570316_พ่อครูที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง นักการเมืองแบบพุทธ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข26 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

570316_ พ่อครู ที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง นักการเมืองแบบพุทธ

พ่อครูว่า … วันนี้ วันที่ 16 มีนาคม 2557 ที่ป้อมมหากาฬ เรามีตลาดอาริยะ เป็นเรื่องของอาริยธรรม แรกๆ เขาก็มองว่า เราทำเหมือนทางโลก ที่ลดราคา เหมือนห้างร้าน เขาก็ว่าเซลล์ ก็ว่างั้นนะ เขาฉลาดแกมโกงให้คนนิยม แต่แท้จริง สร้างความนิยม ให้มากกว่าเก่า แต่ของเราทำงานด้วยชีวิต จิตใจจริง เราเห็นว่าเราได้ให้เป็นประโยชน์คุณค่าต่อคนอื่น ถ้าเราได้ให้อย่างจริงใจ เป็นสัจจะว่าการได้ให้ไป ก็ต้องดีกว่าไปเอาของเขา เบียดเบียนของเขา เขาก็หวงแหน ในการให้ ถ้าเราเองเราศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า ศาสนาทุกศานาสอนให้มี การให้ เป็นคุณสมบัติพิเศษ ของมนุษยชาติ ทาน เป็นคุณธรรมหลักแรก ของทุกศาสนา พระพุทธเจ้าก็ให้ ทาน เป็นข้อแรก ให้รู้จักใจของเราว่าจะเอาหรือให้ มันไม่ได้รู้ได้ง่าย เราคิดว่าเราให้วัตถุ แต่ว่าใจกลับจะเอามากกว่า ให้ของไปนิดเดียวแต่ต้องการได้สิ่งแลกเปลี่ยนมากกว่าเดิม เหมือนการเล่นการพนัน ตะกละมากกว่า เรื่อง การให้ เมื่อจิตวิญญาณเข้าใจก็จะจริงมากขึ้นใจชัดใจจริง เราก็จะรู้ประมาณในการให้ ว่าเท่าไหนจะไหว จะพอดี คนที่กล้าได้ประมาณสัดส่วนพอดีก็ไม่เดือดร้อน คนประมาท ประมาณไม่ดี ให้เกิดแรงเกินตัวก็เกิดการติดขั ด Run shot ก็เป็นหนี้สิน ไม่สมดุล เป็นไปไม่ได้ ต้องหัดประมาณ การให้อย่างตลาดอาริยะ ตอนแรกเราก็คิดว่าไม่มีร้านเท่าไหร เอาไปเอามา แถมเติมมาก เช่นร้านธุลีฟ้า ซึ่งเจ้าของเคยเป็นศิษย์เก่า ขายเสื้อ ยอดขายทั้งหมด 87,000 บาท ได้กำไรอาริยะเป็น 76,900 บาท และทำบุญเพ ิ่ มอีก รวมยอดทำบุญ ให้ อาตมา 87,000 + 13,000 บาท รวม 100,000 บาท เป็นผู้ที่ศรัทธาปฏิบัติธรรมเป็นครอบครัวเลย จนแต่งงานมีครอบครัวก็ทำมาตลอด คือคุณแน่แท้ ลักษณะที่อาตมาได้พาทำที่เป็น

อ่านต่อ

พาณิชน์ เรียกว่า บุญนิยม ไม่ใช่ทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็นด้านไหน การค้าก็บุญนิยม การศึกษาก็บุญนิยม แม้แต่การสื่อสารก็บุญนิยม เจตนาตั้งเพื่อล้อเลียน ทุน บุญ มาจาก ปุญญะ รากศัพท์บาลีแปลว่า การชำระกิเลส ผู้ที่สามารถเข้าใจ อย่างในหลวงตรัสว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา หรือเศรษฐกิจพอเพียง หรือปกครองบริหาร ก็ตาม ภาษาบุญนิยม นั้น กำหนดหมายที่ กิเลสเป็นหลัก การขายขาดทุน คือขายต่ำกว่าราคาทุน นั่นคือ กำไรของเรา ส่วนใครจะขาดทุนได้มากเท่าใด ก็ขึ้นอยู่กับสมรรถนะของเรา เป็นเศรษฐศาสตร์บทหนึ่งของโลกที่เราได้ทำ แม้แต่สัมมาอาชีพของเรา การค้าของเราก็มีหลักการแบบบุญนิยม มี 4 ระดับ ต ่ำ กว่าราคาตลาด เท่าทุน ขาดทุน แจกฟรี

เราทำถึงระดับสาธารณโภคี ทุกชุมชนอโศก ทำงานฟรี กินใช้ส่วนกลาง สังคมแบบนี้เป็นจริงได้ ในคำว่าบุญนิยมหรือเสียสละ ให้แก่สังคมเป็นคุณธรรมหลักในการอยู่ในสังคม หรือในหลวงตรัส เรื่องแบบคนจน ผู้ที่เสียสละแล้วแต่ใจเรากลับภูมิใจดีใจ เป็นอุปกิเลส เป็นสิ่งที่อย่าไปตื่นเต้นมาก ไม่อย่างนั้นจะติดยึด ติดในการสร้างลักษณะนี้ แล้วจะตะกละ แม้อารมณ์ที่จะต้องการแรงอย่างนี้ มันก็จะเสียนะ พระพุทธเจ้าสอนปีติหลายขั้น ขุททกาปีติ (ปีติเล็กน้อย) ขณิกาปีติ (ปีติชั่วขณะ) โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นพักๆ) อุพเพงคาปีติ (ปีติแรงกล้า โลดลอย) ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) (จาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค) พระพุทธเจ้าว่าไหนๆ จะทำดีสุจริตแล้วก็อย่าให้มีอุปกิเลส ถ้ามีก็มีเล็กน้อยก็พอแล้ว ให้ต ่ำ สุดแค่ ผรณาปีติ แค่ซาบซ่านให้ตัวพลังงานปีติเบาที่สุด แรงงานทางจิตมีดีกรีต่างกันไป พระพุทธเจ้าชัดเจนหมด เอามาสอนไว้ จนกระทั่งไม่ต้องไปหลงใหลกับมัน อันไหนควรได้ควรทำ ไม่จำเป็นต้องไปดีใจเสียใจ สุขหรือทุกข์ใจ ไม่ต้องมี แล้วทำตนเป็นกุศลเป็นประโยชน์สังคมโลก พระพุทธเจ้าท่านสรุปว่า ผลสูงสุดของผู้ปฏิบัติแล้วจะทำอย่างนี้ ท่านตรัสกับพระอรหันต์ 60 รูปแรก ว่าต้องไปทำงานให้กับสังคม ไม่ใช่ไปออกป่าเขาถ้ำ ให้ไปเผยแพร่ ไปไม่ซ้ำที่กันด้วย ไปเพื่อ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) ให้สร้างประโยชน์ ความสุขแก่สังคม ไม่ใช่ว่าสุขเพราะได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แต่อย่างใด หรือได้เสพกาม ได้บำเรออัตตา แค่นั้น บำเรออัตตา สะใจจริง มันเขี้ยวจริง ก็บำเรออัตตา ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้มีปัญญาล้างกิเลส อุปาทานเกลี้ยงจะเป็นคนที่มี พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) เป็นนักการเมืองเบอร์หนึ่งของโลก ชาวอโศกพิสูจน์ว่าไม่ต้องสะสม แม้ทรัพย์สิน เงินทอง บ้านช่องเรือนชาน ก็มีชีวิตได้ดี มีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา เขาจะเลี้ยงไว้ เพราะเรารับใช้สังคม คนที่เป็นประโยชน์คุณค่าเสียสละต่อผู้อื่นตลอด เป็นคนมีค่า มีสุขที่ไม่ใช่บำเรอกิเลส แต่เป็นสุขที่เกิดจากการลดกิเลส วูปสโมสุข ผู้ที่เข้าใจสัจธรรมโลกุตระ จึงเป็นนักประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ จะทำงานกับสังคมอย่างวิเศษ พาสังคมไปรอด เป็นนักการเมืองชั้นยอดเลย เป็นประชาธิปไตยสุดยอด แม้เป็นคอมมูนก็นักคอมมูนชั ้ นยอด เป็นนักเผด็จการก็นักเผด็จการชั้นยอด ช่วยคนอื่นตลอด มีคุณค่าประโยชน์ ผู้บรรลุธรรมของพุทธนั้น พึงเป็นผู้รับใช้สังคม ธรรมะของพระพุทธเจ้ายืนยันได้ว่า เป็นหลักประชาธิปไตย พระพุทธเจ้าตรัสคำว่า ประชาธิปไตย แต่คำว่า พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) เอามาไขถึงอธิปไตย 3 คนที่มีตนเป็นใหญ่ (อัตตาธิปไตย) มีสติพิจารณาจนเกิดอธิปไตยให้แก่ตน คนที่มีโลกเป็นใหญ่ (โลกาธิปไตย) มีปัญญาเพ่งพินิจ ไปกับงานของโลก คนที่มีธรรมเป็นใหญ่ (ธัมมาธิปไตย) เป็นผู้ประพฤติโดยสมควรแก่ธรรม

ถ้าสมมุติว่า ชุมชนกลุ่มนี้ แต่ละคนเป็นนักอบายมุข ก็จะรวมกันมีพลัง ครอบงำให้คนมีอบายมุข ประเทศนั้น ถ้ามีคนเช่นนี้มากคนก็จะเป็นคนติดอบายมุขด้วยกัน เพราะเป็นคนหมู่มาก อยู่อย่างอื่นไม่ได้หรอก นี่คือโลกาธิปไตย ทุกวันนี้โลกเป็นทุนนิยม โลกียะ หลงใหล โลกธรรม ตะกละแย่งชิง ถ้าเป็นอนาคามีจะบริสุทธิ์ในการไม่ทำร้ายโลกแล้ว ส่วนสกิทาคามีก็มีโทษต่อโลกบ้าง ส่วนปุถุชนก็เป็นศัตรูกันในสังคมจะมากน้อยก็แล้วแต่ ถ้าเราใช้หลักคุณธรรม สัจธรรมของพระพุทธเจ้ามีหลักสมบูรณ์ เราก็ต้องเรียนให้สัมมาทิฏฐิ สมัยพระพุทธเจ้าเป็น สมบูรณา ญ าสิทธิราช แต่พระพุทธเจ้าก็ตั้งรัฐอิสระ ของท่านได้ ทุกแคว้น ทุกรัฐ ยอมรับนับถือธรรมนูญ ลัทธิ ของพระพุทธเจ้าหมดเลย แม้แต่เป็นทาสก็ต้องยกให้พระพุทธเจ้า แล้วหมดความเป็นทาสเลย ท่านปลดความเป็นทาสได้เลย ในสังคมทาส ไม่มีศักดินา ยศชั้น มีคุณธรรมเป็นสัจจะ โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ท่ามกลางที่โลกทั้งโลกไม่เข้าใจประชาธิปไตย แต่ทุกวันนี้ โลกเข้าใจประชาธิปไตยจึงทำได้ง่าย แต่ก็ยากเพราะจัดจ้านด้วยกิเลสมาก แต่ก็ยังมีคนมีปัญญา มีธุลีในดวงตาน้อย อาตมาเอาโลกุตรธรรมมาประกาศก็มีคนเข้าใจ ทำงานสำเร็จอาตมาในชาตินี้ ทำงานมา 40 กว่าปีแล้ว พูดแล้วคนก็หมั่นไส้ คืออาตมามีบารมีเก่า ตั้งแต่ชาติเก่า ก็อธิบายตามหลักฐาน ถ้าได้ภูมิธรรมก็ได้เลย ตั้งแต่โสดาบัน เป็นต้้นไป แม้อาตมาบอกว่าตนคือโพธิสัตว์ คนก็ไม่เข้าใจกัน เพราะศาสนาพุทธนั้นผิดเพี้ยนไปมาก แต่อาตมาพาพวกเราทำถึงสาธารณโภคี ซึ่งสูงกว่าลัทธิคอมมิวนิสต์ของคาร์ลมาร์กซ์ เขาหาว่าจิตนิยมหรือศาสนาเป็นสิ่งเสพติดด้วยซ ้ำ เขาไม่เอา แต่ของพระพุทธเจ้า รู้ทั้งวัตถุทั้งจิต เราไม่ติดวัตถุก็อยู่ได้ด้วยดี ในอัตตาธิปไตยก็ทำให้จนคนเคารพนับถือ แม้ไม่ใช้พระเดช ใช้พระคุณก็ตาม ก็ใช้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขในการสร้างเช่นกัน แต่อย่างพระเดชไม่ดีกว่าใช้อย่างพระคุณ คนใช้พระคุณก็ใช้อย่างเรียบร้อยไม่แสดงอำนาจบาตรใหญ่ ช่วยเหลือเขา ก็ได้ความนับถือ ถ้าผู้ใดติดยึด คนเราจะได้เป็นใหญ่ คนเคารพนับถือ เพราะพระคุณ ก็เป็นกิเลส ถ้าคนไม่นับถือเคารพก็เป็นทุกข์ แต่ถ้าได้ศึกษาทำให้อย่างซื่อสัตย์เสียสละไม่ต้องการบุญคุณ ก็ไม่ต้องสุขทุกข์ เราไม่ทำร้ายก็ดีแล้ว แต่ทำดีแล้วไ่ม่ต้องมีใครรู้จักบุญคุณก็ได้ เราทำดีไม่ได้ดี เพราะเราทำดียังไม่มากพอ ตั้งใจทำดีไปเถอะ เราไม่ต้องตั้งใจอยากได้ให้เขาเห็น หรือมาตอบแทนบุญคุณ เพราะเราทำดีเราได้ความดีสำเร็จในตัวแล้ว ชีวิตก็สบาย ในสังคมเขามีคนมีปัญญา เขารู้ว่าคนดีทำดีเขาก็จะช่วยเหลือสนับสนุน ช่วยทำด้วย เพราะรู้ว่าคนนี้มีคุณค่าดีงาม อาตมาได้อธิบาย หลักเศรษฐศาสตร์บุญนิยมไว้ หมายเลข 1 ไม่เป็นหนี้ ทำกินทำใช้ให้พึ่งตนเองได้ ทำให้เหลือกินเหลือใช้ แจกจ่ายสะพัดออก เผื่อแผ่แก่ผู้อื่น

และ เศรษฐศาสตร์บุญนิยม หมายเลข 2 เรากินใช้ไม่มาก มักน้อยสันโดษ เราสร้างสรรขยันเพียร คุ้มกินคุ้มใช้ เหลือกินเหลือใช้ เราไม่สะสมกักตุน เราสะพัดออก แจกจ่ายเจือจาน

แม้เราทำตลาดอารยะก็ต้องมีวิธีการ ให้เขาได้รู้จักลดละกิเลส เสียสละ ไม่แย่งชิงทะเลาะวิวาทตีรันฟันแทงแย่งชิง จะสำนึกถ้อยทีถ้อยอาศัย เราช่วยกันพัฒนาจิตให้เสียสละมากขึ้น มีน้ำใจสูงมากขึ้น ให้สังคมเจริญงอกงาม นี่เรารู้จักอัตตาธิปไตย ไม่สร้างอำนาจด้วยโลกธรรม หรือกาม เราไม่สร้างอำนาจด้วยกาม เหมือนพวกดารา ให้คนมานับถือบูชาด้วยกาม เราไม่ทำ เราทำงานให้สังคม ไม่ต้องใช้อำนาจ ยศ สรรเสริญ หรือกาม หรืออัตตา ถ้าทำได้ด้วยใจจริงก็ประเสริฐ ถ้าทำได้นี่สังคมอยู่รอด แม้กลียุค คนในโลกเห็นแก่ตัวจัดจ้านเหลือเกินไม่เข้าใจ การให้ เราก็อยู่ได้เพราะมักน้อยสันโดษ พึ่งตนได้ แต่คนมาแย่งชิงได้ เราก็ยอมให้ มันก็ยิ่งเหลิง ยิ่งเรายอมก็เบ่งอำนาจ ในยุคกลียุคจะเป็นเช่นนั้น แต่คนมีภูมิธรรมจะอยู่ได้ แต่ก็ทนยาก ต้องฝึกให้ทนได้อยู่รอด ถ้าคนไม่ภูมิธรรมสูงก็อยู่ยาก ยุคนี้ก็ไม่กลียุคร้ายแรง ต้องอีกหลายร้อยปี ทุกวันนี้ก็อำมหิตพอได้ เป็นสัจจะ ต้องช่วยกันช่วยสังคม อาตมาเกิดมาก็ต้องช่วยกันไป แม้ต้องรับวิบาก แม้โพธิสัตว์มาช่วยอย่างนี้ก็ต้องตายไปก็มี ขนาดพระโมคคัลลานะก็ต้องยอมตายเป็นต้น อาตมาเอาโลก 3 ชนิดมาใช้ เป็นลักษณะของพระพุทธรูปปางตรีลักษณ์ โลกุตระ คือ จิตบรรลุธรรม อยู่เหนือโลกียวิสัยแห่งธรรมชาติกิเลส ทั้งกิเลสฝ่ายดึงดูดและฝ่ายผลักไส โลกวิทู รู้จักความเป็นไปของสังคม รู้จักสาระ อสาระ รู้ความเกี่ยวข้องเป็นเหตุแห่งทุกข์ ที่ตนเคยตกเป็นทาสจนรู้ดีขึ้น เพราะปฏิบัติได้พ้นความเป็นทาสเหล่านั้น โลกานุกัมปา คือเอ็นดูต่อสัตว์โลก มีประโยชน์ช่วยเกื้อกูลต่อมนุษยชาติ มีความกรุณาช่วยให้เขาพ้นทุกข์ในระดับทุกขอาริยสัจ … ตามจริง จะมาเป็นพระพุทธเจ้าต้องไปเรียนรู้ว่าสัตว์โลกเขาอยู่อย่างไร แต่เราต้องได้หลักประกันเป็นอรหันต์ให้ได้ก่อน จึงจะไปเรียนรู้โลกวิทู ให้รู้ว่าเขาอยู่อย่างไรจะได้ไปช่วยเขาได้ ส่วนโลกโลกียะของตนนั้นท่านพ้นแล้ว พ้นทุกข์ร้อนของตนแล้วเกิดมาเพื่อช่วยผู้อื่น ทางเถรวาท สอนกันว่าโพธิสัตว์เป็นสัตว์ใต้ต้นโพธิ์ ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ ไม่อย่างนั้นจะต้องปรินิพพาน เขาเข้าใจผิดว่า ถ้าเป็นโสดาบัน นั้นเกิดอีก 7 ชาติก็ต้องบรรลุอรหันต์ และเถรวาทสอนกันว่า ถ้าเป็นอรหันต์นั้นก็ต้องปรินิพพานเลย ไม่กลับมากเกิดอีกได้ ดังนั้นถ้าบรรลุธรรมก็เกิดอีกแค่ 7 ชาติ ก็ต้องตายสูญ แล้วจะเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร ก็กลัวเป็นอรหันต์ แล้วอยู่ๆ วันดีคืนดีก็เป็นพระพุทธเจ้าได้ปุ๊ปเลย คิดได้อย่างไร ให้เป็นปุถุชนไปไม่ต้องบรรลุแม้โสดาบันก็ไม่ได้ แล้วไปเป็นพระพุทธเจ้าได้เลย แล้วรู้หลักธรรมหมดเลยได้อย่างไร? ในศาสน า มหายาน ก็ศรัทธาโพธิสัตว์ ได้แต่รู้ๆๆๆ แล้วธรรมะจะได้หรือเปล่า ไม่รู้ แล้วเถรวาทก็เอาแต่บรรลุเป็นอรหันต์ ก็จบ ส่วนมหายานก็ไปมากๆๆๆ รู้แล้วไม่ได้จริง ก็เลยโต่งไปคนละทาง ที่จริงโสดาบันกับโพธิสัตว์อันเดียวกัน ต้องทำคุณธรรมในตน ให้บรรลุจริงจึงสอนคนอื่นจะไม่มัวหมอง ต้องถ่อมตนไว้ก่อน ก็ต้องรู้ตัวว่าต้องมีคุณอันสมควรก่อนจึงพร่ำสอนคนอื่นจึงไม่มัวหมอง ถ้าไม่อย่างนั้นจะเพี้ยน เป็นคนขายของที่ขายแต่ยี่ห้อไม่มีเนื้อของไม่มีสาระ กลายเป็นหลอกคน นักการเมือง ต้องเป็นคนที่เห็นแก่มวลมนุษยชาติไม่ได้เห็นแก่ตัว หรือเห็นแก่ครอบครัว หรือพรรคพวกของตน จะไม่มีเลห์เหลี่ยมโกหก จะทำจริงพูดจริง คนมีปัญญาจะดูออก ขณะนี้ในไทยมีนักประชาธิปไตยสองขั้ว คือพวกหนึ่งพวกแดง อีกพวกหนึ่งก็ กปปส. เขาก็ว่าเขาเป็นประชาธิปไตย แต่เราก็ว่าเราประชาธิปไตย แต่กายนั้นต่างกัน สัญญานั้นเหมือนกันว่า คือประชาธิปไตย แต่องค์รวมที่เขาแสดงออกทั้งหมดไม่เหมือนกัน เช่นให้สีแดงหมด ซื้อมาให้เลยเสื้อนี่เป็นต้น แต่ของ กปปส. นี้หลากหลาย เอามาเอง เป็นต้น ก็คือ กายต่างกันแต่สัญญาตรงกันว่า คือประชาธิปไตย ก็จะเห็นกายวิญญัติ ที่ต่างกันไป เอาพวกเรานี่ ชาวกปท. หรือกองทัพธรรม มีรายละเอียดที่ต่างกัน ในกายวิญญัติ หรือ กาย นั้นต่างกัน ถ้าเราเข้าใจความเป็นสัตว์ไม่ได้ สัตว์คือความวนเวียนในวัฏสงสาร ก็กายต่างกัน คนไม่ศึกษาธรรมะ ก็จะมี กายต่างกัน สัญญาต่างกัน ในข้อที่ 1 ของวิญญาณฐีติ 7 หรือสัตตาวาส 9 ข้อที่ 2 เร ิ่ มมีสัมมาทิฏฐิ เบื้องต้นตรงกันก็จะสร้างองค์ประชุมของจิต เป็นนามกาย ก็จะมี สัตว์บางพวกที่มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่นทำ ฌาน ให้จิตลดนิวรณ์ 5 เมื่อสัญญาสัมมาทิฏฐิเราก็จะได้กายอย่างหนึ่ง แต่พวกมิจฉาทิฏฐิก็จะได้ฌานต่างไป เช่นพวกหนึ่งเขากำหนดว่าการทำฌาน ต้องทำให้หมดนิวรณ์ แต่ไปทำกายให้นั่งหลับตาดับทำสมาธิ ก็ได้กายต่างกันไป แต่ได้องค์ประชุม คือ กายอย่างหนึ่ง ส่วนสัญญาก็ไม่ให้มีนิวรณ์ แต่อย่างมิจฉาทิฏฐิจะไปนั่งหลับตาเสพภพสบาย ไม่ได้มีผัสสะ ไม่ได้ลดกิเลสในการกระทบสัมผัสทวาร ไม่ได้มีการทำฌานอย่างมีผัสสะลดกิเลส กายของนักประชาธิปไตย องค์ประชุม พฤติกรรม กายวิญญัติของนักประชาธิปไตยก็ต่างกัน สัญญาว่าประชาธิปไตยอย่างเดียวกัน แต่มีนัยต่างกัน คือสัมมา กับมิจฉา สองอย่างต่างกัน เขาก็ได้อย่างหนึ่งต่างกันไป องค์ประชุมสำเร็จตามทิฏฐิของเขาก็ได้ประชาธิปไตยแบบนั้น เป็นเรื่องเห็นจริงเลย เขามุ่งมั่นประชาธิปไตย เหมือนกับเราเลย เขาว่าต้องดีต้องเสมอภาค ช่วยคนจน แต่เขาช่วยคนจนไปให้รวย คนจะรวยก็ต้องแย่งจากคนอื่น ในแต่ละประเทศก็ต้องจัดสรรทรัพยากรให้ทั่วถึง แต่ถ้าคนหนึ่งรวยอีกคนก็ต้องจน พระพุทธเจ้าจึงสอนให้มาเป็นคนจน คนจนแต่เป็นสุข สอนให้คนหายจน พวกเรานี่คนหายจน แต่เป็นคนจนที่แจก อุดมสมบูรณ์ หลักเหล่านี้เป็นหลักเพื่อสังคม ในหลวงเราจึงให้ทำแบบคนจน เป็นนักประชาธิปไตยที่ ควีนของอังกฤษต้องตรัสให้เป็น King of King เลย นี่เป็นเรื่องจริง คำว่าจนจึงต่างกัน เรามาจนอย่างหายจน เป็นคนจนที่หายจน ไม่มีโรคจนเลย มีเงิน 0 บาทจะให้จนอย่างไร หมดเนื้อหมดตัว มีสิทธิ์ผ่านไปมาอาศัย เสื ้ อผ้าไม่ตะกละ ข้าวของเครื่องใช้ไม่ตะกละ มีเหลือก็แจกจ่าย นี่คือกายวิญญัติ เป็นอาริยะ โลกุตระ แบบนี้ยอดแห่งประชาธิปไตยที่รวมทั้งคอมมูน เผด็จการ และประชาธิปไตย นี่คือยอดแห่งการปกครอง สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เป็นธรรมาธิปไตยนี่แน่นอนสุดยอด ถ้าประชาธิปไตยก็คือ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) ใน รัฐธรรมนูญ ไ่ทย อ่านแล้วก็เข้าใจดี ก็ขออธิบายตามประสาอาตมา นะ

พ่อครูว่า… สรุปได้ว่า ที่แย่งอำนาจบริหารปกครอง ขอยืนยันว่าเราไม่แย่ง ถึงแม้ว่าชาวอโศกจะไม่ปกครอง แต่ก็ช่วยบริหารสังคมอยู่ เป็นงานการเมืองภาคประชาชน คือ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) นี่แหละเราทำมาตลอด หลักในการได้มาซึ่งอำนาจในการบริหารปกครองก็แย่งกัน แต่ก็มีการกำหนด รัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้งตัวแทนไปบริหาร ปกครอง ปกครองคือมีอำนาจ ส่วนบริหารคือจัดการทำการเลย อาตมาเรียกว่าอำนาจในการบริหารปกครองประเทศ ก็จะมีหน้าที่ตำแหน่งที่ยกให้เขา ไม่ใช่ว่าต้องเสมอภาคทุกอย่างไม่ได้ ของพุทธนั้นจะเรียกประชาธิปไตย หรือเผด็จการ หรือคอมมูน ก็ต้องรับใช้สังคม ผู้บรรลุธรรมอย่างพุทธ พึงเป็นผู้รับใช้สังคม อย่างพระพุทธเจ้าท่านร่างธรรมวินัยนั้น ท่านทำเองไม่ได้มีใครทำด้วย และท่านห้ามไม่ให้แก้ไขด้วย ศีล คือหลักสากลไม่บังคับ ส่วนวินัยเป็นักการเมืองอาญา มีบทบังคับ ลงโทษด้วย แต่ ศีลเหมือนจารีตประเพณี ก็อธิบายลักษณะธรรมะเทียบเคียงความเป็นอยู่ เรียกว่าอำนาจโดยชอบธรรม กับอำนาจไม่ชอบธรรม ใช้ศัพท์ว่า Force กับ Authority สองคำนี้แทน Force คืออำนาจกดขี่บีบคั้น แต่ Authority คืออำนาจโดยธรรม แต่เราไม่ปกครอง แต่เราช่วยรัฐบริหารอยู่ช่วยประชาชน โดยทำงานกับประชาชน ไม่ต้องรับตำแหน่งเงินเดือน แต่ช่วยทำบริหาร ภาคประชาชน แม้เรามีพรรคการเมืองก็ทำงานภาคประชาชน ช่วยสังคมอยู่ อย่างเรามี โรงเรียน สัมมาสิกขา สร้างเด็ก สอนเด็ก โดยไม่เคยเอาเงินเด็กเลย เราให้เรียนฟรี เลย เป็นการช่วยเหลือสังคม แม้การพาณิชย์เราก็ทำบุญนิยม ขาดทุนแก่สังคม ไม่ทำแบบเอากำไรเอาเปรียบสังคม เราแบ่งเบาสังคม เราทำทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการศึกษา พาณิชย์ สังคม สาธารณสุข เราก็บริหารทำงานช่วยรัฐบาลทำงาน การช่วยบริหารสังคมนี่แหละ คือ งานการเมือง.....จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน