571030_ธรรมาธรรมะฯ สันติฯ เรื่อง สัมมาสมาธิของพุทธ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571030_ ธรรมาธรรมะฯ โดยพ่อครู สันติฯ เรื่อง สัมมาสมาธิของพุทธ
พ่อครูว่า...วันนี้ 30 ต ุลาคม 2557 เป็นวันพระ 8 ค่ำ ที่สันติอโศก วันเวลาก็เดินไป ผ่านไปๆ ชีวิตของคนก็ ล่วงเลยไป และก็แก่ตายเปล่าไปเยอะ มันน่าเสียดายชีวิตนะ ที่ว่าน่าเสียดายเพราะอะไนในทัศนะของอาตมา น่าเสียดายเพราะเอาชีวิตไปหลงใหลกับโลกธรรม ซึ่งคนก็หลงใหลอย่างนั้นไม่รู้กี่ชาติ หลงสุข ทุกข์ กับมัน ถ้าเราไม่ได้มารู้ทางนี้เราก็ไปหลงวนเวียนไปกับเขาอีกนาน น่าเสียดาย ใครได้ฟังจะสะดุดใจหรือเปล่า ว่าชีวิตก็ดิ้นรนแย่งชิงหลงเสพ สุขเท็จ สุขขัลลิกะ
ที่ท่านบอกว่าเหมือนหมาเคี้ยวกระดูก เหมือนกินน้ำลายตนเอง มันก็เห่ากัดเคี้ยวกรอบแกรบไป แต่มันไม่ได้กินอะไรจากกระดูก เหมือนกลืนน้ำลายตนเอง ในพระไตรฯ ว่าไว้ ว่า แทะกระดูกที่เขาเอาเนื้อออกหมดแล้ว ซึ่งมันชัดเจนว่าคนเราหลง น่าเสียดายชีวิต อาตมาพูดไปนี่ก็น่าจะฟังแล้วสะดุดอะไรบ้าง แต่ก็ยาก เพราะคนเรามันจมอยู่ในห้วงโลกีย์ ฟังไม่ขึ้น ฟังแล้วก็ผ่านไปเฉยๆ
หลายคนมีปฏิภาณปัญญาฟังเข้าใจ แต่ก็ว่าไม่เห็นมีอะไร คนก็เป็นอย่างนี้ อันนี้แหละที่เป็นเรื่องโลกุตระที่พระพุทธเจ้าค้นพบว่าคนเราวนเวียน ใน วัฏสงสาร นานนับชาติ มีโลกีย์ทำให้เราหลง ว่าเราได้โลกธรรม มันไม่ยากนัก ก็เลยอยู่อย่างนั้น ก็พากเพียนปฏิบัติตนเป็นคนดี แล้วผลของกุศลวิบาก ทำให้ตนมีโลกธรรม มีวิบากน้อย ส่วนคนทำไม่ดีก็วิบากมากทุกข์ทรมาน แต่คนที่หลงว่าตนได้ดีวิเศษอย่านึกว่าตนไม่มีวิบากบาป
คนที่หลงเสวยผลโลกียกุศล เขาอยู่ในทุกสังคม เสวยผลโลกียกุศล มันเป็นอัตราของสังคมที่ตั้งมาเพื่อเอาเปรียบ โดยสัจธรรม ของคนชั้นบนที่เอาเปรียบ เป็นนักการค้าที่เขาไม่มีวันตั้งกติกาให้ตนเสียเปรียบ ก็เอาให้ตนได้เปรียบ นักธุรกิจระดับบน หรือข้าราชการก็เช่นกั
อ่านต่อ
น ก็ตั้งกติกาให้ตนได้เปรียบทั้งนั้น เป็นอกุศลที่ซ้อนอยู่ทั้งนั้น ในชาติที่คุณได้เกิดมาเสวยกุศลวิบาก
เมื่อคุณได้เสวยกุศล บัลลังก์กุศล คุณจะไม่ได้บาป ไม่ใช่ คุณจะได้ ถ้าคนใดทำกุศลท่วมท้น แล้วได้เสวยผล จะเรียกว่า กินกุศลเก่า (ไม่ใช่กินบุญเก่า) ให้ผล ได้เสวยบัลลังก์สุขโลกีย์ นานเข้าก็กินกุศลเก่า กุศลก็หมด แล้วก็สะสมอกุศล ก็หมุนมาวนเวียนคุณก็ลงนรกใหม่อีก คนก็วนขึ้นสวรรค์และลงนรก สลับกันไป ไม่มีใครขึ้นสวรรค์ไปตลอดหรอก คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าเกิดทุกชาติจะได้แต่กุศล มันมีอกุศลเก่าคุณอีกที่ตามมา
เพราะคุณเอาเปรียบโดยการอ้างอัตราให้แก่ตน ผู้อยู่บนเอาเปรียบคนฐานราก มีเยอะ มันไม่เที่ยง จะสุข ทุกข์ก็ไม่เที่ยง สุขก็ได้ชั่วคราว ดีไม่ดีไปทำบาปได้นรกได้ทุกข์หนัก หมุนเวียนไป สรุปแล้วมันน่าเบื่อ เพราะสุขหลอก มาเรียนรู้จะรู้ว่า สุขขัลลิกะ อาตมาได้พยัญชนะนี้มายืนยัน อาตมาพยายามแยกว่า สุข กับ อัลลิกะ
อัลลิกะ คือความเท็จ ความหลอก ความไม่จริง ท่านก็ไปศึกษากันอย่างไรไม่รู้ที่ท่านเรียนกัน ท่านก็ว่าอาตมาแยกผิด อาตมาพูดไม่ถูก แต่อาตมาว่าอาตมาพูดไม่ผิด มันมีหลักฐานอื่นอีกเยอะ แค่คำว่า กามสุขขัลลิกะ กับ อัตตกิลมถะ
แม้แต่อัตตทัตถสุข เป็นสุขที่เป็นอัตตาซ้อนในกามสุขขัลลิกะ มันน่าเบื่อในชีวิตก็เตือนสติผู้ที่เสวยสุขด้วยโลกธรรมก็ตาม ให้ศึกษาธรรมะเถอะเป็นที่พึ่งสุดยอด ส ิ่ งอื่นเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืนหรอก คนเราเกิดมาอีกนานนับชาติ เป็นล้านๆ ชาติ คนก็เข้าใจยาก ไม่รู้หรอก แต่ศึกษาดีๆ จะเข้าใจว่าชาติหนึ่งๆ ไม่ได้ยาวเลย แค่ร้อยปี ก็นิดเดียว แต่ วัฏสงสาร มันนานนับล้านๆๆๆ ปี
มาเข้าสู่เรื่องที่อาตมาจะอธิบายเรื่อง สัมมาสมาธิ
พระพุทธเจ้าท่านตรัสโดยตรง เพราะคำว่าสมาธิเป็นคำกลางๆ มีทุกยุคสมัย มีทั้งแบบสมาธิถาวร นั่งหลับตาสมาธิ มีอยู่ตลอดกาลนาน ไม่มีที่สิ้นสุด แม้พระพุทธเจ้าออกบวชตอนแรกก็ไปนิยมเช่นเขา พบ อาฬารดาบส อุทกดาบส ก็ได้ฌาน 4 ฌาน 8 ท่านก็ทำได้ แต่ท่านว่าไม่ถูกทาง ทั้งที่พระพุทธเจ้าตอนเกิดมาก็มี พราหมณ์ อสิตดาบส มาทำนายว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า ท่านมีบารมีจริง พอวันเพ็ญเดือนหกก็ได้ย้อนระลึกชาติได้ เป็นวันที่ธรรมะของพุทธขึ้นมาเต็มที่ ก็รู้ว่าตนเป็นพระพุทธเจ้า มีพุทธการกธรรม
อย่างอาตมาเป็นโพธิสัตว์ กว่าอาตมาจะรู้ตัวก็อายุตั้ง 36 ขออภัยไม่ได้เทียบกับพระพุทธเจ้านะ แต่อาตมาก็เป็นลิงลมอมข้าวพองเหมือนคนโลกธรรมดา
การปฏิบัติสัมมาสมาธิ นั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในหลายสูตร แต่ใน มหาจัตตารีสกสูตร สูตรนี้แหละอาตมาว่าสมบูรณ์ บริบูรณ์ที่สุด การปฏิบัติมรรคองค์ 8 นั้นทำอย่างไร
ปฏิบัติตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันต ะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
ต้องมีประธาน เป็นความเห็นความรู้เข้าใจ เป็นทิฏฐิ หรือ ทฤษฎี หลักการ สูตร จะต้องเป็นสัมมา เบื้องต้น แล้วภาคปฏิบัติก็ปฏิบัติ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ การคิด การพูด การกระทำ ก็ทำสัมมาสมาธิ การทำอาชีพเลี้ยงชีวิตก็ไม่ต้องหนีไปไหน สมาธิพระพุทธเจ้าไม่ต้องไปหาที่สงบเสพ นั่งสมาธิ เพ่งกสิณ แต่เพ่งอ่านจิตในจิต
จิตในจิต ตัวแรกที่อ่านเรียกว่า " กาย " หรือ " กายในกาย "
กรรม 4 อย่าง คือ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ
กัมมันตะ ไม่ใช่แค่สรีระร่าง แต่รวมวาจาและความคิดด้วย
สัมมาอาชีวะคืออาชีพ คือท่านแยกมิจฉาอาชีวะไว้ 5 1 . การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง เป็นชั่วหยาบทางอบาย แต่อบายมุขลึกคือพวกเอาเปรียบสังคม กิเลสโลภจัด ในทางโลภ หรือใช้อำนาจบาทใหญ่ใช้อำนาจทำร้ายคนอื่นอย่างเลือดเย็น เช่นผู้บริหารระดับสูงทำร้ายผู้อื่นได้ชนิดไม่ทำเองแต่เป็นเหตุให้คนอื่นลำบาก โดยไม่มีใครรู้ หรือโกงเจ็ดแสนล้านก็อภิมหาอบายมุข ใครจะร่วมด้วยก็ได้บาปไปด้วย เอาไปมากบาปมาก ตามนั้น ด้วยสัจจะ
หรือนักธุรกิจ อย่างธุรกิจมอมเมาคน ค้ายาพิษ ค้าน้ำเมา ในมิจฉาวณิชชา 5 การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา) การค้าขายสัตว์มีชีวิต (สัตตวณิชชา) คือขายเอาไปใช้งาน การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา) ค้าขายสัตว์เป็นยังบาปน้อยกว่าค้าเนื้อสัตว์ การค้าขายสิ่งมอมเมา (มัชชวณิชชา) การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ (วีสวณิชชา)
ชาวพุทธจะไม่ค้าพวกนี้ เป็นบาป อาชีพเช่นอาชีพนักกีฬา ดารา นักร้องที่ทำให้คนหลงติดอบายมุข ซับซ้อน หลงว่าเป็นศิลปะ สรุปแล้วกุหนาต้องเลิกก่อนเลย
2 . การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ การเมือง คือคำพูด 3 . การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยงทายไม่ตรงแท้ เนมิตตกะ แปลว่าการทำนายเสี่ยงโชค คือคุณต้องปฏิบัติตามหลักพระพุทธเจ้า จะบรรลุหรือไม่แต่ก็มีทางเจริญ ไม่ใช่ว่าไปเสี่ยงทายอย่างอื่น เป็นเรื่องปฏิบัติ เริ่มตั้งแต่ ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ต้องนึกว่าตนมีบารมี ก็เร ิ่ มที่ศีล 5 ถ้ามีบารมีก็จะพาสชั้นไปเลย ถ้าไม่มีฉันทะก็ไม่มีทางหรอก จะปฏิบัติตามน้ำ ไปตามวาระ กาละ ก็ไม่มีทางบรรลุหรอก มูลสูตรต้องมีฉันทะเป็นมูล แล้วเอาไปมนสิการ ทำใจให้เปลี่ยนแปลงให้กิเลสลด หากทำไม่ได้ก็ไม่มีทางบรรลุอรหันต์
เมื่อปฏิบัติได้ผลก็อยู่ในสังคม แต่อย่าไปมอบตนในทางผิด 4 . การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) คือเป็นเครื่องมือให้เขาทำผิด อย่างถ้าคุณยังติดว่าจะได้เงินเดือนมาก คุณก็ต้องอยู่ช่วยเขาทำบาปต่อไป แต่ถ้าแข็งแรงได้ก็ออกมา พ้นนิปเปสิกตาแต่ก็ยังเอาลาภแลกลาภอยู่ 5 . การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) เป็นสัมมาอาชีพขั้นสุดท้าย ข้อนี้ เข้าใจแล้วจะทำได้หรือไม่? คือทำงานไม่ใช้ลาภแลกลาภ สรุปคือทำงานฟรี ไม่ใช่เอาของแลกของ ไม่เอาเงินซื้อมา ไม่เอาแรงงานแลก ไม่เอาความรู้แลก ทำงานอย่างบริสุทธิ์ใจ ทำงานฟรี อาจมีด่างพร้อยบ้างตอนต้น แต่ทำไปจะบริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ ทำเพื่อสละ เพื่อให้แท้จริง นี่คืออาชีพที่สูงสุดประเสริฐสุด
อาตมาพาพวกเราชาวอโศกทำงานฟรีได้ ใครจะมีกิเลสส่วนตัวอยากได้คืนบ้างก็ตัวใครตัวมันตามกรรมวิบาก ใครทำใจได้ว่าเราทำเพื่อเสียสละให้ส่วนกลาง แต่ถ้าเขาไม่ให้เราก็เท่าที่ได้ บอกว่าจะใช้งบฯ เท่านี้แล้วเขาไม่ให้หรือให้น้อยก็ทำไป เราก็ทำเพื่อส่วนกลางนี่ แต่ถ้ายึดก็เป็นตัวตนว่าจะต้องทำได้อย่างเราคิด
ขออภัยที่ต้องยกอโศก เพราะเป็นจริงได้แม้ยุคนี้ พวกเรามาทำงานฟรีได้ แม้ใจไม่เป็นอนาคามี ไม่ต้องการลาภ สักการะ สรรเสริญไม่ติดทรัพย์ศฤงคาร บ้านช่อง แต่หลายคนก็ปฏิบัติหน้านองน้ำตาอยู่ มาอยู่ในส่วนกลางก็ทำงานฟรี มีสิทธิ์รับสวัสดิการส่วนกลาง หลายคนภูมิไม่ถึงก็เข้าๆ ออกๆ หลายเที่ยว บางคนทำได้ก็อยู่ได้ หรือบางคนก็กดข่ม แต่ก็รู้ว่าไม่เที่ยง ก็ปฏิบัติเพิ่มไป อนาคามีไม่มีกิเลสภายนอกแล้วมีแต่รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา
การปฏิบัติสัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้าไม่ต้องหนีไปทำที่อื่น แต่อยู่ในสังคมปกตินี่แหละ ทำมรรค 7 องค์ ไป มีสัมมาสติ สัมมาวายามะ เป็นผู้ช่วย ของสัมมาทิฏฐิที่เป็นประธาน มีสัมมากัมมันตะเป็นตัวจัดการ โดยเน้นคำว่า กาย
ในเมืองไทย คำว่า กาย มาเป็นภาษาไทย นั้นเป็นเพียงหมายถึง มหาภูตรูป ก็ไม่ได้คะแนนเลย ปฏิบัติไม่ได้ หรือได้คะแนนติดลบเลย กิเลสนี่คือร่างหรือจิต....กิเลสคือจิต แต่ภาษาบาลี กิเลสแปลว่า กายกลิ คือองค์ประชุมของความชั่ว คือกิเลส ส ิ่ งเป็นโทษ กายกลิคือสิ่งชั่วช้าที่อยู่ในกาย คือจิต อกุศลจิต แต่มันมีความหมายว่าเป็นองค์ประชุมที่ต้องเกี่ยวข้อง มี มหาภูตรูป ปสาทรูป โคจรรูป
คนมีแท่งก้อน ดิน น้ำ ไฟ ลม ก็ต้องสัมผัสสัมพันธ์กับส ิ่ งอื่น แล้วจิตเราจะต้องทำงาน รู้พร้อม หลักปฏิบัติของพระพุทธเจ้าสำคัญ คือ กายคตาสติ อานาปานสติ
แม้อานาปานสติก็ต้องเหลือลมหายใจ เป็นกายนะ เช่นในวิโมกข์ 8 ก็ต้องมีภายนอก สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิ ปัสสติ ต้องทำการกำหนดหมายเรียนรู้ทั้งภายนอกและภายใน ทั้งรูปถึงอรูปเลย ต้องสัญญา หรือกำหนดหมายให้ได้ตลอด
การปฏิบัติของพระพุทธเจ้าต้องมีสัมผัสรู้ อย่างมีสติ ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อาสวะภายในสิ้นก็ต้องรู้แจ้ง ขาดคำว่า กายไม่ได้ หรือเข้าใจกายเพี้ยนไม่ได้ กายนั้นหมายถึงจิต
ในโพธิปักขิยธรรม 37 ข้อแรกคือ กายในกาย กายสังขาร คือสังขารของจิตที่เกี่ยวกับภายนอกด้วย ถ้าบอกจิตสังขารก็เฉพาะจิต ท่านอธิบายในอานาปานสติ ให้เรียนรู้ กายสังขารัง ปฏิสังเวที คือเรียนรู้กาย แล้วทำให้ ปัสสัทธิ ทำให้จิตปัสสัมภยังระงับ สำเร็จ อยู่ในจิตอภิปโมทยัง ทำจิตร่าเริงเบิกบาน ไม่ใช่จิตแข็งทื่อ เป็นจิตอาศัยให้แข็งแรง เมื่อเรารู้จัดอนุโลมปฏิโลม มีวิปัสสนาญาณ 9 มีอนุโลมได้
ทำฌาน เป็นศีลอาริยะ สำรวมอินทรีย์อาริยะ เกิดสติอันเป็นอาริยะ เกิดสมาธิอันเป็นอาริยะ ไม่ใช่ว่าเอาแค่ลมหายใจเข้าออก หรือว่าเข้าไปในภวังค์ ที่อธิบายกันเป็นเพียงอุปการะ เป็นการอนุโลม เพราะในสมัยนั้นมีแต่ไปนั่งหลับตาสมาธิ พระพุทธเจ้าก็เลยต้องปรองดอง ท่านทำงานหนัก แม้พระโมคคัลลานะก็ตาย แม้มีฤทธิ์มากตายถูกเขาฆ่านะ ท่านทำงานศาสนานะ
การปฏิบัติเมื่อสามารถรู้จักสักกายะ คุณก็ปฏิบัติโดยสติปัฏฐาน 4 พิจารณาตั้งแต่ กายในกาย แล้วเนื่องไป เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมไม่ได้แยกกันนะ
เมื่อตากระทบรูปภายนอก ก็ไปรู้ภายใน เกิดกายวิญญาณ เป็นองค์รวม เวทนา สัญญา สังขาร หรือแตกสังขาร เป็น เจตนา ผัสสะ มนสิการ
ต้องรู้อ่านองค์ประชุมตั้งแต่ กายในกาย แล้วองค์ประชุมเวลาสัมผัสข้างนอกมันก็เป็นเวทนาเลย มันสังขารทันทีด้วยอวิชชา คุณก็ต้องพิจารณา เมื่อทำสติปัฏฐาน 4 เป็น ก็ปฏิบัติสัมมัปปธาน 4 โดยสำรวม ทวาร 6 ไม่ได้หลับตา แล้ว ปหาน มันมีตั้งแต่ สังวรปธาน ปหานปธาน คุณต้องอ่านกิเลสคือสมุทัยให้ได้ คือสราค สโทส สโมห ได้ผลก็รักษาผลเป็นอนุรักขณาปธาน ด้วยอิทธิบาท 4 เป็นแรงช่วย เพื่อจะปฏิบัติให้ได้ผล ได้ผลสั่งสมเป็นอินทรีย์ 5 พละ 5 อินทรีย์คือได้ผลไปตามลำดับ แล้วจบที่พละ 5 บนฐานปฏิบัติคือโพชฌงค์ 7 มรรคองค์ 8
แท้โพธิปักขิยธรรมก็คือ โพชฌงค์ 7 นั่นแหละ อุเบกขาเป็นฐานนิพพาน หรือแม้แต่สัมมาสมาธิ ก็มีเอกกัคคตาเป็นฐานในองค์ฌาน 4 สูงสุด
ในชีวิตเมื่อกระทบสัมผัสอะไรก็ต้องใช้สติปัฏฐาน ตั้งแต่กายนอก เข้าหากายใน กายคตาสติก็อันเดียวกันกับอานาปานสติ ต้องพิจารณากายสังขาร กายสังขารังปฏิสังเวที จะเดินไป เอี้ยวแขน ไกวขาก็เห็นความไม่เที่ยง เห็นเหตุแห่งทุกข์ มีอาริยสัจ 4 ทุกองค์ประชุม เมื่อปฏิบัติกายคตะ องค์ประชุมชีวิตดำเนินไปสัมผัสดิน น้ำ ไฟ ลม อาหาร บริโภค อุปโภคที่เนื่องกับชีวิต ต้องพิจารณาถึงเหตุ
เมื่อคุณจะปฏิบัติกับใครก็ต้องจับกิเลสได้ให้มันมาสังขาร เป็นกายสังขารอย่างไร ที่ปรุงแต่งกันภายนอก และภายในต้องอ่านภายในเป็นหลัก กิเลสมันเกิดในจิต จะไปโทษภายนอกไม่ได้ คุณไปโง่กับมันเอง คุณเจอมะละกอ (อยู่ข้างหน้านี้) อยากได้ ชอบ ก็จะเอา จะหาซื้อ เขาจะให้ก็เอา หรือว่าจะลดกิเลสก็ไม่เอา เอาอันอื่นที่มีโภชนาการแทน คุณปฏิบัติธรรมก็ล้างกิเลส เกี่ยวกับมะละกอเมื่อไรก็ปฏิบัติได้ทุกเวลา มีปสาทรูป มีโคจรรูป ทำปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขณาปธานให้ได้
กายคตาสติ อานาปานสติ สติปัฏฐาน เป็นองค์ธรรมสามเส้าที่ต้องปฏิบัติตลอดเวลา ถ้าเข้าใจกายคตาสติไม่ได้ ต้องปฏิบัติภายนอกเชื่อมหาภายใน เชื่อมกับอานาปานสติ ทำให้กิเลสระงับได้ เป็นกิเลสระงับ ทำจิตให้สมาทหัง แข็งแรงสดชื่นตลอด แล้วก็ให้มีสติรู้ อนิจจานุปัสสี นิโรธานุปัสสี วิราคานุปัสสะ ปฏินิสัคคานุปัสสี ตลอดเวลา จับให้ได้มีกิเลสเกิดที่ หทยรูป มันมีชีวิตมันยังไม่ตาย เป็นชีวิตินทรีย์ ของโอปปาติกสัตว์ ต้องรู้ว่ามันมีองค์ประชุมอย่างไรในสัตตาวาส 9 ต้องใช้สัญญากำหนดรู้ อัชฌัตตังอรูปสัญญี จะเห็นความแตกต่างของกายกับสัญญา ต้องมีธาตุรู้ตลอด ต้องมีกายวิญญาณต้องสัมผัสเกี่ยวข้องแล้วอ่านวิญญาณ คำว่า กายต่างกัน สัญญาต่างกัน คือการบอกสื่อของการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า
ถ้าเข้าใจกายไม่ได้ ปฏิบัติสัตตาวาส ความเป็นสังโยชน์คุณจะพ้นไม่ได้ แม้สักกายคุณก็ไม่รู้ ก็สุญโย ถ้าเข้าใจสักกายทิฏฐิ มีกายคตาสติ มีสติปัฏฐาน จะอ่านรู้ สัตตาวาส 1 กายต่างกัน สัญญาต่างกัน ความเป็นสัตว์จะเป็นสัตว์นรก เทวดา มนุษย์ คุณจะรู้ว่าเมื่อไม่มีหลักกำหนดจะกำหนดสัญญาไม่เป็น
กำหนดกาย เวทนา จิต ธรรม จะกำหนดได้อย่างไรถูก คนทั่วไปไม่เรียนหรือเรียนผิดก็กำหนดกายผิด ก็เข้าป่า ลงทะเลยะเยือกเย็น ก็ไม่ได้
ในข้อ 1 สัตตาวาส 9 หรือวิญญาณฐิติ 7 1 . สัตว์บางพวก กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า พวกวินิปาติกะบางเหล่า 2 . สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น 3 . สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) 4 . สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค)
การทำฌาน คือลดนิวรณ์ 5 ไม่ให้มีนิวรณ์ 5 แบบโลกีย์ฤาษีก็นั่งสมาธิ ก็ทำได้สำเร็จได้ไม่มีนิวรณ์ได้ แต่กิเลสไม่ลด แต่องค์ประชุมของจิตต่างกัน กายต่างกันกับของพุทธที่ลืมตาทำ
ด้วยสงสัยในระบบบุญนิยม จากผู้สงสัย _1 . ชีวิตในสังคมบุญนิยม มีหลายฐานะ ทั้งคนโสด ที่พยายามส่งเสริม ทั้งคนมีครอบครัว หรือ ที่อนาคต อาจจะขอมีครอบครัว เบิกเงินใช้จ่าย อย่างไร ?
พ่อครูว่า… พูดรายละเอียดไม่ไหว...เตรียมมาเบิกไม่ได้ไว้ก่อนเลย เสร็จแล้วมาศึกษาเรียนรู้ว่าจะมีสิทธิ์อย่างไร มีขั้นตอนอย่างไร? ถ้าเป็นสมาชิกจริง ในแท้ๆ จะพึ่งเกิด แก่ เจ็บ ตายกันได้ แม้จะใช้เงินรักษาเป็นแสนเป็นล้านก็ได้ แต่เรื่องใช้จ่ายส่วนตัวเตรียมผิดหวังเลย แต่เรื่องเจ็บป่วยช่วยได้นอกจากคุณจะแย่จริงๆ หรือว่าคุณแย่ แต่ก็อยู่เขาก็ไม่ชอบคุณ แม้ไม่ผิดกฎแต่อยู่ได้อย่างแย่ๆ เขาก็ไม่ค่อยจ่ายสวัสดิการให้ นอกจากจะตะกละเสพจัด ก็อยู่ไม่ได้ หรือบางคนก็มามุบมิบ มีรายได้ข้างนอก แต่ก็อยู่ในนี้ ก็แล้วแต่บุคคล ไม่ได้บังคับกัน ก็ค่อยมาศึกษา
อย่างเด็กๆ นี่ อาตมาบอกว่านี่สมบัติของพวกเราทั้งนั้นเลย เป็นสาธารณโภคี ของลูกๆ หลานๆ ก็รู้ว่าเราอยู่ในนี้ได้ ทำงานฟรี แล้วก็ไม่มีว่า ทำงานมานาน เวลาจะออกไปจะแบ่งส่วนออกไป ขอแบ่ง ไม่ได้นะไม่มีใครหักออกไปได้เลย ของที่นี่ คุณจะออกไปก็เรื่องของคุณ เพราะฉะนั้นตัดสินใจดีๆ ตัดสินใจไม่ดีจะอกหัก มหัศจรรย์ที่คนกล้าออกมาอยู่ พวกเรานี่แปลกถึงขั้น ก่อนตาย ตอนตาย ยิ้ม พอตอนตายหมดลมแล้วหน้ายังยิ้มเลย อย่างโยมเหมือนคำ พูดกับอาตมาว่า ดิฉันจะตายยิ้ม พ่อท่านบอก ก่อนจะตายแกก็ยิ้มจริงๆ ยิ้มค้างแล้วค่อยตาย เป็นไปได้ มันสงบถึงขนาดนั้น ตายรู้ตัวกำหนดยิ้มได้ สังคมเราพึ่งเกิด แก่ เจ็บตายกันได้ มีมา 40 กว่าปีแล้ว สังคมอโศกก่อเมื่อ 2516 ที่แดนอโศก แต่มาเป็นชุมชนจริง ปี 2557 ที่ปฐมอโศกเป็นแห่งแรก จะจัดงานตั้งแต่ 6 - 9 พ.ย. 2557 นี้
_1 . 1 ทุกคนที่มีสัมมาอาชีพในชุมชน... โดยเฉพาะในหน่วยงานที่ก่อเกิดมีรายได้ของระบบบัญนิยมที่มีหลายหน่วยงาน เช่น ร้านค้า ผลิตปุ๋ย ทำสมุนไพร ทำขยะ ฯลฯ เมื่อเกิดรายได้ ผู้ทำงาน...จะสามารถนำเงินไปใช้ในกิจบางอย่าง ได้เองเลย หรือ ต้องนำรายได้ทั้งหมดเข้าการเงินกองกลางก่อน แล้วเมื่อจะใช้ ก็ค่อยมาเบิกจากกองกลาง
พ่อครูว่า… เป็นรายละเอียด พ่อครูว่า ไม่ไหวตอนนี้ สรุปว่าเมื่อมาทำงานภายใน จะมีฐานอยู่กับกองกลาง เช่น บ.พลังบุญ บ.ฟ้าอภัย ในบริษัทเราอนุโลมให้มีเงินเดือน เดือนละ 2000 บาท ทำมา 20 ปีแล้ว บ.ฟ้าอภัย แต่ก่อนเงินเดือนสามพันบาท แต่เขาเจริญขึ้นก็ลดเหลือเดือนละ 2500 สูงสุด บางคนลดเหลือ สองพัน หรือบางคนไม่เอาเลยก็มี บ.พลังบุญ สูงสุด 3000 บาท
ส่วนข้างเคียงร้านนั้น ร้านนี้ไม่ใช่ร้านส่วนกลาง แต่เป็นของส่วนตัว เป็นผู้ปฏิบัติธรรม ก็พยายามใช้บุญนิยม แต่ถึงขนาดนั้นก็มีคน … ที่มาอาศัยหากิน แล้วไม่ค่อยซื่อตรง อย่าง อย. นี่ก็ไปปลอม นี่ อย.จะมาตรวจสิ ก็พังไปทั้งแถบสิ ปลาตัวเดียว เน่าทั้งข้อง ก็ขอว่าหน่อยเถอะ ขอด่าหน่อยเถอะ อยู่ที่นี่หากินก็ทำไป แต่อย่าทุจริต อย่าซ้อนทำสิ่งผิด อาตมาถือว่าผิด คุณจะไปตั้งราคามากหรือน้อยก็แล้วแต่ แต่ทำผิดนี่อย่าทำ ซุกซ่อนบังแฝงนี่อย่าทำ มันบาปกว่าอยู่ข้างนอกนะ คนทำบาปในกองคนบุญมันบาปแพงกว่านะ คนทำบาปในกองคนบาป บาปไม่แพงหรอก เหมือนฆ่าอรหันต์ก็บาปกว่าฆ่าอนาคาฯ ฆ่าอนาคาฯก็บาปกว่าฆ่าสกิทาฯ ราคาบาปบุญมีจริง
_ 1 . 2 คนที่มีครอบครัวเข้ามา หรือ มามีครอบครัวใหม่ ด้วยตนเองทำงานให้ส่วนกลาง หากเกิดลูกเต้าอาจจะอยากกินขนม หรือ พักผ่อนนอกหมู่กลุ่มแบบส่วนตัว จะเบิก จ่ายยังไง หรือว่า มาปฏกิบัติธรรมแล้ว ต้องหมดกิเลสพสกนั้นแล้ว หรือ ต้องฝืนใจตนเอง ขอบคุณครับ
พ่อครูว่า… คุณมาอยู่ที่นี่ ทำตนให้ดี คนเขาจะช่วยเหลือ มีลูกน่ะคนเอ็นดู เขาไม่มอมเมาด้วย เขาจะขัดเกลา เมตตาเลี้ยงดู เด็กที่นี่เหมือนเด็กสาธารณะ เลี้ยงดูเป็นครอบครัวใหญ่ ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นภราดรภาพแท้จริง เป็นพี่น้องกันพึ่งพากันได้จริง อย่างปฐมอโศกนี่คุณน้ำดินดูแลอยู่ก็หนัก อาตมาจะตั้งชราภิบาลก็องค์ประกอบไม่พอ คนแก่เราก็ไม่ค่อยจะอยากมาอยู่ แต่ก็ยังอบอุ่น ถ้าคุณสนใจก็มาลองพักดู
_ในวันออกพรรษาที่ว่าพระพุทธเจ้าหลังเสด็จโปรดพระมารดาแล้ว ลงมาเห็นโลก 3 ทั้งมนุษย์ เทวดา นรก
พ่อครูว่า… คุณเข้าใจแบบเทวนิยม พระมารดาสิ้นพระชนม์แล้ว ก็เข้าใจเป็นเทวนิยม เป็นสวรรค์ที่เป็นตัวตนปั้นเอาเอง แต่แท้จริงเป็นเรื่องของจิตทั้งสิ้น มารดาเป็นผู้ไม่บรรลุจึงอยู่ดาวดึงส์ แต่ดุสิตจะเป็นที่อยู่ของผู้บรรลุ มารดาคือผู้มีอิตถีภาวะ คือภิกษุทุกรูป พระพุทธเจ้าคือพ่อ พระสารีบุตรคือแม่เลี้ยง พระโมคคัลลานะคือแม่นม
เกิดเห็นโลก 3 คือผู้มีญาณปัญญาก็จะเห็นรู้สัตว์โอปปาติกะ ท่านเปิดโลกอันนี้ภิกษุที่อยู่กับท่านก็เกิดญาณปัญญา เห็นสัตว์ในจิตวิญญาณได้
_ทำไมคนเราชอบทำบุญวันเข้าพรรษา มากกว่าวันออกพรรษา ทำไม? พ่อครูว่า… ไม่รู้นะ เหตุปัจจัยทำไม? ก็ขอแวะให้ปัญญาว่า พระพุทธเจ้าว่าความเสื่อมชาวพุทธข้อแรกคือไม่ไปพบภิกษุ ก็เลือกวัดหน่อยนะ เดี๋ยวไปบางวัดถูกล้วงเงินเสียหาย ต้องศึกษาว่าชีวิตนี่ต้องเข้าหาธรรมะ อย่างอื่นไม่มีอะไรดีกว่าธรรมะหรอก
_โคจรรูปคือ พ่อครูว่า… คือสิ่งที่คุณต้องรู้ เมื่อคุณประพฤติดำเนินการไปตามประสา หรือท่านเรียกว่าวิสัยรูป ตามวิสัย นิสัยที่คุณทำ โคจรรูป คู่กับ ปสาทรูป เมื่อดำเนินชีวิตก็มีกระทบสัมผัสทวาร 6 เช่นตากระทบรูป แต่คุณเอาประสาทไปใช้ที่อื่น หรือเสียงมันมา แต่คุณเอาประสาทไปรับเสียงอื่น คนตะโกนเรียกเท่าไหร่ไม่ได้ยิน แต่ได้ยินเสียงอื่น โคจรรูปคือ สองอย่างสัมผัสดำเนินไปจะเกิดวิญญาณ
_แพทย์พยาบาลให้ยาด้วยปรารถนาดี แต่ยานี้ให้ผลร้ายหรือเป็นเครื่องสำอางค์ด้วยเป็นมิจฉาอาชีวะไหม? พ่อครูว่า… ไม่ไหวนะ ติดตามฟังพิจารณาให้ดีก็แล้วกัน ทุกวันนี้มอมเมากัน จนเลอะเทอะ
_คนไม่รู้ว่าตนเองตาย เขาคิดว่าลูกเมียเขายังอยู่ไหม? พ่อครูว่า… คนตายไปสัญญายังมีอยู่ ยังยึดอยู่ ตายไปตอนแรกต้องห่วงหาอาวรณ์นึกถึง แต่คนละภพกันแล้ว คุณไม่มี ทวารนอกแล้ว คุณจะไม่รู้หรอกว่าตอนแรกคุณตาย ส่วนใหญ่ไม่รู้ ก็ตกนรกคือนึกว่ามี ทวาร 5 เหมือนมีชีวิตก็จะดิ้นรนเหมือนฝัน แล้วจะเมาไปหมด ว่าเอ๊ทำไมนึกถึงเมียก็ปั้นรูปเมีย แล้วก็ไม่เป็นอย่างที่จริง ขาดวิ่นเละสับสนวุ่นวาย นรกเลอะเทอะ ย ิ่ งห่วงหาก็ยิ่งดิ้น นรกก็เยอะ ทุกข์ก็เยอะ เขาไม่รู้หรอกว่าลูกเมียยังอยู่ ยึดมากก็นรกมา
_การปลุกเสกพระที่เขาทำมิจฉาทิฏฐิไหม? พ่อครูว่า ...สับธงว่ามิจฉาทิฏฐิ เสียหายมาก การปลุกเสกฯ พระอาตมาก็เอามาทำใช้ภาษาว่าปลุกเสกพระแท้ๆ ของพุทธ ไม่ได้ปลุกเสกพระอิฐหินดินปูนอย่างเขาทำ อย่างนั้นนอกเรื่องทำให้ศาสนาเสื่อม อาตมาพูดด้วยตำหนิ นิคคัณเห ไม่ได้พูดด้วยโกรธนะ มันเป็นบาปนะไม่ใช่เรื่องบุญ หยุดเสียเถอะ หากหยุดไม่ได้ก็ให้เบาลง