570310_พ่อครูและอ.กฤษฎา เรื่อง กติกาประชาธิปไตย ตอน๑.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570310_พ่อครูและอ าจารย์ กฤษฎา ที่สะพานผ่านฟ้า เรื่อง กติกาประชาธิปไตย ตอน 1
พ่อครูว่า … วันนนี้ วันที่ 10 มีนาคม 2557 ที่สะพานผ่ านฟ้า อำนาจนั้นเป็นอย่างไร ใครมีสิทธิ์ได้อำนาจ…. อาตมาพยายามเรียบเรีย ง มาหลายครา แก้ไขหลายที ตอนนี้เรื่องดำเนินไปจนคนเห็นได้หมด ทั้งในประเทศและต่างประเทศตอนนั้นแหละท้องแตกตาย คือเต็มที่ของความชั่วที่เขาทำ แตกเหม็นโฉ่เลย เราดำเนินตามรัฐธรรมนูญ มาตราต่างๆ ต้นๆ ของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เลย มาตรา 1 (รูปแบบรัฐ) ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ มาตรา 2 (รูปแบบการปกครอง) ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 3 (อำนาจอธิปไตย) อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม มาตรา 4 (ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค) ศักดิ์ ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง เมื่อเราแสดงออก สิทธิเราย่อมได้รับการคุ้มครอง พวกราชสีห์เอ๋งเขาก็ร้องๆ ออกไป มาตรา 5 (ความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย) ประชาชนชาวไทย ไม่ว่าเหล่ากำเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครอง แห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน มาตรา 6 (กฎหมายสูงสุดของประเทศ) รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ มาตรา 7 (การอุดช่องว่างในรัฐธรรมนูญ) ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก
อ่านต่อ
่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ซึ่งประเทศไทยเหมือนบ้าน ทุกคนต้องช่วยกันรักษาดู และ เหมือนปลวกขึ้นบ้านก็ต้องดู และหรือโจรปล้นบ้านก็ต้องช่วยกันจัดการ ตอนนี้สองสถาบันหลักคือ บริหารและนิติบัญญัตินั้นพิการไปแล้วใช้ไม่ได้ เหลือศาล ตอนนี้อำนาจในมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ ก็ต้องกลับมาเป็น ของปวงชนชาวไทย และมาตรา 4 และ 5 ก็ยิ่งเสริมอำนาจของประชาชนอีก ไม่ว่าจะเพศ หรือศาสนาใด ย่อมได้รับการคุ้มครอง ส่วนมาตราที่ 6 ก็ต้องอธิบาย รัฐธรรมนูญกับกฎหมายกับธรรมะนั้น จึงเป็นหลักเดียวกับ ศีลกับวินัย อย่างในศีล ในธรรมวินัย นั้น ก็เป็นใหญ่กว่าบุคคล เหมือนรัฐธรรมนูญก็อยู่เหนือบุคคล หยิบมาพูดนี้ให้รู้ว่า ศาสนาก็คือประชาธิปไตย ทุกคนต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ ของศีลหรือธรรมวินัย ฉันเดียวกันกับโลกที่จะไปตั้งใครใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ แม้พระมหากษัตริย์ แม้ในศาสนา สังฆราชก็ต้องอยู่ใต้ศีล หรือวินัย ซึ่งในรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติที่ให้อภิสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่น เช่น หมวด 2 พระมหากษัตริย์ มาตรา 8 องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหา หรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ เหมือนในศาสนาก็ให้อภิสิทธิ์แก่พระพุทธเจ้าเป็นต้น ซึ่งใช้หลักเดียวกัน ใครจะมาจำกัดริดรอนสิทธิ์ของกษัตริย์ในหลายประเทศก็แล้วแต่ ริดรอนท่านจนหลายประเทศเหลือแค่สัญญลักษณ์ แล้วแต่ประชาชนในประเทศนั้นจะกำหนด ส่วนประชาชนย่อมมีสิทธิ์ส่วนตัวที่จะยกให้พระมหากษัตริย์ หรือยกให้อรหันต์ เป็นสิทธิส่วนตัวของแต่ละคน ไม่มีอะไรบังคับ ซึ่งแม้บางประเทศจะริดรอนสิทธิ์ท่าน แต่ว่าท่านทรงทศพิธราชธรรม ก็มีประชาชนยกย่องท่าน ไม่ต้องมีกฎหมายเลย อย่างเช่นในอังกฤษ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ละเมิดไม่ได้ตามศีล ตามวินัย และทางโลก ก็ต้องไม่ละเมิดกฎหมาย พระอรหันต์และ พระมหากษัตริย์ ที่ทรงธรรมนั้น ก็จะอยู่ในหลักศีล วินัยได้โดยไม่ยากลำบาก เป็นภูมิธรรมของท่าน แม้จะริดรอนสิทธิท่าน ก็ไม่มีปัญหา ท่านก็ทำได้ตามกฎหมาย ท่านทำงานเต็มที่ให้ประชาชน กฎจะออกมาอย่างไรก็ไม่เป็นไร บุคคลใดที่จะอยากได้อำนาจให้แก่ตนนั้น จึงมีจริงสำหรับผู้มีกิเลส จึงทุกข์จึงละเมิดตามแรงกิเลส ไม่ว่าบทบัญญัติจะห้ามหรืออนุญาต ท่านก็ไม่มีปัญหา เพราะมีภูมิธรรมพอ ความมีอำนาจอธิปไตยของตนที่จะใช้กับสังคม จึงจะถูกจำกัดด้วย ภูมิธรรมจริงของตน และตามบทบัญญัติของกฎหมาย หรือวินัยและศีล ใครจะทำดีไม่ดี จะละเมิดกฎจึงขึ้นอยู่กับภูมิธรรมจริง
อำนาจอธิปไตยของประชาชนไทย ต้องมาวิจัยกันดู ที่วิเคราะห์วิจัยกันตอนนี้ ก็ เรื่องอำนาจ หรืออธิปไตยนี่แหละ ต้องทำความเข้าใจจริงๆ ว่า การได้มาซึ่งอำนาจในการบริหารประเทศมี 5 แบบ 1 . อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2 . อำนาจรัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้งตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ 3 . อำนาจคณะทหารที่ได้มาอย่างไม่สงบรุนแรง ไม่เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญนี้ 4 . อำนาจประชาชนที่ปฏิวัติอย่างไม่สงบ มีอาวุธ รุนแรง 5 . อำนาจประชาชนที่ปฏิวัติอย่างสงบ ไม่มีอาวุธ ไม่รุนแรง เป็นไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้
อาตมาพยายามอธิบายข้อที่ 5 นี้แหละ ก็เข้าใจกันยาก อาตมาก็ขอ อวดฉลาดในตลาดเพชรหน่อย อำนาจที่จะวินิจฉัยในกรณีใดก็พาดพิงไป มาตรา 7 อำนาจที่จะวินิจฉัย กรณีใด ไปตามประเพณีการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 โดยมีการกระทำที่ดีงามชอบธรรม เป็นวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา 69 (การต่อต้านโดยสันติวิธี) บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็น ไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้
แต่ถ้าคุณทำแล้วมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ แต่สงบถูกต้องตามธรรม อันนี้ย้อนอยู่ในอันนี้ เพราะในรัฐธรรมนูญนี้ ถ้าเป็นความสงบ ก็จะเป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งบทบัญญัติก็ต้องให้เป็นวิถีที่ถูกต้องดีงามสงบ สุภาพ อันนี้ให้ทำได้ ตาม ม าตรา 68
บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 (วรรคหนึ่ง) "บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ... มิได้"
คนบอกว่าเราจะทำได้อย่างไร … เราก็ทำได้ เป็นส ิ่ งที่ไม่เคยมีมาในโลก ที่ประชาชนทำอย่างดีงามสงบ เราต้องพิจารณาว่าการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศนั้น เป็นส ิ่ งถูกต้องดีงาม สงบ เรียบร้อย หรืออีกนัยหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือ ตรงกับบัญญัติในรัฐธรรมนูญไหม ? ต้องพิจารณาเรื่องนี้ ว่า การกระทำของคนหรือกลุ่มบุคคล ที่ควรต้องยกให้มีอำนาจในการปกครองประเทศ ที่ไม่มีบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ เช่นอำนาจในการบริหารประเทศ เช่น นายกฯ ซึ่งนายกฯ ตอนนี้ตกกระป๋อง ลาออกไม่ได้เพราะไม่มีบทบัญญัติให้ลาออกไป ก็ต้องวิจัยกันว่าเหมาะควรไหมในการให้เป็น นายกฯ ต่อไป
การพิจารณา ก็พิจารณาและตัดสินได้จากประเด็นต่างๆ ดังนี้ ( 1 ) อำนาจฯ ที่ได้มาตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ( 2 ) อำนาจฯ ที่ได้มาไม่ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ( 3 ) อำนาจฯ ที่ใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ และเป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ( 4 ) อำนาจฯ ที่ไม่ใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ แต่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ( 5 ) อำนาจฯ ที่ไม่ใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ แต่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ( 6 ) อำนาจฯที่ไม่ใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ และไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ( 7 ) อำนาจฯ ที่ใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ แต่วิถีทางไม่เป็นไปตามสัจธรรม ไม่มีคุณธรรม ไม่ดีงาม ไม่สงบ ใช้อาวุธ รุนแรง ไม่สันติวิธี ( 8 ) อำนาจฯ ที่ไม่ใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ แต่วิถีทางเป็นไปตามสัจธรรม มีคุณธรรม ดีงาม สงบ ไม่ใช้อาวุธ ไม่รุนแรง สันติวิธี ( 9 ) อำนาจฯ ที่ใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ และวิถีทางเป็นไปตามสัจธรรม มีคุณธรรม ดีงาม สงบ ไม่ใช้อาวุธ ไม่รุนแรง สันติวิธี ( 10 ) อำนาจฯ ที่ได้มาโดยการใช้วิธีการตามบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญนี้แล้ว แต่ วิถีทางเป็นผู้กระทำไม่ซื่อสัตย์ไม่เที่ยงตรง กระทำขัดกับรัฐธรรมนูญนี้ กระทำผิดรัฐธรรมนูญนี้ ผิดจริยธรรม กบฏ จึงไม่สมควรมีอำนาจแล้ว ( 11 ) อำนาจฯ ที่ได้มาโดยการใช้วิธีการไม่ตามบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญนี้ และวิถีทาง เป็นผู้กระทำไม่ซื่อสัตย์ไม่เที่ยงตรง กระทำขัดกับรัฐธรรมนูญนี้ กระทำผิดรัฐธรรมนูญนี้ ผิดจริยธรรม กบฏ จึงไม่สมควรมีอำนาจเลย ( 12 ) อำนาจฯ ที่ได้มาโดยการใช้วิธีการไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ แต่ เป็นผู้กระทำที่เที่ยงตรง กระทำไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญนี้ เป็นแต่เพียงรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้บัญญัติไว้ ไม่ผิดจริยธรรม ไม่กบฏ จึงสมควรมีอำนาจกว่าข้อที่ผ่านๆ มา ( 13 ) อำนาจฯ ที่ได้มาโดยการใช้วิธีการโดยบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ และวิถีทางเป็นผู้กระทำที่ซื่อสัตย์เที่ยงตรง กระทำไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ผิดจริยธรรม ไม่กบฏ และเท่าที่รัฐธรรมนูญนี้ได้บัญญัติไว้ ผู้นี้แลสมควรเป็นผู้มีสิทธิ ในอำนาจการปกครองประเทศได้แล้ว เพราะมีความ ถูกต้องดีงามสูงสุดย ิ่ง งกว่าข้อใดๆ เท่าที่ประมวลความเป็นอยู่มีอยู่จริง ทั้งหมดแล้ว ( 14 ) ที่สุดนั้นผู้ใดหรือกลุ่มบุคคลใดควรเป็นผู้มีสิทธิ ในอำนาจการปกครองประเทศสัมบูรณ์สุด ก็ต้องตามวิธีการที่มีในบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญนี้ เพราะผู้นั้นหรือกลุ่มบุคคลนั้น มีวิถีทางที่เป็นไปตามความถูกต้อง ดีงาม มีศีลธรรม และสัจธรรมสูงสุด กว่าผู้ใดหรือคณะบุคคลอื่นใดอย่างบริบูรณ์สัมบูรณ์ นั่นคือ บุคคลนั้นหรือคณะบุคคลนั้น ใช้วิธีการก็ตามบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญนี้ และวิถีทางก็เป็นไปตามบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้
กำนันสุเทพ ที่บอกว่าทำอันนี้สำเร็จแล้วก็จะวางมือเลย ถ้าทำอย่างนั้นจริงรับรองว่าเป็นรัฐบุรุษเลย ของโลกด้วย จะติดไว้ในรัฐศาสตร์ของโลกเลย ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มา วิสามัญ ประกอบด้วยเหตุปัจจัยโอกาส มีการสั่งสมมา ปัจจุบันนี้เราบังคับไม่ได้ จะมีคนมีบารมี สมรรถนะอย่างนี้ เป็นคนที่เขาได้รับการนิยมชมชอบอย่างนี้ เป็นองค์ประกอบที่สมบูรณ์พร้อม ต้องมียิ่งลักษณ์เป็นอย่างนี้ และโยงใยถึงทักษิณคิดเพื่อไทยทำ และต้องได้คนอย่างนี้ มี คุณปึ้ง มีคุณเฉลิม อย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ วิบากกรรมจะสั่งสมมา มีเหตุปัจจัยพอเหมาะ อย่างพระพุทธเจ้าท่านจะรู้เหตุปัจจัย ว่าต้องมาทำอย่างนี้ จะได้ตรัสรู้ ท่านมีพุทธุปาทกาละ คือรู้กาละเวลาที่จะต้องอุบัติศาสนาอย่างนี้ ท่านก็ตรวจโลก ว่าต้องทำ ครบเหตุปัจจัย ท่านก็ประกาศศาสนา เมื่อท่านประกาศศาสนา ก็ต้องมีอัครสาวกเบื้องขวาซ้าย ก็มาแล้ว ไม่ต้องพยากรณ์ ไม่มีอะไรบังเอิญ ต้องมีพระยสะ ที่ต้องมาเป็น รุ่น 1 และมีเพื่อนนักซิ่งทั้งนั้น ทำไมฟังธรรมเดี๋ยวเดียวบรรลุ ท่านเป็นอุคติตัญญูแล้ว ได้มา 60 รูปแรก ก็ไปเผยแพร่ศาสนา ไปเดี่ยวเลย ก็ตายเยอะ เพราะสู้ทางศาสนานี่รุนแรง ฆ่าแกงกันได้ง่าย สมัยก่อน แม้พระโมคคัลลานะก็ยอมตายเพราะถูกฆ่า เลย