320521 พ่อท่าน ตอบ วัยรุ่นจะช่วยสังคมได้อย่างไร งานอบรมพุทธทายาท ครั้งที่ 6 ปฐมอโศก .docx
เนื้อหาในไฟล์
320521 พ่อท่าน ตอบ วัยรุ่นจะช่วยสังคมได้อย่างไร งานอบรมพุทธทายาท ครั้งที่ 6 ปฐมอโศก
เนื่องในงานอบรมพุทธทายาท ครั้งที่ 6 เมื่อ 21 พฤษภาคม 2532 ณ ปฐมอโศก
ใครไม่มาก็ไม่เป็นไรน่ะมีเท่านี้ก็พอ ใครยินดีรับใครต้องการรับก็มา ขอถือโอกาสไม่พาไหว้นโมตัสสะด้วยซ้ำวันนี้นะ เพราะว่าได้อธิบายให้ฟังแล้วว่า การไหว้นโมตัสสะนั้นไหว้อย่างไรอะไร แล้วก็ให้พาทำไปแล้วพอสมควร ก็คิดว่าจะขอเซฟเวลาอาตมาเอง อาตมาติดใจในเรื่องของปัญหาน่ะ ปัญหาคำถามนี่อยากจะไขความ เพราะเรื่องเหล่านี้ อาตมาคิดว่ามันเจาะเป้าของผู้ที่ข้องใจสงสัย ถ้าเผื่อว่าเราได้ทลายเป้าความข้องใจลังเลสงสัยแล้ว มันจะเกิดศรัทธา มันจะเกิดผลขึ้นมาได้มากกว่า ถ้าเราบรรยายๆบรรยาย มันก็เป็นความคิดเห็นของเรา มันก็จะไปตรงกับคนอื่น มันก็บรรบายกันอยู่แล้ว ไอ้เรื่องส่วนบรรยายน่ะ แม้แต่ในการตอบปัญหา มันก็บรรยายในตัวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการตอบปัญหานี่ อาตมาเห็นว่าสำคัญมาก แต่คนที่มีศิลปวิทยาในการที่จะตอบปัญหา ด้วยเชิงบรรยายประกอบไปในการตอบปัญหาด้วย มันสำเร็จผลไปในตัวเลย มันอาจจะเป็นเรื่องราวที่ไม่เป็นเรื่องเดียว เป็นหมวดหมู่อยู่ในขอบเขตเท่านั้นเองน่ะ แต่ว่ามันก็หลากหลาย มันไม่รู้อะไรต่ออะไรสำคัญ อาตมา คิด ว่าใหม่ๆนี่ ความหลากหลายพวกนี้ มันน่าจะได้ เพราะว่าเบื้องต้นนี่ มันจะต้องมีอะไร หลาก หลายก่อน เวลาถึงขั้นบั้นปลายแล้ว มันมักจะต้องมารวมถึงเข้าเฉพาะเรื่อง เหมือนอย่างเวลาคุณเรียนนี่ ปีแรกปี 1 นี่ เรียนรวมกันหมดคละเคล้า พอปี 2 ก็ค่อยๆกำหนด major minor อะไรลงไป พอสูงๆยิ่งไปทำปริญญาโท ปริญญาเอก ยิ่งเจาะลึกเข้าไปเข้าหาเป้าเล็กๆๆๆเข้าไปทุกที เข้าไปเฉพาะเรื่องอย่างนี้เป็นต้น แล้วก็ เน้น สิ่งนั้นให้เจาะลึกๆ ลึกเข้าไปให้ถึงที่สุดให้ได้ ลักษณะมันจ
อ่านต่อ
ะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นลักษณะที่มาใหม่ๆนี่ ควรจะเป็นการตอบปัญหากว้างๆเคลียร์พื้นที่กว้างๆมากกว่า เพราะเราจะไปเจาะลึกทีเดียวมันไม่ถูกลักษณะหรอกนะ เพราะฉะนั้นอาตมาเห็นว่า การตอบปัญหานี่ อาตมาก็ยังหอบอยู่นี่น่ะ รักของคุณดังดวงใจเลยน่ะปัญหานี่ ไม่ได้หมายความว่าทอดทิ้งนะ อาตมานี่พกนี่ตุ่ยๆนี่ มีแต่เศษกระดาษทั้งนั้นแหละนี่ ใครปล้นนี่อกหักนึกว่าเป็นธนบัตร ไม่มีสักสตังค์เดียว มีอะไรต่ออะไรนี่เป็นเรื่องพวกนี้ทั้งนั้น เอาละอาตมาก็คิดว่าไม่ต้องพูดอะไรยาว อาตมาก็ขอตอบปัญหาไปพราง แล้วค่อยเทศน์รวบรวมทั้งปัญหานั้นเป็นเนื้อหาไปด้วย แล้วก็ตอนท้ายๆก็ค่อยมีเวลา คิดว่าจะพยายามตอบให้เร็วที่สุด ไม่รับปัญหาอีกแล้วนะ ถ้าขืนรับปัญหาอีกก็ตอบปัญหานี้ไปอีกจน 3 โมงเย็น ก็ไม่ต้องหมดกันพอดี ไม่ได้ไม่รับปัญหาอีกแล้วนะ จะพยายามตอบให้สั้นแล้วลุยไป แล้วจะได้เอาเนื้อความพวกนี้ด้วยนี่แหละ ประกอบกับการจะเทศน์ในหัวข้อที่กำหนดไว้ว่า วัยรุ่นจะมีประโยชน์กับสังคมได้อย่างไรนี่ จะได้ตอบ จะได้เอาอันนั้นมาเนื้อหาในการจะบรรยายน่ะ เอ้าขอเริ่มเลย ถาม ศีล 5 สามารถทำให้เกิดเป็นมนุษย์จริงหรือไม่ ตอบ คำว่ามนุษย์เราจะต้องเข้าใจนะ ที่จริงข้อ 1นี่ ยังไม่จบนะนี่ ฉลาดเขียนข้อนะ แต่ไม่ฉลาดทำให้ถูกต้องคือ เขียนข้อว่า 1 ศีล 5 สามารถเกิดเป็นมนุษย์จริงหรือไม่ แล้วก็มีเครื่องหมายคำถาม แล้วก็ต่อไปว่าชาติหน้ามีจริงหรือไม่ คนละเรื่องเลย คนละข้อเลยนะ แต่มาถามอยู่ในข้อเดียวกัน แล้วยังมีข้อ 2 อีกต่างหากนะไปอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งๆที่ข้อเดียวนี่ มันเป็น 2 ข้อแท้ๆอยู่แล้วนี่ แสดงว่าฉลาดทำให้น้อยข้อนะแต่หลายเรื่อง ศีล 5 สามารถทำให้เกิดเป็นมนุษย์จริงหรือไม่ ต้องเข้าใจว่าคำเป็นมนุษย์ คำว่ามนุษย์คืออะไร มนุษย์คือ เป็นผู้ที่มีจิตเจริญ มีจิตใจเจริญ มนุษย์ มนุสสะนี่ มน+อุสสะ มนะนี่แปลว่าจิตใจ จิตใจเจริญ เอาจิตใจเป็นหลักนะ มีทั้งปัญญาและมีทั้งพลัง พลังนี่หมายความเป็นความเข้มแข็ง จิตนี่มีพลัง คือ ความเข้มแข็ง เข้มแข็งต่ออำนาจความชั่ว คนติดบุหรี่เลิกบุหรี่ไม่ได้ คือคนใจอ่อนแอ คนขี้โกรธตีรันฟันแทงคนอื่นได้มากๆ คนนั้น คือคนอ่อนแอ คนแข็งแรงคือคนที่ใครตีเราก็เฉย ใครตีเราก็เฉย เราจะไม่ตีตอบ นี่คือคนแข็งแรง เพราะฉะนั้นถ้าใครบอกว่า ใครมาชกข้าหมัดหนึ่งข้าชก 2 หมัด ไอ้คน นั้นอ่อนแอ ใครมาตีเรา 1 หมัดแล้วเราตีเขาตอบ 2 หมัด แล้วนึกว่าตัวเอง เป็นคนแข็งแรง เปล่า คนนั้นอ่อนแอ อดทนไม่ได้จะต้องเอาเปรียบ คนเอาเปรียบคือคนอ่อนแอ คนเสียสละคือคนแข็งแรง จำไว้เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นใครตีเราแล้วเราไม่ตีตอบ คือคนแข็งแรงใช่ไหม โดยสามัญ สำนึกฟังดีๆนะ แค่ใครตีเราแล้วเราตีตอบ 2 หมัดด้วย เขามาหมัดหนึ่งเราซัด 2 เราซัด 3 หมัด ไอ้นั่นล้มตายนั่นหรือคนเก่ง นั่นหรือคนแข็งแรง เปล่า ไอ้คนนั้นคือคนอ่อนแอ นี่คือ มนุสโส คือคนมีจิตเจริญ เข้าใจด้วยปัญญาไหม มีพลังด้วย มีปัญญาด้วย เข้าใจความถูกต้องที่ถูกทิศทางแล้วแข็งแรง คนแข็งแรงนี่ ตีตีไปเขาจะรังแกเราได้ แต่คนไปรังแกเขาคือคนแข็งแรงหรือ คนรังแกคนอื่นเป็นคนอ่อนแอต่างหากใช่ไหม คนที่ถูกรังแกแล้วก็ไม่โกรธคนรังแก คนที่ถูกรังแกก็เฉยหนักแน่น นี้คือคนแข็งแรง อาตมาถูกรังแกมากๆแต่อาตมาไม่เคยโกรธเขาหรอก ถูกรังแก รังแกสารพัด แต่ไม่มีปัญหาน่ะเพราะเรารู้อยู่ว่าพวกนั้นเขาอ่อนแอ เขาต้องรังแกเราอยู่อย่างนั้นแหละ ถ้าคนแข็งแรงเขาไม่รังแกเราหรอก แล้วยิ่งเรามาทำดีๆอย่างนี้ มารังแกเรายิ่งไม่ถูกใหญ่ ไม่มีปัญญาด้วย นอกจากไม่มีพลังแล้วยังไม่มีปัญญาด้วย มารังแกคนถูกต้องได้หรือ ต้องพยายามช่วยเหลือเขาต่างหาก คนถูกต้องนี่ก็ต้องช่วยให้เขาทำให้ดี หรือคนไม่ถูกต้องก็ต้องช่วยเหลือเขาเหมือนกัน ต้องช่วยเหลือเขาให้ดีขึ้น เพราะฉะนั้น คนที่มีศีล 5 เกิดเป็นมนุษย์ได้จริงก็เพราะว่ามีจิตเจริญจริงมีปัญญาและมีพลังที่แข็งแรงจริง คุณได้มาอบรมจิตและศึกษาศีล 5 แล้วก็แข็งแรงขึ้นมาจริงๆ ละลดตามที่คุณว่ามีปัญญามีสติสัมปชัญญะ เราจะไม่ฆ่ายุงละ เราจะไม่ตบยุง เราจะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่อะไรนี่เป็นคนแข็งแรงแล้วก็มีปัญญา ทำไมล่ะต้องไม่ฆ่าสัตว์อื่น ทำไมเราต้องไปเอาของคนอื่น คนแข็งแรงจะไปเอาของคนอื่นทำไม มีแต่ทำให้เขาสิ เรื่องอะไรจะไปขโมยเขาอ่อนแอ ตายเลย ทำศีล 5 ได้นี่เป็นคนแข็งแรงอย่างนี้ เป็นคนที่เป็นมนุษย์จริงอย่างนี้ ถาม ชาติหน้ามีจริงหรือ ตอบ มีจริงอาตมาอธิบายมากไม่ได้หรอก เพราะว่ามันพูดแล้วพวก คุณก็ไม่รู้เพราะคุณระลึกอะไรไม่ออก แต่ชาตินี้ก็ยังแค่เมื่อวานนี้กินข้าวกับอะไร อาทิตย์ที่แล้วคุณกินข้าวกับอะไรมื้อเช้าจำไม่ได้แล้ว แล้วจะให้ไประลึกชาติที่แล้วเป็นยังไง No Way No way ทั้งทะเลและอากาศ ไม่มีทาง ทั้งทางน้ำและทางบก ทางอากาศน่ะ ชาติหน้ามีจริงไอ้เรื่องนี้ขอตอบกำปั้นทุบดินสั้นๆ เท่านั้น ทุกวันนี้คนไม่คิดว่าชาติหน้ามี เชื่อว่าโอ้ย! ตายชาตินี้ชาติเดียวแล้วมันไม่มีอะไรหรอก คนจึงกล้าทำบาปเพราะว่าตายแล้วก็หมดเรื่องแล้วนี่ ไม่มีกรรม ไม่มีวิบาก ไม่มีอะไรเลยตายแล้วสูญ จบ สบม.ธมด.ปกต.หห. สบม.สบายมาก ปกต.ปกติ ธมด.ธรรมดา หห.หายห่วง สบม.ธมด.ปกต.หห แหมก็แย่น่ะซีแบบนี้ไปตีกินแบบนี้ นี่คนไม่รู้จักชาติหน้า แล้วก็ไม่เชื่อว่าต่อไปจะมีอะไรต่อเชื่อมโยงต่อ ทุกสิ่งทุกอย่างนี่เป็นสัมพันธภาพตามไอน์สไตน์ว่า เป็น RELATIVE ไม่มีอะไรหมดสิ้นง่ายๆ เป็นสสารและพลังงานที่หมุนเวียนอยู่เท่านั้นเปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งที่ลึกซึ้งอีกอันหนึ่งคือวิญญาณ ทางวิทยาศาสตร์ ไอน์สไตน์ก็ตามวิญญาณ ก็ยังไม่ลึกซึ้งเหมือนพระพุทธเจ้า จึงตอบสิ่งนี้ลึกเท่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ แต่ทางวิทยาศาสตร์เหมือนกันเลยของพระพุทธเจ้ากับของไอน์สไตน์ครบเหมือนกันหมด อาตมาเองอาตมานี่พอเข้าใจแล้วก็รู้สึกว่าวิทยาศาสตร์ของไอน์สไตน์ อาตมาเข้าใจได้อาตมานี่บอกแล้วว่า สอบตกเตรียมวิทยาศาสตร์มาแต่เข้าใจ แต่มาศึกษาธรรมะแล้วจึงได้รู้ถึงวิทยาศาสตร์ต่างๆนานา อาตมาอ่านตำราของไอน์สไตน์นี่รู้เรื่องทันที อาตมาเห็นเส้นแสงนี่เดินทางโค้งได้ก่อนที่จะพบว่า ไอน์สไตน์ยืนยันว่าแสงเดินทางโค้ง อาตมาไม่รู้หรอกนะว่าไอน์สไตน์เขาค้นพบก่อน พวกคุณก็คงเพิ่งเคยได้ยิน ใครพึ่งเคยได้ยินว่าแสงเดินทางโค้งยกมือซิ ใครพึ่งเคยได้ยิน อ๋อ! นอกนั้นเคยได้ยินมาแล้วหรือ อ๋อ!คนที่เคยได้ยินมาแล้วมีเยอะเหมือนกัน แสงเดินทางโค้ง แสงไม่เดินทางตรง แสงนี่ไม่ใช่ตรงหรอกคุณ ตรงในสมรรถภาพของเราสามารถรู้สึกเท่านั้นเองว่าแสงนี่เดินทางตรง แล้วเขาวัดได้ตามความรู้สึกของเราเท่านั้นเอง จักรวาลไม่ใช่แค่โลก จักรวาลไม่ใช่แค่แกแลคซี่จักรวาลนี้มีเส้นตรงขอบของมหาเอกภพนี้ คุณขีดเส้นตรงไม่ได้ แต่คุณจะเห็นเป็นเส้นตรง ความตรงของผิวทะเลเรานึกว่ามันตรง NO ผิวทะเลไม่ได้ตรง ความตรงของพื้นนี้คุณคิดว่าตรงหรือ NO คุณให้เอาไม้บรรทัดตรงเท่าไหร่มาวัดก็ไม่ตรง มันเป็นความรู้สึกของเราที่รับได้เท่านั้นเอง นี่อาตมายกตัวอย่างความตรงของผิวทะเล ทะเลมันก็คือพื้นน้ำที่มันอยู่รอบโลกนั่นแหละ ใช่ไหม มันหุ้มโลกอยู่นั่นแหละ โค้งทะเลนี้คุณจะนึกออกง่ายกว่า ไอ้ผิวพื้นก็โค้ง ผิวพื้นมันตรงที่ไหน โลกลูกนี้มันกลม นานาสารพัดแล้วทุกอย่างนี่ถ้าแสงพูดง่ายๆ แหม! นี่อาตมาจะตอบปัญหานี่มันจะไปใหญ่แล้วนะนี่นะ อธิบายนัยของวิทยาศาสตร์แนวลึกนี่ เดี๋ยวก็ไปกันใหญ่ เอาละเดี๋ยวตัดๆแล้วก็จบ คุณนึกง่ายๆนะ ถ้าจักรวาลนี้แสงเดินทางตรงนะ แสงจะไม่มีทางสะท้อนกลับ ถ้าแสงเดินทางตรงนี่แสงจะไม่มีทางสะท้อนกลับ โลกนี้จะมืด มันมีแต่การพุ่งออก ไม่มีการสะท้อนกลับเลย มันๆๆๆที่จริงมันไม่เป็นอย่างนั้น มันโค้งแม้แต่จะเป็นวิถีที่เป็นมุมก็ตาม มันก็จะโค้งแล้วมันจะออกไปแล้วไม่มีทางวนเลย คิดง่ายๆคุณคิดอันแรกไว้ก่อน ที่จริงมันลึกซึ้งกว่านี้นะ อาตมาเอาประเด็นแรกให้คุณคิด ถ้าแสงเดินทางตรงเท่านั้นแหละ โลกนี่มืดหมดเข้าใจไหม มันจะออกมันจะมีมุมหนึ่งที่มันจะออกไปจากรัศมีของเอกภพ แล้วไม่มีเลยแสงหมดเลย แต่แสงก็ยังอยู่ในโลกนี่แหละ ไม่ใช่อยู่ในโลกยังอยู่ในเอกภพ เอกภพไม่เล็กนะ เอกภพนี่มากมาย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ยังจะคือสิ่งทีมีอยู่ในมหาเอกภพ นี่แง่เหตุผลของวิทยาศาสตร์เท่านั้นน่ะ แต่ว่าอาตมารู้สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เท่านี้ อาตมาบอกคุณไม่ได้นะ บอกคุณไม่ได้ซึ่งเป็นสิ่งทีลึกซึ้งกว่านี้ อาตมาเห็นว่าโอ้โห! แท้จริงนะแสงนี่มันเดินทางโค้งนะ อาตมาไปเห็นแสงเดินทางโค้งแล้ว โอโห! นึกว่าเราค้นพบคนแรกนะว่าแสงเดินทางโค้ง ดีใจใหญ่ไปบอกน้องเขย น้องเขยบอก ปัดโถ! ไอน์สไตน์เขาก็บอกแสงเดินทางโค้ง อาตมาบอกเรอะ ไม่เชื่อ ไม่เชื่อ เขาไปหาตำราของไอน์สไตน์มาให้อาตมาอ่าน อาตมาก็เลยได้อ่านตำราของไอน์สไตน์ พออ่านปั้บอาตมาเข้าใจไอน์สไตน์เลย สูตร E=mc² อาตมาเข้าใจ อาตมาหมดปัญหา เขาเรียนกันแทบตายนะ E=mc² เขาเรียนกันหัวทะลุ อาตมาบอกอาตมาไม่มีปัญหา แต่ก็รู้ว่าไอน์สไตน์แกพิสูจน์แสงเดินทางโค้งได้ เพราะแกมีหลักฐานทางวัตถุ อาตมาไม่มีหลักฐานทางวัตถุ เลยไปได้หลักฐานทางวัตถุของแกบ้างนิดหน่อยน่ะอย่างนี้เป็นต้นน่ะ เพราะฉะนั้นมีหลายๆอย่างที่เราไม่รู้นี่ เราก็ไม่เข้าใจแล้วไปเชื่องมงาย คิดว่าชาตินี้ชาติเดียวนี่แหละตาย โลกสังคมแหลกเหลวหมด เพราะไม่กลัว ตายแล้วก็สูญ ถ้าอย่างเก่งก็ถูกฆ่าตายจบแล้วนี่ เลิกแล้วไม่มีอะไรรองรับอีกต่อไป บาปไม่มี บุญไม่มีนะ ไม่มีการรับช่วง ตกนรกไม่มี ตายแล้วก็สูญ คนนั้นทำบาปได้เก่ง แม้ว่ามันจะไม่จริงนะ มันเป็นหลักเกณฑ์ของจิตวิทยาเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ที่จริงนะเรา เอ๊อ! ชาติหน้ายังมีต่อ มีบาป มีนรกนะ แม้พิสูจน์ไม่ได้นะ มันก็จะทำให้สังคมนี้ดี มีผลเห็นไหม ผลดีของการเชื่อว่าชาติหน้ามี ไม่ได้เป็นผลเสียนะ แม้แต่ตัวคุณเองคุณเชื่อว่าชาติหน้ามี คุณก็ทำดีซะมันก็เป็นคนดีใช่ไหมล่ะ ชาตินี้ใช่ไหม? ชาตินี้คุณก็ดีใช่ไหม มันมีประโยชน์ไหม เออ!เชื่อว่าชาติหน้ามีอย่างน้อยมันก็มีประโยชน์ที่เราจะทำดี แต่ถ้าคุณจะไปเข้าใจผิดว่าชาติหน้าไม่มีนะ อย่าง สมมุติว่าไปทำผิดอย่างหนักนะ ไม่เป็นไร ก่อนที่เขาจะมาจับตัวไปทรมาน ฆ่าตัวตายเสียก็จบ สูญ ไม่บาปด้วย ฆ่าตัวตายก็ไม่บาปสูญจบ เหลวแหลกหมดเลยสังคมเห็นไหม แต่แท้จริงมันไม่ใช่แค่ว่าชาติหน้าไม่มี เข้าใจแต่แค่หลักจิตวิทยาแล้วคุณจะได้ทำดีไม่ใช่ อย่างน้อยปัจจุบันพิสูจน์ได้ว่า ถ้าคุณเชื่อว่าชาติหน้ามี คุณก็จะได้เกรงกลัวบาป แล้วคุณก็จะได้ทำดี มันก็เป็นประโยชน์ต่อคุณในปัจจุบันนี้แล้ว ต่อสังคมในปัจจุบันนี้ใช่ไหม คิดแค่นี้ก็พอ แต่ถ้าคุณเรียนลึกๆ คุณจะเชื่อว่าชาติหน้ามี อาตมานี่เอาตัวเองพิสูจน์ อาตมาไม่ได้เรียนธรรมะมาเลยชาตินี้ ไม่ได้ศึกษาธรรมะ ไม่มีครูบาอาจารย์ นี่เขาเขม่นจะแย่อยู่แล้วนี่ มันอวดดี มันเทียบตัวเท่าพระพุทธเจ้าเป็นสยัมภู ตรัสรู้เอง ไม่ต้องมีครูบาอาจารย์ โน่นเขาว่าอาตมา เขาหมั่นไส้น่ะ เพราะอาตมาบอกอาตมาไม่มีครูบาอาจารย์ แล้วจริงๆอาตมาไม่มี อาตมาไม่เคยเรียนธรรมะมากับใคร เรียนเอง แล้วก็รู้เองบรรลุธรรม แล้วก็มาทำงานทางศาสนานี่ แล้วก็บรรยายเอง แล้วมันก็ไม่เหมือนเขา เขาก็เลยหาว่าอาตมานี่อวดบ้าๆบอๆอะไรไปต่างๆนานา แต่อาตมาก็พิสูจน์ความจริงว่า อาตมาไม่ได้เรียนมานี่ อาตมาเอามาจากไหน มันมีมาเองแต่โบราณกาล แต่ชาติแต่ปางก่อน ซึ่งอาตมาบอกอันนี้แก่ใครๆไม่ค่อยได้ เพราะคนอื่นๆรู้กับอาตมาไม่ได้ ว่าชาติปางก่อนของอาตมามีอะไร และอาตมาก็ไม่เล่าด้วย ชาติก่อน ชาติโน้น ชาตินี้ อาตมาก็ไม่เล่า เพราะว่าเดี๋ยวจะบ้าตามๆกันไปเยอะ แล้วก็โกหกกันได้ เป็นทางโกหก เพราะฉะนั้นอาตมาปิดประตูนี้ ถึงแม้จะรู้ก็ส่วนตน ถึงแม้จะมีอะไรจริง ไม่จริงส่วนตน อย่าเอาไปหลอกคนอื่นแล้วกัน แม้ตัวของเราจะหลงก็หลงอยู่คนเดียว อย่าไปหลอกเขา หรือแม้จริงก็จริงอย่าไปหาทาง อาตมาจึงไม่ส่งเสริมทางนี้ ไม่เอาสิ่งเหล่านี้มาพูดน่ะ มันเป็นทางที่ทำให้คนอื่น เจาะทางคนอื่นมีเชิงที่จะหลอกคนอื่นได้ อาตมาจึงไม่ทำ สรุปชาติหน้ามีจริง ถาม 2.เป็นพระโสดาบันต้องรู้เองใช่ไหม มีบ้างไหมที่โสดาบันไม่รู้ว่าตนเองเป็นโสดาบัน ตอบ ในหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้านั้น โสดาบันต้องรู้ตนท่านบอก ว่าปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ต้องรู้ตนด้วยตน มีความรู้ตัวเอง ตัวเองหมดกิเลส ก็ต้องรู้ว่าหมด ตัวเองมีกิเลสลดก็ต้องรู้ว่าลด ตัวเองไม่รู้ว่าตัวลดกิเลสได้ก็งมงายใหญ่น่ะสิ พระโสดาบันจะต้องรู้ว่าเรามีคุณธรรมจึงจะเชื่อว่าเอออันนี้จริง อันนี้เป็นคุณธรรม อันนี้เป็นความหลุดพ้น อันนี้เป็นสิ่งที่เราละได้ ลดได้ กิเลสตายได้ ต้องรู้ตัวเอง ต้องมีปัญญาวิมุติ มีเจโตวิมุติคือมีจิตที่ลดได้จริง แล้วก็มีปัญญาที่รู้ว่าตัวเองลดได้จริง ละได้จริง พระโสดาบันก็ต้องรู้ตนเองน่ะ ไม่รู้ตนเองไม่ใช่ ไปให้คนอื่นสอบญาณไม่ใช่ พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนน่ะ มีบ้างไหมโสดาบันไม่รู้ตนเองเป็นโสดาบัน ก็ตนเองยังไม่รู้ตนเอง ก็ยังไม่ชื่อว่าโสดาบัน ตนเองต้องรู้ตนเองจึงจะชื่อว่าโสดาบัน ถาม 3.เราชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือ ตอบ เราจะเชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือ ตอบไปแล้วปัญหานี้ตอบไป คราวก่อนนี้แล้ว ไม่ใช่ปัญหาใหม่นะ เอออันนี้มันถามนอกเรื่องง่ายๆ ชื่อจริงของนามปากกา เขามีมารยาท เขาไม่เปิดเผยชื่อจริงของคนใช้นามปากกาหรอก เดี๋ยวเจ้าตัวเขามาปรับไหมเอาน่ะ อยากรู้จักเจ้าของนามปากกาอิสรา เพราะสามารถเขียนบทประพันธ์ได้ดี น่าชื่นชมมาก ใกล้ชิดเข้ามามากๆ มันไม่ลึกลับหรอก เข้ามาในฝ่ายใน ไม่ช้าไม่นานจะรู้ อิสราคือคนไหน ยังสาวโสดบอกให้ทราบได้เท่านั้น อิสราเป็นสาวโสดคนหนึ่งเข้ามาข้างในไม่ช้าก็รู้ได้ ถาม ทำไมพระชาวอโศกจึงมีชื่อลงท้ายด้วยสระโอ ตอบ มันเป็นภาษาบาลีน่ะ ภาษาบาลีมันก็ลงอย่างนั้นแหละสารีปุตโต โมคคัลลาโน อย่างนี้เป็นต้น เรียกเต็มๆก็ต้องเรียกอย่างนั้น เพราะฉะนั้นที่นี่เราก็เลยเล่นตามภาษาบาลีธรรมดานั้นเอง ไอ้นี่มาลัดคิวที่จริงไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเท่าไรนะนี่ ที่จริงเป็นปัญหาเหมือนกัน แต่มันไม่เอาแล้วนะ ไม่อย่างนั้นก็เลยไม่ต้องจบกันพอดี ถาม ทำไมสันติอโศกจึงติดยึดอยู่กับตัวบุคคล เช่นท่านถ้าเกิดเหตุการณ์ ที่ทำให้ท่านต้องเป็นไป สภาพสันติอโศกจะเป็นเช่นไร ตอบ เข้าใจคำว่าติดให้ดีนะ นี่แหละสอนกันผิดๆมาว่า ทุกอย่างไม่ยึดมั่น ถือมั่น ทุกอย่างต้องไม่ติดไม่ยึด ไม่ติดไม่ยึดก็ละลายร่างกายออกไปเสียก่อนซิ ไม่ติดไม่ยึดแล้วก็ไม่รู้ว่าอะไรที่เราจะต้องยึดเอาไว้ ว่าเป็นของดียึดเอาไว้อาศัย ถ้าไม่ติดไม่ยึดก็แกะกระดุมออกหมดมันติดนะนั่น เอาเข็มขัดออกมันติดอยู่นะนั่น พูดเป็นเล่นไปนี่มันเลยเถิดไม่ติดไม่ยึดนี่ พูดกันเลยเถิดไม่ได้ เราต้องยึดดี เราต้องยึดดีไว้อาศัย แต่เราอย่าไปหลงใหลติดมั่นว่าเป็นของเที่ยงแท้ จิตต้องเกิดปัญญาแล้วจิตต้องวาง มันลึกซึ้งมากอันนี้ลึกซึ้งมากน่ะ เพราะฉะนั้นแม้แต่ดีก็ยังไม่ยึด เสร็จแล้วก็เลยเป็นคนหละหลวม จับจดอะไรก็ไม่ได้ดี เราจะทำดีนี่ต้องโอ้โห! ต้องเพ่งต้องติดต้องยึดต้องอาศัย ต้องเอาจริงเอาจังกับมัน ต้องมุ่งมั่นอย่างกับอะไรดีกว่าจะได้ดี ไอ้นี่เออ อย่ายึดมั่นถือมั่นน่ะล้มเหลวหมดเลย ไม่เป็นโล้เป็นพายคนทุกวันนี้ เพราะสอนศาสนาผิด อาตมาติงท่านพุทธทาสที่สอน อย่ายึดทุกสิ่งทุกอย่างอย่ายึดมั่นถือมั่นหมดเลย แล้วใช้ความภาษาไทยว่าอย่ายึดมั่นถือมั่น ไม่ให้ยึด ยึดชั่ว ยึดดี อัปรีย์ทั้งนั้น ฉิบหายใหญ่แล้วหนอ ยึดชั่วยึดดีอัปรีย์ทั้งนั้น ตายเลยไม่ต้องมีดีกันพอดีแหลกเหลวหมดเลย ถ้าศาสนาอื่นเขาสอนให้ยึดดีนะ แล้วเขาทำดีๆๆๆให้ยิ่ง มันก็เป็นสิ่ง อาศัยของสังคมมนุษยชาติ จิตวิญญาณแม้จะไม่เป็นนิพพานก็ตาม แต่ถ้าติดแต่ดีๆๆๆแล้วทำดี ทำดี กี่ชาติ กี่ปางก็มีแต่ดีๆๆๆ โลกก็มีสิ่งที่ดีเท่านั้นเกิดมาเหลืออยู่สิ่งไม่ดีก็ล้มล้างไปล้มล้างไป มันเสียหายอะไร แต่ของพุทธนั่นมันยอดเยี่ยมตรงที่ว่า แม้แต่ดีก็อย่าหลงติดยึดว่าเป็นของตัวของตน จงทำใจในใจให้วางดีโดยไม่ยึดว่าเป็นของตนให้ได้ ทั้งๆที่มันเป็นของตนนี่แหละ เป็นกัมมัสสโกมหิเป็นสิ่งที่เราสร้างเองทำเอง กุศลของเราทำเองนี่แหละ แต่ใจเราต่างหากวาง นี่มันเป็นความลึกซึ้งสูงสุดชั้นสูงสุด เพราะฉะนั้นเอาสิ่งสูงสุดมาสอนพื้นฐานต้นๆ แล้วไปตีราคาเหมือนกัน หมดเลย ยึดชั่วยึดดีอัปรีย์ทั้งนั้นเท่ากันหมด ตีราคาชั่วดีเท่ากันหมดเลย ล้มละลายหมดเลย สังคมล้มเหลวหมด อาตมาติงท่านพุทธทาสเขียนหนังสือติงท่านในแง่นี้บอกว่า ศึกษาศาสนาผิดพลาด แล้วทุกอย่างก็ล้มเหลว แก้ปัญหาสังคมก็ไม่ได้น่ะ ใครเคยเห็นบ้างหนังสือที่อาตมาเขียน ปัญหาที่แก้ไม่ได้ เพราะไปสอนผิดพลาด ท่านสอนถูกเยอะนะท่านพุทธทาส แต่ประเด็นนี้ท่านสอนแหลกเกินไป มันตีทิ้งเกินไป ไม่ใช่ตีทิ้ง อาตมาติงในส่วนที่มันไม่สมบูรณ์ แต่อาตมาเคารพท่านพุทธทาสนะ ท่านสอนศาสนาวางรากฐานให้ศาสนาไว้มากเลย ถ้าไม่มีท่านพุทธทาสคนหนึ่งละโอ้โห ป่านนี้ศาสนาพุทธ อาตมามาทำงานตามตายแน่ๆเลย กอบกู้ไม่ขึ้นขนาดนี้ ที่อาตมาทำงานได้ดีขนาดนี้ เพราะพระคุณของท่านพุทธทาสที่ทำไว้ก่อน วางรากฐานไว้ดีก่อน แต่ส่วนที่ยังบกพร่องอาตมาเห็นว่าไม่เต็ม อาตมาก็ติงเท่านั้นเอง ใครจะว่าอาตมาไปอวดดี ไปติพระผู้ใหญ่ก็ตามใจเถอะ อาตมาเคารพก่อนติน่ะ กราบไหว้เคารพบูชา ใจจริงอาตมาก็เป็นเช่นนั้น แต่ส่วนที่ไม่ถูกต้องอาตมาประชาธิปไตยนะ การเคารพก็เคารพแต่ส่วนที่บกพร่องเราก็พูดกันได้ ถ้าใครยังยึดถือว่า แม้แต่แค่ว่าติก็ไม่ได้ก็มีอัตตาสิ ใช่ไหม! ก็มีตัวกูของกูอยู่สิ ติยังไม่ได้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นอาตมาแน่ใจทดสอบด้วยว่าท่านพุทธทาสมีตัวกูของกูหรือเปล่า ปรากฏว่าท่านก็ไม่เท่าไหร่หรอก แต่ลูกศิษย์ท่านเยอะ ตัวกูของกูเยอะ ไปว่าอาจารย์เขาเขาก็ว่าอาตมาน่ะ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้สูง เรื่องนี้ต้องค่อยๆฟังกันน่ะ สันติอโศกที่บอกว่ายึดตัวบุคคลเช่นท่าน ต้องยึดตัวบุคคลก่อน มีครูบาอาจารย์ก่อนน่ะไม่เป็นไร แล้วเราก็พยายามเอาสิ่งที่ครูบาอาจารย์เป็นไปได้ มาเป็นที่เราให้ได้ เมื่อเป็นที่เราแล้ว เราได้แล้ว เราก็ไม่ต้องไปติดยึดเอง ท่านสอนอยู่เหมือนกัน อาตมาก็สอนว่าอย่ามาติดยึดอาตมา อาตมาทำวิธีไม่ให้ติดยึดอาตมาอยู่น่ะ ถ้าจะทำให้พวกเรานี่ติดอาตมาแจ กระจองอแงเหมือนแม่น่ะ อาตมาทำได้ แต่ทุกวันนี้อาตมาต้องมีศิลปวิทยา ที่จะไม่ให้ศิษย์กระจองอแง พยายามให้ศิษย์ไปติดที่ควรติด แล้วก็พยายามเรียนรู้สูงขึ้นไปกว่านั้น แม้สูงขึ้นไปแล้วก็ไม่ต้องติด อาตมาใช้กลวิธีนี้ศิลปวิทยาพวกนี้อยู่ คุณมองตื้นๆว่าติด เอ้า!ก็ดีแล้วนี่ เขาติดอาจารย์ที่เขาเองเขาเคารพนับถือ แล้วก็ถูกต้องด้วย ถ้าไม่รักครูบาอาจารย์ ไม่เคารพบูชา แม้ทุกวันนี้ก็ยังสวดถึงพระพุทธเจ้าอยู่เลย บูชา เคารพ ระลึกถึงศรัทธาเลื่อมใส่ เราก็ต้องทำอย่างนั้นอยู่ก่อน เราไม่ทำอย่างนั้นอยู่ก่อนเราจะได้อะไรล่ะ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องไม่มีอะไรยึดเลย ไม่มีอะไรถือเลย ไม่มีฐานเลยก็ล้มเหลวไป อันนี้อย่าเผินนะอย่าเผินๆ จะต้องลึกซึ้งให้ได้น่ะ อาตมาเข้าใจคนว่าอาตมาเหมือนกันว่า โอ๊ย! แบบนี้ติดตัวบุคคล ถ้าอาตมาตายแล้วอะไรจะเหลือ ติดตามดูอาตมา เตรียมเรื่องนี้อยู่แล้ว ก็รู้อยู่ แล้วว่าพระพุทธเจ้าท่านยอดเยี่ยมกว่าใคร แล้วท่านก็สอนลูกศิษย์ท่าน ลูกศิษย์ท่านก็ติดท่าน แต่ท่านก็สอนไม่ให้ติด ในนัยะที่อาตมาพูดให้คุณฟังนี่แหละสุดท้ายท่านตายลูกศิษย์ก็ทำต่อ ระบบพวกนี้อาตมาเข้าใจ และอาตมาอธิบายให้พวกเราฟังแล้วว่า ทำไมที่อื่นคุณเห็นตัวอย่างอาจารย์ใหญ่ๆ ดังๆ หลายองค์ใช่ไหมในเมืองไทยดังเก่ง แต่พออาจารย์นั้นตาย ลูกศิษย์ลูกหาก็แตกสลายทะเลาะกัน แล้วก็ไม่มีอะไรเนื้อหาอะไรไม่เหลือ ไม่มีระบบไม่มีใครงสร้าง ไม่มีการสืบทอด ทำอะไรไม่พร้อม นี่เพราะเขาไม่เข้าใจว่าจะสืบทอดกันอย่างไร จริง มีคนเก่งเท่าอาจารย์ไม่ได้ ก็จริงสานุศิษย์ไม่เก่งเท่าพระพุทธเจ้าก็จริง แต่สิ่งนี้ถ่ายทอดมาได้ เพราะถ่ายทอดให้แก่แต่ละบุคคล รับเอาไปตามถนัดแล้วรวมกันให้ได้ อย่าแตกกัน เมื่อรวมกันอยู่ก็เท่ากับครบองคาพยพของพระพุทธเจ้าอาตมามี อาตมาก็แจกไว้องค์นี้รับอันนี้ องค์นี้รับอันนี้ องค์นี้รับอันนี้ๆ จริงอาตมาตายอาจจะไม่มีใครเก่งเหมือนอาตมา สูงเท่าอาตมา แต่ทุกองค์รวมกันแล้ว มันสูงเท่าหรือสูงกว่าอาตมาด้วยซ้ำ มันก็นำพาต่อไป ได้น่ะเข้าใจไหมนี่ อาตมาทำอยู่นะอาตมารู้จุดนี้ เพราะฉะนั้นคุณทักก็ดีแล้วจะได้อธิบายให้ฟัง ถาม อีกเมื่อไหร่จะจัดงานอย่างนี้อีกหลายๆ ครั้งครับ ตอบ สาธุน่ะ ที่ยินดีว่าจัดงานนี้มีคุณค่าประโยชน์ อาตมาชื่นใจน่ะ อีก เมื่อไหร่จะจัดงานอย่างนี้อีกหลายๆครั้ง คุณรู้ไหมว่าปฐมอโศกแทบจะไม่ได้ทำงานข้างในนี้อยู่แล้วทุกวันนี้ เมื่อเช้านี้ก็ท่านสมณะลักขโณไปขอต่อรองรับงานบูชาธรรม เขาอยากจะขอ 5 วัน อาตมาก็โขกท่านสิ ปฐมอโศกอบรมจนไม่รู้อบรมอะไรกันบ้าง จัดงานกันอยู่นี่จนกระทั่งข้างในนี่ ก็ยังไม่เป็นโล้เป็นพาย ข้างในจะไม่ได้ทำงานเลยรับจะทำแต่งานนอกนี่ พอมาทำงานพวกนี้ ก็ต้องมาคอยต้อนรับพวกคุณ ก็ต้องมาคอยบริการทำโน่นทำนี่ อะไรพวกนี้ก็เลยเหยาะๆ แหยะๆ อยู่นี่ งานตั้งหลักตั้งลำในปฐมอโศก นี่มันตั้งใหม่นี่ เลยไม่ค่อยไหว จัดอยู่พอสมควรนะ ตอบไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ อย่างน้อยคุณมาให้ได้ทุกเที่ยวพุทธทายาทแล้วกัน แต่มีงานอื่นอีกนะมีงานต่างๆคุณติดตามน่ะ มีงานพุทธาภิเษก งานปลุกเสก งานปีใหม่ งานมหาปวารณา งานอะไรต่ออะไรหลายๆงานน่ะ ที่เราเองเป็นผู้ที่จะเข้ามาใกล้ชิด ที่จะเข้ามาสืบรู้ ที่จะเข้ามา ร่วมมีน่ะ หรือไม่ ไม่ต้องมีงานคุณมาเองก็ได้ เขาจะพาคุณอบรมทุกวันนั่นแหละสู้หรือไม่สู้ละ ถ้าสู้มาเลยน่ะมาเลย ไม่จำเป็นจะต้องเป็นแบบ Formal น่ะ imformal ก็ได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นระเบียบพิธีอะไรมากมายนะ ถาม ความตายในทางพุทธศาสนา หมายถึงคนที่มีลักษณะอย่างไร เหมือนทางการแพทยไหมค่ะ ตอบ ถามดีน่ะ ความตายในทางพุทธศาสนา หมายความว่ากิเลสตาย ในคนเป็นๆ ท่านพุทธทาสสอนว่า ต้องตายตั้งแต่ก่อนตาย จงตายแต่ก่อนตาย นั่นแหละ ต้องรู้ว่ากิเลสมันตายแล้ว มันไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา ตายสนิทถอนอนุสัยอาสวะ เห็นให้ได้มีญาณรู้เลยว่ากิเลสมันตายจริง โอ๊ยกิเลสเรื่องนี้นี่นะ ยกตัวอย่างง่ายๆ เราติดลิปสติก โอ๊!มันกิเลสแต่ก่อนนี่เห็นลิปสติกแล้วแหมสีไหนดี เนื้อไหนดี กลิ่นอย่างไหนดี ดีไม่ดีเดี๋ยวนี้นะปลอกใส่ กล่องใส่ อะไร ตลับอะไร เขาเรียกอะไร หลอดใส่ลิปสติกนี่ติดเพชรแน่ะ แล้วขายแพงๆ บ้าเลยนะ ทั้งๆที่มันจะเอาเนื้อหาลิปสติกมาทาแท้ๆนะ ไอ้เครื่องใส่ข้างนอกยังติดเพชรแน่ะ บ้าเหรอที่เขาทำกันถึงขนาดนั้นเห็นไหม แล้วก็ขายแพงๆน่ะ แทนที่จะซื้อแต่ของนั้น เขาก็คิดราคาเพชรด้วย แล้วเพชรเขาก็ไม่ขายให้ธรรมดานะ เขาต้องค้ากำไรแบบโลกนะ ค้ากำไรเป็นโลกีย์ด้วยนั่นไปกันใหญ่ สรุปแล้ว ความตายในทางพุทธศาสนาคือตายกิเลสน่ะ หมายถึงคนที่มี ลักษณะกิเลสตาย ไม่เหมือนการแพทย์ การแพทย์นั้นมันเรื่องวัตถุธรรม มันเรื่องส
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive