320304 กลยุทธ์หยุดความเครียด โดย ท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2532
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข10 กรกฎาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

320304 กลยุทธ์หยุดความเครียด โดย ท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2532 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

ความเครียดเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลายโรค ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคกระเพาะอาหาร โรคเบาหวาน วัณโรค ผมหงอกก่อนวัย นอกจากนี้ จิตแพทย์ แกรี่ เอฟ เกเบิล และจักษุแพทย์ โฮเวิร์ด ชาร์จ หัวหน้าคณะวิจัยเพื่อการศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดกับระบบประสาทการมองเห็น ได้วิจัยพบว่า ความเครียดนี้มีผลต่อความผิดปกติของระบบการมอง อันเป็นสาเหตุที่ทำให้ตาบอดได้ อันตรายจากความเครียดมีมากมายหลายประการ แล้วเราจะขจัดมันได้อย่างไร สำนึกดีทุกๆคน เมื่อกี้นี้ก็ฟัง ๆ บรรยายอะไรต่ออะไรกัน สารภาพอะไรกันมา ก็มีจุดที่คิดว่า น่าจะได้พูดกันให้ถึงแก่นกัน สักอันหนึ่งคือคำว่า ความเครียด ที่เป็นภาษาสมัยใหม่เดี๋ยวนี้ มันมาจากเหตุอะไร เขาก็พยายามที่จะไล่เรียงหาตัวเหตุตัวที่มันเป็นตัวสำคัญ ตัวการที่มันทำให้เกิดความเครียด พยายามหากันไปจริงๆ ซึ่งอาตมาเอง อาตมาก็ว่า มันน่าจะได้มาพูดกันนานแล้วนะ

อาตมาว่า อาตมารู้นะ เผยให้ฟังง่ายๆ ก็ได้ว่า ไอ้ความเครียดมันเกิดจากกิเลส มันไม่ได้เกิดจากอะไรหรอก อย่างน้อยที่สุดนะ มันเกิดจากความไม่รู้จักจิตวิญญาณ แล้วก็จิตวิญญาณของเราน่ะ มันไปกักเก็บ เก็บกัก กดอะไรเอาไว้ มันก็ไม่รู้ตัว ลองฟังดีๆนะ แล้วคุณจะเข้าใจชัดเจนว่า กิเลสนั่นเอง ที่จริงก็คือความไม่รู้นั่นแหละ แล้วมันก็ไม่รู้อะไรละ มันก็ไม่รู้ว่าจิตของเรานั่นน่ะ มันไม่รู้ว่ามันเป็นทุกข์คืออะไร และมันไม่เป็นทุกข์ จะให้ไม่เป็นทุกข์มันคืออะไร เราทำกับใจของเราว่า เออ! ก็อย่าไปทุกข์มันซี่ มันเครียดมันทุกข์นะ คนเครียดน่ะมันไม่สุขหรอก มันทุกข์ทุกคน แล้วมาเรียกภาษาอะไรก็ตามใจเถอ

อ่านต่อ

ะ เครียดๆ เคริดๆ จะไปเรียกภาษาอะไรก็ไม่รู้ ไม่ใช่ว่า โล่ง โปร่ง สบาย เบิกบาน ร่าเริง ชื่นบานอะไร สดชื่นอะไร มันไม่มี ยังงั้นน่ะ แล้วมันก็ไม่ได้เป็น สภาพที่มันเป็นความตรงกันข้าม ไม่ได้เป็นสภาพที่ว่า เบิกบาน ร่าซ่า รื่นเริง แบบสุขที่ประโลมกิเลส นั่นมันก็เป็น ความไม่เครียดได้เหมือนกัน มันเป็นความสุขได้เหมือนกัน คนเราหาความสุข แล้วก็พยายามที่จะคลายความเครียด หรือคลายความกดดันอะไรของตนเองนี่ ด้วยวิธีการหาอะไรมาบำเรอซะ กลบเกลื่อนซะ โดยไม่รู้ว่าต้นเหตุของความเครียดนั้นน่ะ เราโลภอะไร หรือเราโกรธอะไร เราไม่รู้ เป็นแต่เพียงว่า ให้มันรู้สึกว่า มีอาการจิตวิญญาณนี่ มันเบิกบานร่าเริง สนุกสนาน สดชื่นไป เท่านั้นก็พอ เขาก็เลยหาวิธีการนี่ มันเครียดอะไร หรือว่ามันทุกข์อะไร เขาไม่รู้ล่ะ ไปกินเหล้า เฮฮา ดูหนังดูละคร ชื่นชมไอ้โน่นไอ้นี่ อะไรก็ตามแต่ หาอะไรที่มันมาบำเรอในอารมณ์ชั่วขณะหนึ่ง บำเรอโดยไม่ตรงกับจุด ไม่ตรงกับจุดที่ว่า เราโกรธอะไร โกรธนี่ แล้วเราก็ไม่ปล่อยนะ เราโกรธแค้นแล้วเราก็ผูกโกรธไว้ อาฆาตไว้ เก็บไว้ที่จิต มันเป็นเรื่องของเวร เวรานุเวร ผูก มันจะต้องแก้แค้น อย่างเมื่อกี้นี้ ฟื้นบุญ เขาอาฆาต เขาอธิบาย แหม! มันอยากจะฆ่า มันโกรธ มันแหม! อยากจะแก้แค้นอยู่นั่นแหละ แล้วมันก็เครียด กดเอาไว้อยู่นั่นแหละ แล้วเราไม่รู้ตัวหรอกว่า อาการกดเก็บ กดกัก อะไรพวกนี้ สะสมความแค้น สะสมความเคือง ความโกรธ ความอาฆาตมาดร้ายเอาไว้ เราไม่รู้ แต่ความจริงนั่นน่ะ เมื่อเรามีอาการกิเลสนั้นจริง มันก็เป็นจริง กดไว้ๆ มากๆเข้า สะสมเข้าไว้ ทีนี้มันเต็มบ้องเต็มบั้ง ขึ้นมาแล้วก็ โอ้โฮ! ทีนี้มันตื้อไปหมดเลยละ มึนๆ เคๆ ไปหมดล่ะ เครียด แล้วก็ระเบิด ระเบิดสารพัดสารเพ ที่แล้วมันก็ไม่สมกับที่เราจะแก้แค้นด้วยนะ ระเบิดอะไรก็ได้ บ้าๆบอๆ ออกไปในกิริยาท่าทางแรงๆอะไร ก็ตามใจเถอะ สารพัดที่มันจะมารับ ดีไม่ดี ไม่ได้โกรธคุณหรอกนะ แต่คุณมาอยู่ใน จังหวะที่ฉันระเบิดพอดีโดน ที่จริงคุณไม่ได้เป็นส่วนแห่งการได้สร้างความแค้นเคืองอะไรไว้ให้ก็ได้ แต่พอดีคุณกำลังมีบุญ มีบุญได้รับเคราะห์ บุญได้รับการระเบิด มันอัดเต็มทีตูมเข้าไป ไม่ได้เป็นเหตุเลย เราไม่ได้เป็นเหตุที่เป็นความผูกแค้น ที่เป็นเหตุให้เขาโกรธเขาเคือง อะไรสะสมไว้ก็ได้ หรือโลภก็ดี แล้วเราก็ไม่ได้สมโลภ มันโลภ มันต้องการ มันอยากได้นี่ มันก็ไม่ได้สม มันก็ผูกไว้ ผูกใจไว้ แหม! ข้าจะต้องได้ ข้าจะต้องได้อย่างนี้ๆ ไม่สมโลภ ไม่สมราคะ มันก็กัก สะสม สะสมกิเลสนั่นเอง คุณฟังดีๆ เถอะ มันไม่ได้สมโลภ มันไม่ได้สมราคะ แต่เราไม่ปล่อยราคะ ไม่ปล่อยโลภะ ไม่วางเรื่องนั้น ไม่เลิกรา มันก็ยังผูก อยากได้ ยังต้องการอยู่ แต่คุณไม่รู้สึกตัวในรายละเอียดหรอก คุณก็สะสม กักเก็บไว้ๆ ไม่สมโลภนี่นะ มันไม่ได้สมโลภ มันก็กักเก็บไว้ กักเก็บไว้มากเข้า มันก็ยิ่งแน่น ยิ่งหนัก ยิ่งเครียด ยิ่งโอ้! อึดอัดน่ะ มันเหมือนเราลืม แต่เราไม่ลืมหรอก เราไม่รู้ว่า เราได้ปล่อย ได้วางจริงหรือเปล่า ได้ล้างความโลภนั้นได้ จริงหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เมื่อเรามาเรียนธรรมะแล้วจริง เรารู้ว่าเราโลภ เราก็เลิกโลภซิ วางใจ เห็นด้วยเหตุ เห็นด้วยผล ปล่อยใจจริงๆ วางใจจริงๆ ไม่ติด ไม่ยึด ไม่อาลัยอาวรณ์ ไม่อยากได้อีก จนกระทั่งถึงแก้ลักษณะไม่อยากได้อีก หรือแม้ว่าแค้นเคืองก็ตาม จะแค้นจะเคือง ก็เลิกอาการแค้นเคืองนั้นให้เป็นอภัยจริงๆ ปล่อยวางใจออกไปจริงๆ ยิ่งเหตุปัจจัยตัวนี้ เออ! เราเคยเคืองคนนี้ เราเคยแค้นอันนี้ โกรธอันนี้นะ แค้นเคืองก็คงไม่ไปแค้นเคืองไอ้ต้นหมากรากไม้ ไอ้อะไรต่ออะไรหรอกนะ ก็คงจะแค้นเคืองสิ่งที่มีวิญญาณนั่นล่ะมากหน่อย สัตว์ก็อาจจะแค้นเคืองมันได้เหมือนกันนะ เพราะมันยังมีตัวสภาพของมันเองเหมือนกัน พวกสัตว์นี่มันทำอาการยังงั้น ยังงี้กับเราได้ แต่ต้นไม้นี่ก็คง คนไม่โง่จัดก็คงไม่ไปแค้นเคืองมัน เออ! นี่มันถูกลมพัดโบกสะบัดมาถูกหัวเรานะ หรืออะไรก็เลยโกรธต้นไม้ แล้วก็อยู่ดีๆ เราเดินไปเตะต้นไม้ แหม! โกรธมัน มันเจ็บนี่ ตีนแตก อะไรไปเตะต้นไม้ แล้วก็เลยโกรธมัน คงไม่โง่ไปโทษมันหรอก ก็โทษตัวเองน่ะ แต่สัตว์นี่มันวิ่งมาหาเราได้ มันเดินมาหาเราได้ มันงับเราได้ มันเตะเราได้ มันดีดเราได้ อะไรอย่างนี้นะ และยิ่งคนละก็ สารพัดเลยตอนนี้ ก็ถือเคืองถือโกรธ ก็คนหรือสัตว์นี่แหละมากกว่า โดยเฉพาะคน เพราะฉะนั้น ก็ไอ้คนคนนี้เราไม่วางใจ เราไม่ปล่อย แม้ไม่ได้เจอหน้าตาก็ยังนึกถึง แหม! มันขึ้นมาเมื่อไหร่ มันมากมันก็ขึ้น ขึ้นภาพขึ้นรูปอะไร หรือมีเหตุมีปัจจัยอะไรไปคล้ายๆกัน ประวัติได้มันก็ประวัติมา อื้อ! ความโกรธ ความแค้น ความเคือง ก็เกิดขึ้นอีก เพราะเราไม่ปล่อย เมื่อไม่ปล่อยมันก็เป็นจริง ลักษณะอาการของกิเลสมันก็อยู่ อยู่แล้วมันก็สะสมๆๆๆ มันก็ยิ่งเคืองมาก ยิ่งเครียดมาก เป็นอาการเครียด เป็นอาการไม่โล่ง ไม่โปร่ง ไม่สบายเสบย เพราะฉะนั้นรากเหง้าของความเครียด ที่เป็นภาษาสมัยใหม่ทุกวันนี้ ไม่มาจากอะไรหรอก มันมาจากความโลภ ความโกรธในโลกนี่แหละ แล้วเขาไม่รู้ตัว เขาไม่รู้ว่าเขาไปมีอะไรต่ออะไรเอาไว้สารพัดเลย ทำอะไรไม่สมใจนั่นเอง ใจน่ะมันเป็นอัตตา ใจมันเป็นกิเลสที่จะต้องให้ได้สมใจกู สมใจตัวเอง จะสมใจด้วยโลภ หรือสมใจด้วยแก้แค้นอาฆาตก็ตามใจ มันมีสองสายใหญ่ๆนะ มันมีสองสายใหญ่ๆเท่านั้นแหละสาย โลภะ กับ โทสะ โมหะ นั่นคือความหลงผิด มันหลง มันไม่รู้ชัด มันสลับกัน มันเพี้ยน มันเบลอ มันไม่ตรงเป้า เรียกว่า โมหะ โมหะนี่คือมันไม่ตรงเป้าทีเดียว ส่วนรากเหง้าแท้ๆ มันคือ โลภะกับโทสะ โลภกับโกรธ หรือราคะกับโทสะนี่ เท่านั้นแหละ ผลักกับดูด ใจมันไม่กลาง ไม่หยุด ใจมันยังมีผลักมีดูด มันยังไม่กลางๆ มันยังไม่เฉยๆ มันยังมีสภาพไม่ผลักก็ดูด สองด้านอยู่อย่างนั้นแหละ จนกว่าเราจะมาล้างกิเลสนั่นออกจริงๆ พอล้างจริงๆแล้วนะ มันจะเห็นว่า ความไม่เครียด ความโล่ง ความสดชื่น ความเบิกบาน ความสบาย ไม่ต้องเอาอะไรมาบำบัด ส่วนโลกียสุขนั้นต้องบำบัดเสมอ โลภเมื่อได้สมโลภก็เลยไม่ค่อยเครียด แต่ซวย โลภได้สมโลภก็ย่ามใจ อาฆาตเคียดแค้น ได้แก้แค้นสมแค้นก็ย่ามใจ กิเลสก็ไม่ได้ปล่อยคลายกิเลสก็เห็นว่าโลกนี้ เออ! เราทำได้ โลภเราสมโลภ เราก็ทำได้ แค้นเราได้แก้แค้นสมแค้น เราก็ทำได้ มันก็ผยองย่ามใจ มันไม่ได้นึกว่า เอ๊ย! ไปแค้นทำไม ไปทำยังงั้นขึ้นมาเป็นอาการที่เกิดในใจ เป็นกิเลสที่เกิดในใจทำไม ไปโลภทำไม มาเป็นของตัวของตนทำไม สะสมทำไม มันไม่ได้ศึกษาอย่างนี้ มันไม่เห็นอานิสงส์ของการว่างๆจากความโลภ ว่างๆจากความโกรธ เพราะคนเรามันเกิดมามันเป็นปุถุชนมาแต่ต้นๆ มันมีกิเลสโลภ โกรธ หลง มาตั้งแต่เป็นสัตว์จนกระทั่งมาเป็นคน ยิ่งมาก คนยิ่งมากกว่าสัตว์อีก มันมาแต่ต้น มันไม่เคยมาก่อน เพราะฉะนั้นเราก็นึกว่า เอ้อ! เราต้องบำบัดด้วยโลกียะ โลกียสุข สมโลภ สมแค้น อยู่อย่างนี้คือการเป็นสุข คือชีวิตชีวา ทีนี้โลกใหม่ที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ โอ! โลกุตระนี่มันต้องล้างเหตุที่แท้ที่เป็นตัววนเวียนวนเกิดอยู่ในสังสารวัฏนี่ อ้อ! เหตุอันนี้ มาล้างตัวนี้ได้ จับผีตัวนี้ได้ชัด จับตัวที่มันลวงตัวนี้ได้ชัดจริงๆ แล้วพิสูจน์ พระพุทธเจ้าพิสูจน์อย่างแท้จริงว่าหมด สูญ แล้วก็ไม่วนเวียน นี่หมดสังสารวัฏ ไม่ต้องเกิดอีก แล้วก็เป็นความสงบสุขที่จะเป็นธรรมรส เป็นวิมุติรส เป็นรสอีกอย่างรสหนึ่ง ไม่ใช่เป็นโลกียรส เพราะฉะนั้นคนในโลกใหม่ หรือโลกุตระของพระพุทธเจ้านี่ จึงมาเรียนรู้อันนี้ให้ชัดว่า โลภที่ไม่ต้องไปสมโลภเป็นสุข แต่ไม่ต้องโลภเลย และไม่ต้องมาบำเรอความโลภเลยนี่ ว่างๆ กลางๆ นี่แหละมันสุขสงบ สุข รำงับ สุขไม่ต้องมีเหตุแห่งทุกข์ ไม่ต้องมีตัวสมุทัย จะเรียกสุขก็เรียก เรียกว่าไม่ทุกข์ก็ได้ ภาษามันเท่านั้นล่ะ เรียกอาการมัน เรียกสภาพมัน ว่าไม่ต้องโลกียสุขหรอก มันก็ไม่ทุกข์ เพราะมันไม่มีอาการอยากอะไรขึ้นมาบำบัดบำเรอ มันไม่มีไอ้ฤทธิ์แรงอะไรที่จะต้อง เราเป็นทาสของตัวเราเอง มันกลางๆมันก็สบายดีนี่ สบายอย่างนี้ละ วูปสโมสุขอย่างนี้ต้องรู้ลักษณะอาการอารมณ์ของมันให้แท้ให้ได้ คนโลกใหม่ต้องมารู้อาการสงบรำงับอย่างนี้นะ เขาเรียนรู้วิธีชั่วคราว สงบรำงับชั่วคราว สะกดจิตลงไปไม่ให้ขึ้นมาทำงาน สะกดจิตลงไป ไม่ให้อาการของจิตหรือกิเลสมันขึ้นมาทำงาน มันก็ว่างชั่วคราว หรือธรรมดา คนเราก็ว่างชั่วคราวได้โดยไม่ต้องสะกด มันก็ว่าง เรียกว่าจิตมันตกสู่จิตใต้สำนึก สู่ใต้ภวังค์ ใต้ภพน่ะเรียกว่าอนุสัยน่ะ มันนอนเนื่อง จิตมันอยู่ในใต้สภาพ มันไม่ขึ้นมาแสดงบทบาท มันก็พักเป็นธรรมดา ธรรมชาติของคนเหมือนกัน จิตอย่างนั้นน่ะ เราไม่เคยไปอ่านว่าจิตว่าง ๆ อย่างนั้นน่ะ ไม่เคยสำนึกดูว่า จิตว่างๆอย่างนี้น่ะ ไม่มีอาการอย่างนี้ ว่างจากกิเลส จะชั่วคราวหรือล้างกิเลสออกให้ถาวรก็ตาม ว่างชั่วคราวมันก็พอมี ทีนี้คนไปหลงว่างชั่วคราวกันก็เยอะ อย่างสายท่านพุทธทาสนี่หลงว่างชั่วคราวกันเยอะ โดยไม่ไปค้นที่เหตุอริยสัจ ใช้ชั่วคราว ชั่วคราว ว่าง ๆ มันมีมาก็ขจัดมันจร ๆ มันก็ได้ผลบ้าง มันมาก็ขจัดมันจร ๆ โดยไม่เรียนรู้หน้าตามัน แล้วก็ไม่มีวิธีแบบสัมผัสแตะต้องแล้วเห็นอาการกิเลส แล้วเราก็พยายามเรียนรู้อีกว่า กิเลสนี่เป็นตัวลวง เราเห็นเหตุผลมันชัด แล้วเราก็ขจัดมันออกไป เห็นอารมณ์วิมุติที่ชัดแท้ลงไปว่า เราว่างจากสิ่งเหล่านี้ได้โดยขจัดกิเลสออกไปด้วยฝีมือความสามารถของเรา เราจะรู้จะเห็นว่า เราขจัดออกไปด้วยสามารถ เราขจัดออกไปแล้วมันก็ออก เพราะมันรู้ รู้ตัวมัน รู้ตัวตน ไม่ใช่ว่าทำเป็น ตัวตนจะเหตุไหน ปัจจัยไหนอะไรก็ไม่เข้าใจทั้งนั้น ไม่ใช่ เมื่อเรามาทำอย่างที่ได้อธิบายนี่ ลักษณะที่พาคุณละกิเลสนี่ คุณรู้ คุณเห็น คุณแจ้ง เกิดญาณ วิปัสสนาญาณแท้ ๆ ชัด ๆ แล้ว ความเครียดมันหาย พระพุทธะ พุทธะ ท่านถึงได้แปลว่า รู้ ตื่น เบิกบาน เบิกบาน ผู้ใดยิ่งได้ทำ แล้วยิ่งเห็นอานิสงส์ของมันจริงๆแล้วก็ยิ่งศรัทธา สัทธินทรีย์เกิดศรัทธา พละเกิดนะ และศรัทธา กัมมสัทธา วิปากสัทธา กัมมสกตาสัทธา ศรัทธาเพราะเราได้กระทำจริง ๆ เรากระทำจนเห็นผล มีมรรคมีผล รู้จักวิบากของสัจจะ เป็นมรรคเป็นผล เดินทางนี้ ปฏิบัติแบบนี้ จึงเห็นผลในการปฏิบัติธรรม เป็นวูปสโมสุข เป็นสุขสงบรำงับจากกิเลส นี่เป็นผลที่เราได้ทำ ได้เรียนรู้อย่างชัด เป็นมรรคเป็นผลที่แท้ เป็นวิปากสัทธา ศรัทธาเพราะมีผล มีผลไม่ใช่ผลฟังคนอื่น ผลเพราะมันเกิดที่ตนกระทำจริง เกิดผลจริง ตนเองมีจริงเป็นจริง กัมมสกตาสัทธา แต่ก่อนนี้เรามีกิเลส เราไม่มีผลที่เป็นวิบากของปรมัตถสัจจะ เราก็ไม่รู้ พอเรามีวิบากของปรมัตถสัจจะ เป็นผลของที่เราปฏิบัติอย่างโลกุตระที่แท้จริง จิต เจตสิก รูป มีสภาพล้างกิเลสออก สะอาดออก เห็น อ้อ! ว่าง วิมุติเป็นอย่างนี้ นิพพานเป็นอย่างนี้ เหตุปัจจัยนี้มันจะมากระทุ้งกระแทกกระเทือนอย่างไร มันไม่เกิด ความไม่เกิด ความเป็นสุญตา ความไม่มีตัวตนของกิเลสอันนี้ กิเลสตัวนี้ กิเลสเรื่องนี้ มันไม่มีตัวตนอย่างนี้ ซึ่งอาตมาก็ได้อธิบายให้ฟังแล้วว่า ความว่าไม่มีตัวตน หรืออนัตตา หรือสุญตาของปรมัตถ์ กับอนัตตาแบบตรรกศาสตร์มันคืออะไร ตรรกศาสตร์ก็แค่ไม่มีตัวตน อะไรมันก็ไม่ใช่ตัวตน มันไม่มีตัวตนจริงหรอก มันเคลื่อนไป เปลี่ยนไป หมุนเวียนไป ไม่ใช่ตัวตนแท้อะไรแบบตรรกศาสตร์ เราก็เรียนมา เราก็รู้ก็เข้าใจทุกคน ถ้าเผื่อว่าศึกษา ดีๆ ก็เข้าใจว่านั่นตรรกศาสตร์ ไม่ใช่มันไม่เห็น โทนโท่เลยนะ สัมผัสเลยนะอาการ เห็นอาการ มีนิมิตเครื่องรู้ รู้อาการเป็นอย่างนี้ มันไม่มีอาการอย่างนี้แล้ว มันได้ทำให้ลดจางคลายไป สัมผัสแตะต้องอยู่เดี๋ยวนี้มันก็ไม่เกิด เห็นความไม่เกิด ไม่ใช่ไม่มีสิ่งที่ยืนยัน มีสิ่งที่ยืนยัน ไม่ใช่ไปนั่งสะกดจิตอยู่ครั้งนั้นครั้งนี้ เห็นอยู่โทนโท่ มันมีฤทธิ์มีแรงเลย แต่ก่อน โอ้โฮ! ถ้าฤทธิ์แรงอย่างนี้ เราสู้มันไม่ไหว มันมีความรู้ บุพเพนิวาสานุสติญาณ เราระลึกได้ว่า แต่ก่อนเราถ้าอย่างนี้เราสู้มันไม่ไหว พอปฏิบัติแล้วเราสู้เก่งขึ้น จนกระทั่งเดี๋ยวนี้เราสู้ได้ เดี๋ยวนี้เราสู้มันได้อย่างสบายๆ มีการประหาร มีการหลุดพ้น มีการวิมุติ อ่านอาการออกจริงๆ เหตุปัจจัยต่างๆอยู่ครบ อยู่เหนือมัน ไม่ใช่วิ่งหนีมัน เห็นอยู่โทนโท่เลย อยู่เหนือมันจริงๆ อย่างนี้แหละเราเองเราจะได้รู้สัจจะ เราจะศรัทธา ตถาคตโพธิสัทธา ศรัทธาเพราะ อ๋อ! พระพุทธเจ้าท่านค้นพบสูตรนี้จริง ทฤษฎีนี้จริง พระพุทธเจ้าท่านได้ทำกับตนเองมาหมดจริง เพราะเราหมดจริงเราจึงเชื่อว่า อ้อ! พระพุทธเจ้าท่านหมดมาก่อน ทฤษฎีของท่านเรามาปฏิบัติตาม พิสูจน์ตาม อ้อ! จริง เราเชื่อว่ามีคนที่เลิศยอด คนประเสริฐที่ค้นพบสิ่งประเสริฐ สิ่งที่ไม่ง่ายๆนะ สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องตื้นเขิน วิชาความรู้อย่างนี้ไม่ใช่วิชาความรู้สามัญทั่วไปที่คนโลก ๆ เรียนกัน เป็นวิชาโลกใหม่ เป็นวิชาของคนประเสริฐแบบใหม่ จะอธิบายฤาษีใด ๆ อาจารย์ใด ๆ เก่า ๆ ก่อน ๆ อธิบายมาเป็นแบบสะกดจิตหลับตาอะไรก็รู้ เราก็เคยด้วย บางคน บางคนไม่เคยเรียนก็เข้าใจ ก็ยังงั้นน่ะ ไอ้อย่างงี้มันแน่ๆ ชัดๆ มันเห็นตัวจริงอยู่โทนโท่ มันจะแน่ใจจะเกิด ศรัทธา สัทธินทรีย์ ศรัทธาพละ เกิดมาจากศรัทธา 4 นี่ กัมมสัทธา วิปากสัทธา กัมมสกตาสัทธา ตถาคตโพธิสัทธา ศรัทธาที่ญาณตรัสรู้พระพุทธเจ้า โอ้! ท่านตรัสรู้ทฤษฎีเอก เยี่ยมยอดของโลกจริงๆนะ เพราะเรามีจริงอย่างที่ท่านแนะนำมา เราก็เอามาพิสูจน์แล้ว โอ้! เป็นจริง เราเชื่อพระพุทธเจ้า เพราะเราทำสิ่งวิเศษ เราทำทฤษฎีวิเศษ เราทำมรรคผลวิเศษนี่ได้จริงๆต่างหาก เราศรัทธาไม่ได้ไปศรัทธาเพราะคำสอน หรือศรัทธาเพราะตำราเชื่อกันมา ศรัทธาเพราะอะไรต่างๆนานาเฉยๆ เป็นความคิด ความเห็นเฉยๆ ก็ไม่ใช่ ศรัทธาเพราะกุศลธรรมนี้อันเป็นสุดยอดแล้วจริง แม้ไม่ถึงสุดยอด ก็พอศรัทธาได้มาเรื่อยๆ เป็นกัมมสกตาสัทธา จนถึงที่สุดว่าวิมุติหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์ ถอนอาสวะ ถอนอนุสัย สุญตา สุญภาพ ถาวร แข็งแรง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่แปรปรวน เป็นกำหนดรู้ความ เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้แล้ว เป็นหนึ่งเดียว ไม่เปลี่ยนเป็นอื่นอีก จึงเรียกว่าหนึ่งแท้ๆ ถึงที่สุดที่จบ ไม่แปรปรวนอีกจริงๆ คุณจะรู้ได้ด้วยตน คุณจะมีของของตน และอาการอารมณ์ของวิมุติมันเป็นความเบิกบาน มันเป็นความไม่เครียด มันเป็นความไม่อึดอัด มันเป็น ความโล่งโปร่ง เสบย สบายยังไงๆ ก็อาการนั้นแหละ อาการอย่างว่านั้นมันก็เป็นของใครของมัน ปัจจัตตัง รู้รสเอง เหมือนชิมแกง คุณก็รู้รสของแกงเอง ให้คนอื่นชิมแล้ว คุณก็จะฟังเขาบรรยาย มันก็ไม่รู้ว่ามันยังไงแน่ จะบอกว่าอาการเขาก็คะเนเอาทั้งนั้น เออ! มันหวานจะปะแล่ม มันหนักไปทางเปรี้ยว ขนาดนั้น เปอร์เซ็นต์นี้ เดาทั้งนั้นแน่ะ คุณไม่ได้ชิมรสเอง คุณไม่ได้แตะสัมผัสเอง ในสภาพสิ่งนั้น คุณก็ได้รู้เท่านั้น แต่ถ้าคุณมีเอง แม้บางทีอธิบายสู่คนฟัง ก็ยังประมาณพูดกับเขาไม่ค่อยเข้าใจ เออ! มันยังงี้นะ มันเท่านี้เปอร์เซ็นต์นะ มันอ่อนมาก แข็ง รสหวาน เปรี้ยวจัด แน่น เบา ว่าง ยังไง แหม! มันพูดยาก เพราะมันละเอียดเหลือเกิน มันนามธรรม แต่เราทำได้นะ เพราะฉะนั้นเรื่องของความเครียดนี่ เขาจะค้นคว้าหาเรื่องราวอะไรต่ออะไรต่างๆนานาสารพัด จากเหตุปัจจัยอะไรๆ ต่างๆ ก็ตามนะ มีถามแทรกซ้อนมาว่า คนที่มีภารกิจมากๆ มักจะวิตกกังวล ยิ่งคนมีฐานะร่ำรวย มักจะยิ่งเป็นคนขี้กลัว ขี้วิตกกังวล และเป็นโรคประสาทกันมาก จะมีวิธีแก้เป็นขั้นตอนอย่างไรบ้างครับ ถ้าใครเข้าใจแล้วก็จะเหมือนกันกับที่อาตมาอธิบายไปแล้ว กิเลสโลภ โกรธนั่นแหละ ก็มันยิ่งมีภารกิจมาก และภาระต่างๆนี่คือภาระอะไรล่ะ ภารกิจมาก คนที่มีภารกิจมากมักจะวิตกกังวล ยิ่งคนมีฐานะร่ำรวย มักจะยิ่งเป็นคนขี้กลัว ขี้วิตกกังวล และเป็นโรคประสาท ก็นั่นแหละ ร่ำรวยแล้วมันไม่น่าจะกลัวอะไรมากมาย ขนาดเราจนนี่ มาปฏิบัติธรรมแล้วนี่ อาตมาว่าอาตมาจนนะ อาตมาจนกว่าพวกคุณ อาตมาว่าพวกคุณยังมีสมบัติ มีเงินทอง มีทรัพย์สินอะไรมากกว่าอาตมานะ เอาของสมบัติส่วนตัวอาตมาจริงๆ เดี๋ยวนี้มาเทียบๆกับพวกคุณ นั่งๆ อยู่นี่ อาตมาว่าอาตมาแพ้ยับเลย พวกคุณยังมี 5 บาท 10 บาท 100 บาท 1,000 บาท หรือมี เครื่องใช้ไม้สอยราคาแพงๆ อะไรก็แล้วแต่เถอะ ที่คุณสะสมเก็บอยู่ ยังปล่อยไม่หมดนั่นน่ะ สมบัติอะไรของคุณ อาตมาว่าแต่ละคนนี่ อายุน้อยกว่าอาตมา ก็ตาม จะมีมากกว่าอาตมากันจริงๆน่ะนะ ที่นั่งๆอยู่นี่ อาตมายังไม่กลัวอดกลัวอยาก ยังไม่กลัวตายเลย ก็คนที่มั่งมีร่ำรวยแล้วมันขี้กลัว มันกลัวอะไร กลัวจะอดจะอยาก กลัวจะตาย กลัวจะพร่อง กลัวอะไร ก็เขาไม่ได้มาฝึกใช่ไหม เขาก็กลัวไปสารพัดน่ะ กลัวจะพร่อง โถ! มันจะพร่องอะไร บางคนกินชั่วสามโคตรยังไม่หมดเลย มันก็กลัว นั่นน่ะมันขี้โลภขนาดไหนน่ะ เราไม่มีเลยนะ เรายังไม่เห็นกลัวเลย คุณไม่เอามาให้กินวันนี้ พรุ่งนี้ก็ไม่มีจะกินน่ะ ก็ต้องไปดิ้นรนหาเอง แต่คนที่มี โอ้โฮ! เงินทองข้าวของจะไปซื้อไปหากินอะไรก็มีทั้งนั้น ก็ยังกลัว ก็เพราะไม่ได้ฝึกฝน ไม่ได้มาเรียนรู้นะ ไม่ได้มาศึกษาทางนี้เลย เพราะฉะนั้นต่อให้ร่ำรวยมหาศาลขนาดไหน ก็มีเรื่องที่จะต้องกลัว เพราะมันไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจฐานะชีวิตว่า เอ๊! ชีวิตนี่ มันไม่ได้ตั้งอยู่ยากอะไรน้า แล้วมันไม่ต้องหวั่นไหว อะไร ถ้าเราเชื่อในบุพเพกตปุญตา เชื่อในความสามารถ เชื่อในคุณภาพของเรา ความดีของเราว่าเราเป็นคนดี เราเป็นคนไม่เบียดเบียนใครหรอก มีความขยันหมั่นเพียร พึ่งตนให้ได้ พยายามอุตสาหะ ขวนขวาย ไม่เอาเปรียบเอารัดอะไรหรอก ไม่ขี้เกียจ มีความสามารถ อะไรก็แล้วแต่ เราก็ใช้ความสามารถนั้น ใช้ความขยันนั้น ใช้สมรรถนะของตนนั้นอยู่ มันจะทำได้แค่ไหนก็ตาม กำลังวังชามันยังเหลือ สรีระมันยังมีความสามารถที่จะใช้มันได้ขนาดไหนก็ตาม แก่ก็ใช้สมแก่ หนุ่มสาวก็ใช้สมหนุ่มสาว เด็กก็ใช้สมเด็ก เท่าที่เราสามารถ ไม่ได้หย่อนข้อ ไม่ขี้เกียจ หรือมันจะมีโรคขี้เกียจอะไร เราก็คลายมัน เราก็พยายามรู้ว่า ขี้เกียจมันก็เลวอยู่นั้นแหละ เพราะฉะนั้นเราก็รักดี ขวนขวายในสิ่งดี อุตสาหะในการกระทำดีอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราได้เป็นคนเข้าใจอย่างนี้ แล้วประพฤติอย่างนี้จริงอยู่นะ เรามั่นใจจริงๆ แล้วยิ่งมีหมู่กลุ่มเพื่อนฝูง ญาติ มิตรสหาย มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีด้วย ถ้าแม้เราพลาดพลั้ง ถ้าแม้เราพิการ แก่เฒ่า หรือเราช่วยตนเองไม่ได้ เออ! เราก็ยังพึ่งได้ มันมีทั้งตัวเราเอง และก็มีเพื่อนฝูงที่มั่นใจว่าเราพึ่งกันได้ด้วย แม้ตัวเราเองอย่างที่ว่า พิการไปแล้ว มันทำอะไรช่วยตัวเองไม่ได้แล้ว แล้วก็เชื่อในสิ่งที่เป็นบุญเก่า ที่ได้ทำมาแล้วปางไหนก็แล้วแต่ ถ้าเราคิดไม่ออกก็ช่างมัน แต่ปางนี้แหละเราคิดออกล่ะ ว่าชาตินี้มา เราได้ทำดีมาเท่าไหร่ เราเชื่อในกรรม เชื่อในกุศล เชื่อในคุณงามความดี เชื่อในคนดีที่ย่อมรู้ดี อ่านดี มองดีออก เอ้อ! คนนี้ดีนะ น่าช่วยเหลือเกื้อกูลอยู่ หรือคนนี้ดี เพราะเขาได้มาทำกรรมดีกับเรา เขาเคยช่วยเหลือเรา เขาเคยเกื้อกูล อะไรก็แล้วแต่ แล้วคนที่ดีด้วยกัน มันก็มีกตัญญูกตเวที เกื้อกูล ขนาดคนที่เราไม่ได้ช่วยเหลือเขาเลย และ เขาไม่เคยมาช่วยเหลือเราเลย เราก็ยังช่วยเขาได้ เพราะเราคนมีจิตใจเมตตาเกื้อกูล เอื้อเฟื้ออยู่แล้ว เราฝึกตนให้เป็นคนอย่างนั้นอยู่แล้ว ในคนอย่างพวกเรานี่ ฝึกกันไป ก็ทำไมละ คนที่มันมีคุณความดีแก่กันและกัน มันจะช่วยกันไม่ได้อีกหรือ คนที่ไม่เคยทำความดีอะไรให้กับเราเลย เรายังฝึกตน มีโอกาสแรงงานหรือว่าวัตถุอะไรพอจะช่วยกันได้ เราก็ยังเอาไปช่วยเขาได้ ถ้าสมควรจะช่วย ไม่ได้คิดเกี่ยงงอนอะไรเกินการ ไม่ได้หวงแหน กิเลสมันไม่ได้มีมากมายนั่นเอง แล้วยิ่งคนเคยช่วยเหลือเฟือฟายกัน เคยเกื้อกูลกันมา ยิ่งเกื้อกูลกันมา มีคุณค่าไม่ใช่น้อยด้วย โอ้! ยิ่งมั่นใจ อาตมามั่นใจในกรรม มั่นใจในกุศล มั่นใจในความจริงที่อาตมาว่าอาตมารู้นะ ว่าความดีคืออะไร อาตมาได้ทำความดีกับพวกคุณ หรือไม่ ทำมากแค่ไหน คุณรู้ คุณเชื่อมั้ยว่าความดีคือความดี อันนั้นเป็นสิ่งที่ดี แล้วเราก็ได้ รับผลเกื้อกูลกันไปกันมา พวกคุณจะเป็นคนกตัญญูกตเวทีในจิตวิญญาณเท่าไหร่ คุณก็ต้องมีความจริงอันนั้น จะแสดงตอบสนองหรือตอบแทน มันก็จะมีเป็นธรรมดา เราก็จะเกิดความมั่นใจในชีวิต ไม่ต้องสะสมหรอก ถ้าอย่างนั้นน่ะ ไม่ต้องไปสะสมไอ้ที่เป็นวัตถุสมบัติ ไม่ต้องไปสะสมสิ่งที่เขาแย่งเขาชิงอะไรกันที่ข้างนอกนั่นหรอก สะสมแต่ความดีนี่เถอะ ความดีเป็นนามธรรม เป็นพฤติกรรม เป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ฝึกฝน สร้าง สร้างสรร อบรมฝึกฝนให้มีกายกรรมที่ดี ให้มี วจีกรรมที่ดี ให้มี มโนกรรมที่ดี ทั้งรู้ ทั้งเข้าใจ ทั้งทำได้ ออกมาทางกาย ทางวาจา ทำให้ได้ และทำเสมอๆ เป็นกรรม เป็นกิริยา ทำ แล้วไม่ต้องไปสะสมอื่น สะสมแต่กุศลกรรมนี่แหละ สะสมแต่การกระทำนี่ วัตถุสมบัติเราจะรู้สึกเลยว่าหนัก สะสมวัตถุหนัก สะสมกุศลกรรมเบา เบา ไม่ต้องเหน็บไว้ที่หูที่หัว ไม่ต้องเหน็บไว้ ที่โน่นที่นี่หรอก สะสมกุศลกรรมนี่ ให้มันคล่องอยู่กับตัว ยิ่งคล่องเท่าไหร่ ยิ่งเบาเท่านั้น กายกรรม เราปฏิบัติอบรมตนได้อย่างนี้เป็นกุศลกรรม สิ่งดีแล้วทรงไว้ในตัวเรา แล้วมันเป็นอัตโนมัติเอง ยิ่งเบา คล่องแคล่ว ชำนาญ เบา ยิ่งคล่อง ยิ่งแคล่ว ยิ่งเบา ยิ่งทำได้ง่าย ฟังภาษาโวหารที่อาตมาอธิบายบัญญัติ อธิบายให้ชัด แล้วคุณทำให้เป็นจริงอย่างที่อาตมาว่า คุณจะพิสูจน์ยืนยันได้ คนฉลาดแล้วจะไปสะสมทำไมของที่หนัก แล้วเป็นกรรมที่เป็นของตน และเป็นวิบากของตนแล้วนี่ ปล้นก็ไม่ได้ ขโมยก็ไม่ได้ โกงก็ไม่ได้นะ ไม่ได้ด้วยนะ เอาไปยัดเยียดให้คนอื่นก็ยังยาก เอาไปให้เขาทำบ้าง ทำอย่างเรานี่นะ บอกเขานะ เขาก็ต้องทำของเขาเองอีกแหละ หมายความว่า เราเอาไปให้เขาแล้ว ก็เท่ากับเราถอนของตัวเอง แบ่งของตัวเองไปให้เขา พอให้เขาไปแล้ว เราก็น้อยลง ไปได้อยู่ที่เขา เราก็น้อยลง ก็ไม่เป็นอย่างนั้น เรามีดีอันนี้ เราได้อันนี้แล้วไปบอกให้เขาทำ จะบอกว่าแบ่ง มันก็ไม่ได้แบ่งหรอก มันบอกเท่านั้นเอง บอกให้เขาทำ เขาก็ไปฝึกเอาได้ เขาได้แล้ว เออ! เขาทำได้แล้ว เราเลยพร่องไป เพราะว่าเขาทำอย่างที่เราบอก เขาทำดีอย่างที่เราบอกนี่ เขาเลยทำได้ พอทำได้แล้วเราก็เลย เพราะต้องแบ่งให้เขาเราก็เลยพร่องของเราไป ก็เปล่า หรือใครเชื่อว่ามันพร่อง เราทำดีอันนี้ได้แล้ว เราก็ไปบอกคนอื่น ว่าทำดีสิ ฝึกยังงี้ก็จะได้ดีอย่างงี้ คนนั้นก็ไปฝึกได้ ฝึกได้แล้วเราก็เลยต้องพร่องไป เพราะเขาได้เราเลยต้องถูกแบ่ง ใครเชื่อว่ามันเป็นอย่างนั้น ไม่พร่อง ไม่แบ่ง ใครได้ก็ของใครนี่เป็นเรื่องอย่างนี้ เป็นเรื่องดีอย่างงี้ เพราะฉะนั้นเราเชื่อมั่นนะ อาตมาเชื่อมั่น เชื่อมั่น ในกรรมอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราสะสมสิ่งที่เราคิดว่าควรสะสมยิ่งกว่า แล้วมันจะมั่นใจ มันจะอาจหาญแกล้วกล้า อื้อ! ไม่เอาก็ได้เงินทองข้าวของ ทรัพย์ศฤงคาร ไม่สะสมให้มันหนักหรอก สะสมสิ่งเบา สะสมคุณธรรม สะสมกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่ดี ที่เป็นกุศล สะสมบุญ จะเป็นบุพเพกตปุญตา บุญที่ได้สั่งสมไว้แล้วมา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน