570303_พ่อครูและอ.กฤษฎาเรื่อง อำนาจในการปกครองประเทศ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570303_ พ่อครูและอ าจารย์ กฤษฎา ที่ ป้อมมหากาฬ เรื่อง อำนาจในการปกครองประเทศ
อ.กฤษฎา … วันนี้ วันที่ 3 มีนาคม 2557 ที่ป้อมมหากาฬ ประเด็นสำคัญในบ้านเมืองตอนนี้ มีกระบวนการที่มาช่วยปกป้องบ้านเมือง ร่วมกับมวลมหาประชาชน ที่ได้ต่อสู้กับคนโง่และหน้าด้าน วันที่ผ่านมา พ่อครูได้พูดถึงกติกาในการปกครองบ้านเมือง โดยเฉพาะ ม าตรา 69 ที่พ่อครูมีความลึกซึ้งในการตีความมาตรานี้
พ่อครูว่า...วันนี้ จะต้องพูดถึง มาตรา 69 อาจจะซ้ำ แต่ว่าเป็นเรื่องจำเป็น เพราะเราเป็นชาวไทย ต้องอยู่ภายใต้ร ัฐธรรมนูญ นี้ ซึ่ง ม าตรา 69 นี้ได้ข่าวว่า อ าจารย์ บวรศักดิ์ ได้นำไปใส่ไว้ในร ัฐธรรมนูญ นี้ ดูแล้วเป็นบทบัญญัติ ที่ลึกซึ้งซับซ้อน ในเรื่องประชาธิปไตยมีความเป็นอิสรเสรีภาพ เสมอภาค ซึ่งคำความไม่ยาวนัก แต่กินความหมายของมวลมนุษยชาติไว้เยอะเลย อาตมาสัมผัสตามภูมิ นะ เหตุการณ์ที่เกิดในขณะนี้ นี่แหละเป็นตัวแท้ มีปราก ฏ การณ์ ที่เป็นพฤติกรรมของชาวไทยเลย มันเป็นไปไม่ได้ง่ายๆ นะ อาตมาพยายามหาเหตุผล ความหมายต่างๆ
กติกาประชาธิปไตย อำนาจในการปกครองประเทศ บทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ มาตรา 69 มีว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อ ให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้" เราต้องพิจารณาดูว่า อำนาจที่ได้มาโดย "การกระทำของบุคคล หรือของกลุ่มหมู่บุคคล" ใด ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจ ในการปกครองประเทศนั้น ว่า ถูกต้องตามนิติรัฐ และหรือดีงามตามนิติธรรม ดีพร้อมด้วยคุณธรรมจริยธรรม ถูกสัจธรรม ซึ่งจะมีได้ทั้งที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ หรือมิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ว่า "การกระทำของบุคคล หรือของกลุ่มหมู่บุคคล"
อ่านต่อ
นั้น ที่จะต้องยกให้เป็นผู้ได้อำนาจในการปกครอง ปกครองประเทศไป การพิจารณา ก็พิจารณาและตัดสินได้จากประเด็นต่างๆ ดังนี้ ( 1 ) อำนาจฯ ที่ได้มาตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ( 2 ) อำนาจฯ ที่ได้มาไม่ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ( 3 ) อำนาจฯ ที่ใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ และเป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ( 4 ) อำนาจฯ ที่ใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ แต่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ( 5 ) อำนาจฯ ที่ไม่ใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ แต่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ( 6 ) อำนาจฯ ที่ไม่ใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ และไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ( 7 ) อำนาจ ฯ ที่ใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ แต่ไม่เป็นไปตามสัจธรรม ไม่มีคุณธรรม ไม่ดีงาม ไม่สงบ ใช้อาวุธ รุนแรง ไม่สันติวิธี ( 8 ) อำนาจฯ ที่ไม่ใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ แต่เป็นไปตามสัจธรรม มีคุณธรรม ดีงาม สงบ ไม่ใช้อาวุธ ไม่รุนแรง สันติวิธี ( 9 ) อำนาจฯ ที่ใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ และเป็นไปตามสัจธรรม มีคุณธรรม ดีงาม สงบ ไม่ใช้อาวุธ ไม่รุนแรง สันติวิธี ( 10 ) อำนาจฯ ที่ได้มาตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้แล้ว เป็นผู้กระทำไม่เที่ยงตรง กระทำขัดกับรัฐธรรมนูญนี้ กระทำผิดรัฐธรรมนูญนี้ ผิดจริยธรรม กบฏ จึงไม่สมควรมีอำนาจแล้ว ( 11 ) อำนาจฯ ที่ได้มาไม่ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ และ เป็นผู้กระทำไม่เที่ยงตรง กระทำขัดกับรัฐธรรมนูญนี้ กระทำผิดรัฐธรรมนูญนี้ ผิดจริยธรรม กบฏ จึงไม่สมควรมีอำนาจเลย ( 12 ) อำนาจฯ ที่ได้มาโดยไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ แต่ เป็นผู้กระทำที่เที่ยงตรง กระทำไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญนี้ เป็นแต่เพียง รัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้บัญญัติไว้ ไม่ผิดจริยธรรม ไม่กบฏ จึงสมควรมีอำนาจ ( 13 ) ผู้นั้นหรือกลุ่มบุคคลนั้นควรเป็นผู้มีสิทธิในอำนาจ การปกครองประเทศได้แล้ว เพราะถูกต้อง ดีงาม บริบูรณ์สัมบูรณ์
การได้มาซึ่งอำนาจในการบริหารประเทศของไทย เป็นประชาธิปไตยสองขา คือมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อำนาจประชาชนปฏิวัติโดยชอบธรรม เรามาแยก คำความดูชัดๆ ว่า มาตรา 69 นี้มีว่าอย่างไร 1. ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่รัฐธรรมนูญนี้ 2. บังคับแก่กรณีใด 3. ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไป 4. ตามประเพณีการปกครอง 5. ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทีนี้ ในมาตรา 2 ก็มีชัดๆ ว่า ประเทศไทย มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งหมายความตาม มาตรา 3 ที่ทั้งแปลคำว่า"ประชาธิปไตย" ไว้ชัดเจนว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้น (ซึ่งเป็น "อธิปไตยที่เป็นของประชาชนชาวไทย") ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ การได้มาซึ่งอำนาจในการบริหารประเทศนั้น ของไทยมี 5 แบบ 1 . อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2 . อำนาจรัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้ง 3 . อำนาจคณะรัฐประหารที่ได้มาจากการเลือกตั้ง 4 . อำนาจประชาชนที่ปฏิวัติอย่างไม่สงบ มีอาวุธ รุนแรง 5 . อำนาจประชาชนที่ปฏิวัติอย่างสงบ ไม่มีอาวุธ ไม่รุนแรง
อำนาจที่จะวินิจฉัย กรณีใด ไปตามประเพณีการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประชาชนจึงต้องช่วยกันทำอย่างยุติธรรมที่สุด ดีงามที่สุดเสียก่อน แล้วจึงนำขึ้นกราบถวายบังคมทูล จะได้ไม่ระคายพระยุคลบาท เพราะอำนาจของประชาชน ทุกคนย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ตามบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา 69 และมาตราอื่นๆ อีกมาก ที่สนับสนุน สอดคล้อง สมคล้อย ที่ต้องวินิจฉัย แล้วตัดสินกันให้สัมบูรณ์ ดังนั้น ในปรากฏการณ์ของประเทศไทยที่กำลังเกิด และดำเนินอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ มีส ิ่ งที่ต้องวินิจฉัย ในกรณี " อำนาจประชาชนที่ปฏิวัติ อย่างสงบ ไม่มีอาวุธ ไม่รุนแรง " ตามธรรมเนียมที่ได้กระทำกันมา ว่า จะเป็น " อำนาจประชาชนปฏิวัติโดยชอบธรรม " หรือไม่
จากมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญฯ 2550 มีว่า 1 . ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ 2 . บังคับแก่กรณีใด 3 . ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตาม 4 . ประเพณีการปกครอง 5 . ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มาตรา 2 ประเทศไทยมี การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งหมายความตาม มาตรา 3 ที่ทั้งแปลคำว่า " ประชาธิปไตย " ไว้ชัดเจนว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจ ซึ่งเป็น " อธิปไตย " ที่เป็นของประชาชนชาวไทย นั้น ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ และวรรค 2 ของมาตรา 3 ก็กำกับบัญญัติ ไว้ชัดเจนว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล รวมทั้งองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม นั่นคือ 3 สถาบัน หรืออื่นๆ ตามระบุไว้นั้น คือผู้มีหน้าที่ทำงาน ตามหลักนิติ ให้เป็นธรรม มีหน้าที่ทำได้ตาม หลักนิติ หรือ กฎหมายกำหนดไว้ ถ้าไม่ทำก็ผิด ทำเกินก็ผิด ทำไม่เป็นธรรม ไม่ชอบธรรมนั่นเอง ก็ผิด สรุปชัดๆ คือ ผู้อาสาเข้าไปทำหน้าที่โดยรับจ้างมีรายได้ รับรายได้ตอบแทนบ้าง ไม่ได้รับบ้าง แต่คือผู้สมัครใจทำงานนี้ เพื่อผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเอง เพื่อประชาชนแท้ๆ เรียกว่า งานการเมือง ถ้างานการเมือง ก็ต้องเพื่อผู้อื่น เพื่อประชาชน ไม่ใช่งานเพื่อตัวเอง หรือเพื่อครอบครัว เพื่อพรรคพวกแน่ๆ ยิ่ง ผู้ใดทำงานเพื่อผู้อื่น เพื่อประชาชน ด้วยใจจริง สมัครใจเอง ไม่รับค่าตอบแทนเลย นั่นแหละคือ นักการเมืองแท้ๆ ตรงๆ มาตรา 4 1 . ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 2 . สิทธิ 3 . เสรีภาพ 4 . และความเสมอภาคของบุคคล 5 . ย่อมได้รับการคุ้มครอง เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ บังคับแก่กรณีใด ตามมาตรา 7 เช่น บทบัญญัติ ว่า ให้ " ประชาชนปฏิวัติ " ก็ดี ยึดอำนาจจากรัฐบาล ก็ดี หรือ การกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง โดยวิธีการซึ่งมิได้ เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ตามบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 69 ส่วนวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ บุคคลจะใช้สิทธิ์ และเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ นั่นต่างหากทำไม่ได้ มาตรา 68 บัญญัติไว้ว่า จะทำมิได้ แต่มาตรา 69 บัญญัติไว้ชัดว่า ทำได้ ถ้าทำโดย สันติวิธี ย่อมมีสิทธิ์ ทุกบุคคล ยิ่งเมื่อสิทธิ ของมวลมหาประชาชนร่วมกันเป็นส่วนรวม นั่นแหละ คือพลังของอธิปไตยแท้ๆ ที่ชนชาวไทย จะต้องทำหน้าที่ ตามมาตรา 70 ที่ว่า บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่ง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 71 ยิ่งเป็นหน้าที่ของชนชาวไทยกันทีเดียว ที่จะต้องช่วยกัน ทำหน้าที่ คือ บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรา 63 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ โดยสงบ ก็คือ วิธีการที่ไม่รุนแรง หรือสันติวิธี ตามบทบัญญัติ ที่มีในรัฐธรรมนูญนี้ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง (ของมาตรา 63 ) จะกระทำมิได้ แต่ก็มียกเว้น ในกรณีการชุมนุมสาธารณะนั้น ทำได้ เพราะยกเว้น เป็นต้น ซึ่งก็มีข้อยกเว้นอื่นอีก เช่น เพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ ก็ทำได้ หรือ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม ก็ทำได้ หรือในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม ก็ทำได้ หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือประกาศในกฎอัยการศึก ก็ทำได้ ซึ่งมาตรา 62 นั้น บุคคลย่อมมีสิทธิ์ติดตามและร้องขอ ให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ และบุคคล ซึ่งให้ข้อมูล โดยสุจริต แก่องค์กรตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ ของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ย่อมได้รับการคุ้มครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา 58 บัญญัติไว้ถึงสิทธิของบุคคลชัดๆ ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิ์ มีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการปฏิบัติราชการทางปกครองอันมีผล หรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิ และเสรีภาพของตน และ มาตรา 59 รัฐธรรมนูญให้สิทธิแก่บุคคลย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ และได้รับแจ้งผล การพิจารณาภายในเวลาอันรวดเร็ว อีกด้วย แถมมาตรา 60 - 61 - 62 ก็ยิ่งให้สิทธิ์แก่บุคคลอย่างบริบูรณ์ ที่จะฟ้ององค์กร ทุกองค์กรที่เป็นของรัฐตามนิตินัย ที่จะพิทักษ์รักษาสิทธิ์ ที่จะได้รับการคุ้มครอง ดังนั้น เมื่อไม่มีบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ บังคับแก่กรณีใด ตามมาตรา 7 ก็ให้ วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่น ไม่มีบทบัญญัติ ว่า ให้ประชาชนปฏิวัติ หรือ ยึดอำนาจรัฐ แต่ อำนาจประท้วง ต่อต้าน เปลี่ยนแปลง หรือ ปฏิรูป ให้มีคณะบริหาร และคณะสภาใหม่ นั้น มีในรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งประเพณี การปกครอง ขนบธรรมเนียม ที่เคยเกิดเคยทำมาแล้ว ก็เคยมีประเพณีการปฏิวัติด้วยอำนาจที่ต้องใช้คำว่า อำนาจที่เป็น Force ของคณะทหาร เป็นต้น หรือเมืองไทยเคยมี คณะราษ ฎ ร ที่ฝรั่งเรียกว่า coup d' Etat หรือรัฐประหาร ก็เคยมี คณะผสมผสานกันก็เคยมากมายหลายครั้ง ที่ปฏิวัติยึดอำนาจ เปลี่ยนอำนาจ กันมาเป็นประเพณี ซึ่งได้ใช้ " สิทธิอันไม่ชอบธรรม " แท้ๆ ด้วย ที่จริงนั้น ละเมิดสิทธิอันชอบธรรม ไม่ใช่ได้สิทธิ ทั้งๆ ที่ การยึดอำนาจ เพื่อเปลี่ยนแปลง หรือ ปฏิรูป คณะบริหารและคณะรัฐสภาใหม่ ที่เคยยึดอำนาจ มาด้วยอำนาจ Force อันเป็นอำนาจรุนแรง บังคับข่มขี่ นั้น ผิดกฎหมาย ไม่มีสิทธิจะทำ แต่คณะที่ปฏิวัติด้วยอำนาจ บังคับข่มขี่ซึ่งผิดกฎหมาย และไม่มีบทบัญญัติอนุญาตให้ยึดอำนาจ หรือ ขออำนาจจากคณะรัฐบาลเลย แต่ก็ทำกันได้และยอมรับกันมาแล้ว เป็นตัวอย่าง เป็นขนบประเพณีที่จำยอม เคยยอมกันมาแล้ว ใช้ " สิทธิ " อันไม่ชอบธรรม นั้นมาหลายครั้งได้ เป็นประเพณี ประเพณี แปลตามพจนานุกรม ราชบัณฑิตยสถานว่า สิ่งที่นิยมถือประพฤติปฏิบัติสืบๆ กันมาจนเป็นแบบแผน ขนบธรรมเนียม หรือ จารีตประเพณี ซึ่งไม่น่านิยม แต่ก็กลายเป็นนิยมไปแล้ว คือ มันเป็นการ " ประพฤติ " มันเป็นการกระทำที่รับรู้ทั่วกันแล้ว แน่นอน หรือยอมรับนับถือ ถึงขั้นชื่นชมยินดี ในบางครั้ง บางเรื่องไปแล้วด้วย เป็นแบบ เป็นอย่าง ขึ้นมาในโลกแล้ว นั่นเอง ทีนี้ การประพฤติของมวลมหาประชาชน คราครั้งนี้ ใน พ.ศ. นี้ ประชาชนเอง ที่รวมตัวกันเป็น หมู่มวลมหาประชาชน ออกมา " ยึดอำนาจ " ขอเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาล คณะรัฐสภาใหม่บ้าง อย่างถูกกฎหมาย ไม่ผิดกฎหมาย เพราะมวลมหาประชาชน ขอยึดด้วย อำนาจอันชอบธรรม ด้วยอำนาจ Authority ซึ่งเป็น Sovereign power ซึ่งเป็น Supreme แล้ว เพราะเป็นสุดยอดแห่ง รัฏฐาธิปัตย์ ตามมาตรา 2 และมาตรา 3 แท้ๆ ที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มวลมหาประชาชน รวมตัวกันออกมาแสดงความประสงค์เปิดเผย ซื่อตรง ไม่มีอะไรซ่อนเร้น อะไรผิด อะไรถูก ก็แฉกันตรงๆ ขอเปลี่ยนแปลง ให้คณะเก่าออกไป จะปฏิรูปกันใหม่ โดยใช้สิทธิ อันมีอยู่แท้ของมวลประชาชน และไม่ผิดกฎหมาย เลยด้วย แสดงปริมาณ ก็มีมากมายทำลายสถิติ ที่เคยมีมาในประเทศด้วย แสดงเชิงคุณธรรม ก็มีคุณภาพที่สงบ สันติ ถูกธรรม ยืนยันฝ่ายผิด และยืนยันฝ่ายถูกชัดเจน ว่า ประชาชนมีส่วนถูก รัฐบาลมีส่วนผิดมากพอจริง สมบูรณ์ได้คะแนนป่านนี้แล้ว ทำไมจะไม่มีสิทธิ ? เสมอภาคเท่า คณะปฏิวัติ ด้วยอำนาจ บังคับข่มขี่ ด้วยอาวุธ ยุทธภัณฑ์ ที่อำนาจบาตรใหญ่ ที่ทำผิด ของคณะปฏิวัติ Force อันเป็นอำนาจรุนแรง coup d' Etat รัฐประหาร กดขี่บังคับนั้น ไม่ชอบธรรม เท่าอำนาจของมวลมหาประชาชนที่ทำกันในครั้งนี้ พลังอำนาจทั้งทางปริมาณ และคุณภาพ คุณธรรม ของมวลมหาประชาชนในคราครั้งนี้ ดีกว่า ถูกต้องกว่า ตามสากลกว่า อำนาจกดขี่ บังคับ ที่เคยทำกันมาก ซึ่งปฏิวัติด้วยอำนาจ Authority ที่ Supreme เป็น Sovereign right power ทำไมไม่ให้ " สิทธิ " ทำไม " สิทธิ " ? แท้ๆ ของประชาชนที่มีเต็มๆ และแม้ในรัฐธรรมนูญก็ถูกต้อง ตามนิติธรรมด้วย จึงถูกห้าม ถูกต้านกั้น ไม่ให้ทำได้บ้าง เป็นความไม่เสมอภาค ใช่มั้ย? ไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างย ิ่ งกว่า คณะ Force คณะ coup d' Etat รัฐประหาร ที่ใช้อำนาจผิดๆ ดังที่เคยทำกันมา? ใช่มั้ย? ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ของมวลมหาประชาชน และความเสมอภาค ทำไม ไม่ได้รับการคุ้มครอง ตามมาตรา 4 ในเมื่อไม่มี " บทบัญญัติ " แห่งการปฏิวัติเหมือนกัน แต่อำนาจขอ ง คณะปฏิวัติที่ใช้อาวุธไม่สงบ ที่ผิดกฎหมาย กลับต้องจำยอมให้มี " สิทธิ " ทำได้มาแล้ว ไม่รู้กี่ครั้ง จนเป็นประเพณี ที่ไม่น่านิยม ก็มีบ้างในบางครั้ง ที่เป็นที่น่านิยม ของมวลประชาชน ส่วนอำนาจของคณะปฏิวัติ ที่ไม่ใช้อาวุธ สงบ ไม่ผิดกฎหมาย " มีสิทธิ " ทำได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 - 64 - 65 และมาตรา 70 สร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนตาม มาตรา 65 ย่อมมีเสรีภาพทำได้ การกำจัดเสรีภาพจะกระทำมิได้ตาม มาตรา 64 แม้มาตรา 66 - 67 ก็ย่อมมีความหมายสมคล้อย ที่สิทธิเสรีภาพ ของมวลมหาประชาชนที่รวมกันชุมนุม รักษาผลประโยชน์ของประเทศ แม้แต่ มาตรา 68 สิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ ก็เป็นวิธีการ ที่เป็นไปตามวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ โดยเฉพาะ มาตรา 69 บุคคลย่อมมีสิทธิ ต่อต้าน โดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ในการปกครองประเท ศ โดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญนี้ นั่นคือ " การปฏิวัติโดยประชาชน " ซึ่งเป็นการกระทำที่เป็นไป หรือมี " วิถีทาง " เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดย " วิธีการ " ซึ่งมิได้เป็นไปตาม " วิถีทาง " ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ บุคคลย่อม มีสิทธิต่อต้าน โดยสันติวิธี นี่คือ เป็นไปตาม " รัฐธรรมนูญนี้ " ตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม บัญญัติไว้ใน มาตรา 69 ชัดๆ ยืนยันอยู่โต้งๆ โทนโท่ เห็นไหม? แถม มาตร 70 - 71 เป็นหน้าที่ของชนชาวไทย อีกด้วย เห็นไหมว่า เป็นหน้าที่ของชนชาวไทย ตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญนี้ ประชาชนชาวไทย จึงออกมาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ออกมาใช้สิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ในเมื่อ ไม่มีบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ บังคับแก่กรณีใด ก็หมายความว่า มิได้ เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติวิถีทาง ว่า ปฏิวัติ ยึดอำนาจ ต้องทำอย่างนี้ ต้องปฏิบัติตามทางนี้ ตามวิถีนี้ นั่นคือ บัญญัติ ไ่ม่มีชัดเจนในรัฐธรรมนูญนี้ ดังนั้นจึงเท่ากับ บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ไม่มีการบังคับ ในกรณีนี้ จึงไม่มี เมื่อไม่มี ก็ให้วินิจฉัยกรณีของ กปปส. ที่ประพฤติ กระทำอยู่นี้ ให้เป็นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทีนี้ ประเพณี ซึ่งหมายถึง สิ่งที่นิยมถือประพฤติปฏิบัติสืบๆ กันมา จนเป็นแบบแผน ขนบธรรมเนียม หรือจารีตประเพณี อันไม่น่านิยม คือ การยึดอำนาจ ด้วยอำนาจ Force หรืออำนาจของคณะปฏิวัติ คณะรัฐประหาร coup d' Etat ที่ได้ทำกันมา จนเกิดธรรมเนียม การเปลี่ยนแปลง คณะบริหารกันมาแล้วตลอดมา ไม่ถูกกฎหมาย ด้วยซ้ำ แต่ประเทศไทยก็ยอม ต่อ " อธิปไตย " หรืออำนาจที่ไม่ชอบธรรมนั้น วันนี้ ขณะนี้ ประชาชนรวมตัวกันเป็นพลังประชาธิปไตย ออกมาปฏิวัติตามกฎหมาย ชอบธรรมด้วย จึงควรเป็น " ขนบ " ที่ดีงาม ตาม มาตรา 69 ทั้ง 2 นัย คือ นัยที่ 1 ถ้า … การกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ในการปกครองประเทศ โดย... มีผู้ใช้ วิธีการซึ่งมิได้เป็น ไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญนี้ บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี นี่เป็นนัยที่ 1 ตาม มาตรา 69 เราก็ทำอยู่แล้ว ทีนี้ นัยที่ 2 นี่แหละที่ลึกซึ้งซับซ้อนหน่อย กล่าวคือ ตามนัยที่ 1 นั้น คณะรัฐบาลปัจจุบันนี้ ก็ทำผิดแล้ว มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญนี้ แล้ว มวลมหาประชาชนก็ออกมาต่อต้านด้วยสันติวิธี อยู่แล้ว....นัยนี้ก็ถูกต้อง ชอบธรรมแล้ว ตามรัฐธรรมนูญนี้ ส่วนประเด็นที่ว่า การกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ นั้น เรากำลังปฏิวัติ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจจริง พวกเราชาว คณะกปปส. กับมวลมหาประชาชน กำลังต่อต้าน เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการ " ปฏิวัติ " ของเราชาวมวลมหาประชาชน มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ แต่เรา " ประชาชนปฏิวัติ " เอง โดยรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติวิถีทางไว้ ซึ่ง เป็นการต่อต้านโดยสันติวิธี เราก็จะจัดการให้เกิดระบบการปกครองใหม่ขึ้นมาให้ดี อย่างบริสุทธิ์ที่สุด ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ จนกว่าจะได้คณะปกครองบริหาร หรือ สภานิติบัญญัติ ที่ดีเรียบร้อย แล้วคณะเราประชาชนที่จัดการนี้ก็จะหยุด...วางมือทันที แล้วให้คณะบริหาร คณะนิติบัญญัติ และคณะตุลาการ ที่เป็นคณะใหม่ อันได้ปฏิรูปเรียบร้อยแล้ว ให้ทำงานอย่างสัมบูรณ์ เพราะคณะสภาประชาชนที่ก่อการอยู่นี้ เหมือนคณะก่อการตั้งบริษัทจำกัด เมื่อตั้งบริษัทเสร็จ มีคณะกรรมการถาวร มีคณะทำงานสมบูรณ์เรียบร้อย " คณะก่อการ " ก็สลายเลิกล้มไป ขณะนี้คล้ายๆ กับเรากำลัง ร่างบริคณห์สนธิ ในการก่อตั้งบริษัท เมื่อได้สภาประชาชน เราก็ได้ คณะกรรมการก่อการ เมื่อคณะก่อการจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เลือกตั้งกรรมการถาวร มีคณะกรรมการทำการบริษัทอันสมบูรณ์ ก็มอบหมายให้คณะบริหารถาวร คือคณะรัฐบาลใหม่ต่อไป คณะกรรมการก่อการก็วางมือจบ ฉันใดก็ฉันนั้น เรื่องใหม่มากคือ คณะกปปส. นี้เป็นสภาประชาชนที่ยังไม่เคยเกิดมาก่อน จึงยังไม่เคยมีประเพณีที่ยึดอำนาจด้วยมือเปล่า ด้วยความสงบสันติวิธี แบบนี้เป็น " ขนบ " ธรรมเนียม ประเพณีให้เป็น แต่คราวนี้ ครั้งนี้แหละ กำลังจะมีเป็นครั้งแรกที่ทำได้ ปฏิบัติได้ อย่างวิเศษ วิสุทธิ์ วิศิ ษฏ์ ขนาดนี้ เห็นแล้ว ปรากฏแล้ว ซึ่งมหัศจรรย์ที่สุด จนคนไม่เชื่อว่าจะจริง จะบริสุทธิ์จริง จะทำได้จริง ทั้งๆ ที่ คณะกปปส. นี้ ได้ต่อต้าน ต่อสู้มาอย่างอุตสาหะเรียบร้อย เป็นไปได้ ใช้เวลานานมาถึงครึ่งปีกว่า คือกว่า 200 กว่าวันแล้ว เรียบร้อยมาตลอด ชอบธรรมมาตลอด ส่วนที่เกิดความเสียหาย ล้มตายบาดเจ็บนั้น มันไม่ใช่เกิดจากเรา กปปส. แต่เกิดจากฝ่ายรัฐบาลและผู้ช่วยรัฐบาล หรือผู้ไม่ใช่ฝ่าย กปปส. แท้ๆ ตรงๆ เป็นผู้ทำให้เกิดความเสียหาย เหล่านั้น ดังนั้น กปปส. จึงเป็นคณะประชาชนที่ประพฤติต่อต้านโดยสันติวิธี ที่มี วิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตาม " วิถีทาง " ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ นั่นคือ ทำการยึดอำนาจ มาจัดการเองที่ไม่เหมือนคณะทหารใช้อาวุธปฏิวัติ ซึ่งทหารปฏิวัตินั้นไม่ชอบธรรม แต่ คณะกปปส. ปฏิวัติโดยชอบธรรม ส่วนคณะทหารที่ใช้อาวุธปฏิวัตินั้นผิดอำนาจอธิปไตย ผิดกฎหมาย เป็นกบ ฏ หากใครจะมองไปเป็นว่า คณะกปปส. ปฏิวัติเพราะใช้ " อำนาจ " ยึด...ก็ถูกต้อง เพราะไม่ผิดกฎหมาย ไม่เหมือน คณะปฏิวัติที่ใช้อาวุธ ใช้อำนาจ Force หรืออำนาจ coup d' Etat (คู เดทา) รัฐประหาร ที่ไม่สันติวิธี คณะกปปส. ใช้ " อำนาจที่ชอบธรรม " จึง วิเศษ วิสุทธิ์ วิศิษฏ ์ เพราะใช้ " อำนาจ " ยึด อย่างถูกต้อง สวยงาม ดีจริง เป็น Authority ที่ Sovereign right power=supreme ยิ่งแล้ว จึงควร จะเกิดเป็น " ขนบ " ประเพณี อันสวยงาม แม้จะเป็นครั้งแรก ก็ควร จะเกิดขึ้น ใช่มั้ย? เพราะเป็นการแสดงออก ซึ่ง " อำนาจ " ที่เป็น " อธิปไตยของชนชาวไทย " ตรงตาม มาตรา 3 บวก มาตราอื่นๆ อีกมาก และ มาตรา 69 อย่างลึกซึ้ง ด้วยประการฉะนี้ จึงใช้ มาตรา 7 ได้อย่างเต็มที่ โดยมีมาตราอื่นๆ ประกอบสมบูรณ์ เช่น ม าตรา 4 - 6 ก็ต้องใช้ / มาตรา 26 - 40 ก็ต้องใช้ / มาตรา 63 - 74 ก็ต้องใช้ เป็นต้น จึงควรเป็น " ประเพณี ” อัน วิเศษ วิสุทธิ์ วิศิษฏ ์ อย่างไม่เคยมีมาก่อน แม้ครั้งแรกนี้จะบกพร่องบ้าง ไม่สวยสด งดงาม สะอาดบริสุทธิ์ กว่านี้ ก็หวังว่า จะเป็นการเร ิ่ มต้น เกิด " อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทย " ตาม มาตรา 3 ที่จะเกิด " ประเพณีการปกครอง " ที่เป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สืบไป ที่ไม่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทเลย คณะกปปส. ซึ่งเป็นประชาชนคณะแรกที่เป็นกลุ่มชนได้ใช้ " อำนาจ " อธิปไตยเป็นของประชาชนเพื่อประชาชน โดยประชาชนจริงๆ แม้ไม่มีในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ แต่พฤติปฏิบัติก็ชอบธรรม และสารสัจจะแสนรู้ยาก ทำได้ยาก แม้ว่าจะไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ เป็นคำความภาษาระบุตรงๆ ประชาชนในประเทศก็ได้ช่วยกันวินิจฉัย ทั้งตาม " ประเพณี " ที่เคยมีมาก่อนอันยังไม่ถูกต้องนักในการปฏิวัติ หรืออำนาจ coup d' Eta รัฐประหาร อันรุนแรงไม่ใช่สันติวิธี เพราะยังเป็นอำนาจ Force กระทั่งที่สุด ประชาชนได้ปฏิวัติ อย่างถูกต้องชอบธรรมจริงๆ เป็นอำนาจ Authority ชนิดสันติวิธี ที่ไม่เคยทำได้มาก่อน ถ้าทำสำเร็จ ได้ครานี้ ก็เป็นความมหัศจรรย์ อัน วิเศษ วิสุทธิ์ วิศิษฏ ์ แท้แน่แล
สรุปเอาเนื้อหา มาตรา 69 นี้ ก็คือ คณะกปปส. ย่อมมีสิทธิต่อต้าน โดยสันติวิธี และทำได้ถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญนี้ ยิ่งกว่า คณะอื่นๆ ที่เคยมีขนบ ทำการต่อต้าน ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ หรือ ยึดอำนาจในการปกครองประเทศ ส่วนคณะรัฐบาล และคณะนิติบัญญัติ หรือรัฐสภา นั้น โมฆะ ไปแล้ว ตามมาตรา 68 เป็นต้น และมาตราอื่น ต่างกรรม ต่างวาระ จึงไม่ชอบธรรมที่จะอยู่ในอำนาจ ในการปกครองประเทศต่อไปอีกแล้ว เพราะฉะนั้น " สิทธิ " ของมวลมหาชนที่รวมตัวกันเป็น คณะกปปส. ต่อต้านโดยสันติวิธี จึงเป็นการกระทำ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจ ในการปกครองประเทศที่ชอบธรรมที่สุด กว่า การกระทำใดๆ ของคณะใดๆ แม้คณะรัฐบาล และคณะรัฐสภา จะมาด้วยการเลือกตั้ง ตามวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ แต่ก็ โมฆะแล้ว เพราะได้ทำความไม่ชอบธรรมมามากเกินไปแล้ว ส่วนคณะมวลมหาประชาชน กปปส. คือผู้ดำเนินการกระทำ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจในการปกครอง (ใหม่) โดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive