570315_พ่อครูเทศนาพิธีรับกลดสัมมาสิกขารุ่น “ธรรมยุทธผ่านฟ้า” .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570315_ พ่อครูเทศนาพิธีรับกลดสัมมาสิกขารุ่น " ธรรมยุทธผ่านฟ้า " ที่สะพานผ่านฟ้าฯ
พิธีรับกลดรุ่น " ธรรมยุทธ ผ่านฟ้า " ของ นักเรียน สัมมาสิกขาที่เรียนจบ มัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 47 คน ว ันที่ 15 มีนาคม 2557 ที่สะพานผ่านฟ้าฯ พ่อครูเทศนาหลังจาก นักเรียน รับกลดทุกคนเรียบร้อยแล้ว พ่อครูว่า... เราเกิดมาเป็นลูกพระพุทธเจ้า เราจะต้องเห็นความสำคัญของธรรม ที่พระพุทธเจ้าได้ประทานไว้ให้แก่โลก อย่าเห็นเป็นของเล่น สังคมทุกวันนี้ตกต่ำมาก ศานาไหนก็ตามควรมีธรรมะ เพราะเป็นส ิ่ งดีงามประเสริฐ … อาตมาว่า วาระนี้เป็นวาระสำคัญโดยเฉพาะ นักเรียนสัมมาสิกขา จบ ม. 6 แล้วจะมารับเครื่องหมายที่ถือว่าจบ นอกจากได้รับใบประกาศนียบัตรแล้ว เรายังได้รับกลด กับเข็มที่ระลึก เป็นเรื่องของมนุษย์ที่ได้จัดสรรองค์ประกอบ ศาสตร์ ศิลป์ ในการสร้างให้เป็นพิธีการ ทำให้เกิดการพัฒนาการทางจิตใจ ทั้งองค์ประกอบ วัตถุ กิริยาเคลื่อนไหวทางกาย วจี เป็นรูปแบบให้คนเจริญ แม้ดึกดำบรรพ์คนป่าก็มีพิธีการ และเพื่อให้เกิดผลทางจิตวิญญาณ ถ้าพิธีกรรมใด เราไม่มีจิตสำนึกไม่ได้ซาบซึ้งเลย คนนั้นก็เป็นคนตาถั่ว มิลักขะ ไม่เจริญ ไม่ฉลาด ส่วนคนที่เห็นประโยชน์ ร่วมด้วย ก็เกิดผลทางจิต หรือผู้เป็นตัวปฏิบัติ มาเห็นสัมผัส ก็จะเกิดจิตวิญญาณร่วม รู้สึก เข้าใจ นำพาไปสู่ที่สูงที่เจริญได้ เรารู้ว่าการรวมกันในงานนี้ มีอะไรเป็นจุดสำคัญ การจบการศึกษาในระดับหนึ่ง เรามีวุฒิภาวะ ความรู้สามารถเพิ่มขึ้น ก็ต้องรับผิดชอบเติบโตพัฒนาการ ตามวัย เราควรต้องมีความรู้ตามวัย ตามฐานะ วุฒิ หรือโตกว่านั้นได้รับ ป.ตรี ป.โท ป.เอก ก็ต้องรู้ว่าเราได้มีพัฒนาการขึ้น ถ้าผู้ใดไม่สำนึกไม่รู้ตัวเลย ก็คือคนที่ ไร้สาระ ไร้ปัญญา เหมือนเศษสวะ ล่องลอยไป ตามประสาไม่ก่อประโยชน์ เหมือ
อ่านต่อ
นช้อนไม่รู้รสแกง ได้แต่รวมไปกับเขา สักแต่ว่าเข้าสอบ ผ่านๆ ไป ไม่รู้ว่ามีความรู้สามารถเกิดและจะเอาไปทำอะไร? ไม่ว่าจะเจริญทางวัย หรือทางความรู้ ชีวิต เราก็ต้องรู้ว่าเราต้องรับผิดชอบ ย ิ่ งถ้าเราได้รับการศึกษาฝึกฝนอบรม เราก็ควรต้องเจริญตามสิ่งที่เราได้ ถ้าไม่ได้เราก็สูญเปล่า ชีวิตเราผ่านอายุ ต้องจ่ายแรงงานทุนรอนไร้สาระ ดีไม่ดีเต็มไปด้วยความชั่ว กิเลส ไร้สาระ ยิ่งขึ้น ได้แต่เหลวไหลเลวร้าย เป็นชีวิตตกต่ำ เกิดมาซวย ไม่ดี เราต้องรู้ว่าแต่ละเวลาผ่านไปๆ ชีวิตเกิดมาไม่ได้เกิดมาเพื่อสนองกิเลส บำเรอกิเลส มอมเมา ครอบงำ ไปแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ บำเรอกาม อัตตา หนาใหญ่ขึ้น ไม่รู้จักว่าชีวิตเกิดมาควรได้อะไร พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นโมฆบุรุษ สูญเปล่า เกิดมาไม่ได้ส ิ่ งที่ควรได้ เปล่าดาย แถมได้ส ิ่ งเลวร้ายติดไป ซวย เปล่าๆ เกิดมาทำไม เกิดมาแล้วแทนที่จะใช้ร่างมนุษย์ครบอาการ 32 เป็นร่างกายที่ เป็น อิทธพรหมจริยวาโส (กายยาววาหนาคืบกว้างศอก พร้อมสัญญาและใจ) นี่ พร้อมจะเจริญสู่พรหมจรรย์ ความเจริญ เป็นสภาพพรหม บริสุทธิ์สะอาด สูงสุด เรียกว่า พรหม เป็นของศาสนาเดิม พรหมจรรย์คือ ส ิ่ งที่เราต้องพากเพียรให้จิตวิญญาณเจริญ สูงขึ้นจนเป็นอรหันต์ พวกเราชาวพุทธที่ได้ศึกษา หรือ นักเรียน สัมมาสิกขาทุกคน ได้ศึกษา ศีล สมาธิ ปัญญา หรือไตรสิกขา มีลำดับแห่งความเจริญ ในแต่ละระดับชั้นของการเรียน ก็มีเป็นขั้นตอน เป็นความก้าวหน้า ตามโอกาสของแต่ละคนที่จะได้มากหรือน้อย แต่ละคนได้ร่างกาย มีชีวิต อย่าสูญเปล่า ขอกำชับทุกคนให้สำนึก ให้รู้สึกว่าตนเกิดมาได้ชีวิตดีขึ้นไหม หรือปล่อยให้จมไปกับโลกธรรม จิตเรามีกิเลสเพิ่มพอก จะต้องได้ต้องมีต้องเป็น ยึดอย่างแรง ถือมั่น เอาเป็นเอาตาย จิตร้ายแรงแย่งอย่างทุจริต ถ้าเขาเอาสิ่งที่เราต้องการมา หรือสำนวน ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา เป็นความโหดร้าย ต้องการอะไรก็ฆ่า ไม่ว่าจะโลกธรรม หรือกาม หรืออัตตา ก็แก่งแย่งไปฆ่าเขา ทุกวันนี้มีสงครามแบบนี้อยู่ เช่นเราออกมางานนี้ ขณะนี้เรียกว่า " ธรรมยุทธ ผ่านฟ้า" แปลว่า การรบที่มีธรรมะ ณ สถานที่นี่ สะพานผ่านฟ้าลีลาศ เรามาทำงานที่นี่หลายเดือนแล้ว พวกเราก็ได้มาร่วมช่วยงาน ช่วยรบอย่างธรรมะ รุ่นนี้ผ่านอันนี้ รุ่นอื่นก็มีเครื่องหมาย สำหรับแต่ละรุ่นๆ เป็นเครื่องหมายให้เราใช้ ในการรำลึก สำนึก ปรับปรุงตนในการมีชีวิตทำอะไร ควบคุมตนให้กาย วาจา ใจพัฒนาขึ้นไม่ใช่ปล่อยไปตามกิเลส เราต้องรู้ว่าจิตของเรามีกิเลสคืออะไร เราเรียนมาบางคนมากกว่า 6 ปี ตั้งแต่ชั้นปฐมศึกษา เราตายแล้วสิ่งที่ได้ คือคุณธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมที่ถ้าได้ถึงขีดขั้นอาริยธรรม จะมีน้ำหนักอยู่กับอัตภาพของเรา เร ิ่ มแต่โสดาบัน ที่มีคุณธรรมถึง นิยตะ ไม่ว่าชาติไหนจะไม่สูญหายไปจากเรา เป็นวิทยาศาสตร์ องค์คุณของโสดาบัน ก. ส่วนที่ดับไปจากจิต ขีณนิรยะ (สิ้นจากนรก, ปิดนรก ดับความเร่าร้อนได้) ขีณปิตติวิสยะ (สิ้นจากวิสัยความอยากอย่างเปรต) ขีณติรัจฉานโยนิ (สิ้นจากความโง่ ที่ขวางเจริญ) ขีณาปายทุคติวินิปาตะ (สิ้นจากอบาย ทุคติ วินิบาต)
ข. ส่วนที่เกิดทางจิต (โอปปาติกโยนิ) โสตาปันนะ (เข้าสู่กระแสโลกใหม่คือโลกุตระ) ได้ถึง 25 % อวินิปาตธัมโม (ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา) ได้ถึง 50 % แต่ก็มีถอยได้ยึกยักๆ นิยตะ (เที่ยงแท้แน่นอนสู่มรรคผลที่สูงขึ้น) ถึง 75 % เป็นเกณฑ์ที่มีปัจเจกภูมิ เที่ยงแท้แล้ว สัมโพธิปรายนะ (มุ่งตรัสรู้ในภายหน้า) ได้เต็ม 100 % ดับได้สนิทสมบูรณ์เลย
มันถึงเดือดร้อน อาตมาเกิดมาชาตินี้ ไม่ได้เรียนจากสำนักไหน จนคนเขาหาว่านอกรีต หาว่าทำลายศาสนาพุทธ เขาไม่ยอมรับง่ายๆ อาตมาเข้าใจรู้ฐานะตัวเอง รู้ว่าปางนี้ อาตมาต้องมาทำงานแบบนี้ เข้าใจดี ต้องพิสูจน์สัจธรรม รู้ว่าเหนื่อยหนัก ต้องอุตสาหะพากเพียรอดทน เอาใจใส่ ไม่ได้เป็นความเสียหายของอาตมาเลย เป็นความเจริญ ก็พยายามนะ ลูกๆ หลานๆ ทั้งหลายให้ใส่ใจในชีวิต หากเราได้ส ิ่ งถูกต้องสัมมาทิฏฐิ ถ้าได้คุณธรรมพระพุทธเจ้าแล้วติดตัวไปจนปรินิพพานเลย โสดาบัน ก็ได้คุณสมบัติระดับหนึ่ง สกิทาคามีก็สูงขึ้น อนาคามีก็ย ิ่ งสูง และกำจัดกิเลสเกลี้ยงก็เป็นอรหันต์ สามารถอยู่กับโลกได้ ก็เป็นโพธิสัตว์ต่ออีกได้ เป็นอรหันต์แล้วจบ เป็นความรู้สามารถเพิ่มเติมได้ รู้โลกโลกีย์ที่ไม่เคยเป็นนี่ มีหลักประกันว่าตนเองไม่ตกต่ำ ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำแต่ดี สิ้นบาป ทำแต่ประโยชน์ช่วยคนอื่นไป เกิดชำนาญ ความรู้สามารถ เพื่องานรับใช้ประชาช น ต่อไปอีก ไม่ได้ตกต่ำ เจริญตามลำดับ ทฤษฎีการศึกษาของพระพุทธเจ้า จึงเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติแท้จริง หมดเห็นแก่ตัว เป็นประโยชน์ต่อโลก ต่อสังคมแท้จริง มีหลักสำคัญว่า พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) เมื่อมีอาริยธรรมของพระพุทธเจ้าจริงจะมีคุณสมบัติอย่างนี้จริง เราเรียนจบไปหลายรุ่นกันแล้ว ก็จะเห็นชาวอโศก ทำงานให้สังคม ไม่ได้ค่าจ้างอะไร เราทำมาหลายเดือนแล้ว เลยครึ่งปีแล้ว ทำลายสถิติที่เคยมีมาในประเทศไทย เราร่วมทำลายสถิติตัวเองนะ เจริญขึ้น เป็นเรื่องเกิดจริงเป็นจริง พูดไปเหมือนอวดตัว แต่ไม่ได้เจตนาเช่นนั้น เราต้องรู้ตัณหา 3 อย่าง เจตนาเราที่เป็นกามตัณหา ก็เพราะว่าคุณเต็มไปด้วย กาม และภวภพ ก็ต้องการแล้วไปทำเสียหาย กาม ภวภพ ก็คือกิเลส เป็นไปเพื่อตัวตน ศักดิ์ศรี อำนาจ ส่วนกามก็คือ สัมผัสด้วยทวารนอก คุณก็จะเอาทั้งลาภ ยศ อำนาจ เจตนารมย์เป็นเช่นนั้น คุณไม่รู้เจตนาที่เป็น วิภวภพ เป็นอย่างไร คุณพูดไปอย่างไม่เดียงสา อาตมาก็สงสารคุณ เห็นคุณตกในวัฏฏะสงสาร เวทนาคุณ โดยที่คุณไม่รู้จักเวทนา