570315_พ่อครูที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง เจตนารมย์ที่ดีต้องเคารพกฎหมาย.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570315_ พ่อครู ที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง เจตนารมย์ที่ดีต้องเคารพกฎหมาย
พ่อครูว่า … วันนี้ ว ันที่ 15 มีนาคม 2557 ที่ป้อมมหากาฬ อยากจะให้ดูที่คน กลดมันจะเก่งอย่างไร ก็สู้คนไม่ได้ คนมีจิตวิญญาณ พระพุทธเจ้าว่า จิตวิญญาณเป็นประธานส ิ่ งทั้งปวง เป็นอำนาจเป็นพลังในตัวคน เราจะคิดอย่างนั้น ทำอย่างนั้น เกิดจากพลังงานวิญญาณทั้งสิ้น มโนบุพพังคมาธัมมา มโน เสฏฐามโนมยา ถ้าไม่เข้าใจไม่สามารถเรียนรู้ ไม่ควบคุม ควบคุมไม่ได้ คนเราก็พยายามควบคุม แต่จิตวิญญาณเรามีลักษณะสองอย่าง อย่างหนึ่งคืออกุศล อีกส่วนหนึ่งคือ กุศล ถ้าใครสร้าง ซึ่งแต่ละคนสร้างเอง สร้างอกุศลใส่จิต ตนเองก็สั่งสม เป็นพลังงานในจิตตน ถ้าเราสร้างอกุศลจิตใส่จิตตนมาก มันก็มีพลังมาก มาบังคับ เป็นเจ้า จิตคนจึงมีพลังงาน กิเลส ออกมาทางกาย วาจา ใจ ทุกอิริยาบท ขยับแขนขา เนื้อตัว เกิดจากพลังจิตวิญญาณทั้งนั้น จะพูดจา เสียงสำเนียง โดยเฉพาะจิตนี่แหละเป็นตัวสั่งการ พุทธศาสนาสอนให้แก้ไขจิตเป็นหลัก ผู้สามารถเรียนรู้ ถึงจิต อ่านจิตออก อ่านจิตเป็น แล้วสามารถทำให้จิตตนเปลี่ยนแปลงให้ลดกิเลส หรือทำตัวกิเลสอกุศล ให้หาย หมด ดับ ไป จิตนี่ เป็นแรงออกไปเป็นปรารถนา มุ่งหมายออกไป พระพุทธเจ้าท่านเรียกเจตนา หรือมโนสัญเจตนา หมายมุ่งตามที่ต้องการ คำว่าเจตนารมย์ ที่กำลังฮิตในตลาดการเมืองไทย นายกฯ ว่า " ถ้าเรามุ่งแต่จะใช้กฎหมาย ตัดสิทธิ์ ไม่มองถึงเจตนารมย์ ถ้าทำอย่างนี้จะไปกันลำบาก " คนเราจะนำคำพูดมาใช้เพื่อเจตนา คนเราในสังคมต้องมีกฎเกณฑ์ ถ้าผิดกฎก็ต้องชำระกัน ในประเทศ กฎหมาย รัฐธรรมนูญเป็นใหญ่ที่สุดในประเทศเลย ที่เขาพยายามประดิษฐ์คำพูดมาก็ไม่ค่อยตรง เมื่อนายกฯ ปฏิบัติตนไม่อยู่ภายใต้กฎหมาย จะไปบริหารประเทศได้อย่างไร ลบหลู่ตุลาการรัฐธรรมนูญก็เคยมา ทั้งท
อ่านต่อ
ี่ตนก็เคยพูดว่ามันต้องเป็นไปตามกฎหมายนะคะ แต่ว่าพอตอนหลังมาพูดว่า ให้ดูเจตนารมย์
ซึ่งเจตนาหรือมโนสัญเจตนาหาร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน เรื่องอาหาร 4 กว ฬิ งการาหาร (อาหารคำข้าว ให้รู้กิเลสเบญจกาม) ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้เกิดเวทนา) มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับตัณหา) วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ คือ กำหนดรู้จักแยกแยะ นาม รูป แล้วกำจัดเฉพาะอาสวะให้จบสิ้น) วิญญาณ นี่คือธาตุทางจิต เป็นเครื่องอาศัยหลักของมนุษยชาติ ต้องเรียนรู้วิญญาณจะรู้ต้นตอ ต่อเนื่อง จากส ิ่ งนี้จึงเกิดสิ่งนี้ มีเหตุปัจจัย ท่านเรียกว่า รูป นาม ต้องศึกษาตั้งแต่ภายนอก อ่านอาการจิต ยามกระทบสัมผัสภายนอก ทวารนอก แล้วเกิดอาการ อยากได้มา ดูดดึงหรือผลักออก ต้องรู้อาการลีลาของจิต เจตสิกต่างๆ ต้องอ่านให้เป็น ต้องรู้ในตัณหา กามตัณหา (ใคร่อยากในกามภพ อันอาศัยรูปภายนอก) ภวตัณหา (ความใคร่อยากได้รูปภพภายใน และอรูปภพ) 3 . วิภวตัณหา (อยากได้ความไม่มีภพ หรืออยากพ้นไปจากภพ, หรือปรารถนาสิ่งที่ไม่ใช่ภพเพื่อตน เป็นตัณหาแห่งอุดมการณ์ที่อาศัยไว้เพื่อ ดำเนินความดีไปเช่นนั้นเอง) ศึกษาเป็นไปเพื่ออาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ อันน้อมนำไปเพื่อความปลดปล่อย ( วิเวกนิสสิตังวิราคนิสสิตัง นิโรธนิสสิตัง โวสสัคคปริณามิง )
อาตมาก็ไม่เคยได้ยินใครสอนที่ว่า วิภวตัณหาคือตัณหาอุดมการณ์ไว้ละกิเลส ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ต้องใช้วิภวตัณหา พระพุทธเจ้าท่านมีความมุ่งหมาย ปณิธาน เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ตอนแรก มารก็มาอาราธนาให้ตายเสีย ก็บรรลุแล้วนี่ พระพุทธเจ้าท่านก็เลยตรัสเจตนารมย์ของท่าน ว่าเราจะยังไม่ตาย จนกว่าจะสอนให้มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ให้เป็นผู้แกล้วกล้า เป็นพหูสูตร ทรงธรรม สามารถบอกได้ จำแนก เปิดเผย กระทำให้ง่าย ได้ในการแสดงธรรมให้เป็นปาฏิหาริย์ ที่เก่งยิ่งกว่า เหาะเหินเดินอากาศ ดำน้ำ ดำดิน นั่นก็เก่ง แต่นี่เก่งกว่าอีก ของพระพุทธเจ้านี่เก่งกว่าประเสริฐกว่าอีก หรือว่าจะหยั่งรู้ทำนายใจคนได้ คนที่เก่งทาง อาเทสนาปาฏิหาริย์ น่าจะไปนั่งทางในดูว่า เครื่องบินที่มาเลเซียหายไปน่าจะนั่งทางในหาเจอนะ สรุปแล้ว คือพระพุทธเจ้าสอนให้ลดกิเลส ใครทำได้เป็นปาฏิหาริย์ ใครเห็นความสำคัญอันนี้ แล้วตั้งใจศึกษาจนได้มรรคผล เกิดความจริงได้ในตน ไม่เสียชาติเกิด พวกคุณนี่เกิดมาไม่รู้กี่ชาติๆ เกิดมาก็มาไล่ล่าโลกธรรม สมบัติผลัดกันชม เสพสมบัติผัสสาหาร อาศัยแค่นี้ ไม่รู้กี่ล้านชาติ ก็จมวนเวียนเป็นวิบาก ต้องใช้หนี้วิบากไป ได้ก็มี ไม่ได้ก็มี ฆ่าแกงกัน ไม่เบื่อซะที เห็นแล้วก็รู้ว่าไม่รู้จะไปหลงยึดกันทำไม อาตมาก็ศึกษาจนรู้แจ้งเห็นจริง ที่จริงก็ไม่ง่าย แต่ควรได้ ควรได้ยิ่งกว่าได้ทองคำเป็นภูเขา 10 ลูก หรือได้เพชรก้อนโตเท่าหิมาลัย เพราะมันประเสริฐสุดยอดของมนุษย์ เป็นประโยชน์ต่อสังคม คุณมีทองเท่าภูเขา 10 ลูก คนเอาทองคำมาแจกคน ตีกันทะเลาะกัน การบริหารประเทศเพื่อเอาเงินทองแบ่งกัน อย่างนั้นมันเรื่องหลอก แต่เรื่องจริงที่สุดคือต้องได้ธรรมะ คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องย ิ่ งใหญ่ ท่านให้เรียนรู้ เจตนา หรือ ตัณหา 3 กามตัณหา (ใคร่อยากในกามภพ อันอาศัยรูปภายนอก) ภวตัณหา (ความใคร่อยากได้รูปภพภายใน และอรูปภพ) คนเราในโลกวนเวียนแค่ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สามอย่างเท่านี้ ส่วนพระอนาคามีขึ้นไปก็หลุดพ้นจากกามภพแล้ว หมดเจตนา ที่จะเอามาบำเรอตน หรือต้องสุขทุกข์ เพราะกระทบทวารนอกทั้ง 5 หมดตัณหาที่จะอยากได้มาเป็นของตน อยากเสพรสเชิงอัตตาแก่ตนไม่มีแล้ว อนาคามีขึ้นไป เหลือเศษ รูปภพ อรูปภพ เป็นแต่ของตนในจิต เหลือแต่ในจิตไม่ต้องใช้ตาหูจมูกลิ้นกาย ก็ปรุงเองในความจำ ปรุงเอง ก็ล้างกิเลสอันนี้ของตนให้หมด ล้าง ภวภพ ก็หมด โดยใช้วิภวตัณหา 3 . วิภวตัณหา (อยากได้ความไม่มีภพ หรืออยากพ้นไปจากภพ, หรือปรารถนาสิ่งที่ไม่ใช่ภพเพื่อตน เป็นตัณหาแห่งอุดมการณ์ที่อาศัยไว้เพื่อ ดำเนินความดีไปเช่นนั้นเอง) ศึกษาเป็นไปเพื่ออาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ อันน้อมนำไปเพื่อความปลดปล่อย (วิเวกนิสสิตังวิราคนิสสิตัง นิโรธนิสสิตัง โวสสัคคปริณามิง)
ศาสนาพุทธอยู่กับสิ่งภายนอก สัมผัสทวาร 5 เหมือนคนสามัญธรรมดา แต่จิตท่านไม่ได้มีกิเลส ไม่ต้องการได้มาของตน หรือว่าต้องการทำลาย หวงแหนไม่ให้ใคร หรือว่าต้องการเสพรส เป็นกาม ใคร่อยาก เป็นตัณหาใหญ่ ทำให้หมดได้จริงเป็น วิภวภพ เป็นความปรารถนาไม่เพื่อตัวตน ท่านนายกฯ พูดด้วยเจตนา ได้ 2.2 ล้านๆ ต้องการทำงานเพื่อสังคม อาตมาขอยืนยันว่า ในความมุ่งหมายต้องการของ คุณยิ่งลักษณ์ คนเรามีปฏิภาณ ว่าพูดว่าสร้างสรร แต่แฝงไปด้วยความโลภ เป็นกามตัณหา ไม่ต้องพูดเรื่องภวตัณหา ที่อยู่ภายใน ต้องเรียนรู้ก่อนจึงรู้ได้ ยังไม่เคยเรียน อย่างนายกฯ มีตัวรู้ว่าต้องได้มาเพื่อทำงานให้แก่สังคม แต่ว่าขนาดกู้เงินมาเพื่อให้คนไทยเป็นหนี้ไปอีก 50 ปี นี่ไม่ให้ใช้กฎหมาย นี่พูดไม่รู้เรื่องเลย เรื่องนี้ประธานสภาเป็นผู้ส่งเรื่องให้ศาลตัดสิน แล้วโง่กระทั่งกฎหมายก็ไม่รู้ ลึกๆ เขาก็อาจหวังว่าศาลจะตัดสินให้ได้ ก็จะให้จบ แต่ว่าศาลก็ตัดสินให้ตกไป แล้วนายกฯ ก็ว่า “อยากให้มองดูที่เจตนาอย่ามองการใช้ข้อกฎหมาย เป็นข้อเพื่อที่จะลิดรอน หรือเป็นข้อที่จะตัดสิน ของทุกคนเลย แล้วอย่างนี้เราจะไปกันลำบาก พัฒนา ประเทศต่างๆ ก็ลำบาก” แล้วก็ไม่รู้เจตนาของตนเลย ซึ่งวาระนี้สภาได้ลักหลับ ตีสามผ่านกฎหมายนี้ เขาว่าเป็นเรื่องระเบียบและข้อกฎหมาย เขาว่างั้นนะ และก็มีข้อบกพร่องผิดพลาดมากมายเลย ในการออกกฎหมายกู้เงินนี้ ไม่ให้ใครตรวจสอบด้วย แล้วใครจะไว้ใจให้ทำ นี่คือพูดไป เจตนาออกนอกลู่นอกทาง ตัดกฎเกฎฑ์เขาทิ้งหมด เพราะเขาเอาที่เจตนาคุณนี่แหละ วิธีที่คุณทำมันขัดแย้งหลักเกณฑ์ ลบหลู่กฎหมาย แสดงเจตนาที่ออกนอกแบบแผน เอาไปใช้ได้ตามใจ ใครจะเชื่อน้ำมนต์ ถ้าบริสุทธิ์ใจก็ต้องทำตามแบบแผน ให้ตรวจสอบได้ คนจิตซื่อสัตย์ ไม่มีกามตัณหา แม้จะมีภวตัณหาบ้าง ก็จะทำอย่างถูกต้อง แต่คุณนี่ทำแล้วแสดงว่ามีอกุศลเจตนา ที่คุณไม่รู้ตัวว่าออกมาแล้ว เพราะคุณทำมาหลายคดี เห็นร่องรอยตลอดมา แล้วจะให้ทำต่อไปอีกได้อย่างไร ใครจะไว้ใจคุณ ยิ่งเจตนาวิธีปฏิบัติไม่ได้อยู่ในร่องรอย แล้วมาต่อว่าเอากฎเกณฑ์มาใช้จะทำงานลำบาก ไม่ใช่ลำบากหรอก เขาไม่ให้คุณทำ นอกจากไม่ให้ทำแล้วจะให้ออกด้วย แต่คุณเหนียวเหลือเกินเป็นเรื่องที่เห็นจริงได้ วิภวตัณหานั้น เขาแปลเผินๆ ว่า ไม่อยากได้อยากมีอยากเป็น แต่นั้นตื้นๆ อาตมาแปลว่า เป็นความต้องการดับภพ พ้นจากภพ ไม่มีความอยากที่เป็นกิเลสผสมอยู่ ไม่มีกิเลสทำงานหรือสังขารร่วม ให้ฆ่ากิเลสในจิตได้ แต่ถ้าไม่ฆ่าก็สงบ กดข่ม ไม่ออกมาทำงาน ออกมาทำงานเป็นครั้งคราว แต่ไม่ได้ล้าง ทฤษฎีพระพุทธเจ้านั้นล้างจริง ตั้งแต่หยาบก่อนเลย คืออบาย คือกามภพ ที่เราเลือกตัวที่เรารู้ว่า คืออบาย เรารู้จิตเราก็หยุดมัน เช่น 2.2 ล้านๆ จำนำข้าวนี้เอาเงินไปทำงาน แล้วก็มีคดีอื่นๆ อีก คดีจัดการน้ำ เอาเงินกองกลางของรัฐไปทำงานแล้วโกงกิน เป็นคดีความกันอยู่เลย แล้วจะให้ไปใช้ทำคมนาคม เจตนาหลอกอีกตั้ง 2.2 ล้านๆ อีก คดีเก่าให้สะสางเข้าคุกก่อนได้ไหม แล้วค่อยออกมากู้ใหม่ เขาจะให้กู้ไหม ในคนที่ไม่รู้จักจิตเจตนาพวกนี้ ที่ไม่รู้เพราะไม่ได้เรียน ไม่มีภูมิปัญญา ไม่ได้ศึกษาธรรมะ ชาตินี้ถ้ารู้ก็ต้องรู้บ้างแล้วล่ะ แต่นี่ทำอย่างน่าเกลียดไม่ละอายก็เลยไปกันใหญ่ คนที่อ่านจิตเป็น ล้างจิตได้ ก็จะดับตั้งแต่อบาย โสดาบันดับอบายได้ เป็นตัวอย่าง เราทำอย่างชัดเจน มีวิตกวิจาร คนเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า จะรู้จัก เวทนา ตัณหา 3 อุปาทาน 4 การได้สมใจในกามในราคะก็สุข ไม่ได้ดังใจก็ทุกข์ เป็นผัสสาหารในชีวิต ชีวิตมีชีวิตชีวากับผัสสาหาร ผู้ใดดับภพได้จึงเป็นผู้มีตัณหาที่เรียกว่ามี วิภวภพ คนดับอบายได้ก็เลิกชั่วได้ระดับหนึ่ง เป็นโสดาบัน เลิกตัวหยาบได้ เป็นเบื้องต้น แล้วก็มาเรียนรู้เลิกกามต่อมา ซึ่งอบายภพดับไป คนนี้ก็มีวิภวตัณหาในระดับโสดาบัน พอมาสกิทาคามีก็มาล้าง กามภพ ไม่มีสุขทุกข์ในกามภพ ก็เป็นอนาคามี คนเป็นอนาคามีไม่สุขทุกข์เรื่องกามภพ แต่ก็อยู่กับโลกเขาไม่ติดในกามที่เขาแย่งชิงกัน เป็นสงครามไม่รู้จบ ไม่แย่งทรัพย์สิน กับใคร มีแต่เพียงใช้น้อยกินน้อยเพียงพอ คนไม่มีภพก็จะรู้ว่าตัณหาของตนมีแต่ตัณหากุศล ซึ่งลด อบายภพ กามภพ มาแล้วเหลือรูปภพ อรูปภพ ก็ศึกษาจากผัสสะ 6 วิญญาณก็สะอาดขึ้น ทั้งนอกและใน ก็มีเจตนาปรารถนาดี รู้ตนเอง ว่าตนดับอบายดับกามได้ หมดแล้ว แต่จิตเจตนามีอยู่ อกุศลเจตนา หรือเจตสิกอกุศลไม่มีแล้ว จึงเรียกว่า วิภวตัณหา หมดไปไม่มีภพแล้ว อนาคามีเหลือแต่ ภวภพเท่านั้น แล้วล้างรูปภพ อรูปภพหมดแล้วก็เป็นอรหันต์ ก็อยู่กับสังคม กิเลสหมด แต่อยู่ไม่เพื่อตัวตน ของตัวตน มีกรรมกิริยาทำงานกับสังคมนี่แหละ อรหันต์ของพุทธไม่ได้ทิ้งชีวิตไปกับป่าเขาถ้ำ พระพุทธเจ้าสอนว่าให้ไปอยู่ที่แจ้งลอมฟ่าง ป่า เขา ถ้ำ ก็ดี หมายความว่า คนปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าไม่ต้องออกป่า แต่คนที่เขาหลงป่าออกป่า ก็ดี (คำว่า ก็ดี เป็นเรื่องที่เกิดมีเป็นอยู่) แม้คุณอยู่ป่า เขาถ้ำ ก็ทำตามทฤษฏีพระพุทธเจ้าได้ เรียนจากในมานอกก็ได้ แต่ไม่ง่าย ผัสสะไม่ค่อยมี แต่สมัยนั้นเขาเรียนกันเช่นนี้ สมัยนี้พุทธศาสนาล่วงมากครึ่งพุทธศตวรรษ เลย 2500 ปี จึงเสื่อม การผิดพลาดไม่รู้ธรรมะ แม้วิภวตัณหา เข้าใจไม่ถูก แม้วิภวตัณหาที่เป็นตัณหาล้างตัณหา เป็นเจตนาจะล้างเจตนาที่เลว ก็ย่อมแยกเจตนาตนเองออก ที่เราอ้างอิงว่าจะทำประโยชน์ให้คุณนะ เลวที่สุดในแผ่นดินคือหากินบนคำว่าช่วยเขา ต้องกู้เงินมาทำรถไฟความเร็วสูงเพื่อขนผัก มันคุ้มกันหรือเปล่า ก็ไม่รู้ว่าเจตนาจริงกับเจตนาแฝงอกุศลมีเท่าไหร่ นี่คือการบกพร่องของศาสนาพุทธที่สอนกันมา ไม่รู้อาการจิตที่แฝงมา เราเจอมันเราก็ทำลายมันให้หมด อาตมาหวังว่าศาสนาพุทธในไทยจะสร้างคนให้เป็นอริยะของพุทธ ไม่เป็นคนเห็นแก่ตัวตัดช่องน้อยแต่พอตัว แต่ออกป่าไหมก็ออก แต่ไม่ออกไม่เป็นไร หากสัมมาทิฏฐิไม่ต้องออกป่าก็อรหันต์ได้ แต่ถ้าออกป่าแล้วศึกษาไม่เป็นลำดับ ศึกษาแต่ภายในไม่ชัดไม่เกิดปัจจุบัน มีแต่สัญญาเป็นหลักไม่มีมโนหรือเจตนาเป็นหลัก ไม่ชัด ไม่มีปัญญาเรียนรู้แต่หยาบ แล้วเรียนรู้ให้ชัดในละเอียด แต่นี่โมเมเรียนละเอียดก็ช้านานยาก แม้จะปฏิบัติศรัทธานำ ใช้เจโต ไม่ใช้ปัญญา ส่วนสายปัญญาจะรู้จักปัญญาและเจโตด้วย หลักเกณฑ์เดียวกันคนต้องอยู่ใต้ศีล วินัย ทางโลกก็เช่นเดียวกัน คนต้องอยู่ใต้กฎหมาย รัฐธรรมนูญ อย่าให้ละเมิดจะไปไม่ได้ ถ้าตีทิ้งลบหลู่กฎหมายก็ไม่ดี โดยเฉพาะสถาบันที่จะดูแล หลักยุติธรรมของประเทศแต่คุณจาบจ้วง เอาระเบิดไปโยนใส่ อาตมาไม่ได้โกรธเกลียดชังผู้ที่ว่านี้นะ ไม่ได้ไปเอา ลาภ ยศ สรรเสริญกับเขาหรอก แต่อาตมาก็ทำงานอยู่กับลาภยศสรรเสริญนี่แหละ การทำบอกว่า ก็ทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุด โจรเขาก็ทำหน้าที่ชั่ว ให้กิเลสงอกงามไพบูลย์นี่ไม่ใช่ เราต้องรู้เจตนาในการทำหน้าที่เป็นกุศล อกุศลไม่ทำ เราต้องเรียนรู้เจตนา 3 นี่แหละ ต้องเรียนรู้กำจัด กาม กับ ภวตัณหา นี่แหละ ที่เรากำจัดได้ก็เป็น วิภวตัณหา จะกล่าวกฎหมายหลักเกณฑ์ รัฐธรรมนูญ หรือศีล หรือวินัย เราก็ต้องรู้จักว่าเป็นหลักสำคัญ ผู้รู้ดีจะทำตามหลักเกณฑ์ สร้างกรอบกำหนดเป็นรั้วไม่ให้คนทำชั่วเกินขอบเขต ถ้าทำผิดก็ต้องลงโทษสั่งสอน ให้เข็ดหลา บ แต่ถ้ามากเกินก็ประหารก็มี ยิ่งทำร้ายแรง กฎก็ต้องลงโทษแรง สังคมเจริญจริงก็ไม่ต้องมี กฎ ทุกคนมีสำนึกดี ไม่หิริโอตตัปปะจริง กิเลสไม่มาก แต่ถ้าไม่ใช่โลกของคนประเสริฐ กฎ ก็ต้องจำเป็น ใช้ลงโทษคนเลวร้าย พอลงโทษหนัก เขาก็ตอนนี้จะแก้กฎหมาย เช่นว่าต้องลงโทษนักการเมืองให้หนัก เพราะสังคมถูกทำร้ายมามากแล้ว นักกฎหมายที่ออกกฎหมาย เป็นสภา แล้วไปซูเอี๋ยกับฝ่ายบริหาร จะออกกฎหมายมาเล่นงานตนเองได้อย่างไรกัน แต่จะออกกฎหมายให้ตนได้เปรียบ ก็เอา อะไรจะเสียเปรียบก็ไม่เอา แล้วคนเหล่านี้มีฐานะสังคม ฉลาดแกมโกงออกกฎหมายอย่างนี้มา นักการเมือง ไม่มีผล คนดื้อด้านต่อกฎหมายอีก ไม่ว่า นักการเมืองระดับไหนๆ ก็ละเมิดกฎหมาย อยู่เหนือกฎหมาย สังคมจะไปไม่รอด เจตนาต้องรู้ว่า ลบหลู่กฎหมายไม่ได้นะ เป็นเรื่องหยาบใหญ่ ถ้าลบหลู่กฎหมายก็พังหมด ส่วนเจตนาจะใช้ตัดสินก็ต้องผ่านขั้นหยาบก่อน หยาบใช้ไม่ได้แล้วก็ต้องใช้เจตนา แต่นี่เอาแค่หยาบ คุณก็ผิดแล้ว คุณไม่รู้เจตนาของคุณหรอก คุณไม่มีความรู้เจตสิกหรอก ไม่รู้วิภวเจตนาหรอก ไม่ได้รู้ลดกิเลสหรอก มันแฝงคุณรู้ไม่ได้หรอก คนอวิชชากิเลสหลอกตนเอง ทำชั่วคุณนึกว่าทำดีด้วยซ้ำ ไปดูฝั่งแดงสิ ทำชั่วก็บอกว่าทำดี รวมพลกันที่อยุธยา ท้าทายกัน ไม่รู้ว่าจะแสนหรือแสนสาหัสที่มากันนี่ สิ่งที่เกิดในสังคมเป็นองค์ประกอบของมวล หรือพลังงานของจิต หรือ พลังงานของกาย วาจา ใจ ถ้าอ่านรู้จะเข้าใจตามภูมิอ่านออก จากกายวิญญัติ วจีวิญญัติ จะรู้ถึงมโนวิญญัติ ต้นตอในจิต พระพุทธเจ้ารู้ครบเป็นกามตัณหา ภวตัณหา เป็นกามวิตกหรือพยาบาทวิตก แล้วละเอียดเป็น วิหิงสา วิตักกะ ในปฐมฌาน นั้นต้องเรียนรู้ กาย ซึ่งกายนี้เป็นเรื่องนามธรรมเป็นสำคัญ แต่ว่าภาษาไทยนั้น เข้าใจคำว่า กาย คือร่างภายนอก เข้าใจผิดจึงศึกษาปรมัตถธรรมผิดไป อ่านกายในกายไม่เป็น พอสัมผัสภายนอก แล้วก็จะต่อเนื่องเป็นเวทนาในจิต มี วิตก คือแยกแยะรู้ว่าคืออาการอย่างไร แล้วรู้ ความเคลื่อนไหวองค์รวมเรียกว่า วิจาร ส ิ่ งที่ถูกรู้เรียกว่า รูป แล้วเรามุ่งหมายรู้ตัวกิเลส ในองค์ประชุมของจิต ไม่ว่าจะเป็นเวทนา หรือสังขาร ฌาน 1 มีวิตกวิจาร กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกัน คนที่รู้องค์ประชุมนี่ ก็กำหนดต่างกันไป โดยสัญญาอย่างเดียวกัน แต่กายที่ได้ต่างกัน แม้ฌานที่ 1 ก็ต้องรู้จักสังกัปปะ 7 ให้รู้จัก วิตก วิจาร แยกแยะให้ออก จะได้รู้จักจิตเจตนาของตน ที่ออกมาเป็น กาย เป็นองค์ประชุมที่หยาบ แม้ส ิ่ งเล็กน้อยก็จะรู้ได้ รู้หยาบได้ง่ายกว่าละเอียด ทุกวันนี้ไม่จำเป็นต้องเพ ิ่ มความรู้ทางโลก แม้หลับหูหลับตาก็ยังรู้เลย มันมาทุกทิศทาง มันส่งแพร่กระจายมากมาย แต่ธรรมะขาดแคลนมาก เป็นอุปสงค์สูงมากเลย ทุกวันนี้โลกไม่ขาดความรู้แต่ขาดคุณธรรม ความรู้ทุกวันนี้อาศัยใช้สอยทำงานแก่สังคมพอแล้ว อาตมาไม่ได้ดูถูก ความรู้เทคนิคโลกนะ แต่มันเฟ้อเกินแล้ว มันรู้จนเราไม่ต้องเรียนก็รู้ ไม่ต้องเข้าโรงเรียนก็รู้ นอกจากคนไม่สนใจสาระสังคม ผู้สนใจสิ่งขาดแคลนก็คือธรรมะ เราก็ต้องตั้งใจสร้างธรรมะแก่สังคม แต่อย่าไปหลงความรู้มากนัก ในไทยนี้เรียนมัธยม มากหนักสูงกว่าเขา กว่าอเมริกาอีก มันเฟ้อ ก็ต้องรู้อุปสงค์ในสังคม ตอนนี้เราจะปฏิรูปกันก็ให้เข้าใจอันนี้ไว้....จบ