็ถือศาสนาก็ยังไม่ค่อยชัดแจ้งเนี่ย ก็เลยวุ่นวายกันใหญ่ เดี๋ยวนี้ทางตะวันออก แม้แต่ศาสนาพุทธ แม้แต่คนไทย แต่ก่อนก็มีวัฒนธรรมอะไรพวกนี้ดี เดี๋ยวนี้ก็ชักจะเอาอย่างตะวันตกกันไปมาก นับวันก็ เละเทะเข้าไปเรื่อยๆ เพราะไม่ศึกษาสัจธรรมพวกนี้จริงๆ ถาม : ถ้าบางคนได้รัก และก็ได้ผิดพลาดไป แล้วก็รู้ตัว จะกลับตัวเป็นคนดีเนี่ย พ่อท่านจะให้กำลังใจเขาอย่างไร พ่อท่าน : ได้ ทุกคนที่ผิดแล้วแก้ไขนี่ แก้ไขได้ทุกคน ถ้าจะเอาจริง พากเพียรจริงๆ แก้ไขได้ ผู้ที่ผิดแล้ว ต้องแก้ไข โดยจริงต้องแก้ไข ควรแก้ไข พอผิดแล้ว ก็ต้องแก้ไขซิ ผิดแล้วไม่แก้ไข มันก็อยู่อย่างเก่าได้ยังไง มันต้องพัฒนาให้เจริญขึ้น ดีขึ้นกว่าเก่า เมื่อผิดแล้ว อย่าไปย่ำ ซ้ำแซะอยู่กับอั้ยความผิดเดิมๆ ไปตลอด มันจะใช้ได้ที่ไหน ถาม : นี่พูดถึงว่า คนที่รู้ตัวว่าผิดนะคะ ถ้าเขาไม่รู้ตัวเองว่าเราทำสิ่งที่ผิดสิ่งที่ไม่ดี พ่อท่าน : นั่นก็เป็นความที่ไม่เข้าใจ เป็นความที่ไม่มีปัญญา ไม่รู้จักสัจธรรม ไม่ฉลาดที่จะรู้สิ่งที่ดีที่ควร เกิดมาเป็นมนุษย์นี่ มันมีความดีงามในสิ่งที่ถูกที่ควร สิ่งที่ถูกที่ควรอย่างอาตมายกตัวอย่างเมื่อกี้ว่า ที่จริงมนุษย์ทุกวันนี้เนี่ย ถ้าเรียนรู้สัจธรรมที่ถูกที่ควรแล้ว ไม่ควรมาปล่อยปละละเลยให้มาเป็นฟรีเซ็ก ให้มาเป็นกิเลสนี่ครอบงำชีวิต เพราะความจริงแล้วในการสมสู่เนี่ย เขาเรียกว่า การสืบพันธุ์นี่ ในภาษาไทยเรานี่ ชัด สืบพันธุ์นี่ คือต่อเผ่าต่อพันธุ์ สร้างสัตว์โลกต่อไปเท่านั้น คนทุกวันนี้ มันไม่มีความจำเป็นไปสร้างโลก ไปสร้างมนุษย์ออกมาให้มันมากมาย มาเพิ่มพลโลก ให้มันล้นโลก หาวิธีป้องกันๆทั่วโลก ไม่ว่าประเทศไหนๆ หาวิธีคุมกำเนิดกันอยู่ทั้งนั้น เพราะรู้อยู่ว่า มันเป็นภาวะที่บีบคั้น หรือว่ามันเป็นภาวะที่ไม่ถูกต้องๆ ต่อสังคม มันไม่สอดคล้องต่อสังคมมนุษย์ เพราะสังคมทุกวันนี้ มันเบียดเบียนกันแล้ว มันล้นแล้ว มันเกินแล้ว ถ้าทางด้านเศรษฐกิจก็เฟ้อแล้ว มนุษย์ทุกวันนี้ มันเฟ้อแล้ว คนมันเฟ้อแล้ว แล้วคนเราเนี่ย มันมีภาวะ มันมีความรู้ทางด้านแพทย์ ทางด้านในการบำรุงรักษาป้องกัน ไม่ใช่คนตายได้ง่ายๆ คนเจ็บคนป่วยอะไร ก็ไม่ค่อยจะอะไร มีอัตราการเกิดมากกว่าการตาย ขนาดคุมกำเนิดแล้ว ก็ยังเกิดมากกว่าการตายเลย เพราะงั้น มันเฟ้อมากแล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อเรียนรู้อันนี้แล้ว ก็ไม่ต้องไปทำกิจกรรมที่จะต้องทำให้คนเกิดขึ้นอีก เมื่อคนเรามันไม่รู้ความจริง เขาก็พยายาม เหมือนกันนะ พยายามที่จะไม่ให้คนเกิด แต่กิจกรรมจะให้คนเกิด เขาก็ยังทำกันอยู่ เห็นเป็นเกม เป็นเกมสนุกเป็นเกมอร่อยเป็นเกมที่ขาดไม่ได้ บางคนนับไปถึงขั้นเป็นปัจจัยของชีวิตชนิดหนึ่ง ซึ่งมันไม่ใช่ ถ้าใช่ พระพุทธเจ้าต้องเป็นคนผิด ตรัสรู้ผิด และก็ไม่มีคนที่จะตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ ถ้าใช่ แต่มันไม่ใช่ มันมีคนตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ คนไม่ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ ยังอดยังทนยังไม่ต้องมีเรื่องเหล่านี้ได้เลย เห็นไหม คนที่มันจำใจจำเป็นน่ะ ขึ้นคานกันเองอะไรกันมั่ง แล้วไม่วุ่นไมวายอะไรนะ นอกจากไม่มีทางออกนี่แล้ว จะไปออกในทางกามวิตถารก็มี เขาก็มีคนอย่างนั้นนา แม้แต่ที่สุด ไม่ได้ไปวุ่นวายอะไร เรื่องกามพวกนี้ เขามีได้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไปจนกระทั่งถึงแม้ว่า จะกลายเป็นเอาละ เขาไม่ไปวุ่นวายกะใครเลย เขาจะช่วยตัวเอง นี่พูดให้ลึกๆ นะ ก็มันเป็นเรื่องเขา ช่วยตัวเองเท่านั้น มันก็ไม่น่า มันควรจะดีกว่าที่เขาไปสำส่อนกะคนอื่น บริสุทธิ์ยิ่งกว่านั้น แม้แต่ช่วยตัวเอง ก็ไม่มีการช่วยตัวเอง ไม่มีเรื่องเหล่านี้เลย เป็นบริสุทธิ์ผุดผ่องเลย ก็ต้องมี จริง มันอาจจะน้อยคน เพราะว่ากิเลสมันมากเหลือเกิน ที่เอาอย่างกัน มันอาจจะน้อยคน แต่มันก็แสดงว่าไม่ ตาย แสดงว่าเป็นไปได้ใช่ไหม เพราะฉะนั้น คนที่เป็นไปได้ คนที่ไม่ตาย จึงเป็นคนที่แข็งแรง นี่ลักษณะคนแข็งแรง เป็นคนที่มีอำนาจ เป็นส่วนดีที่เหนือชั้น เพราะงั้น ทุกวันเขาเอาค่าส่วนใหญ่ ค่าส่วนรวมที่มีอะไรๆ มากมาก มาเป็น การวัด ว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนก็เป็นอย่างงี้ ก็แล้วกัน เขาไม่วัดเอาว่าสิ่งนี่ประเสริฐ สิ่งวิเศษ สิ่งที่เลิศยอดนี่ เป็นตัวชูธง เป็นตัวนำว่า ควรจะแนะนำ ควรจะปลุกเร้าให้เอาอย่างยังงี้ๆ สังคมจึงจะลดไอ้สิ่งที่ฟุ่มเฟือย หรือว่ามันเฟ้อ หรือว่ามันเหลวไหล เลวร้าย ลงไปในสังคม ถาม : แล้วเริ่มที่จุดไหนคะ พ่อท่าน : เริ่มที่เรียนรู้สัจธรรม อย่างที่อาตมาว่า แล้วก็มาอบรมฝึกฝน หัดจริงๆ หัดเรียนรู้ตามขั้นตอนของศาสนา ตั้งแต่ขั้นตอนที่ว่า เราไม่ต้องไปสำส่อน หรือเราไม่ต้องไปฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย หรือแม้เราจะลดในระดับฐานะของศีล 5 คู่ผัวเดียว เมียเดียว หรือว่าพยายามอุตส่าห์ เรียนรู้ลดราคะ ซึ่งมีวิธีการที่จะลดราคะจริงๆ เรียนรู้ตั้งแต่เด็ก จนหนุ่มสาว ก็เรียนรู้ รู้เท่ารู้ทันไป อะไรต่างๆนานา ให้มันจริงจัง ศึกษาดีๆ จริง มันมีผู้สอบได้ สอบตกบ้าง ก็แน่นอนละ แต่ถ้าเรียนจริงๆ มันก็จะมีผู้สอบได้ขึ้นมาเรื่อยๆ ถ้ายิ่งมีหมู่ มีมวลมากๆ มันเป็นหมู่มวลที่เป็นวัฒนธรรม เป็นกันอย่างนี้มากๆ มันยิ่งจะมีแนวโน้ม มีแรงดูด มีสิ่งที่จูงดึงนำพาไปสู่ทางนั้นได้ง่าย เพราะเรื่องเหล่านี้ มันเป็นเรื่องอุปาทานเอาตามๆอย่างกัน เพราะมีอะไรมาก มันก็มีแรงดูดมาก เพราะเอาตามอย่างคนเป็นอย่างนั้นมากๆ เพราะฉะนั้น เรามาสร้างอย่างนี้ให้มากๆได้ มันก็ยิ่งง่าย คนใน รุ่นหลังๆ ก็ยิ่งจะง่าย เหมือนอย่างคนสมัยโบราณ มันไม่เป็นได้ง่ายๆ เพราะเขาไม่กล้าหรอก แต่เดี๋ยวนี้ มันมาเป็นอย่างนี้กันได้มากเข้าไปแล้ว ไอ้จะกลับกลายไปเป็นผู้ฝืนโลก ทวนกระแสโลก เป็นอย่างคนจำนวนน้อยเป็น มันจึงยากขึ้นๆ แต่โดยสัจธรรม มันดีใช่ไหมล่ะ มันดี มันไม่ค้านแย้งกะโลก เพราะว่าโลกไม่ต้องการ เรื่องเหล่านี้ เพิ่มเติมขึ้นเท่าไหร่ แม้แต่จะสร้างมนุษย์ขึ้นมาก็ไม่ควร ก็เพราะมันเฟ้อแล้ว มันยิ่งสอดคล้องด้วยนะ เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธที่พยายามปิดกั้นเรื่องเหล่านี้ ไม่ให้มามี ไม่ให้สมสู่ ไม่ให้มาสร้างพลโลกมากขึ้นๆ เอาคนเข้ามาบวชด้วย มาอะไรๆด้วย มันเป็นการสอดคล้องกับสัจธรรมของโลก มันไม่ได้ค้านแย้งเลย แต่คนเขาหาว่ามาทำอะไรที่ประหลาด มันยิ่งสอดคล้องจริงๆ ถาม : ในจุดนี้ที่เขาบอกว่าเขาทำผิดธรรมชาติ เพราะว่า ผู้ใหญ่เขาจะให้ลูกให้หลานแต่งงาน เขาถือว่า ชีวิตมันต้องมีอย่างนี้ แล้วเราจะแก้ยังไง พ่อท่าน : นั่นแหละ ไม่เรียนสัจธรรมไง แม้แต่เหตุผลด้านหลักฐาน เมื่อกี้นี้ แค่เหตุผลเมื่อกี้นี้ว่ามันไม่จำเป็นจะต้องมี มันไม่ผิดประหลาด เรื่องจิตวิญญาณ ถ้าเรียนรู้ให้ดีๆแล้ว มันจะไม่เป็นอะไร ถ้าเรียนรู้ไม่จริง เรียนรู้ไม่เข้าใจสัจธรรมดีๆ มันก็จะกลายเป็นการกดข่ม เป็นการกดดัน เป็นภาวะระเบิด เป็นภาวะอะไรก็ใช่ ถ้าศึกษาไม่ดี มันก็จะเป็นอย่างงั้น แล้วมันก็จะกลายเป็นภาวะ ยิ่งกดดัน ยิ่งระเบิด ก็ยิ่งบ้าๆบอๆ ยิ่งจัดจ้าน อะไรไปอย่างงั้น ก็ได้ก็จริง เพราะงั้น ต้องมาเรียนให้ถูก ก็พวกเราไม่เห็นมันเป็นอะไรกันนักหนา นี่เห็นไหม ก็เรียนกัน พวกเราก็มากัน ศึกษากันก็เยอะแยะ ก็ไม่เห็นนี่ บ้าๆบอๆ หรือจัดจ้านอะไรไปมากมายอะไรนี่ ใครทำไม่ได้ เขาก็หนีของเขาไปเอง ได้ไม่ได้เขาก็ได้ความรู้ไปบ้าง เพราะฉะนั้น เขาทนไม่ได้ เขาก็ว่าของเขาไปในระดับๆนั่น เขาก็ว่ากันไป เราก็ไม่ได้ไปจาบจ้วงอะไรเขาเกินการอะไรนี่ แต่ใครเขาทำได้ เราก็บูชาเคารพ นับถือกัน ไอ้อย่างงี้ มันเรื่องยาก ใครทำได้ ก็น่าบูชา เคารพนับถือ มันก็เป็นแนวโน้มที่จะนับถือสิ่งที่ควรเชิดชู สิ่งที่ควรยกย่อง ในทิศทางไหน เราก็ควรยกย่องเชิดชูในทิศทางนั้น ถ้าบอกว่า เออ ไม่ดีไม่เด่น ไม่เดิ่นอะไรหรอก ไม่ยกย่องเชิดชู คนมันก็จะไปนิยมทำไม มันก็ไป นิยมสิ่งที่เขาเชิดชู และก็เอาแนวโน้มไปในทางที่จะพาฉุดไปในด้านนึง ไม่ควรจะฉุด มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ซิ ถาม : แล้วจะมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีความรัก จะอยู่ได้ไหมคะ พ่อท่าน : โอ้ย ได้ซิ ถ้าไม่ได้ศาสนาพุทธก็โกหกไงเล่า ก็มีพระอรหันต์ได้ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ไม่ต้องมีความรัก ไม่ว่าจะเป็นความรักในด้านกาม อันชัดอยู่แล้วใช่ไหม พระอรหันต์ต้องไม่มีความรักในด้านกาม นั่น แน่นอนอยู่แล้ว แม้แต่ความรักชนิดที่เรียกว่า เป็นความผูกพัน เป็นความอาลัยอาวรณ์ พระอรหันต์ไม่มี แต่ท่านเข้าใจ ท่านจะทำความสัมพันธ์ เป็นภราดรภาพ เป็นเหมือนพระพุทธเจ้ามีลูกศิษย์ ลูกหา มีผู้ที่จะต้องคอยดูแล คอยให้ความรู้ คอยให้ความอบอุ่นอะไรอย่างที่โดยภาษาโวหารนี่ เราทำกรรมกิริยา สักแต่ว่ากรรม ในภาษาศาสนาว่า ทำสักแต่ว่าทำ พูดสักแต่ว่าพูด แต่ว่าไม่ใช่ว่ามันไม่มีรูปแบบ ไม่มีบทบาท ลีลาที่จะเป็นลักษณะที่ตอบรับกันไม่ได้ เรารับได้ว่า เราเห็นว่า เออ บทบาทลีลาอย่างงี้ ก็เป็นบทบาทเหมือนกะมีความอบอุ่น มีความเอื้อมเอื้อ มีเมตตาเกื้อกูลช่วยเหลือ แต่ใจของท่านว่างๆ แต่กรรมกิริยานี่เป็นรูปลักษณะ ที่คนเขายังติดอยู่ ท่านก็มีให้ แต่ไม่เลยเถิดๆ ใช่ เป็นมิติที่ 9 จะนับมิติที่ 7 แบบพระเยซู แบบศาสนาคริสต์ แบบศาสนาที่มีพระเจ้า ก็ได้ เอามิติที่ 7 ก็ได้ เป็นอุดมการณ์ เป็นศาสนาที่เป็นความรัก เกื้อกูลกัน เป็นญาติ เป็นพี่เป็นน้อง กรรมกิริยา อย่างนั้น ในศาสนาพุทธก็รู้ แล้วก็ทำ แต่ใจนั่น มันเหนือกว่านั่น คือใจมันมีความรัก แต่ว่าง ใจมันไม่มีอารมณ์ อะไรพวกนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เหนือชั้นจริงๆ ศาสนาอื่นเขาใช้อยู่ มีความรักๆ ในศาสนาพุทธหมดความรักจริงๆเลย มีความรัก 1 ทุกข์ 1 รัก 2 ทุกข์ 2 รัก 10 ทุกข์ 10 อะไรยังงี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้นี่ มันไม่มี แต่เรารู้ว่า ความรักมันเป็นของสัตว์โลก มีเป็นมิติขนาดไหนๆ เราก็รู้ เพราะงั้น เราจะใช้ขนาดไหน ที่เราจะใช้กับสัตว์โลก ถาม : แล้วที่พ่อท่านพูดว่า ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า รัก 10 ทุกข์ 10 รัก 1 ทุกข์ 1 ไม่รักเลย ไม่ทุกข์เลย แล้วถ้า การที่เราจะเอื้อกว้างไปข้างนอกนี่ เราก็จะต้องรัก ไม่ใช่หรือคะ ถึงจะทำได้ พ่อท่าน : เราทำโดยกรรม ไม่ได้รัก เราทำโดยกรรม โดยกิริยา สักแต่ว่าไง อย่างที่พูดแล้ว สักแต่ว่าทำกรรม กิริยาอย่างนี้ กิริยาอาจจะทำท่าทาง ลูบตัวลูบเนื้อ ท่าทางเมตตาปรานี กายกริยาวาจาใจ อะไรต่างๆนานา สัมผัส แตะต้อง เกี่ยวข้อง เท่าที่ควร ที่พอเหมาะ พอดีให้แสดงกิริยาพอสมควร ไม่จัดจ้าน ไม่มากไป ทำที่พอจะเป็นไปได้ เพราะเห็นว่า มีลักษณะนี่ แต่เป็นกรรมกิริยาเท่านั้น สักแต่ว่ากิริยา แต่ในใจไม่ได้มีอารมณ์ อันนี้เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก ถาม : อันนี้เป็นผู้ที่มีคุณธรรมมาก แต่ถ้าระดับสังคมนิยม ชาตินิยม มันก็ยังมีความรัก ที่ยังคิดว่า ยังไม่ละเอียดพอ อย่างงี้ มันก็จะต้องทุกข์ไหมคะ ที่จะต้องช่วยเหลือ พ่อท่าน : ถ้าไม่รู้ทุกข์ ก็ไม่รู้ว่ามันทุกข์ ถ้ารู้ว่ามันทุกข์ ก็ต้องรู้ทุกข์ เราจะต้องลดที่จิตใจของเรา จนกระทั่งไม่มีอย่างนั้น ไม่มีความรักในมิติอย่างนั้น ไม่มีอารมณ์รักอย่างเหล่านั้น แต่ก็รู้ว่ากรรมกิริยาที่ควรจะอนุโลม ใช้ทำขนาดไหน ถาม : และถ้าอย่างนั้น ที่พ่อท่านพูดถึงนี่ก็เป็นอาการรัก เป็นอารมณ์รักน่ะค่ะ ที่ทำก็ทำ สักแต่ว่าทำ แต่ไม่ได้คิดว่ามันเป็นความรัก พ่อท่าน : มันเหนือยิ่งกว่าเหนืออีก เหนือยิ่งกว่ารัก เหนือยิ่งกว่าเหนือ ถาม : ที่ว่าเหนือยิ่งกว่ารักนี่ จะสุขได้อย่างไรคะ พ่อท่าน : สุขอย่างวูปสโมสุข อย่างว่างๆ อย่างสงบๆ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเสียใจดีใจอะไรเลย ไม่มีความดีใจ ไม่มีความเสียใจ มันก็เป็นอารมณ์ที่เหนือชั้นน่ะ ที่เกินกว่าคิดค้น คนที่ไม่ได้ปฏิบัติตนไปจนถึงขั้นนี้จริงๆ ไม่มีสภาพนี้ เป็นได้อย่างงี้จริงๆ ศาสนาพระพุทธเจ้าจึงบอกว่า ไม่ใช่ศาสนาที่คาดคะเนด้นเดาเอาได้หรอก เป็นศาสนาที่จะต้องเอาความจริงออกมาได้ถึงขั้นนี้จริงๆ มันถึงจะบริสุทธิ์ผุดผ่อง มันถึงจะเป็นจริง ถาม : แล้วในโลกนี้ พ่อท่านคิดว่า มีใครที่มีหัวใจที่ไร้รักบ้าง พ่อท่าน : ก็พระอรหันต์ หัวใจที่ไร้รัก พระอรหันต์ทุกๆพระองค์ อยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ในโลก ถาม : พระโพธิสัตว์นี่ก็ยังอยู่ขั้นที่ พ่อท่าน : โพธิสัตว์นี่ ก็หัวใจที่ไร้รักได้ แต่ท่านอนุโลมมากกว่าพระอรหันต์ ก็เพราะว่าพระโพธิสัตว์นี่ ท่านเองท่านต้องการประโยชน์ที่จะเกื้อกูล สัมพันธ์มีงานมาก ทำงานเกื้อกูลมีบทอนุโลมที่ลงไป และท่านแข็งแรงกว่าพระอรหันต์ ถาม : ก็เพราะว่าต้องเอื้อ พ่อท่าน : ใช่ ต้องเอื้อๆ ลงไปได้ยาวกว่า ในความแข็งแรงกว่า มีการอนุโลม ปฏิโลมได้เยอะกว่า พระอรหันต์นั่นท่านก็ฝึกเหมือนกัน แต่ท่านเองท่านไม่ต่อแล้ว เพราะงั้นถ้าจะเป็นอรหันต์ แต่ท่านจะจบ ท่านก็ไม่ฝึกฝนพวกนี้ ที่จะมีความแข็งแรงมากกว่านี้ และเอื้อมได้เท่าที่ท่านเอื้อม ท่านก็ทำได้ เท่าที่ท่านมีบุญบารมี อ้า ส่วนผู้ที่จะเป็นพระโพธิสัตว์นั้น ท่านต้องพยายามสร้างความแข็งแรงที่จะเอื้อมเอื้อที่จะเกื้อกูล ที่จะอนุโลม ปฏิโลมให้กว้างให้ลึก ให้ได้มาก เพื่อที่จะช่วยคนได้มากที่สุด เท่าที่จะรู้ฐานะของคน เพราะฐานะแต่ละคนๆ จะต้องอนุโลมไปให้เขาแต่ละฐานะมาก เพราะแต่บางทีท่านจะเล่นกับเด็กๆ เข้าไปท่านจะคลุกคลี ท่านจะอนุโลมอย่างโน้นอย่างนี้ก็ได้ให้มากขึ้น และท่านก็ไม่ถึงอันนั้นกลืน สิ่งนั่นดึงดูดท่านไปไม่ได้ แม้ต่างจาก ถาม : ที่นี่ก็ ไม่ชัด แล้วก็เริ่มชัดในตัวเอง และวัยรุ่นเขาก็จะเช็คบิลรัก ที่เขาเป็นอยู่นี่ จะให้กำลังใจนี่ เขาจะเช็คบิลรัก นี่ได้ยังไงคะ พ่อท่าน : ก็ต้องรู้สัจจะดังที่กล่าวแล้ว เราจะต้องรู้ว่า ความจริงแล้ว เ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน