580721_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติ สวรรค์ปลอมๆในอก นรกแท้ๆในใจ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข20 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580721_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติอโศก เรื่อง สวรรค์ปลอมๆในอก นรกแท้ๆในใจ โดย พ่อครูสมณะโพธิ รั กษ์

พ่อครูว่า … วันนี้วันอังคารที่ 21 ก.ค. 2558 ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 8 ปีมะแม อีก 9 วันก็เข้าพรรษาแล้ว วันนี้อาตมาก็เอาบทความจากมติชน รายสัปดาห์ ของคุณวิเวกา นาคร เขาก็เป็นนักค้นคว้า เราไม่ใช่นักค้นคว้า ก็ได้ประโยชน์ อะไรจะนำมาวิจัยวิจารณ์เทียบเคียง ก็นำมาศึกษา บางอย่างมิจฉาทิฏฐิก็ต้องวิจารณ์แรง เพราะมาวิจารณ์ด้วยความเป็นพุทธด้วยกัน ในฐานะเป็นพุทธด้วยกัน ส ิ่ งที่ถูกต้องส่วนใหญ่อยู่ในพระไตรปิฎก อาตมาก็เอามาเสริม บางอย่างมาจากภายนอกที่ถูกต้องก็เอามาใช้ อันไหนไม่ถูกก็วิจารณ์ โดยเฉพาะใครผิดถึงขนาดพาให้ศาสนาเสีย มีผลต่อสังคมมาก มีผู้หลงผิดตามเยอะ อาตมาก็ต้องให้สติ ใจไม่ได้โกรธเกลียด กลับสงสารด้วย แต่ก็ต้องใช้ลีลาท่าทางคัดค้านอย่างแรง ปฏิกโกสนา เลยดูเหมือนเป็นคนว่าคนอื่นไปทั่ว ก็จริงเพราะต้องนิคคัณเห นิคคหารหัง ปฏิกโกสนา พระพุทธเจ้าตรัสในพระวินัยไว้ แต่คนที่มีอัตตาถือดี ถือตัวหรือว่าถือพรรคถือพวกก็จะถือสา ที่อาตมาว่าอาตมาก็พยายามวิจัยวิจารณ์เพื่อให้เกิดการสำนึกรู้ แต่ความเป็นอัตตาของคนกลับกลายเป็นถือดีถือตัว คิดว่าอาตมาข่มดูถูกไป ซึ่งผิดหมด ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรก็ได้แต่บอกความจริงให้ฟัง คนที่มีปัญญาจึงจะสรรเสริญคนติเตียนได้ถูกต้อง แต่โดยเผินไม่มีใครชอบคำติ การติ เขาจะชอบการชม แล้วบอกว่า เขาจะเป็นอย่างไรก็เรื่องของเขา แต่เรื่องของเขาทำให้ศาสนาและคนเสื่อม มันไม่ใช่นะ ทำให้ศาสนาพังไปด้วยไม่ใช่นะ แล้วเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ สื่อสารไร้พรมแดนด้วย หาวิธีการเก่งเสียด้วย หลอกล่อเก่ง อาตมาไม่มีหรอก วิธีการ แต่ไปซื่อๆ ไม่ดราม่า ไม่เก่ง ที่จริงเก่งอยู่แต่ไม่ใช่ เพราะอาตมามาสายนักแสดงโดยตรงเลย ก

อ่านต่อ

่อนจะได้อ่านคอลัมน์ที่ว่า ก็มีคุณเพชรดินฟ้า ดิสโยธิน ก็อ่านดูว่าจะมีประเด็นที่ควรพูด _เพชรดินฟ้า ดิศโยธิน · กราบนมัสการพ่อครู 1. การที่พ่อครูประกาศว่าจะมีอายุถึง 151 ปี เพื่อดูพัฒนาการของธรรมาธรรมะสงคราม เป็นขวัญกำลังใจให้กับลูกๆได้ก้าวตาม เห็นธงชัยให้พากเพียรก้าวข้ามมหันตภัยของกลียุค หากมีโอกาสอายุยืนยาวได้อย่างพ่อครู ก็คงเห็นภาพ..ท่ามกลางทั่วโลกที่วิกฤตเดือดร้อน แต่ชุมชนบุญนิยมก็ยังสัปปายะ มีดินน้ำลมไฟที่สมดุล มีอาหารปราณีตบริสุทธิ์ได้ถวายสมณะผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีบรรยากาศอันสงบที่ได้นั่งฟังธรรม ฯลฯ ดังนั้น 151 ปี ของพ่อครู ทำให้มีความหวังอย่างยิ่งเลยครับ 2.ขณะนี้ระเบิดแห่งทุนนิยมได้สำแดงพิษสงแล้ว และสะสมฤทธิ์แรง เสมือนตั้งระเบิดเวลาไว้ให้ทำลายขั้นมหาวินาศในอนาคต ทางด้านธรรมะ ระเบิดแห่งรัก the bomb of love มีพ่อครูเป็นหัวเชื้อระเบิด ได้ทยอยปะทุแตกตัว ด้วยอานุภาคของระเบิดลูกเล็กๆน้อยๆที่มีนัยเป็นชมพูทวีป บรรเทาความเร่าร้อนให้โลกอยู่ตลอดมา ยิ่งเมื่อพ่อครูสัญจรไปที่ไหน ก็เกิดการบูมที่นั่น และจะเพิ่มปริมาณและคุณภาพการบูมยิ่งๆขึ้นไป ในกาลอนาคต 70 ปี สังคมอาริยะจะเป็นบูมสูงมาก และยิ่งเมื่อถึง 500 ปี บรรดาระเบิดเล็กๆน้อยๆจะต่อจิ๊กซอว์ สังเคราะห์เกิดปฏิกริยาเป็นพลังงานระเบิดขนาดมหึมา อานุภาคยิ่งกว่ามหาปรามณู ปรากฎรัศมีแห่งชมพูทวีปชัดเจนทั้งรูปนาม เป็น the the bomb of love แผ่พลังเย็นอันมหาศาลให้กับมนุษยชาติ ถ่วงดุลป้องกันไม่ให้โลกพินาศ ถอดสลักหรือปลดชนวนระเบิดแห่งบาปนิยมหรือโลกีย์นิยมจนหมดสิ้นฤทธิ์ได้(แม้ชั่วระยะหนึ่ง)แสดงว่าในกาลนี้ the bomb of love เกิดขึ้นแล้วโดยชาวบุญนิยมและเป็นการ "วางระเบิดเวลาแห่งความรัก" ไว้สำหรับอนาคตด้วย เป็นธรรมาธรรมสงครามที่น่าติดตามข้ามภพชาติ อย่างนี้เข้าใจถูกไหมครับ? กราบขอบพระคุณครับ

พ่อครูว่า… ที่เอาของคุณเพชรดินฟ้ามานี่ก็เพื่อยืนยันว่าที่อาตมาพูดเรื่อง A bomb of love นี่เป็นเรื่องที่มีคนฟังเข้าใจได้นะ อย่างน้อยก็คนหนึ่งน่ะ อาตมาไม่เน้นมวล ไม่เอาคนหมู่มากเป็นเกณฑ์ concept หรือเจตนารมย์ทิฏฐิแบบนี้ศาสนาจึงกลายเป็นการขายสินค้า เป็นการผลิตสินค้าออกมาขาย หรือกลายเป็นการเล่นลิเก ต้องหาแม่ยกต้องหาคนชมให้มากๆด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ นี่คือการล่มสลายของศาสนา ใครที่หามวลด้วยอามิส ด้วยโลกธรรม ด้วยเดรัจฉานวิชาทำให้ศาสนาบรรลัย พรหมจรรย์พระพุทธเจ้านี่ไม่ใช่เพื่อหาคนมาเป็นบริวาร หรือให้คนมานับถือ ป่วยการพูดถึงได้โลกธรรม ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อคนนับถือ ? ภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อ... 1 . หลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) ไม่ใช่เพื่อหาบริวาร 2 . มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) ไม่เกลี้ยกล่อม 3 . มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเพื่อเสียงสรรเสริญ 4 . มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป 5 . มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า.. เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้เราประพฤติ 6 . เพื่อสำรวม 7 . เพื่อละ, 8 . เพื่อคลายกำหนัด, 9 . เพื่อดับทุกข์สนิท ฯ (พรหมจริยสูตร พตปฎ.เล่ม 21 ข้อ 25 )

พ่อครูว่า… กรอบของพระพุทธเจ้าคือไม่หาบริวาร ไม่หาเสียง คนจะมานับถือก็ไม่ใช่เป้าหมาย ไม่เกลี้ยกล่อม ไม่หลอกลวงประชาชน แต่เพื่อให้มาสำรวมอินทรีย์ มาละหน่ายคลายจากกิเลสต่างหาก ทุกวันนี้อาตมาพาทำอย่างสบายใจ คนจะว่าจะด่า ก็เอาความจริงเท่าที่มี เอาความจริงส ิ่ งเปิดเผยได้ ถูกต้องที่สุด ชัดที่สุด อาตมาเอาเป้าหมายนั้น ชัดที่สุด

มาสู่บทความของ ฉ. 17-23 ก.ค. 2558 ของ วิเวกา นาคร เรื่อง รหัสมหายา ว่าด้วย สัต และ อสัต สวลักษณะและสวภาวะ

ฟังจากนาครชุน ที่เน้นอย่างหนักแน่น และจริงจังว่า "สภาวธรรมจะเกิดขึ้นเองไม่ได้ ตัวเองจะให้ตัวเองเกิดไม่ได้"

ท่านปรวาทีกล่าวแก้โดยพลัน โลกเกิดจากสิ่งอื่นทำให้เกิด ที่จริงสิ่งอื่นนั้นก็คือตัวเองนั่นเอง เพราะการเปรียบเทียบจึงมีเรากับเขาขึ้น บุรุษที่ 1 เมื่อพบบุรุษที่ 1 อีกคนหนึ่งเข้าจึงมีคำว่า ฉันและ ท่าน เกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ตัวของตัวเองให้เกิดขึ้นไม่ได้แล้ว จึงทำให้ส ิ่ งอื่นเกิดขึ้นไม่ได้ด้วย ทั้งตัวเองและผู้อื่นช่วยกันทำให้เกิดขึ้น ฝ่ายศูนยวาทจึงค้าน เปรียบเทียบคนตาบอดคนเดียวมองไม่เห็น แม้จะเอาคนตาบอดอีกคนมาอยู่รวมกันก็ไม่เกิดการเห็นใดๆ ถ้าอย่างนั้นก็เกิดขึ้นโดยไร้เหตุนะซิ แย้งจากท่านปรวาทีไม่ได้ ฝ่ายศูนยวาทปฏิเสธ ไฟ ย่อมเกิดจากฟืน แม่น้ำย่อมเกิดแต่ฝน ทุกส ิ่ งย่อมมีเหตุ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเราจึงยืนยันได้ว่า ส ิ่ งทั้งปวงไม่มีอะไรอุบัติขึ้นเลย ที่เราประสบการณ์อยู่คือ โลกที่ปรากฎแก่เรานั้นเปรียบเหมือนเมืองปีศาจ เหมือนพยับแดด เปรียบเหมือนมายากล โลกจึงไม่เป็นสัต และทั้งไม่เป็นอสัตด้วย เพราะมีสัต จึงมีอสัต เป็นเครื่องเทียบ ก็เมื่อสัตเราปฏิเสธเสียแล้ว อสัต จึงพลอยถูกปฏิเสธไปด้วย จากนี้ จึงเห็นได้ว่า เมื่อนิกายศูนยวาทถือว่าโลกไม่เป็นทั้งสัตและอสัต เช่นนี้ คำถามก็คือ ถ้าอย่างนั้นโลกเป็นอะไร คำตอบจากท่านคุรุนาครชุนคือเป็นปฏิจจสมุปบาท คือธรรมอันอาศัยเหตุพร้อมทั้งผลเกิดขึ้น เมื่อเป็นปฏิจจสมุปบาทธรรม จึงชื่อว่า ศูนยตา จากนั้นจึงได้อรรถาธิบายต่อ คำว่า ศูนยตา ในที่นี้ไม่ใช่หมายถึงความไม่มีอะไรสิ้นเชิง ผิดกับคำว่า อุจเฉทะ หรือนัตถิกะ ซึ่งเป็นคำปฏิเสธเด็ดขาด ศูนยตา หมายถึงความไม่มีสวลักษณะหรือสวภาวะเท่านั้น (ปรากฎคือตั้งแต่บางเบาจนถึงอัปปมัญญา คำว่า สว ภาวะ หรือภพ ก็ไปเข้าใจว่าลักษณะนั้นต่างกับภาวะ ก็จริงมีความต่าง แต่โดยจริงคือสิ่งที่ถูกรู้ทั้งนั้น ภาวะสิ่งที่ปรากฎตัวเราก็ไม่มี ก็เล่นศูนยตาก็เอาพยัญชนะมาเล่นสุดท้ายก็เข้าหา 0 ) คือ ไม่มีส ิ่ งใดในโลกที่จะเป็นอยู่ด้วยตัวมันเองโดยไม่มีความสัมพันธ์กับส ิ่ งอื่นๆอีก นิกายศูนยวาทเห็นว่า ทุกส ิ่ งเป็นส ิ่ งสัมพันธ์กันหมด เพราะเหตุนั้น ปฏิจจสมุปบาทอันใด ศูนยตาก็อันนั้น ศูนยตาอันใด มัชฌิมาปฏิปทา ก็อันนั้น สังยุตนิกายยืนยันว่า ดูก่อน กัจจานะ เมื่อพิจารณาโลกโดยสายดับแล้ว ความยึดถือในอัตถิตาก็หมดไป เมื่อพิจารณาโลกในสายเกิดแล้ว ความยึดถือในนัตถิตาก็หมดไป ตถาคตก็ย่อมแสดงธรรมเป็นท่ามกลางไม่ติดในส่วนทั้ง 2 นั้น ยากที่ปฏิเสธโลกว่า ไม่เป็นทั้งสัตและอสัต นั้นมีข้อเปรียบเทียงที่เห็นได้ง่ายคือ ความยาวกับความสั้นในความรู้สึกของสามัญชนย่อมถือว่าสภาวะความยาวมีอยู่จริง สภาวะความสั้นก็มีจริง ข้อเท็จจริงนั้นที่เรารู้ว่ายาวก็เพราะความรู้ว่าสั้นมาเป็นเครื่องเปรียบเทียบ เมื่อเป็นเช่นนี้ ยาวกับสั้นมีได้ก็เพราะความสัมพันธ์กัน ถ้าปราศจากความสัมพันธ์นี้แล้ว ยาวสั้นก็หามีไม่ นั่นก็คือ สวลักษณะของความยาวนั้นไม่มี ของความสั้นก็ไม่มี เมื่อสวลักษณะไม่มี เช่นนี้จึงเรียกว่า ศูนยตา เมื่อสรรพธรรมไม่มีสวลักษณะเช่นนี้ สรรพธรรมจึงเป็นปฏิจจสมุปบาทธรรม โลกกับพระนิพพานเมื่อว่าโดยปรมัตถโวหารก็เป็นมายาธรรม ทั้งนี้ เพราะเหตุว่า เมื่อโลกไม่มีสวลักษณะเปรียบเหมือนพยับแดด เหมือนฟองน้ำ ความดับไปแห่งโลกกล่าวคือพระนิพพานจะมีสวลักษณะอยู่ได้อย่างไร เพราะฉะนั้น เมื่อโลกเป็นมายา ความดับไปแห่งความเป็นมายานั้น จึงพลอยเป็นมายาไปด้วย เพราะเนื้อแท้ไม่มีอะไรดับ โลกกับพระนิพพาน จึงไม่ใช่ 1 ไม่ใช่ 2 ทั้งนี้ เพราะเหตุว่าในปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง เมื่อพิจารณาโดยสมุทัยวาระแล้ว คืออวิชชาเกิด สังขารก็เกิด เป็นลำดับ สมุทัยก็เกิดขึ้นในปฏิจจสมุปบาทอันเดียวกันนั้น ครั้งพิจารณาตามนิโรธวาระแล้ว กล่าวคือ อวิชชาดับ สังขารดับ ตามลำดับไซร้ โลกนิโรธ กล่าวคือ พระนิพพานย่อมอยู่ ณ ที่นั้นเอง ผู้ใดเห็นว่าโลกกับพระนิพพานเป็น 1 ผู้นั้นเป็นฝ่ายสัสตทิฏฐิ ผู้ใดเป็นว่าโลกับพระนิพพาน เป็น 2 ผู้นั้นเป็นฝ่ายนัตถิกทิฏฐิ โดยแท้จริง พระนิพพานนั้นไม่เป็นทั้งภาวะและอภาวะ ผู้ใดเป็นพระนิพพานเป็นภาวะ ผู้นั้นเป็นผู้เอาส่วนสุดฝ่ายอัตถิตา ผู้ใดเห็นพระนิพพานเป็นอภาวะ ผู้นั้นถือเอาส่วนสุดฝ่ายนัตถิตา โดยความจริงแล้ว พระนิพพานพ้นจากความมีและความไม่มีที่ต้องทำความเข้าใจก่อนเดินหน้าต่อไป 1 ก็คือ สัต หมายความว่า ความมีอยู่ 1 ก็คือ อสัต หมายความว่า ความไม่อยู่ เช่นเดียวกับ สวภาวะ อภิชัย โพธิ์ประสิทธิ์ศาสต์ ให้คำอธิบายในเชิงอรรถของหนังสือพระพุทธศาสนามหายานอย่างนั้นกระชับว่า ส ิ่ งที่เป็นอยู่ มีอยู่ด้วยตัวมันเอง โดยไม่ต้อง อาศัยส ิ่ งอื่นเป็นอยู่ มีความคงทนไม่เปลี่ยนแปลง จึงอาจกล่าวได้ว่าในโลกแห่งอนิจจังนี้ยากที่จะมีสิ่งใดดำรงอยู่อย่าง สวลักษณะ หรือดำรงอยู่อย่าง สวภาวะ

พ่อครูว่า … ก็คือคุณไม่มีทั้งส ว ภาวะกับสวลักษณะ คุณก็ไม่มีอะไรเลย แต่เรากำลังเจอจุดที่เป็นสองที่ต้องมีธรรมะสอง แต่เขาว่าใครเข้าใจว่ามี 1 มี 2 คนนั้นเจ๊งกระบ๊ง แล้วเขาก็ว่าทุกอย่างสัมพันธ์กันจึงต้องมี ที่อาตมาเอามาอ่านสู่ฟังเพื่อให้เห็นว่า ผู้ที่เขาอ่านหนังสือหรือฟังภาษาของนักบรรยาย โดยเอาความคิดตนมาเรียบเรียงอย่างนาครชุนก็จะวนกับความคมคายของตน แล้วพวกนี้อุจเฉทิฏฐิหรือนัตถิกทิฏฐิ เรียกว่า ศูนยวาทะ ศึกษาไปก็เปล่าเลย น่าสงสารมากเลย อย่างวิเวกานาคร ก็เป็นนักค้นคว้าเอาพยัญชนะมาศึกษา เขาก็สนุกไปกับการคิดค้นพวกนี้ วันนี้ก็ได้มาอีก 4 คำ สัต และ อสัต สวลักษณะและสวภาวะ เขาอ้างอิงถึง กัจจานโคตรสูตร เล่ม 16

[ 43 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก(โลเก อัตถิตา) ย่อมไม่มีโลก(สา น โหติ) นี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะจึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ พ่อครูว่า … นี่คือตัวจบ คือความไม่มี ซึ่งถ้าคนไม่ได้ปฏิบัติเลยก็ไม่มีโลกนิโรธ แต่ถ้าผู้ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิ แล้วดับโลกสมุทัยได้ก็เป็นคนไม่มีเช่นกัน แต่เป็นคนไม่มีโลกสมุทัยแล้ว แต่เป็นคนมีโลกนิโรธ

[ 44 ] ดูกรกัจจานะ ส่วนสุดข้อที่ 1 นี้ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ ส่วนสุดข้อที่ 2 นี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มี ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้ง 2 นั้นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ... ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ จบสูตรที่ 5 พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าอธิบายว่าส่วนสุดของข้อที่ 1 คือความมีและส่วนสุดของอันที่ 2 คือความไม่มี ส่วนสุดคืออันตา ส่วนสุดของส ิ่ งทั้งปวงยังมีอยู่ก็คือไม่นิโรธ ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้งสองนี้ ซึ่ง บาลีว่า อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม มชฺเฌน ตถาคโต ธมฺม เทเสติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิฺาณ ฯ ไม่่ว่าจะมาทางมีหรือไม่มี ทางอันตา(อันเต) จะไปข้างไหน ไม่ไปทั้งสองข้าง พระพุทธเจ้าแสดงธรรมให้ไปถึงส่วนกลางแท้จริง ต้องปฏิบัติตั้งแต่กามภพ เหลือแต่อัตตา ปฏิบัติทั้งกามและอัตตาก็จะลด กามจะหมดก่อนแล้วจึงมาเหลืออัตตา โลกหยาบคือกามหมดแล้ว ถ้าจะมีกามก็คือรูปราคะ อรูปราคะ ก็มาลดอันนี้อีกก็สองอย่างนั้นแหละของวิหิงสา ไม่ใช่กามกับพยาบาทแล้ว เป็นเรื่องตัวในตัวปลายแล้ว ตัวรูป อรูปแล้ว ภายในแล้วก็จะมีกามราคะอยู่ภายใน ก็ต้องให้หมดแม้เล็กแม้น้อย คือวิภวภพ ต้องรู้จักอรูปแม้ตรวจด้วยอรูปฌานก็หมดจบ ต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัยทั้งนั้น ถ้าผู้ใดไม่ปฏิบัติตามลำดับมีของจริงตามลำดับ แต่ใช้เพียงความขบคิดแล้วจะใช้เป็นตัวจบ เข้าใจพยัญชนะ เข้าใจปรัชญาหมดเลยอย่างนาครชุน เขาก็จะเน้นสุญญตาเป็นหลัก ไม่เน้นเป็นลำดับ เราจะไม่มาอยากพูดตัวปลายก่อนเลย เราจะพูดตัวต้นก่อน ถึ ง เวลาจะพูดตัวปลายก็ค่อยพูด คนที่ยึดในทางเร็วต้องการให้ 0 ก็ไม่มีเบื้องต้น สายที่นั่งหลับตาก็ไม่มีเบื้องต้น เขาฉลาดนะ ตามเขาไม่ได้ง่ายๆนะ นี่คือสายปัญญา ส่วนสายเจโตไม่ต้องพูดกันเลย เข้าป่านั่งสมาธิไป ไม่ต้องคิดนึก ไม่ต้องเอาปริยัติ มันจะมีปัญญามาเอง ซึ่งผู้นั่งสมาธินี่นะ นั่งแล้วบรรลุ ส่วนมากคือคนมีบุญบารมีของเก่ามา เพราะฉะนั้นเหลือปลายๆนั้นมาทบทวนค้นของเก่า เหลือปลายมาพิจารณาจริงก็จบได้ ทีนี้ในตัวอย่างตำนานนั้นสมัยพระพุทธเจ้า บริวารของท่านล้วนแล้วแต่มีบารมีมาทั้งนั้น มาร่วมสร้างศาสนา มีโพธิสัตว์เยอะ แต่เถรวาทไม่กล่าวสักองค์ว่าเป็นโพธิสัตว์ แม้จะมีอรหันต์ตัวจริง พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระกัจจายนะ พระอานนท์นั้นคือโพธิสัตว์ทั้งนั้น ในอสีติสาวกทั้งหมดคือโพธิสัตว์ทั้งนั้น ไม่ใช่อรหันต์ธรรมดา เป็นอรหันต์ระดับ 6 หรือ 7 หรือ 8 ไปทั้งนั้น เร ิ่ มต้นเป็นโพธิสัตว์จริงคือโสดาบัน เป็นผู้เร ิ่ มเดินทางสู่ความตรัสรู้ก็คือโพธิสัตว์แท้ๆ เพิ่งได้เร ิ่ มต้น เข้าสู่กระแสแล้ว เดินทางสองทิศ เดินมาแล้วสู่นิพพาน โสดาบัน รู้อาริยสัจ 4 จิตเข้ากระแสโสตาปันนะ พากเพียรไปมีอวินิปาตธรรม ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดามีนิยตะ แล้วสัมโพธิปรายนะค ื อไปสู่ความตรัสรู้ ต้องรู้โลกุตระ คือเร ิ่ มต้นรู้จักกาย สังโยชน์ข้อ 1 คือรู้จักกาย จับอ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทส ต้องอ่านสภาวะเป็น แต่ถ้ามีแต่สัมมาทิฏฐิโดยเหตุผลไม่ได้ปฏิบัติก็ได้แต่เข้าใจ ก็ไม่ได้เป็นแม้โสดาบัน ตายไปชาติหน้าก็มาฟังใหม่ลืมไปหมดแล้ว ไม่ได้มรรคผล ตายไปชาติหนึ่งไม่มีหลักประกันเลย ไม่มีนิยตะ หากไม่ถึงปรมัตถ์ขั้นนิยตะ เป็นสภาว ะ ปรมัตถ์ หากไม่ได้ถึงขนาดนี้ ตายไปแม้จะได้ฟังธรรมมากมาย ไม่ได้ปฏิบัติถึงโสดาบัน เกิดชาติหน้าก็ยากจะต่อได้ วิบากจะพาไป แต่ถ้ามีเชื้อแล้วจะมาได้ มี DNA แล้ว มีพิมพ์เขียวแล้ว เข้ากระแส ก็คือค่อยๆเข้า รู้ทิศทาง ต้องแยกเวทนาในเวทนาออก อ่านอาการลิงค นิมิต อุเทส ออกว่านี่คือกิเลสตัวแรก คือสักกายะ รู้องค์ประชุมรูปนาม ตากระทบรูปมีผัสสะเห็นเดี๋ยวนี้กระทบปุ๊ปเกิดความปรุงแต่ง ปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิด สังขารก็อันเดียวกับวิญญาณ กับนามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา ภพ ชาติ ชราฯ ก็อันเดียวกันหมด ตากระทบเกิดวิญญาณนี่คือสังขาร เป็นองค์ประชุมเกิด เกิดเป็นผู้เสพรส สังขารเป็นผู้เสพรส สุขเวทนา วิญญาณคือธาตุรู้ ตอนนี้วิญญาณเป็นเทวดา เสพรส ตากระทบรูป หูกระทบเสียง วิญญาณเป็นเทวดา แต่ถ้าไม่เสพรส เกิดผลักไม่ชอบ ก็ไม่เป็นเทวดาก็เป็นผี สังขารนั้นก็เป็นผี ผีคือสัตว์โอปปาติกะคือวิญญาณ มันปรุงเป็นสุขทุกข์ เป็นสัตว์หมด อยู่กับความเป็นสัตว์แต่คุณไม่รู้ เพราะอ่านกายไม่เป็น สัตตาวาส 9 อ่านไม่เป็นทำไม่เป็น ต้องรู้ความต่างของกาย แต่ไม่เรียนก็ไม่รู้เรื่อง คำว่า กาย คือโลกุตระข้อที่ 1 ต้องเรียนรู้กาย เวทนาก็คือกาย จิตก็คือกาย ธรรมะก็คือกาย อธิบายอย่างนาครชุน อันเดียวกันแต่คุณต้องปฏิบัติ จะเอาแต่ปัญญาเข้าใจแล้วจบไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องไปถึง 0 ก็ได้ทำให้เป็นลำดับแล้วจะได้ 0 ของโสดาบัน 0 ของสกิทาคามี 0 ของอนาคามี 0 ของอรหันต์เอง แต่นี่ไปเอา 0 ก่อนก็ไม่รู้กาย สังโยชน์ข้อ 1 โลกุตระข้อ 1 ก็คือกาย หากไม่รู้กายจะไปรู้รูปกาย นามกายไม่รู้เรื่อง จะไม่รู้เลยว่า อาการ ของกาย องค์ประชุมของรูปนามทั้งคู่นะ อาการ 32 มันคือสภาพของดิน น้ำ ไฟ ลม ปรุงแต่งกันอยู่ แต่เมื่ออยู่กับวิญญาณร่วมรับรู้ได้เป็นอาการ 32 แต่ถ้าบางอย่างวิญญาณรับรู้ไม่ได้ เช่น ผม ขน ฟัน เล็บ หนัง หรืออุจจาระร่วงมาแล้ว หรือเสลด คุณขากออกมาข้างนอกไม่เป็นกาย เมนส์ของผู้หญิงหากเป็นไข่อยู่ก็เป็นอาการ อยู่ในร่างกาย ในคำว่าอาการพวกนี้มีความเคลื่อนไหวอยู่ทั้งนั้น มีชีวิตินทรีย์ทั้งนั้น ส่วนอาการ 33 เป็นตาวติงส์นี่คือวิญญาณโดยตรง นอกนั้นเป็นอาการที่มีวิญญาณเข้าร่วม สิ่งใดไม่มีวิญญาณร่วมอันนั้นไม่ใช่กาย อย่างผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไม่ใช่กาย ไม่มีปสาทรูป เสลดขากออกมาไม่ใช่กาย ระดูออกมาแล้วไม่ใช่กาย อุจจาระปัสสาวะไม่ใช่เมื่อออกมาแล้ว น้ำหนองที่ออกมา น้ำเลือดที่ออกมา ไม่ใช่ ในคำว่ากาย คำเดียวที่อาตมาพูดวนไปวนมานี่ คนบางคนอาจรำคาญ เพราะเขาเก่ง ต้องเห็นใจคนไม่เก่ง ก็ขออภัย ขณะที่คุณตาย วิญญาณของคุณเป็นวิญญาณที่รับวิบาก 9 . พาลปัณฑิตสูตร [ 57 ] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายกายนี้ของคนพาล ผู้อันอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ประกอบด้วยตัณหา เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ กายนี้ด้วย นามรูปในภายนอกด้วย ย่อมมีด้วยประการดังนี้ เพราะอาศัยกายและนามรูปทั้งสองนี้ จึงเกิดผัสสะ สฬายตนะ ซึ่งทั้ง สองอย่างนั้นหรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถูกต้องคนพาล เป็นเหตุให้เสวยสุขและทุกข์ กายนี้ของบัณฑิตผู้อันอวิชชาหุ้มห่อแล้วประกอบด้วยตัณหา เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ กายนี้ด้วยนามรูปในภายนอกด้วย ย่อมมีด้วยประการดังนี้ เพราะอาศัยกายและนามรูปทั้งสองนี้ จึงเกิดผัสสะ สฬายตนะ ซึ่งทั้งสองอย่างนั้นหรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถูกต้องบัณฑิต เป็นเหตุให้เสวยสุขและทุกข์ ฯ

พ่อครูว่า… คนตายไปนี่สวรรค์จะไม่มีจริงเพราะสวรรค์ต้องอาศัยอุปกรณ์เสพ แต่ว่านรกนี่เป็นแท้ๆ ตอนตายไปมีแต่อุบัติของสัตว์นรก ตอนตายไป 1 .คุณไม่พบใครเลย 2 .คุณจะอยู่กับอุปาทาน อุปาทานของปุถุชนก็เป็นเช่นนั้นแล้วจริงกว่าตอนเป็นๆ เช่น คุณทุกข์ร้อน คุณโกรธใครในโลกมนุษย์ คุณโกรธ 100 เท่าแต่ตอนตายไปความโกรธจะดิ้นไป แสนเท่าเพราะไม่มีอะไรดึงดูดเลย ไม่มีภาวะที่มีเหตุปัจจัยที่ดึงดูดเลย แล้วคุณไม่มีทางออกเลยเหมือนตอนเป็น คุณนึกว่าจะออกได้แต่ไม่มีให้ออก ก็ซับซ้อนไม่รู้กี่ชั้นเป็นทับทวี เป็นไม่รู้กี่ร้อยพันเท่า จะไม่มีสิทธิ์รู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ ตกนรกน่ากลัวมาก นรกที่ทุกข์มากท่านพยายามบอกว่าถูกต้มในกระทะทองแดง ทรมานมาก แต่คุณใช้ตรรกะ จะอ่านของหม่อมคึกฤทธิ์ให้ฟังว่า เมืองนรกมีกระทะทองแดง ต้นงิ้วและยมบาล ที่คอยทรมานสัตว์นรก ให้ทรมาน แต่ถ้าจะคิดถึงนรกอย่างตรรกวิทยาก็น่าสนุกเพราะประการแรก สัตว์นรกแม้จะทรมานก็ตายไม่ได้ ไม่เคยปรากฎว่าใครตายในกระทะทองแดง หรือไม่ปรากฎว่าเปรตตัวใดถูกยมบาลตุ๋นด้วยไฟอ่อนจนตายก็ไม่เคยมี เมื่อการถูกทอดถูกตุ๋น ไม่หมายถึงความตายแล้ว การถูกทอดถูกตุ๋นก็ไม่น่ากลัวเพราะไม่เจ็บแม้จะร้อนบ้างก็คงจะชินชาไป สัตว์นรกอาจจะรู้สึกว่าขาดอะไรไปก็อาจเกิดการเหงาก็เป็นได้ ถ้าสังเกตกรรมของมนุษย์ปัจจุบันจะเห็นว่านรกไม่มีวันเหงา … พ่อครูว่า… เขาชวนคนลงนรก เขียนให้นรกไม่น่ากลัวก็ซวยสิ เป็นการเขียนที่ไม่ควรอย่างยิ่งมันทวนสัจจะ … อาจได้พบปะคนมีชื่อเสียงหรือคนดัง หรือจะได้เห็นสัตว์นรกหน้าใหม่มาให้เห็นกัน แต่พวกสัตว์นรกที่อยู่มานานก็อาจชินก็อาจเห็นกิริยาของคนที่เพิ่งมาลงกระทะทองแดงก็จะเห็นเป็นที่ขบขันได้รื่นเริงเฮฮาได้ทุกวัน แล้วยิ่งเห็นคนไม่ชอบหน้าในเมืองมนุษย์ไปทรมานในนรกก็คุ้มกับการลงนรก แต่ถ้าจะหันกลับมาดูสวรรค์ดูไม่น่าสนุกเหมือนสัตว์นรก แบ่งเป็นชั้นๆ เทวดาชั้นสูงหรือต่ำมีอภิสิทธิ์ต่างกัน อย่างเทวดานิมมานรดีก็ประสงค์ส ิ่ งใดต้องตามเทวดาชั้นต่ำมาสร้างมานึกให้อีกทีเหมือนเรียกบ๋อยตามโฮเตล หากคนเป็นเทวดาชั้นต่ำก็จะลำบาก ไหนจะต้องนึกส ิ่ งที่ตนต้องการแล้วก็ต้องไปนึกให้เทวดาขั้นสูงอีก ถ้านึกแล้วไม่ตรงกับที่แต่ละเทวดาต้องการอีก ก็จะยุ่งยากอีก อาจโดนตำหนิอีก รำคาญอีกได้ไม่น้อย นอกจากนั้นชีวิตประจำวันของเทวดาก็ขาดสิ่งน่าสนใจ ได้แค่คนดีๆไปล้วนๆ สวรรค์จึงต้องเต็มไปด้วยอุบาสก อุบาสิกา มหาเปรียญก็คงพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง ส่วนก็ไม่มีใครบอกว่าเทวดาจะทำอะไร ก็มีแต่เหาะไปเหาะมาไม่นานก็เบื่อหรือนั่งดูวิมานไป พ่อครูว่า … เป็นเรื่องไม่น่าพูด เพราะพูดนรกให้ชวนเป็นส ิ่ งน่าไป พูดให้สวรรค์ไม่ควรไป ทวนสัจจะที่ควรทำควรเป็น ถ้าเป็นปราชญ์ก็ไม่ใช่แน่ อาตมาถึงบอกว่าการเดาหรือตรรกะคิดไปได้สารพัดต่างๆนานา อาตมาเห็นว่าไม่ควรเอามาพูด จริงๆแล้วคุณไปนรกนี่จะไม่เจอใครเลย ตกนรกเหมือนนอนฝันไม่เจอใครหรอก จิตวิญญาณไม่ไปพบใคร ของใครของมัน อัตตาของตนทั้งนั้น ได้รับนรกจากอุปาทานของตน ใครยึดนรกที่เป็นอุปาทานของตนเลอะเทอะเยอะแยะ แล้วสับสนซับซ้อน ตกในอนุสัย อนุสัยจะพาไปอย่างจริงจังที่สุด สวรรค์เหมือนพยับแดดฟองคลื่น เป็นของเท็จ ที่มีเหตุปัจจัยทางทวาร 5 ตายไปแล้วหากไม่เป็นอาริยะ สวรรค์ 6 ชั้นคือสวรรค์ปัจจุบัน ตายไปจะไม่มีสวรรค์อย่างท่านคึกฤทธิ์พูดนี้เลย 1 .จตุมหาราชิกาก็ไม่มีที่ไหนให้ล่า คุณอยู่กับภพของคุณเท่านั้น ไม่มีทิศทั้ง 4 หรอก 2 .ดาวดึงส์ จะได้รสสวรรค์แต่ไม่มีทวาร 6 ให้เสพ ไม่มีดา ว ดึงส์แต่เป็นนรกเต็มๆ ผู้ที่ตายไปแล้วจะได้สวรรค์นั้นน้อยกว่าน้อยคืออาริยะ เท่าขี้เล็บ นอกนั้นปฐพีทั้งหมดคือนรก พระพุทธเจ้าเทียบให้ฟัง ปุถุชนตกนรกทั้งนั้น ถ้าเป็นอาริยะก็จะพ้นเป็นลำดับไปอาการ 32 คือสัตว์นรกเต็มที่เลย ไม่มีอะไรช่วยนอกจากโลกุตรธรรม เพราะตายไปแล้วอยู่กับวิบากเต็มๆ หากไม่มีปัจจุบัน ไม่มีกรรมที่จะไปแก้ได้เลย ปัจจุบันเท่านั้นที่แก้ได้ ต้องมีปัญญาโลกุตระด้วย หากไม่มีปัญญาจะเสพดาวดึงส์ อามิสโลกธรรม แต่ตายไปไม่มีโลกธรรม ไม่มีกามคุณ จะไม่มีสวรรค์ 3 .ยามาคือเวลาในการตกนรกจะยาวนานมาก 4 .ดุสิตคือที่พักยก ในนรกไม่มีพักยก มีแต่เวลายาวนาน 5. นิมมานรดี 6.ปรนิมิตวสวตีไม่มีในนรก มีแต่ดาวดึงส์ อาการ 33 คือนรกเต็มๆกับยามา ไม่มีพักยกดุสิตาด้วย นี่คือวิญญาณปุถุชนที่แท้จริงน่ากลัวมาก ที่บอกว่าสวรรค์ในอก นรกในใจนั้น นรกของจริง แต่สวรรค์จะได้ในปัจจุบัน มีแต่หลงโลกีย์ ได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้กามคุณ สมใจก็เป็นสุข บำเรออัตตาทั้งหมดคืออัตภาพ อัตตา สวรรค์คือทวาร 5 ตายไปแล้วคืออาการ 33 และยามาล้วนๆ นานกี่กัปก็ไม่รู้ เป็นเรื่องที่คนไม่รู้ตรรกะ อย่างที่เขียนมากลายเป็นภัยเป็นบาปอกุศลที่ไม่ควรทำ มีแต่เขาทำให้นรกน่ากลัว สวรรค์น่าได้แล้วก็ทำสวรรค์ให้ถูก แต่เรียนอนุปุพพิกถาต้องให้สัมมาทิฏฐิ ทาน ศีล สัคคะ กามาทีนวะ เนกขัมมะ สอนทานให้รู้จักทำใจในใจให้เป็น ถ้าทำไม่เป็นก็ได้กุศลโลกีย์ ได้กัลยาณธรรมเป็นสวรรค์โลกีย์ที่ได้เสวย คุณทำทานเป็นเรื่องสังคมศาสตร์เรื่องดีงาม ทานแล้วยิ่ง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน