570323_พ่อครูที่ป้อมมหากาฬฯ เรื่อง ความถูกสองฝ่ายเผชิญกันอย่างไรจึงไม่เกิดโศกนาฏกรรม.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570323_ พ่อครู ที่ป้อมมหากาฬฯ เรื่อง ความถูกสองฝ่ายเผชิญกันอย่างไร จึงไม่เกิดโศกนาฏกรรม
พ่อครูว่า … วันนี้ วันที่ 23 มีนาคม 2557 ที่ป้อมมห ากาฬ วันนี้ เราก็มาพูดเรื่องโลก เรื่องธรรม ร่วมกันไป วันนี้จะพูดถึงเรื่องความถูกความผิด ในคอลัมน์ ทรรศนะ โดย คุณชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ วันนี้กัน … เรื่อง " ชัยชนะที่แท้จริง " นายเฮรี คิสซิงเจอร์ อดีตรัฐมนตรี ต่างประเทศ สหัฐฯ ในยุคสงครามเย็น ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ได้ถึงกับมี เครดิต อะไรมากมายนักในแง่ของความคิด ความอ่าน ด้านสร้างสรรค์ เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา แกดูจะหนักไปทาง เก่งกาจสามารถในทางทำลายซะมากกว่า แต่ในหนังสือ คำคม บ่มชีวิต ของ อาจารย์ กรุณา เรืองอุไร กุศลาศัย ได้ไปหยิบเอาคำพูดคำพูดหนึ่ง ในวาทะ ที่ต้องเรียกว่า น่าคิด และน่าจะได้สติ สำหรับใครต่อใครได้ไม่น้อยทีเดียว คำพูดที่ว่านั้น … มีอยู่ว่า The great tragedies of history occur not when right confronts wrong but when two rights confront each other. ถอดความเป็นไทยโดยท่านอาจารย์ทั้งสองว่า โศกนาฏกรรมครั้งสำคัญๆ ในประวัติศสาสตร์ มิได้เกิดขึ้นเมื่อฝ่ายถูกเผชิญหน้ากับฝ่ายผิด แต่เกิดขึ้นเมื่อฝ่ายถูกสองฝ่ายประจัญกัน และไม่ว่าใครจะเห็นควรด้วย หรือไม่เห็นควรด้วยกับคำพูดประโยคนี้ ของ นายคิสซิงเจอร์ ก็ตาม แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นคำพูดที่น่าคิด หรือน่าเก็บเอามาใคร่ครวญ พิจารณาอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะสำหรับสถานการณ์บ้านเมืองของบ้านเรา ในอีกไม่นาน ไม่ช้านับจากนี้ หรืออีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า...
พูดง่ายๆ ว่า...หลังจากที่ ฝ่ายดี กับฝ่ายชั่ว ได้เอาชนะกันแบบเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด ไปเรียบโร้ยย์ย์ย์ แล้ว ซึ่งออกจะเป็นเรื่อง เชยซ์ซ์ซ์ไปหน่อย ถ้าหากมัวแต่จะไปตั้งคำถามประเภทว่า … ใครชนะ ใครแพ้ หรือจะชนะเม
อ่านต่อ
ื่อไหร่ จะแพ้เมื่อไหร่ เพราะไม่ว่าใครต่อใครดูจะให้คำตอบแบบ กำปั้นทุบดิน ไปตั้งนานแล้วว่า ยังไงๆ ธรรมะย่อมต้องชนะอธรรม อยู่แล้วแหงมๆ ส่วนจะชนะเมื่อไหร่ หรือแพ้เมื่อไหร่นั้น ถ้าหากคิดจะดำรงตนเป็นฝ่ายธรรมะ กันจริงๆ คงไม่ต้องเสียเวลาตั้งคำถามให้ต้องปวดเศียรเวียนเกล้า โดยใช่เหตุ เอาเป็นว่า สู้ไปเรื่อยๆ ยืนหยัดไปเรื่อยๆ ท่องคาถา ลุงจำลอง อันว่าด้วย เมื่อยเราไม่เมื่อย … เหนื่อยเราไม่เหนื่อย … เราไล่ไปเรื่อยๆ เราไม่เมื่อย เราไม่เหนื่อย … เดี๋ยวเดี ย วทุกส ิ่ งทุกอย่างมันย่อมต้องดีเอง ชนะไปเองกันจนได้แล...
เพราะมาถึงยกนี้ ไม่ว่าจะเรียกว่ายกห้า ยกหก ยกสุดท้าย หรือไม่สุดท้ายก็ตาม โดยลักษณะอาการของฝ่ายชั่ว หรือฝ่ายอธรรม นั้น ต้องเรียกว่า … ออกอาการไปไม่กลับ หลบไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น อย่างเห็นได้โดยชัดเจน ถึงจะอัดฟอร์มาลีน นอนแช่อยู่ในฟอร์มาลีนทั้งโอ่ง ทั้งไห ก็ตาม แต่โดยสภาพศพออกไปทางน้ำเหลืองเยิ้ม เนื้อตัวกะรุ่งกะริ่ง ยากซ์ซ์ซ์ ที่จะเปิดฝาโลงออกมาใช้ชีวิตอย่างมนุษย์มนา โดยปกติได้อีกแล้วแน่ๆ แต่ชัยชนะระหว่าง ฝ่ายดีกับฝ่ายชั่ว หรือ ฝ่ายถูกกับฝ่ายผิดนั้น ก็ใช่ว่า จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างหวนคืนมาสู่ความสุข ความสงบ ความมีสันติภาพ สันติธรรม สุโขสโมสร โชติช่วงชัชวาล ขึ้นมาได้โดยฉับพลัน ทันที …
พ่อครูว่า … โศกนาฏกรรมครั้งสำคัญๆ ของประวัติศาสตร์ มิได้เกิดขึ้น เมื่อฝ่ายถูกเผชิญหน้ากับฝ่ายผิด แต่มันเกิดขึ้น เมื่อฝ่ายถูกสองฝ่ายประจัญหน้ากัน … นี่เป็นความคิดความเห็นของ คิสซิงเจอร์ คุณชัชรินทร์ ได้ขยายความไป ทีนี้เป็นความคิดของอาตมาบ้าง ตอนนี้เรื่องราวบ้านเมือง เป็นการต่อสู้ระหว่าง ฝ่ายถูกกับฝ่ายผิด ยังไม่ชัดเจนว่าใครจะแพ้ มันเคยมีที่ฝ่ายถูกแพ้ก็มี เช่นอาตมาเป็นต้น คำว่า แพ้ ชนะ เป็นภาษาทางคดีโลก แต่ความจริงที่ว่า ธรรมะย่อมชนะอธรรม นั้นมีหนึ่งเดียว สัจจะมีหนึ่งเดียว ธรรมะมีหนึ่งเดียวก็ย่อมชนะ ในรูปร่างลักษณะทางโลกอาจดูว่าแพ้ แต่ความดีถูกต้อง ก็ยังเป็นถูกต้องวันยังค่ำ ทางโลกว่าแพ้ ก็ต้องยืนยันสัจจะเดียวกัน ความถูกต้องมีหนึ่งเดียวแท้จริง ไม่มีสอง อาตมาเคยพูดไว้แต่ พ.ศ. 2512 เขียนไว้ในหนังสือ คนคืออะไรทำไมสำคัญนัก มีคำเกริ่นว่า … ผู้รู้จริงจะเห็นความผิดของคนผิดว่าเป็นความถูกแล้ว ส่วนผู้ยังไม่รู้จริงเท่าน ั้ น ที่จะเห็นความถูกของคนถูกว่าเป็นความผิดอยู่ ผู้ยังไม่รู้จริงจะเห็นความถูกของคนถูกเป็นความผิด
ขอยกตัวอย่างอาตมา อาตมามีความถูกของคนถูก แต่ได้รับตัดสินว่าแพ้ หรือผิด ผู้ที่เห็นว่าอาตมาผิด ก็ยังไม่รู้จริง แต่คนที่ถูกและดีเป็นสัจธรรม มีความถูกต้องจริงเป็นสัจธรรม ท่านไม่มีปัญหาว่าจะแพ้หรือชนะ ในทางโลกก็ไม่มีปัญหา อาตมาไม่มีปัญหา เข้าใจเหตุปัจจัย ก็รู้ว่าเขาเข้าใจไม่ได้ แต่บางทีเราผิดจริงๆ แล้วเขาตัดสินว่าเราผิด เราก็ต้องรู้ว่าเราผิดอะไร เราถึงเป็นคนมีปัญญารู้ความจริง แต่ถ้าเราไม่ผิด คนก็ประกาศว่าเราผิด เปิดเผยไปทั่วเลย คนที่มีคุณธรรม ท่านถูกก็จะอยู่ในส่วนถูก แล้วท่านต้องมีความถูกต้องดีงาม จนกระทั่งถึงจิตใจก็ต้องดีงาม อาตมาเห็นก็ย้อนแย้งกับ คิสซิงเจอร์ ที่ว่า โศกนาฏกรรมจะเกิดเมื่อฝ่ายถูกประจัญหน้ากัน… อาตมาไม่เห็นด้วย เพราะคนถูกก็เป็นคนดีมีปัญญา เมื่อคนถูกก็มีปัญญาเผชิญหน้ากัน คนถูกไม่ห้ำหั่นกัน อาตมาถึงเห็นขัดแย้ง คนถูกเผชิญหน้ากันไม่เกิดโศกนาฏกรรม แต่ถ้าเกิดมีฝ่ายผิดร่วมด้วย ก็เป็นเรื่องความที่ฝ่ายผิดทำ เพราะคนถูกฝ่ายถูกก็ไม่ทำให้เสียหาย แต่คนถูกเผชิญกันนั้นดูเหมือนเอาชนะคะคานนั้นเป็นจริงแน่ มันก็เลยเกิด โศกนาฏกรรมได้ คือเป็นแบบโลกๆ มีกิเลสแล้วก็ตัดสินคนถูกว่าถูก เขามีมานะอัตตาด้วยกันทั้งคู่ ยอมแพ้ไม่ได้ทั้งคู่ ห ้ำ หั่นกันเป็นอย่างนั้นจริง ในไทยกำลังเกิด กำลังมองว่าสองฝ่าย คือฝ่ายแดง หรือรัฐบาล หรือทักษิณ ยิ่งลักษณ์ กับฝ่ายพวกเราก็อีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อวาน นปช. ก็ชุมนุมกันที่พัทยา มีเยอะ ให้เห็นว่ามวลเขามาก จตุพร ก็ว่าทาง กปปส. เหลือไม่ถึงพันคน คนกลางๆ ก็มองว่า ทั้งสองฝ่ายถูก มีคุณงามความดีทั้งคู่ คล้ายๆ กับคิสซิงเจอร์มอง แต่อาตมามองว่า ฝ่ายผิดที่เลวจัด กับฝ่ายถูกที่เจริญขั้นโลกุตระสู้กัน คนละเรื่องเลย อาตมาเห็นเช่นนั้น ฝ่ายผิดเลวจัดเลย ฝ่ายถูกตอนนี้ก็พอชนะฝ่ายเลวจัดได้ คือฝ่ายถูกที่มีพลังสัจธรรม มีพลังงานลึกซึ้ง ธรรมะย่อมชนะอธรรม เป็นโลกุตระ จึงสามารถชนะฝ่ายผิดชั่วหนักได้ ถ้าไม่เช่นนั้นฝ่ายถูกที่เป็นโลกีย์นั้นแพ้ฝ่ายชั่วมานานแล้ว นักเลงโตที่เลวหยาบในแดนเขา คนดีโลกีย์จะหงอหมดแหละ ในย่านนั้นก็ต้องหงอนักเลงแล้ว ดีเอาชนะเขายาก มายุคนี้เมืองไทย อันธพาลชั่วแรงจัดเลย เขาชนะมาเรื่อยจนท้าทายเลย สร้างค่ายกลยึดอำนาจ ให้คนเป็นบริวารเยอะเลย เขาถึงถือวิธีเลือกตั้งเข้าค่ายกลเขา ส่งไม้จิ้มฟันลงก็ชนะ เขาก็ชนะจริงๆ เพราะตกในค่ายกลที่เขาชนะหมดแล้ว มาถึงตอนนี้แล้วสุดทนสำหรับผู้มีปัญญา จึงเกิดกรณีรวมตัวกัน ได้ทั้งผู้นำและผู้ตามรวมตัวกันมา ก็เลยมีผล ที่จริงเราก็ร่วมมาเรื่อยๆ ปูทางมาเรื่อยๆ ไม่ใช่ปุปปับๆ มาถึงวันนี้ ขณะนี้ตอนนี้ ถึงขีดของมัน พลังงานหรือความสามารถ ในการต่อสู้กับอธรรม หรือฝ่ายผิด เราถือว่าเราเป็นฝ่ายธรรมะฝ่ายถูก เรามั่นใจว่าเราเป็นฝ่ายธรรมะโลกุตระด้วย เช่น เอาความสงบสยบความรุนแรง เป็นความดีงามถูกต้อง จะบอกว่า ความถูกเผชิญหน้าความถูกจะเป็นโศกนาฏกรรมไม่ใช่ เรากำลังเป็นความถูกเผชิญความผิด แล้วเราถูกระดับโลกุตระด้วย แต่ความเลวร้ายมันมากมาย เป็นเจ้าอำนาจด้วย ความดีกับความดีในที่บทความ เป็นความดีระดับโลกียะก็ยึดมั่นถือมั่น ก็โศกนาฏกรรม หรือความชั่วกับความชั่วก็เป็นโศกนาฏกรรม บรรลัยจักรแน่ ในความถูกกับความถูกมีความแข่งดีกัน ไม่ยอม ยึดมั่นตัวกูของกูทั่งคู่ แต่ถ้าความถูกระดับโลกุตระ ต่อให้อีกฝ่ายดีระดับโลกุตระ อีกฝ่ายเป็นโลกียะก็ตาม แม้ฝ่ายดีโลกียะจะทำสิ่งร้ายแรง ก็เกิดโศกนาฏกรรม แต่ถ้าโลกุตระกับโลกุตระจะไม่เกิดสิ่งเหล่านั้นแน่ ส่วนโลกุตระธรรมนั้นมี 9 ขั้น ซึ่งคนเขาเข้าใจว่า โลกุตรบุคคลต้องหนีเข้าป่าเขาถ้ำ อันนั้นเป็นออกนอกรีตของพระพุทธเจ้าสอนแล้ว แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ เข้าใจว่า บุญคือการได้มาไม่ใช่การลดละกิเลส ต้องยกตัวอย่างชาวอโศก ที่เข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าแบบพวกเรา ซึ่งไม่เหมือนกับความเข้าใจส่วนใหญ่กระแสหลัก เถรสมาคม เขาไม่เข้าใจอย่างที่ชาวอโศกทำกัน อโศกมีโลกุตรบุคคล ในโลกุตรธรรม 9 ไม่ใช่คนออกป่าเขาถ้ำ อยู่เหนือโลกธรรมไม่ได้ ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ 163 ) เรือนมีมุขใหญ่นี่ไม่ใช่ลักษณะธรรมของพระพุทธเจ้า เรียกคนมาวัดตั้งหลักแหล่ง ตัวเองก็ไม่บรรลุอะไร แต่อยู่ด้วยกิเลส กิเลสก็ต้องการลาภ ยศ สรรเสิรญก็เรียกคนมาให้มาก เลือกที่ทางที่คนไปมากๆ สำนวนทางสี่แพร่ง นี่ที่เจริญมากนะ เหมือนในเมืองเลย แล้วลัทธิแบบนั้นเข้ามาในเมือง จากโลกียะก็มาในเมือง เป็นวัดเมืองวัดป่าผสมกัน สรุปแล้วแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ ศาสนาพุทธที่ถูกต้อง แล้วอาตมาก็ขอพูดอีกว่า อาตมาว่า อาตมาพาพวกเราเป็นชาวพุทธที่ถูก เมื่อประกาศก็ต้องต่างกับที่ผิด เห็นตรงกันข้าม เช่นเขาเห็นว่าออกป่า เราก็บอกว่าต้องเข้าเมือง ทาน ศีล ภาวนาก็ไม่ตรงกัน ฌานและนิโรธก็ไม่ตรงกัน ก็เลย คนถูกก็ต้องอย่างหนึ่ง ทางโน้นก็ว่าเขาถูก เราก็ว่าเราถูก ทุกวันนี้ เราออกมาทำงานกับสังคม ประกาศเผยแพร่เลย เป็นโลกุตรธรรม โลกุตระคือ อยู่เหนือโดยจิตใจไม่เป็นทาส อยู่เหนือนี่ไม่ได้ข่มนะ เช่นอยู่เหนืออบายมุข มีการพนัน ยาเสพติด มีจัดจ้านของโลกธรรม ลาภ ยศ จัดจ้าน แม้แต่อัตตาหรือกามก็จัดจ้านใหญ่มาก อยู่ในโลกนี้แหละไม่ได้หนีจากกัน เขามีอบายมุข เราก็อยู่กับเขาได้ เขาจะผยองอยู่เลยท้าทายหลงใหล แม้แต่ทางรัฐบาลก็ยังยอมอนุญาตให้เลย มีแต่บางส ิ่ งบางอย่างที่ไม่อนุญาต กฎหมายห้ามไว้ เช่น โป๊เปลือย กฎหมายห้ามไว้ แต่ก็ฝ่าฝืนอีก เป็นสุดยอดอบายมุขจัดจ้านด้วย พวกโป๊เปลือย ผู้บรรลุโสดาบันไม่สุขทุกข์ด้วย พวกนั้นไม่มีฤทธิ์เดชให้ไปยินดีด้วย แต่โสดาบันจะไม่ชอบใจบ้าง แต่ไม่ไปทำร้าย แต่ใจตนยังชังไม่ชอบใจ มีหอกปากได้ ในญาณปัญญาโสดาบัน ยังมีปากหอกได้ มีโลกธรรมและกามบ้าง แต่ก็ลดละไปได้เรื่อยๆ จนเป็น สกิทาคามี ก็ลดได้อีก จนเป็น อนาคามี ก็ไม่มีสุขทุกข์ กับการผัสสะภายนอก มีวิโมกข์ 8 สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ผู้มีรูป (รูปฌาน) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) จิตจะต้องรู้จักรูป (รูปคือสิ่งที่ถูกรู้) ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน ( 10 / 66 ) ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ) (พ่อครูแปลว่า มีสัญญาใส่ใจใน อรูป คือรู้ทั้ง รูปภายนอก ไปจนถึงรูปภายใน ต้องเห็นทุกเวลา แม้ขั้นอรูปก็ต้องใส่ใจกำหนด) ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต . โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ ) (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ก็มีสัมผัสภายนอก ฌานนั้นลืมตา แต่อ่านเป็นจิต เป็นฌาน ไม่มีกิเลส เผากิเลสได้ ขณะผัสสะ และ พระพุทธเจ้าว่า พระอุบาลีปรารถนาจะไปอยู่ป่า และราวป่าอันสงัด พระพุทธองค์ตรัสว่า... ป่าและราวป่าอันสงัดอยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว ป่าทั้งหลาย เห็นจะนำใจของภิกษุ ผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลง หรือจักฟุ้งซ่าน เปรียบเหมือนกระต่ายหรือเสือปลาลงสู่ห้วงน้ำใหญ่ หวังจะเอาอย่างช้างใหญ่สูง 7 ศอก หรือ 7 ศอกกึ่ง กระต่ายหรือเสือปลานั้น จำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลง หรือจักลอยขึ้น !! ลอยคือฟุ้งซ่านไปทางโลกีย์ ทั้งสองอย่างไม่ได้อะไรหรอก จมก็ไม่รู้เรื่อง ลอยก็ออกมาก็สึก ไม่ได้ผลอะไรหรอก แต่ต้องได้สมาธิก่อน คือมีมรรคผล เป็นสัมมาสมาธิก่อน ไม่อย่างนั้นไม่จมก็ลอย หรือจะออกป่าก็ไปเช็คผลว่า เราจะลอยหรือจม ไปอยู่ป่าสัมผัสว่าเราจะตกภพ ถีนังมิทธัง หรือติดสงบ ไม่ออกมาเลยก็จม ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วคุณไม่ใช่หรือ ลอยก็คือ จิตฟุ้งออกมาหาโลกธรรม กามคุณ ก็ไปเช็คผล แต่จิตต้องเป็นสมาธิก่อน ไปนั่งสมาธิหลับตาออกป่าเขาถ้ำ ไม่ได้แม้แต่ โสดาบัน โสดาบันต้องมี ญาณ 7 หรือทิฐิที่นำบุคคลออก รู้จักปริยุฏฐานกิเลส (ได้แก่ นิวรณ์ 5 การวิวาทกันด้วย หอกคือปาก ฯลฯ) แม้ละปริยุฏฯ ยังไม่ได้ ก็รู้ ไม่มีที่จะไม่รู้ และมีทิฐิตั้งปณิธานจิตไว้ เพื่อไปสู่การตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย อริยสาวกเมื่อได้ความระงับเฉพาะตน (ลภามิ ปัจจัตตัง สมถัง ลภามิ ปัจจัตตัง นิพพุตตินติ) ย่อมเสพคุ้น (อาเสวนา) ทำให้มีผลเจริญ (ภาวนา) ย่อมทำให้มากในทิฐินี้ (พหุลีกัมมัง) อริยสาวกเชื่อมั่นในทิฐิเช่นนี้ ไม่ทั่วไปกับสาธารณะปุถุชน หรือ ไม่อาจหาทิฐิเช่นนี้ได้จากลัทธิอื่น นอกธรรมวินัยนี้เลย อริยสาวกผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ มีธรรมดาของผู้สำนึกรีบออกจากอาบัติ เปรียบเหมือนกุมารอ่อนนอนหงาย ที่ถูกถ่านไฟด้วยมือหรือด้วยเท้าเข้าแล้ว ก็ชักหนีเร็วโดยฉับพลัน คือทำผิดแล้วก็จะรีบปลงอาบัติจัดการทันทีเลย จะรู้จักชั่ว ดี เราได้โลกุตระแล้วจะรู้คุณค่า เมื่อแปดเปื้อนบกพร่องจะรีบแก้กลับ เป็นธาตุที่ได้ชำระแล้ว เป็นความเห็นความรู้ของผู้นั้น จะไม่ประมาท ประมาทเป็นทางเสื่อมสู่ความตาย อาริยสาวกถึงความขวนขวายในกิจใหญ่น้อยที่ควรทำ ของเพื่อนสพรหมจารีโดยแท้อย่างไร ถึงอย่างนั้นความเพ่งเล็งกล้าในอธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา ของอาริยสาวกนั้นก็มีอยู่ เปรียบเหมือน แม่โคลูกอ่อนย่อมเล็มหญ้ากินด้วย ชำเลืองดูลูกด้วย ฉันนั้น มีพลังทำประโยชน์ ทำไว้ในใจ กำหนดด้วยจิตทั้งปวง เงี่ยโสตฟังธรรมวินัยของตถาคต อันบัณฑิตแสดงอยู่ จะพอในส ิ่ งควรพอ และจะอยากเจริญในส ิ่ งเจริญต่อไป ได้ความรู้อัตถะ รู้ธรรม ปราโมทย์ รู้จริงครบถ้วนธรรม (โกสัมพีสูตร ทิฐิที่เป็นนิยายิกธรรม ล. 12 ข. 543 – 550 เป็นญาณมีองค์ 7 เพื่อตรวจสอบดีแล้วแก่ผู้แจ้งในผลโสดาบัน) คุณอาจอธิบายไม่ได้อย่างอาตมา แต่ว่าก็จะฟังรู้เข้าใจได้ ถ้ามีสภาวธรรม ว่าเรามีๆ เป็นภูมิโสดาบันนะ ก็มั่นใจว่า ธรรมะพระพุทธเจ้าก็ยังมีผู้มีธุลีในดวงตาน้อยยังปฏิบัติได้ พ่อครูว่า … สรุปว่า ถ้าธรรมะของพระพุทธเจ้าเกิดจริง มีจิตผู้บรรลุธรรมได้ มีพลังอำนาจที่อยู่เหนือ อาตมาพยายามเรียบเรียงให้สั้น ว่า อำนาจในโลกจะมีอำนาจของเงินทอง หรือลาภ อำนาจของยศ อำนาจสรรเสริญ อำนาจของกาม นี่คืออำนาจโลกีย์ ผู้บรรลุจะเหนืออำนาจเหล่านี้ เช่น โสดาบันจะเหนือในอำนาจหยาบ เช่นลาภทุจริต ได้มาเกินไม่เหมาะสมทุจริต ผู้ปฏิบัติได้จิตจะมีอำนาจแข็งแรง เหนืออบายมุข อำนาจลาภทุจริตเราไม่ทำเด็ดขาด พลังจิตเราอยู่เหนือเลย เด็ดขาดเลย มีอำนาจสู้ได้ รวมแล้วเช่นอยู่เหนืออบายมุข เหนือสังคม โสดาบัน มีความประเสริฐคือ … ยิ่งกว่าเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน ยิ่งกว่าสวรรคาลัย ย ิ่ งกว่าอธิปไตยใดๆ ในโลกทั้งปวง คือ พระโสดาปัตติผล
อำนาจ ของ ลาภ หรือข้าวของเงินทองในโลก อำนาจ ของ ยศ หรืออำนาจ ของตำแหน่งหน้าที่ในสังคม อำนาจ ของสรรเสริญ หรือ เด่น โด่ง ดัง อำนาจ ของกามคุณ 5 หรือ รูป กลิ่น เสียง รส สัมผัส
นั้นคือ อำนาจ ที่คนฉลาด ใช้เป็นโลกาธิปไตย ผู้ที่ยังหลงใช้ ลาภ ยศ สรรเสริญ กาม เป็น "อำนาจ" หรือให้มี "อำนาจ" กับผู้อื่น และกับตนอยู่ นั่นแหละคือ อำนาจที่คน "ผู้ไม่รู้" (ผู้อวิชชา) ใช้เป็นอัตตาธิปไตย
ผู้ไม่ใช้ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เป็น "อำนาจ" และไม่หลงให้ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เพราะหลงกาม ลำบากเพราะหลงอัตตา มามีฤทธิ์เป็น "อำนาจ" ทำให้ใจตนต้องหวั่นไหว เป็น "อารมณ์ชอบ อารมณ์ชัง" ได้
แต่อยู่กับ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข โดยไม่เป็นทาส ตกอยู่ใน "อำนาจโลก" (โลกาธิปไตย) และไม่เป็นทาส ตกอยู่ใน "อำนาจอุปาทาน" (อัตตาธิปไตย) เพราะยังหลงยึดว่ามี "อำนาจ" จริง
ผู้ไม่ใช้ "โลก" ไม่ใช้ "อัตตา" และ ไม่ให้ "โลก" ไม่ให้ "อัตตา" เป็น "อำนาจ" แก่ "ตน" แก่ "สัตว์อื่นคนอื่นในโลก" ผู้นี้แหละ คือ ผู้มี "ธรรมาธิปไตย" หรือผู้ชอบธรรมแล้ว ใช้ "ธรรม" และให้ "ธรรม" เป็น "อำนาจ"
คือทุกอย่างเป็นไปตามธรรม ไม่ใช้อำนาจกามหรืออัตตา เรามาประท้วงไม่ใช้อำนาจอาวุธ กดขี่ ที่คนต้องกลัว ไม่ใช้ลาภ เงินทอง มาสั่งการให้คนมาร่วมทำด้วย ปฏิบัติธรรมะ เรามาชุมนุมไม่ขึ้นอยู่กับลาภ ยศ ไม่ใช่อำนาจสรรเสริญหรือกาม เราไม่ใช้ และเราก็ไม่ได้อยากได้ไม่ออกจากเรา และเราก็ไม่ใช้มันเพื่อเรา
มีคนที่ชื่อว่าประธานคนใหม่เขากล่าวว่า รัฐบาลต้องเป็นคนในตระกูลชินวัตรเท่านั้น หากไม่ได้ตามนี้จะไม่ยอมให้สงบ นี่คือประชาธิปไตยของเขา แล้วเขาก็ประกาศว่า นี่คือประชาธิปไตยของเขาล็อคสเปคยิ่งกว่าล็อคหวยด้วยนะ แม้ โต วิจักไชยกุล ก็เป็นไม่ได้ ถ้าไม่พานทองแท้ หรือคนอื่นก็ไม่ได้ มิน่ายิ่งลักษณ์ ถึงไม่ยอมเปลี่ยนนามสกุล คุณล็อคสเปคไว้แล้ว ทั้งที่มีลูกมีสามีแล้ว ก็ขอนามสกุล ชินวัตร อยู่ นี่คือประชาธิปไตยของเขา ชัดเจนนะ ที่ถูกต้องมันก็คงจะต้องเฉลี่ยให้คนอื่นบ้าง...