570326_พ่อครูที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง ทางออกประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญ ตอน ๑.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข26 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

570326_ พ่อครู ที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง ทางออกประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญ ตอน 1

พ่อครูว่า … วันนี้ วันที่ 26 มีนาคม 2557 ที่ป้อมมหากาฬฯ แน่นอนที่สุดเราจะต้องมีนายกฯ ที่มีคุณธรรม บ้านเมืองจึงอยู่เย็นเป็นสุข ถ้านายกฯ ไม่มีคุณธรรมก็ร้อนเป็นไฟ ไม่อยู่เย็นเป็นสุข เป็นของตาย ของจริงที่สุด แต่คนเราไม่คิดกันเท่าไหร่ แปลก อาตมา ได้พยายามที่จะ ให้ข้อคิด ข้อสังเกตว่า ยุคนี้สมัยนี้ มนุษยชาติมันฉลาดรู้ และการศึกษาของโลก แม้แต่ในไทยก็ไม่ได้ขาดตกบกพร่อง การศึกษาของไทยว่าจริงๆ แล้ว เก่งกว่า จะว่าไปแล้ว โดยเฉพาะการศึกษาระดับล่าง ประถม มัธยม แม้อเมริกาก็สู้ไทยไม่ได้ ไทยเก่งกว่าเยอะเลย หลายด้าน เก่งทางวิชาการหลายอย่าง อย่างพยาบาลไทยเหนือกว่าอเมริกา วันนี้อาตมา ได้ของดีมา เป็นบทความของ ท่านยินดี มา ที่เป็นอดีตหัวหน้าคณะในศาลฎีกามา ท่านแสดงออกก็จะชัดเจน เรื่อง ทางออกของประเทศตามทฤษฎีการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บทความทางวิชาการ ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา 24 มี นาคม 25 57

ข้อ 1. ตามหลักการปกครองแล้ว ผู้ปกครอง หรือรัฐบาลเป็นผู้รักษากฎหมาย มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ดูแลให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ และประชาชนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนและสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

แต่ถ้าผู้ปกครองหรือรัฐบาล เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเสียเอง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำผิดโดยการใช้อำนาจบริหาร หรือใช้อำนาจ โดยกลไกทางรัฐสภา เพื่อฉ้อฉลให้ได้มาซึ่งอำนาจที่จะใช้บังคับได้ ในเชิงกฎหมาย หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในทางกฎหมายที่ไม่ชอบ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์อันไม่ชอบ ด้วยวิธีการทุจริตคอรัปชั่นนั้น เป็นการบิดเบือนและฉ้ออำนาจอธิปไตยของประชาชน

อ่านต่อ

โดยอาศัย ความไว้วางใจของประชาชน ที่ได้มอบอำนาจให้ไปใช้อำนาจในทางบริหาร หรือ ทางรัฐสภา การกระทำดังกล่าวเป็นอาชญากรรม (Criminal Syndicalism) มิใช่เป็นการใช้อำนาจบริหาร หรืออำนาจนิติบัญญัติในระบอบประชาธิปไตย (Democratic theories) แต่เป็นลัทธิรวบอำนาจ (Totalitarianism) อันมีผลเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง ซึ่งเป็นอำนาจทรราชย์ (Tyrant) นั้น เป็นการกระทำความผิดอาญาในทางการเมือง (Political offence)

ในทำนองเดียวกัน พรรคการเมือง ที่ประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาล หรือ คำวินิจฉัยของศาล ซึ่งเป็นอำนาจอธิปไตยของรัฐในระบอบประชาธิปไตย ไม่ยอมรับอำนาจตรวจสอบขององค์กรอื่นของรัฐ เป็นการปฏิเสธการตรวจสอบ และการฟ้องเจ้าหน้าที่ระดับสูงในทางอาญา (impeachment) หรือ การกระทำของพรรคการเมือง และสมาชิกพรรคการเมือง ที่เป็นผู้ปกครองต้องการแบ่งแยกประเทศ หรือ การกระทำของพรรคการเมืองและสมาชิกพรรคการเมือง ที่ไม่ยอมรับ การกระทำของประชาชน ที่ได้แสดงออกตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย โดยสงบปราศจากอาวุธ และประกาศจะทำการรบกับประชาชนนั้นเสียเอง โดยพรรคการเมืองซึ่งมีอำนาจปกครองนั้น ได้ใช้กำลังปราบปราม และได้ร่วมกันแสดงออก ซึ่งการให้ความช่วยเหลือสนับสนุน ยุยง ส่งเสริม ทั้งในทางลับและทางแจ้ง ต่อสมาชิกพรรคการเมืองหรือกองกำลังของ พรรคการเมืองของตน ที่จะทำการรบกับประชาชนผู้ชุมนุม ผู้ใช้สิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ จนเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนโดยทั่วไปแล้วนั้น การกระทำดังกล่าวของพรรคการเมือง ซึ่งเป็นผู้ปกครองหรือรัฐบาลนั้น เป็นการปฏิเสธความเป็นรัฐ ชาติของรัฐไทย (nation state) อันเป็นการไม่ยอมรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นการกระทำที่มีเจตนา ที่จะให้มีผลเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง อันเป็นการกระทำที่เข้าข่ายของการเป็นกบฏ และเป็นความผิดต่อความมั่นคง ของรัฐ การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นอาชญากรรม (Criminal Syndicalism) ด้วยเช่นกัน

การที่คณะรัฐมนตรีรักษาการ ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรง และตั้งศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศรส. และนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ดูแลการเลือกตั้งได้ทั่วราชอาณาจักรนั้น จึงเป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีรักษาการ ได้ใช้ทรัพยากร หรือบุคลากรของรัฐ เพื่อกระทำการใดๆ ซึ่งมีผลต่อการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการกระทำการอันขัดต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 181 (4) อันเป็นการกระทำผิดเงื่อนไขของ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ทำหน้าที่คณะรัฐมนตรีรักษาการ ซึ่งเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดอาญาในทางการเมือง

การกระทำอันเป็นอาชญากรรม หรือกระทำความผิดอาญาในทางการเมือง ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามที่ได้รับเลือกตั้งมา และการกระทำดังกล่าวขัดต่อเจตนารมณ์ของประชาชนที่ได้เลือกตั้งมา ขัดต่อทฤษฎีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ข้อ 2. การที่ผู้ปกครองหรือรัฐบาล กระทำการอันเป็นอาชญากรรม หรือการกระทำความผิดอาญาในทางการเมือง จึงก่อให้เกิดอำนาจหน้าที่และสิทธิ โดยชอบด้วยกฎหมายในทางการเมือง ของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย (Legitimate political authority) ที่จะชุมนุมต่อต้าน คัดค้าน และเรียกอำนาจการปกครอง หรืออำนาจอธิปไตย ของประชาชนกลับคืนจากผู้ปกครอง รวมถึงการมีสิทธิและหน้าที่ ที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ และกติกาในทางการเมือง (Right to rule) ขึ้นได้ อำนาจหน้าที่และสิทธิดังกล่าว เป็นอำนาจหน้าที่และสิทธิ โดยพฤตินัย ของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย (de facto authoritus) ตามทฤษฎีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 63 และ 69 ได้บัญญัติรับรองอำนาจหน้าที่และสิทธิของประชาชน ให้มีเสรีภาพ ในการชุมนุมต่อต้านโดยสันติวิธี โดยสงบและปราศจากอาวุธ ในการกระทำใดๆ ของรัฐบาล หรือผู้ปกครอง อันเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจ ในการปกครองประเทศ โดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญแล้ว และรัฐธรรมนูญได้บัญญัติถึงสิทธิ ในการกำหนดหลักเกณฑ์ และกติกาในทางการเมืองไว้ในบริบทแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยได้มี พระบรมราชโองการประกาศเป็นบริบทไว้ว่า " ให้ประชาชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการปกครอง และตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐอย่างเป็น รูปธรรม การกำหนดกลไกสถาบันทางการเมือง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพ ตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา รวมทั้งให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่น สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริต เที่ยงธรรม " นั้น ดังนั้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 , 69 และตามบริบทแห่งรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวข้างต้น อำนาจหน้าที่และสิทธิในการต่อต้าน คัดค้าน เรียกอำนาจอธิปไตยของประชาชนคืนจากผู้ปกครองหรือรัฐบาล และอำนาจหน้าที่และสิทธิในการกำหนดหลักเกณฑ์และกติกาในทางการเมือง ของประชาชน จึงเป็นอำนาจหน้าที่และสิทธิโดยนิตินัย ของประชาชนตาม รัฐธรรมนูญ (de jure authoritus )

เมื่อผู้ปกครองหรือรัฐบาล กระทำความผิดอาญาในทางการเมือง ประชาชนจึงมีอำนาจหน้าที่และสิทธิ ทั้งโดยพฤตินัย (de facto authoritus) และนิตินัย (de jure authoritus) ที่จะให้รัฐบาลพ้นจากอำนาจ การปกครองได้ รวมทั้งมีสิทธิและหน้าที่ ที่จะกำหนดหลักเกณฑ์และกติกา ในทางการเมือง หรือที่เรียกว่าการปฏิรูปการเมืองได้ตามหลักการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย (Democratic theories) และตามรัฐธรรมนูญ

การกระทำความผิดอาญาในทางการเมืองของรัฐบาล ซึ่งเป็นต้นเหตุ ให้มีการชุมนุมคัดค้าน และเรียกอำนาจการปกครองคืนจากรัฐบาล เมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกตั้งใหม่ อำนาจอธิปไตย จึงคืนกลับมาเป็นของประชาชนโดยการยุบสภา ประชาชนจึงมีอำนาจหน้าที่ ทั้งทางพฤตินัยและนิตินัย ที่จะไม่ให้รัฐบาลมีอำนาจหน้าที่ ในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป ได้ตามรัฐธรรมนูญ และมีสิทธิหน้าที่ และ ความรับผิดชอบที่จะกำหนดหลักเกณฑ์และกติกาทางการเมือง (right to rule) เพื่อให้การปกครองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารมีดุลยภาพและประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภาได้

รวมทั้งมีสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบ ที่จะกำหนดหลักเกณฑ์และกติกา ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นองค์กรอิสระให้ปฏิบัติหน้าที่ ได้โดยสุจริตเที่ยงธรรมได้ โดยอำนาจหน้าที่สิทธิ และความรับผิดชอบ ของประชาชน ดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่สิทธิ และความรับผิดชอบที่ พระมหากษัตริย์ ได้ทรงพระราชทาน ให้แก่ประชาชน และข้าราชการ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็น ระบอบประชาธิปไตย ข้าราชการและประชาชนจึงมีอำนาจอธิปไตย ที่จะกำหนดหลักเกณฑ์และกติกาในทางการเมืองได้ ตามหลักทฤษฎี Divine Right of King Theories and Democratic Theories

ข้อ 3. การใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรีในขณะเป็นรัฐบาล และในขณะเป็น คณะรัฐมนตรีรักษาการ ได้มีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นความผิดอาญา ในทางการเมือง เมื่อผู้ปกครอง ซึ่งกระทำความผิดอาญาในทางการเมือง ได้เข้ามาดำเนินการเลือกตั้ง โดยมีอำนาจในการดำเนินการ และ จัดการเลือกตั้งร่วมกับประธานกรรมการการเลือกตั้ง ตามพระราชกฤษฎีการยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2556 มาตรา 5 เมื่อเข้ามาดำเนินการเลือกตั้งก็ทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 (4) โดยให้ศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยดำเนินการเลือกตั้ง ซึ่งก็เป็น การกระทำความผิดอาญาในทางการเมืองซ้ำอีก เมื่อการเลือกตั้ง อยู่ในอำนาจดำเนินการ โดยผู้กระทำความผิดอาญาในทางการเมืองนั้น การเลือกตั้งจึงไม่มีผลเป็นการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีทางอาญา ว่า " การกระทำผิดอาญาทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นจากนั้นไม่มีผล " [Crimen omnia ex se nata vitiat (ละติน) หรือ Crime vitiates everything which springs from it ]

และการที่ผู้ปกครอง หรือรัฐบาลได้กระทำผิดอาญาทางการเมือง จึงเป็นเรื่องผู้ที่มีอำนาจรัฐไม่อยู่ภายใต้กฎหมาย ทำตัวเป็นผู้อยู่เหนือกฎหมาย จึงเป็นกรณีที่มีนัยสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรอย่างยิ่ง เพราะรัฐบาลที่ไม่อยู่ใต้กฎหมายทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย แต่เป็นผู้ใช้บังคับ กฎหมายได้นั้น จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักรโดยตรง ซึ่งเป็นไปตามสุภาษิตกฎหมาย ว่า " ไม่มีความมั่นคงในราชอาณาจักรใดยิ่งไปกว่าการที่ทุกคนอยู่ใต้กฎหมาย " [Nihil tam proprium est imperii quam legibus vivere (ละติน ) หรือ Nothing is so proper for the empire than to live according to the law ]

การเลือกตั้งที่มีขึ้น หรือจะมีขึ้นระหว่างการบริหารราชการแผ่นดิน ของคณะรัฐมนตรีรักษาการ ซึ่งได้กระทำความผิดอาญาในทางการเมือง ทั้งก่อนการยุบสภาและภายหลังการยุบสภานั้น จึงไม่อาจเกิดผลเป็นการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยได้เลย แต่จะเป็นการเลือกตั้งที่เป็นภยันตรายอย่างมหันต์ต่อความมั่นคง แห่งราชอาณาจักร ตามหลักทฤษฎีอาญาและสุภาษิตกฎหมาย ดังกล่าว

ข้อ 4. เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า การเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นโมฆะ จึงมีผลในทางรัฐธรรมนูญ ต่อการอยู่ในตำแหน่งของ " นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง " ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ซึ่งไม่อาจอยู่ในตำแหน่งได้อีกต่อไป เพราะไม่มีคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ามารับหน้าที่แทนได้อีกแล้ว เงื่อนไขและเงื่อนเวลา ของการอยู่ในตำแหน่งของ นายกรัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรี รักษาการตามอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 จึงสิ้นสุดลง เพราะการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ทั้งนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่อาจเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 171 วรรคสอง และไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง โดยอาศัยอำนาจอธิปไตยของประชาชน ในฐานะเป็นผู้แทนประชาชนแล้ว นายกรัฐมนตรีจึงไม่อาจอยู่รักษาการนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีรักษาการ จึงไม่มีฐานแห่งอำนาจหน้าที่ ทั้งทางกฎหมายและในทางการเมือง ที่จะอยู่ในตำแหน่งได้ (Illegitimate political authority) ไม่มีคุณสมบัติในทางการเมือง ที่จะอยู่รักษาการได้อีกต่อไป (Political disability) การอยู่ในตำแหน่งต่อไป ย่อมเป็นการกระทำที่เข้าข่ายของ การก่ออาชญากรรม หรือกระทำความผิดอาญาในทางการเมืองได้ เพราะเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่มีอำนาจหน้าที่ เป็นประการแรก แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในทำนองแนะนำให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง และรัฐบาลไปหาแนวทางการเลือกตั้งกันนั้น ข้อแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญ หรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่อาจ ล้มล้างอำนาจหน้าที่สิทธิ และความรับผิดชอบของประชาชนและข้าราชการ ที่จะกำหนดหลักเกณฑ์และกติกาในทางการเมือง หรือการปฏิรูปการเมือง อันเป็นอำนาจอธิปไตยที่ได้รับพระราชทานจาก พระมหากษัตริย์ นั้นได้เลย

การกระทำใดๆ ของคณะกรรมการการเลือกตั้งและนายกรัฐมนตรี กับคณะรัฐมนตรีรักษาการ เพื่อจะให้มีการเลือกตั้งและได้ผลของการเลือกตั้ง ที่จะมาเป็นผู้ปกครอง โดยไม่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพและอำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะต้องการจะเป็นผู้ปกครองให้ได้ แต่ฝ่ายเดียวนั้น ก็จะกลายเป็นการเลือกตั้งที่ละเมิดต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน และอำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นของประชาชน อันเป็นการกระทำ ที่นอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังเป็นการกระทำที่ไม่ใช่เป็นการเลือกตั้ง ในระบอบประชาธิปไตยอีกด้วย

การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยนั้น จะต้องใช้การเลือกตั้งเป็นวัตถุประสงค์ และเครื่องมือของประชาชนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ไม่ใช่ใช้ประชาชนเป็นเพียงวัตถุของการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ การเลือกตั้งที่ใช้ประชาชนเป็นเพียงวัตถุของการเลือกตั้งนั้น เป็นการเลือก ตั้งในระบอบทรชนาธิปไตย (Kakistocracy) คณาธิปไตย (Oligarchy) หรือ ธนาธิปไตย (Plulocracy) ซึ่งก็คือ ใช้การเลือกตั้งเพื่อปล้นอำนาจอธิปไตยของประชาชนไปนั่นเอง

ข้อ 5. ทฤษฎีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และทฤษฎีอำนาจ ที่ได้รับพระราชทานจาก พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ใช้กันในสากลนั้น แม้ประชาชนมีอำนาจหน้าที่และสิทธิทั้งทางพฤตินัยและนิตินัยในการมีส่วนร่วม ในการปกครอง ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ มีสิทธิและหน้าที่ ที่จะกำหนดกลไก สถาบันทางการเมืองทั้งทางฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารตลอดจนฝ่ายตุลาการ และองค์กรอิสระ ได้ตามที่บัญญัติไว้ตามบริบทของรัฐธรรมนูญได้ก็ตาม แต่ก็มีข้อขัดข้องทั้งในทางรัฐธรรมนูญและทางกฎหมาย ที่ประชาชน ไม่สามารถใช้อำนาจหน้าที่และสิทธิให้มีผลในทางปฏิบัติได้ เพราะเป็นกรณีที่ต้องดำเนินการ โดยต้องใช้อำนาจบริหารและ อำนาจนิติบัญญัติ ที่จะดำเนินการได้ ปวงประชาชนชาวไทยจะต้องถวายคืนอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย แด่ พระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงเป็นประมุข เพื่อให้เกิดอำนาจรัฐสูงสุด เมื่อประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และประเทศขาดรัฐสภา คณะรัฐมนตรี พระมหากษัตริย์ไม่อาจใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ทางรัฐสภา และคณะรัฐมนตรีได้ จึงเป็นพระราชอำนาจโดยอำนาจอธิปไตย ที่ประชาชน ถวายคืนตามช่องทาง ของอำนาจอธิปไตยของประชาชนที่ยังคงมีเหลืออยู่ เพื่อดำเนินการตามวิถีทางปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย อันจะยังไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มีการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ ทั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 2 มาตรา 3 มาตรา 7 และตามหลักทฤษฎีสากลคือ Divine Right of King Theories and Democratic Theories

การต่อสู้ครั้งนี้ ประชาชนออกมาเป็นจำนวนมาก ทำอย่างถูกต้องตาม รัฐธรรมนูญ ด้วย เหมาะสมถูกต้องดีงาม เป็นการต่อสู้ ตามม าตรา 63 และ 69 รัฐบาลนั้น อาตมาถือว่า วินาศ หรือวิบัติแล้ว และประชาชนออกมาได้ อย่างวิเศษ วิสุทธิ์ วิศิษฏ์ ชนิดที่ไม่เคยเกิดได้เลยในโลก คงไม่เคยมีมาเลย คำว่า อำนาจ นี่ รวมความเป็นพลังงานทางจิตวิญญาณ เอาไว้อย่าง มหาศาล สมบูรณ์เลย หรือเป็นแรงกำลัง ฤทธิ์แรงพลังงานทางจิต รัฐ คือการบอกขอบเขตพื้นที่ ที่คนเหล่านั้นเป็นเจ้าของ รัฐคือรูป ประชาชนคือนาม อำนาจประชาธิปไตยที่เป็นรัฏฐาธิปัตย์ อำนาจของทักษิณ 1 เสียง สมาชิกพรรคเพื่อไทยมีใครกล้าค้านไหม? นี่คืออำนาจเผด็จการ แล้วก็หาว่าอย่างนี้คือประชาธิปไตย ซึ่งเขาก็หลอกคนที่ไม่เข้าใจเอาไว้เป็นพวก แล้วใช้มวลหมู่ เหมือนกับที่ เขาซื้อ ส.ส. ไว้ในพรรคของเขา เป็นมวลหมู่ แล้วใช้มวลหมู่ เป็นเผด็จการรัฐสภา เขาทำสำเร็จด้วย จึงท้าทาย เขามีอำนาจกดขี่ Force บังคับ แม้ข้าราชการประจำ ก็ถูกอำนาจนี้กดขี่ เหนือ จนสั่งการได้ จะแต่งตั้งใครก็ได้ ให้อาชญากรหนีคุกเป็นคนสั่งการ เขาไม่เคารพ ไม่รับอำนาจศาล ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่เสื่อมโทรมขายหน้าประเทศ แม้ในยุคที่เพ ิ่ งผ่านมาสองปีกว่านี่ เป็นคณะรัฐบาลไทยที่ขายหน้ามานานแล้ว ที่อาตมาใช้นี้เป็นของเก่า ภูมิรู้เก่าที่ดึงมาใช้ได้ อาตมาก็มาเรียนรู้ของคนอื่นว่าเขาทำได้อย่างไร? เช่น อย่าง คุณทักษิณนี่ เขาทำได้อย่าง ขนาดนี้ เลวชั่วขนาดนี้ อาตมาคิดไม่ออกจริงๆ นึกไม่ถึง คนที่ดีมากที่สุดคือ พระพุทธเจ้า คนที่ดีรองมาคือ พระปัจเจกพระพุทธเจ้า เป็นต้น ก็เคยพบมา คนชั่วก็เคยพบมาไม่น้อย แต่ละชาติๆ บางอย่างเราเคยเป็น บางอย่างเราไม่เคยเป็น แต่เคยเห็นมา แต่อาตมาว่าอย่าง คุณทักษิณนี่ คนเป็นไปได้อย่างนี้เชียวหรือ หลอกคนได้ซับซ้อนได้ขนาดนี้ ไม่ใช่ชั่วหยาบๆ ที่คนรู้ทันได้ง่าย คนทำการณ์ไม่ได้ใหญ่ในคนทำหยาบ แต่คนที่หลอกได้ลึกซึ้งซับซ้อนนี่ทำการณ์ใหญ่ได้ อันนี้สิเลวสุดๆๆๆ อาตมาว่า อาตมาเลวไม่ได้เท่า คุณทักษิณ ได้แน่ พูดตามสัจธรรมนะ อ้างอิงในพฤติกรรมปราก ฏ เป็นปรากฏการณ์วิทยา Phenomenology ก็ยืนยันตามประสาอาตมา แล้วจะมีคนมาช่วยเรียบเรียงให้อาตมาเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป อาตมาก็ทำแบบลูกทุ่ง

อำนาจที่เรียกว่า อธิปไตย เป็นอำนาจเต็มสิทธิ์ของผู้ที่ใช้อำนาจที่ชอบธรรมเท่านั้น ถ้าเป็นสิทธิของเจ้าของคนทุกคนมีของตน หลายคนมีสิทธิ์แต่ใช้ไม่ได้ สังคมมีสิ่งเหล่านั้นอยู่ ในทางวัฒนธรรม มารยาท กฎหมาย หรือแม้แต่คุณธรรม ก็ใช้ไม่ได้บางกรณี อย่างคนมีคุณธรรมมีสิทธิตำหนิพ่อแม่ แต่ด้วยมารยาทวัฒนธรรม คนมีคุณธรรมก็ไม่กล้าใช้สิทธิตำหนิพ่อแม่ เป็นต้น แต่ก็มีสิทธิเต็มแต่ใช้ไม่ได้ สังคมจึงมีขั้นตอนมีกรอบต่างๆ ถ้าอำนาจที่ไม่ชอบธรรม ไม่เป็นสิทธิหรือไม่ใช่สิทธิ ที่คนในระบอบประชาธิปไตยจะสามารถใช้ หรือ ใช้ได้ในสังคมประชาธิปไตย ใครใช้เมื่อใดก็ไม่ใช่อธิปไตยเมื่อนั้น เป็นอธิปไตยเก๊ เบ่งทุกวัน เขาว่าเขามีสิทธิพูดด่าว่าเขา ไปทำร้ายเขา เป็นต้น คำว่า r ight หรือสิทธิของประชาชนต้องถูกต้องชอบธรรมเท่านั้น จึงมีสิทธิ์ตามประชาธิปไตย หากแสดงออกแรงไม่ดีก็ไม่เป็นอำนาจตามประชาธิปไตย ทุกวันนี้เมื่อทำอะไรไม่ถูกต้องดีงามก็เลยเดือดร้อนสังคมไปหมด ทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคม ก็อยู่ไม่เย็น อยู่ไม่สุขกัน อาตมา ไปอ่านเจอของ ท่านขุนน้อย ในไทยโพสต์ลงท้ายข้อเขียนว่า ยินดีในชัยชนะก็คือยินดีในการฆาตกรรม อาตมาว่า เขาพูดถูกส่วนหนึ่ง ไม่ถูกทั้งหมด คือ ถ้ายินดีในชัยชนะทางโลกีย์ ก็ใช่ คุณกำลังทำฆาตกรรม เพราะคุณใช้อำนาจ Force ให้คนจำนนด้วยแรงกดข่ม แม้คุณชนะเขาจะเบาหรือแรงก็ทำร้ายคนอื่นด้วย Force ไม่ใช่อำนาจอธิปไตย แต่ถ้าชัยชนะโดยโลกุตระไม่ได้เบียดเบียนผู้แพ้เลย ไม่ใช้ Force แต่ใช้ Authority เป็นการยืนยันความถูกต้องดีงาม ว่าผู้ถูกควรชนะ ผู้ผิดควรแพ้ ยืนยันเหตุผลว่าอะไรถูกหรือผิด อะไรดีอะไรไม่ดี แล้วลักษณะของสัจธรรม ความจริงๆๆ มันควรยก หรือควรข่มกันแน่ กับความถูก...ก็ต้องยกความถูก มันเป็นความจริงต้องยก สำหรับผู้รู้ความจริง ส่วนความผิดชั่วต้องถูกข่ม จะให้แสดงออกกลับกันก็ไม่ถูกสิ อย่างผู้พิพากษาก็ต้องยกคนถูก ข่มคนผิด คนเป็นกลางต้องแสดงอย่างนั้น ผู้พิพากษาตัดสินเมื่อใด ที่เป็นผู้ที่ไม่อคติ ก็ต้องเข้าข้างคนดี หรือตัดสินให้คนดีถูก ให้คนถูกถูก ให้คนผิดคนชั่วผิด ก็ต้องแสดงออกเช่นนั้น ก็เป็นการแสดงเข้าข้างฝ่ายถูก ส่วนฝ่ายที่เขาถูกตัดสินว่าผิด ก็ต้องไม่ยอม เพราะเขาเห็นว่าเขาถูก ออกมาเป็นว่า ตัดสินให้คนอื่นถูกได้อย่างไร แล้วไม่ยอมรับ ตุลาการหรือผู้พิพากษาของประเทศ หากไม่ยอมรับก็อยู่ในประเทศนี้ไม่ได้แล้ว เพราะใหญ่กว่าประเทศนี้แล้ว ไม่ว่าจะประเทศไหนก็ต้องยอมรับอำนาจศาล หากไม่ยอมรับก็ต้องออกนอกประเทศนั้น แม้อาจมีผู้พิพากษาเอียงเข้าข้างคนผิดหรือบกพร่องความรู้ตัดสินผิด ก็อาจมี แต่ท่านต้องพยายามไม่อคติ ทำให้ถูกตรงที่สุด นี่คือกิจของคนเป็นกลาง ที่จะต้องเข้าข้างคนดี ยกคนดีคนถูก ถ้าไม่เข้าใจความจริงอันนี้ ก็จะบอกว่าคนเป็นกลางต้องไม่เข้าข้าง ก็อาจมีบางกรณีที่ท่านจะต้องแสดงกลางๆ ว่าไม่เข้าข้างใคร เดี๋ยวคนไม่เชื่อใจ แต่คุณห้ามคนที่จะมาพิพากษาที่ท่านจะมีผู้สนิท มีมิตรสหาย มันห้ามได้ที่ไหน หรือจะให้เป็นผู้พิพากษาแล้วไม่ต้องรู้จักใครแม้ญาติตนเองก็ไม่ต้องรู้จัก เป็นไปได้อย่างไร มันอยู่ที่ตัวท่านเองว่าจิตท่านจะแข็ง จะทนขนาดไหน ผู้ใดกิเลสเห็นแก่ตัวแก่พวกน้อย ก็ทำได้ดีหรือไม่มีกิเลสเลยก็ยิ่งดีที่สุด แม้มีกิเลสแต่ต้องไปเป็นผู้พิพากษา ก็ต้องพยายามไม่อคติ ก็ทำได้ตามบารมี ภูมิธรรม ก็ใช้กันมาในสังคม แต่ถ้าเราได้ อรหันต์ มาเป็นผู้พิพากษา หรือ อนาคามี ได้ก็แจ๋วเลย ท่านจะไม่เห็นแก่แม้ญาติ สหาย ถึงเวลาตัดสินก็ต้องทำเช่นนั้น แต่ในพฤติกรรมสังคมไปห้ามท่านไม่ได้หรอก จะเป็นการตัดสิทธิมนุษยชน สำหรับโลกีย์แล้ว ผู้ที่จะเอาชนะคะคานคนอื่นก็ต้องใช้ Force ทั้งนั้น มีเชิงอำนาจบาตรใหญ่ ก็เป็นโลกีย์ จะด้วยลีลา สามารถ โลกธรรม กาม อย่างไรก็ต้องใช้อย่างนี้ ในประวัติศาสตร์จีนก็มี ผู้หญิงที่ใช้อำนาจ ทำให้ฮ่องเต้หลงหรืออยู่ใต้อำนาจ แล้วตนเป็นคนบงการ หรืออำนาจในทางอรูปอัตตา เป็นความซับซ้อน เหมือนไม่ได้ใช้อำนาจเลย แต่คนอื่นทำแทน เป็นอำนาจ Force และยังมีอำนาจที่ใช้แบบชอบธรรม ก็มี คนที่สามารถใช้ได้อย่างเจ้านายตัวใหญ่ ไม่ได้สั่งฆ่าคนนี้หรอก แต่ลูกน้องทำให้ ไม่ได้รู้จักเลย ไม่รู้กี่ทอดที่สั่งการ แต่เจ้านายใหญ่ไม่รู้เลยก็มี เพราะบริวารเหล่านี้หลงก็มี ได้เศษเนื้อข้างเขียงก็มี ได้ดีเพราะพี่ให้ก็มี ได้รับโลกธรรมก็มี สรุปแล้วอำนาจที่ชนะทางโลกีย์ ใครไปยินดี คุณคือฆาตกร แม้แต่ราชการหน้าที่ ที่คุณทำก็มาทำเบ่งอำนาจ จนเป็นฆาตกรจริงๆ ก็มี คนไม่เข้าใจไม่รู้รายละเอียดจึงเป็นฆาตกรอยู่เยอะเลย แม้ที่นั่งๆ อยู่นี่ก็อยู่ในข่ายฆาตกรก็เยอะเลย แต่ถ้าเป็นอำนาจเกื้อกูลใจดีปรารถนาดีต่อคนอื่นจริงๆ เลยก็ดี อาตมา ก็ปรารถนาดีต่อคนที่กำลังบรรยายถึงนะ อาจดูว่าพูดเท่พูดเอาโก้ แต่พูดจริง ขณะที่พูดออกไปนี่ ถ้าไม่จริงก็ปาราชิก หากจิตอาตมาไม่มีเมตตาจริง ด่าไปเพราะต้องการทำร้าย อาตมาก็ปาราชิก เพราะอวดอุตริมนุสธรรม ที่ไม่มีในตน คุณยินดีทีคุณได้หลอกคน คุณดราม่า ว่าเศร้า แท้จริงคุณไม่เศร้าจริงหรอก คุณยินดีว่าคุณทำสำเร็จ นี่คือคุณทำฆาตกรรม เป็นเรื่องลึกซึ้งต้องศึกษากันให้รู้จริง สรุปที่ว่า อำนาจ คือแรงพลังของมนุษย์ ซึ่งเป็นอำนาจทางใจนี่น่ากลัว แสดงออกมาเป็นกาย กับวาจา เป็นผลกระทบ แม้ไม่ออกมาข้างนอก เกิดภายในก็ซวยตัวเอง สรุปว่า... อำนาจ ของ ลาภ หรือข้าวของเงินทองในโลก อำนาจ ของ ยศ หรืออำนาจ ของตำแหน่งหน้าที่ในสังคม อำนาจ ของสรรเสริญ หรือ เด่น โด่ง ดัง อำนาจ ของกามคุณ 5 หรือ รูป กลิ่น เสียง รส สัมผัส

นั้น คืออำนาจ ที่ คนฉลาด ใช้เป็น โลกาธิปไตย ผู้ที่ยังหลงใช้ ลาภ ยศ สรรเสริญ กาม เป็น "อำนาจ" หรือให้มี "อำนาจ" กับผู้อื่น และกับตนอยู่ นั่นแหละคือ อำนาจที่คน "ผู้ไม่รู้" (ผู้อวิชชา) ใช้เป็นอัตตาธิปไตย

ผู้ไม่ใช้ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เป็น "อำนาจ" และไม่หลงให้ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เพราะหลงกาม ลำบากเพราะหลงอัตตา มามีฤทธิ์เป็น "อำนาจ" ทำให้ใจตนต้องหวั่นไหว เป็น "อารมณ์ชอบ อารมณ์ชัง" ได้

แต่อยู่กับ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข โดยไม่เป็นทาส ตกอยู่ใน "อำนาจโลก" (โลกาธิปไตย) และไม่เป็นทาส ตกอยู่ใน "อำนาจอุปาทาน" (อัตตาธิปไตย) เพราะยังหลงยึดว่ามี "อำนาจ" จริง

ผู้ไม่ใช้ "โลก" ไม่ใช้ "อัตตา" และ ไม่ให้ "โลก" ไม่ให้ "อัตตา" เป็น "อำนาจ" แก่ "ตน" แก่ "สัตว์อื่นคนอื่นในโลก" ผู้นี้แหละ คือ ผู้มี "ธรรมาธิปไตย" หรือผู้ชอบธรรมแล้ว ใช้ "ธรรม" และให้ "ธรรม" เป็น "อำนาจ"

อนาคามี นั้นท่านอาจมีเศษอัตตาบ้าง เช่นยึดดี เป็นความลำบาก ที่เหลือของ อนาคามี พระพุทธเจ้าสอนใน ธัมมจักกัปปวัตนสูตร ท่านสอนเรื่องอัตตาและกาม เบื้องต้นต้องล้างกามก่อน ตั้งแต่กามหยาบคืออบาย จนหมดกามทางภายนอก หมดกามคุณ 5 แล้วก็มาล้างอัตตาต่อ ผู้หมดกามหมดอัตต

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน