560725_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง สัมผัส ๖ ต้องมีทวาร ๕.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560725 รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง สัมผัส ๖ ต้องมีทวาร 5 พ่อครู ว่า… วันนี้วันพฤหัสบดี ที่ 25 กรกฏาคม 2556 ที่บ้าน บวร ราช ธานีอโศก วันนี้ตั้งใจจะอธิบายในพระไตร ปิฎก ล. 16 ไปตามลำดับ เพราะมีเรื่องแทรกอยู่เรื่อยๆ ก็พยายามจะอธิบายไปตามลำดับ อาตมา ว่าตนเป็นเศรษฐีบ้านนอก มีอะไรควักได้ก็แจก แต่ว่ามีท่านปัจฉาฯ ก็นำ sms ของคุณ 8705 มาให้ ประมาณ 3 หน้ากระดาษ ซึ่งก็เป็นเรื่องทิฏฐิเดิมของคุณ 8705 หานิทานมาประกอบทิฏฐิตนหลากหลาย อาตมา ก็จะอ่านไปเรื่อยๆ เขาพากเพียรมาก็เห็นใจ …
_ SMS 8705 พุธที่ 24 - 07- 56 …ว่า เมื่อเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้าในเวลากลางคืนด้วยตาเปล่า เราย่อมเห็นแค่ดาวระยิบระยับเท่านั้น! แต่หากเรามองโดยผ่านกล้องโทรทัศน์ที่ติดอยู่กับดาวเทียมที่ลอยอยู่ในอวกาศแล้ว..จะเหมือนว่าเป็นหนังคนละเรื่องเลยทีเดียว! เพราะเราสามารถที่จะเห็นเป็นแสนเป็นล้านกาแลคซี่ได้..ซึ่งแต่ละกาแลคซี่ก็ยังประกอบไปด้วยดาวฤกษ์ที่เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ของเรา..นับแสนล้านดวง และดาวเคราะห์บริวารยังอีกนับไม่ถ้วน! ซึ่งทั้งหมดที่เห็นได้ นี้..ถือว่าเป็นเพียงสสารที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาของมนุษย์ ที่คาดว่าจะมีเพียง 4% เท่านั้น! เพราะนักวิทยาศาสตร์ได้ประมวลแล้วว่ายังมีเทหวัตถุอื่นๆ อีกเช่นหลุมดำเป็นต้น หรือคือยังมีสสารอื่นๆ ที่ตาของมนุษย์นั้น ไม่มีศักยภาพที่จะไปแลเห็นมันได้..จึงเรียกว่า สสารมืด! อีกตั้ง 96% สรุปก็คือว่า ด้วยสายตาเปล่าๆ กับด้วยสายตาที่ผ่านกล้องโทรทัศน์นั้น..ผลลัพธ์ย่อมจะแตกต่างกันไกลลิบลับฉันใด! ในทางธรรมก็เช่นเดียวกัน! เพราะ ศักยภาพในการรู้แจ้งรูป ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 (อันได้แก่ ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย) กับศักยภาพในการรู้แจ้งรูป ด้วยจิตวิญญาณ (หรือสัมผัสที่ 6) นั้น..ผลลัพธ์ย่อมจะแต
อ่านต่อ
กต่างกันไกลลิบลับ ฉันนั้นเช่นกัน! ซึ่งจิตวิญญาณของคนทั่วๆ ไปนั้น ส่วนมากมักจะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพตามศักยภาพจริงๆ ของมัน! เหตุเพราะมักจะหมกมุ่นอยู่แต่กามคุณ 5 จึงไปพัฒนาแต่ประสาทสัมผัส 5 เท่านั้น แต่สัมผัสที่ 6 หรือจิตวิญญาณนั้น จึงถูกปล่อยละเลยไม่สนใจจะพัฒนา ซึ่งถ้าทิ้งไว้นาน ความรับรู้ทางจิตวิญญาณก็อาจฝ่อจนถึงกับด้าน ก็เป็นได้! แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่มีคนอีกจำนวนมิใช่น้อย ที่ยืนยันว่า ตนเองก็เคยมีประสบการเห็นสัตว์โอปะปาติกะนี้มาแล้วเช่นกัน!เช่น เห็นสัมภเวสี,เปรต,หรือเห็นเทวดาได้! ซึ่งมักจะเป็นช่วงเวลาที่จิตยังว่างๆ อยู่ ยังไม่ได้คิด ไม่ได้นึก หรือมิได้ปรุงแต่งอะไรๆ เช่นเวลาที่ครึ่งหลับครึ่งตื่นเป็นต้น ซึ่งคนที่เห็นสัตว์โอปะปาติกะนี้ ส่วนมากมักจะเห็นในขณะที่ กำลังครึ่งหลับครึ่งตื่นนี้ มากที่สุด! อาตมา อธิบายแทรกว่า เป็นได้คือเป็นอุปาทาน แต่ว่าไม่ใช่วิปัสสนาญาณ ผู้ที่เร ิ่ มเห็นรูป_นามคือมีสัมผัสที่ 6 แต่สัมผัสที่ 6 ของคนนี้คือ ความลึกลับ อธิบายไม่ได้ ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ อธิบายว่า เพราะในขณะนั้น..จิตยังไม่ทันที่จะได้คิดนึกปรุงแต่งอะไรไปตามความเคยชินอันเกี่ยวกับกามคุณ 5 ซึ่งติดอยู่กับประสาทสัมผัสทั้ง 5 เลย! ฉะนั้นจึงเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่สัมผัสที่ 6 คือจิตวิญญาณนั้น ถึงจะสามารถแสดงออกซึ่งประสิทธิภาพในการรับรู้ของมันได้! เช่นที่สามารถไปเห็นสัตว์โอปะปาติกะได้ นั่นไง! แต่เนื่องจากว่า คนที่เห็นสัตว์โอปะปาติกะนั้น ไม่ค่อยจะรู้จักศัพท์บัญญัต ิ ของพุทธเจ้า จึงมักจะพูดผิดๆ ไปตามภาษาแบบชาวกะเหรี่ยงบ้านป่าว่า เห็นผีเห็นวิญญาณ! เพราะแท้จริงแล้ว,วิญญาณเป็นอสรีรังที่ไม่อาจเห็นด้วยตาได้! (หรือจักขุวิญญาณ) อาตมา เห็นว่าคุณ 8705 จบเห่ตรงนี้ คือ ไม่สามารถมีจักขุวิญญาณที่อสรีรังได้ เพราะคุณพูดเองว่า จิตวิญญาณ อสรีรัง อาตมา อธิบาย เช่น ตากระทบรูป นี่มะนาวโห่บนโต๊ะ สัมผัสแล้วเราก็เกิดจักขุวิญญาณที่อสรีรัง เราก็มองออกว่าเป็น นามธรรม เป็นเวทนา สัญญา สังขาร เราก็วิจัยต่อเวทนาในเวทนา วิญญาณในวิญญาณหรือจิตในจิต ในขณะเป็นๆ ขณะสัมผัสปัจจัยอยู่หลัดๆ แต่ว่าเขาไปเข้าใจวิญญาณอย่างสัมผัสที่ 6 นี่แหละคือของแห้ง คืออุปาทาน ปั้นสำเร็จด้วยจิต ไม่มีเหตุใดยืนยัน เหมือนอย่างที่ อาตมา พาฝึกว่า นี่ตากระทบรูปนี่บักอึ (ฟักทอง) เราก็สัมผัสแล้วอ่านรู้ความอยากได้ เราก็อ่านรู้วิญญาณ เป็นวิปัสสนาญาณ เป็นวิชชาแท้ข้อที่ 1 ของพ่อครูในวิชชา 8 อย่างนี้เป็นความเห็นที่ต่างกันระหว่าง อาตมา กับ 8705 อย่างที่ 8705 เป็นนั้น อาตมา เคยทำมาก่อน เล่นมาก่อน ตั้ง 8 ปีก่อนบวช อาตมา จึงอึดอัด ระอา เกลียดอิทธิปาฏิหาริย์ อฏฺฏิยามิ หรายามิ ชิคุจฺฉามิ ทิ้งมาหมดแล้ว พูดไปเหมือนข่มคุณแต่ว่าไม่มีเจตนา ถ้ารู้สึกก็ขออภัย หรือแม้ด้วยจิตวิญญาณเอง ก็ไม่อาจจะเห็นวิญญาณได้เช่นกัน! ฉะนั้นเพื่อให้ถูกต้องตรงกับศัพท์บัญญัติของพุทธเจ้าแล้วจึงควรพูดว่า เห็นรูปกายของสัตว์โอปะปาติกะ! หรือถ้ารู้ประเภทของสัตว์โอปะปาติกะที่เห็น ก็พูดไปเลยว่า เห็นสัมภเวสีหรือเห็นเปรตหรือเห็นเทวดาไปเลย! แต่อย่าพูดว่าเห็นวิญญาณเด็ดขาด! เพราะเดี๋ยวพธร.จะยกพตปฎ.เอามา เถียงได้! ซึ่งต.ย.ก็มี เช่นครั้งหนึ่ง..ขณะที่พระโมคคัลลาน์กำลังเดินตามพุทธเจ้าอยู่ และไปเห็นเปรตตนหนึ่งเข้าพอดี จึงทูลกับพระองค์ว่า เห็นเปรตลอยอยู่ข้างหน้าพระเจ้าค่ะ พุทธเจ้าจึงตรัสตอบว่า เราก็เห็นเปรตนี้เช่นเดียวกัน พ่อครูว่า...ผู้ที่เป็นอมตบุคคลแล้ว ถ้าเป็นผู้ที่สามารถทำมโนมยอัตตาได้เก่ง ก็เรียกว่ามีวาสนา อย่างพระโมคคัลลานะ ท่านก็ทำเรื่องมโนมยอัตตามามาก ก็ปั้นได้แต่เป็นสิ่งแทน อย่างเราปั้นพระพุทธรูปเราก็ไม่ได้ติดที่รูป แต่เรารู้ได้ถึงนามธรรมที่เรากำหนด และไม่อยากบอกว่ามโนมยอัตตาอย่างนั้น อาตมา ก็เห็นได้ และตรัสต่ออีกว่า เพราะสมัยที่เปรตตนนี้ยังเป็นคนอยู่ ได้กระทำผิดศีลด้วยความโลภ ตายแล้วจึงต้องมาเกิดเป็นเปรตลอยอยู่ที่นี่! ซึ่งจากเรื่องจริงในพตปฎ.นี้ จึงอยากรู้นักว่า แล้วพธร.ยังจะเถียง ได้ยังไงอีก! ทั้งนี้คงเป็นเพราะพธร.ไปได้ยินมาว่า หากมนุษย์ผู้ใดมากไปด้วยความโลภ แล้วประพฤติทุจริตอยู่เป็นประจำเพราะด้วยความโลภนั้น..ก็จะเรียกผู้นั้นว่า มนุสสะเปโต! แล้วพธร.ก็เลยทึกทักเหมารวมว่า มนุสสะเปโตนี้ก็คือ..สัตว์โอปะปาติกะที่ถือกำเนิดขึ้นเป็นเปรตแล้วไง! อาตมา ยืนยันว่าไม่ใช่ ซึ่งมนุสสเปโต นั้นก็มีจิตเป็นเปรตใช่แล้ว เราไม่ได้ศึกษาร่างกาย เราศึกษาจิต อย่างรูปที่มีคนใส่เสื้อสูตร แต่หัวเป็นเดรัจฉาน เราหมายเอานามธรรม ไม่ได้หมายถึงรูปธรรม ยืนยัน โดยอ้างความเป็นสัตว์ (ใดๆ) ด้วยว่า..จักต้องเป็นที่จิตวิญญาณเท่านั้น! ซึ่งบ่องตงๆ เลยว่าพธร.สรุปง่ายเกินไป! เพราะคำว่ามนุสสะเปโตนี้ พุทธเจ้ามิได้ ประสงค์จะให้หมายถึง สัตว์ที่ถือกำเนิดขึ้นมีนาม-มีรูปเป็นเปรตจริงๆ โดยเป็นขึ้นมาเองไม่ต้องอาศัยพ่อและแม่ ที่เรียกว่าสัตว์โอปะปาติกะ (เปรต) นั้นเลยไม่! อาตมา ว่า...พูดแล้วก็สงสาร 8705 ว่า คุณยังไม่เข้าใจสัตว์โอปปาติกะ และไม่เข้าใจแม่พ่อ ทางจิตวิญญาณ ที่ทำให้เกิดโอปปาติกสัตว์ ซึ่งเป็นนามธรรม ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อเป็นต้น ทำให้เกิดเทวดา เปรตรได้ ซึ่งเป็นสัมมาทิฏฐิ 10 ความเป็นแม่เป็นพ่อเป็นประสิทธิภาพของศีล ของปัญญา ทำให้เกิดโอปปาติกสัตว์ได้ คือ มาตา_ปิตา อยู่ในสัมมาทิฏฐิ 10 ที่เป็นแสงอรุณด้วย เพราะแท้จริงแล้ว, พระองค์เพียงแต่ประสงค์จะอุปมาให้เห็นเท่านั้นเองว่า หากผู้ใดมีคุณธรรมที่ตกต่ำไปจากเดิมคือความมีมนุษยธรรมของตนแล้ว เพราะมากไปด้วยความโลภเช่นเดียวกับเปรต..ผู้นั้นก็ย่อมจะไม่แตกต่างอะไรกับเปรตที่อยู่ในร่างมนุษย์! อาตมา ว่า...ก็ไม่ต่างหรอกอันเดียวกันเลย แต่คุณก็ไปแยกอีก อยู่กับของจริงไม่ศึกษาของจริง แต่ไปศึกษาของลึกลับ แล้วอีกเมื่อไหร่หนอ คุณ 8705 จึงได้ศึกษาปรมัตถ์ธรรม และเหตุนี้เอง ถึงได้เรียกว่า มนุสสะเปโตนี่ไง! ซึ่งก็ยังมีคำอื่นๆ อีกมาก เช่นมนุสสะเทโว,มนุสสะนิริยะโต,มนุสสะมนุสโส,มนุสสะเดรัจฉาโน,ฯ เช่นอย่างคำว่า มนุสสะมนุสโสนี้ ก็หมายถึง มนุษย์ผู้ยังคงคุณธรรมเดิมของตน หรือยังคงความมีมนุษยธรรมของตนได้ นั่นเอง! ยิ่งคำว่า มนุสสะเดรัจฉาโนแล้ว..ยิ่งชัดเจนใหญ่! ว่า..ย่อมมิได้หมายถึง เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานจริงๆอย่างนั้นแน่! เพียงแต่หมายถึงว่า มีคุณธรรมที่ตกต่ำไปจากมนุษยธรรมเดิมของตน จนเหลือเทียบเท่า กับสัตว์เดรัจฉานแล้วนั่นเอง ฉะนั้นดังที่วิสัชนามานี้ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อพธร.เข้าใจดีแล้ว ก็จงอย่าไม่ไปเปลี่ยนความหมายของคำว่าสัตว์โอปะปาติกะให้ผิดเพี้ยนไปจากเดิมที่พุทธเจ้าได้หมายบัญญัติเอาไว้..อีกเลย! อาตมา ว่า...คุณไปติดอยู่ที่พยัญชนะเท่านั้น แต่ถ้าพธร.ยังยืนกรานอยู่ว่า ถ้าเป็นคนอื่นที่มิใช่อรหันต์ ก็ย่อมจะมีนรก-สวรรค์ได้! แต่หากเป็นอรหันต์อย่างพธร.แล้ว สวรรค์-นรกก็ย่อมจะไม่มีอยู่ได้เลย! อาตมา ว่า … คุณพูดถูกเลย คนที่เป็นอรหันต์แล้วหมดนรกหมดสวรรค์โลกีย์ของตนแล้ว อทุกขมสุขแล้ว ส่วนคนไม่ใช่อรหันต์ก็ต้องมีนรก_สวรรค์ แม้อนาคามีก็มีรูปภพ_อรูปภพแล้วคุณไม่อยากได้หรือสภาวะที่ไม่มีนรก_สวรรค์โลกีย์ เป็นสวรรค์อัน นัตถิอุปมา(ไม่มีอะไรเปรียบ) เป็นปรมังสุขัง จึงถามหน่อยว่า ก็แล้วทำไม?อรหันต์ที่ชื่อว่า พระมาลัยถึงไปเยี่ยมสัตว์นรกในขุมนรกได้เล่า! อีกทั้งทำไม? พระโมคคัลลาน์ถึงยังไปสนทนาธรรมะกับท้าวสักกะในดาวดึงสวรรค์ได้ด้วยเล่า? อาตมา ว่า … ทุกวันนี้ก็เป็นพระมาลัย เดินอยู่ในนรก แต่หมดนรกหมดสวรรค์ในใจ และ อาตมา คุยกับเทวดาอยู่เกือบทุกคืน จึงขอให้ข้อคิดกับพธร.ว่า ดวงอาทิตย์ใหญ่กว่าโลกของเราตั้ง 1.5 ล้านเท่า! แต่ในเอกภพนี้.. ยังมีดวงอาทิตย์ดวงอื่น ที่ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ของเราตั้ง 95,000 ล้านเท่า! ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว.. ดวงอาทิตย์ดวงนั้นย่อมจะใหญ่กว่าโลกของเราตั้ง142,500 ล้านๆ เท่า! ฉะนั้นโลกของเรา จึงเป็นเหมือนผงฝุ่นธุลีในเอกภพเท่านั้น! โดยยังไม่นับสสารมืด เช่น หลุมดำ เป็นต้น ที่สายตาของมนุษย์ไม่อาจจะมองเห็นมันได้ด้วยซ้ำ! แต่ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ก็สามารถจะพิสูจน์ได้ว่า ยังมีสสารมืดอีกเป็นจำนวนมากถึง 96% ที่มากกว่าสสารที่ตาของเรามองเห็นได้ (เพียงแค่4%)ด้วยซ้ำ! ฉันใดก็ฉันนั้น มิติของโลกมนุษย์นี้ ก็เป็นเพียงแค่มิติเล็กๆ มิติหนึ่งเท่านั้นใน 31 มิติหรือใน 31 ภูมิที่พุทธเจ้าได้บอกเอาไว้แล้ว! โดยที่แต่ละภูมิก็ยังแบ่งออกไปอีก ตั้งหลายภพ! เช่น นรกภูมิ ก็ยังแบ่งออกไปอีกตั้งเกือบ 500 ขุมนรก (หรือ 500 ภพนรก) เป็นต้น! อาตมา ว่า … เคยลุยมาแล้วมากกว่า 500 ขุมนรก และขุมนรกมีมากกว่า 500 ขุม อีกมีอยู่มา ก ฉะนั้นการที่จิตวิญญาณของพธร.ไม่สามารถจะพัฒนาจนมองเห็นภพภูมิอื่นๆของสัตตาวาส 9 ได้..แล้วพธร.ก็ยังขืนจะไปบ๊งเบ๊งว่า ภพภูมิอย่างนั้นๆ ไม่มีจริงๆหรอก!. แต่เป็นเพราะมโนมยอัตตาที่จินตนาการปั้นขึ้นมาเองทั้งนั้น! ซึ่งถ้าเป็นจริงอย่างที่พธร.ว่านี้ละก็.. ถามหน่อยว่า เมื่ออรหันต์องคุลีมาลบิณฑบาตกลับมา พร้อมด้วยเลือดโชกศรีษะแล้ว.. ทำไม พุทธเจ้าถึงได้ตรัสแก่องคุลีมาลว่า นี่ถ้าหากท่านมิได้บรรลุเป็นอริยะแล้ว ตายไป ท่านก็จักต้องได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสในนรก ที่ทุกข์มากกว่านี้หลายแสนเท่า จึงถามพธร.ว่า ถ้าสมมุติว่า องคุลีมาลมิได้บรรลุเป็นอริยะจริงแล้ว เมื่อตายไปองคุลีมาลก็จะต้องไปปั้นนรก คือ ปั้นทุกข์ให้กับตัวเอง กระนั้นหรือ? อาตมา ว่า … ใช่แล้ว เพราะองคุลีมาลทำบาปมามาก แต่ว่าได้พบพระพุทธเจ้าก่อน จึงละบุญละบาปได้ ก็จบ ซึ่งในพระสูตรบทหนึ่ง, พุทธเจ้าก็ได้ตรัสไว้แล้วมิใช่หรือว่า ทุกข์นั้น..ย่อมมิใช่ที่คนอื่นๆ จะมากระทำให้กับตัวของเราได้! อาตมา ว่า แล้วคุณไปมองทุกข์คนอื่นอยู่ทำไมเล่า เช่นที่เล่ามาว่าเห็นก้อนทุกข์เดินมา เป็นต้น และทุกข์นั้น..ก็ย่อมมิใช่ที่ตัวเราเองจะกระทำให้กับตัวเราเองได้ เช่นกัน! เพราะว่าทุกข์นั้น ย่อมเกิดมาแต่เหตุ (คือตัณหา) และปัจจัย (คืออวิชชา).. ต่างหากเล่า! อาตมา ว่า ทุกอย่างมาแต่เหตุ พระพุทธเจ้า ถึงไม่ดื้อกดข่มเฉยๆ แต่ว่าท่านดับเหตุปัจจัยต่อเนื่องไปจนจบ ไปตามอิทัปปัจจยการ ไล่ดับอัตตาตั้งแต่ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตาและอรูปอัตตาไปตามลำดับ เมื่อเป็นผู้ที่เป็นอมตะก็มีอรหัตตาไว้อาศัย ไม่ลึกลับแล้ว ฉะนั้นแล้ว, ที่พธร.บอกว่า ที่คนตกนรกนั้น.. ก็เป็นเพราะมโนมยอัตตาไปปั้นนรกคือปั้นทุกข์ให้กับตัวเองทั้งนั้น! อาตมา ว่าใครจะปั้นก็เป็นของคนนั้น แต่เราสามารถที่จะมีหรือไม่มีอันนี้ได้ มีก็เอาไว้อาศัยไม่ยึดติด จิตสามารถสร้าง “ธรรมกาย” ไว้อาศัย แล้วก็รู้ว่ากายนี้สักแต่ว่าอาศัย อัตตานี้สักแต่ว่าเป็นเราเป็นของเรา ท่านดับอัตตาได้สิ้นเกลี้ยงไม่เกิดอีก อาตมา ว่าไม่ขัดแย้งกับพระสูตรได้เลย จึงเป็นคำพูดที่ขัดแย้งกับพระสูตรอย่างชัดแจ้ง! ซึ่งเราเอง,บ่องตงๆ ว่า มิได้มีเจตนาที่จะอยากเถียงเอาชนะพธร.เลย! แต่เป็นเพราะว่า เรานั้นได้ดวงตา เห็นธรรมจริง บรรลุเป็นอริยะจริง! อาตมา ว่าถ้าคุณหลงว่าบรรลุพระพุทธเจ้าก็ไม่เอาผิด แต่ถ้าทั้งรู้ว่าตนไม่บรรลุแต่โกหกว่าบรรลุก็ปาราชิก จึงสามารถที่จะเลือกเฟ้นพระสูตรมาใช้ได้อย่างเหมาะเจาะ ก็เพื่อที่จะบรรจงชี้แจงให้เรียงลำดับไปตามหลักแห่งเหตุและผล! โดยต้องระวังไม่ให้มั่ว และยังต้องมิให้ผู้อ่านสับสนได้อีกด้วย! แต่พธร.กลับหาว่าเรานั้นเก่งแต่ตรรกะเท่านั้น เพราะมิได้ทะลุปรมัตถสัจจะจริงๆ เช่นกับพธร.เลย ฉะนั้นเราจึงขอเตือนพธร.ว่า ถ้าหากจิตวิญญาณของพธร.เปรียบเป็นกระสุนด้านเสียแล้ว หรือคือสัมผัสที่ 6 ของพธร.จึงไม่อาจสามารถที่จะทำหน้ารู้แจ้งธรรมารมณ์.. อาตมา ว่าที่ อาตมา อธิบาย เรื่องเวทนา 108 คือธรรมารมณ์ คุณก็ไม่เข้าใจเลยว่า อาตมา รู้แจ้งธรรมารมณ์ ตามศักยภาพที่ควรจะมีจริงๆ ของมันได้! ฉะนั้นแล้ว, ก็เท่ากับว่า ถึงแม้พธร.จะปฏิบัติสมาธิลืมตา แต่ก็มีผัสสะได้แค่ 5 (คือตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย)เท่านั้น! เพราะว่ายังขาดผัสสะที่สำคัญยิ่ง! ซึ่งนั่นก็คือ พธร.ยังขาดผัสสะทางจิตวิญญาณหรือขาดสัมผัสที่ 6 นั่นเอง! แล้วพธร.จะไปบรรลุธรรมจริงๆ ตามที่คุยไว้ อย่างไรได้! สรุปว่า ถ้าพธร.เห็นทุกข์จริง ถึงจะหวังพระนิพพานได้! แต่หากว่าพธร.ยัง มิได้เห็นทุกข์จริงๆ เหมือนอย่างที่คุยโม้ไว้ละก็..อย่าหวังเลยว่า พธร.จะเป็นพุทธเจ้าได้! จึงขอวิงวอนแต่เพียงว่าให้พธร.พ้นจากปากเหวนรกได้..เราทั้งหลายก็น่าจะพอใจแล้ว! สาธุๆๆ เจริญธรรม สำนึกดี อนุโมทามิฯ อาตมา ก็ว่า...เริ่มที่สัมผัสที่ 6 คือวิปัสสนาญาณ จะมีตลอดและเจริญไปกับผัสสะ 5 คือญาณที่จะรู้จักวิญญาณทางทวาร 5 และถ้า 5 ทวารนี้ไม่มีวิญญาณประกอบ เรียกว่าสัมผัสที่ 6 คือต้องสัมผัสทางทวารทั้ง 6 แต่คุณก็ไปพูดแต่ว่าสัมผัสที่ 6 นี้ไม่เกี่ยวกับ 5 ทวาร แต่คุณโผล่ไปเอาที่ สัมผัสที่ 6 เลย ไม่มีประสาทรูปและโคจรรูปเลย คุณไปดับ ตา_หู_จมูก_ลิ้น_กาย แล้วคุณจะไปมีวิญญาณที่ 6 ได้อย่างไร เพราะวิญญาณจะมีเมื่อผัสสะ วิญญาณจะมีแต่ทวาร 6 เมื่อดับกิเลสทางทวารทั้ง 5 ได้แล้ว อย่างอนาคามี แต่ถ้ามีแต่นามไม่มีรูปก็จะช้านาน พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ถ้าปฏิบัติอย่างถูกต้องสัมมาทิฏฐิก็บรรลุได้ ไม่ 7 วันก็ 7 เดือน หรือ 7 ปีก็อย่างน้อยได้อนาคามี แต่ถ้าไม่มีสัมผัสทั้ง 5 คุณก็เดาเอาว่านี่คือสัมผัสที่ 6 เป็นเรื่องลึกลับเดาเอา มีแต่สัญญาล้วนๆ กายในกาย คือจากตาสัมผัสรูปแล้วก็มีนามธรรม เราไปรับรู้เข้าไปเป็นสัมผัสที่ 6 เข้าไปเป็นสังขาร เป็นความรู้สึกหรือเวทนา และมีสัญญากำหนดรู้ เกิดวิญญาณเป็นเจตสิก 3 เมื่ออ่านเวทนาออกก็อ่าน อิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ได้ เมื่อดับสุขดับทุกข์ ตัวเปรตก็หายไปได้หมด เมื่อสัมผัสทางทวาร 5 แล้วก็เกิดสัตว์ทางจิตวิญญาณ เมื่อเรารู้แล้วก็ดับสัตว์ที่เกิดจากทวารนอกได้ เราก็เป็นอนาคามีเหลือแต่ข้างในเป็นสัมผัสที่ 6 ไม่เรียกว่าสัมผัส เป็นธรรมายตนะกับมนายตนะ ก็เหลือแต่สัมผัสเดียว คือหนึ่งเฉพาะใจ จะเรียกว่าสัมผัสที่ 6 ไม่ได้ เพราะต้องนับตั้งแต่ 1 _ 6 เช่น รูปกายก็ต้องสัมผัสรูปภายนอกแล้วก็มี นามรู้ เรียกว่า รูปกาย แล้วก็มีนามเข้าไปรู้นามอีกเป็นองค์รวมเรียก “นามกาย” เป็นลักษณะปัจจัตลักษณ์เฉพาะของตนไม่เกี่ยวกับคนอื่นเลย ต้องเรียกว่า สัมผัสหนึ่งเดียว เลยคือภายใน รูปคือส ิ่ งที่ถูกรู้ นามคือตัวรู้ ถ้าไม่มีตัวผู้รู้ ไม่มีนาม เราก็ไม่มีสัตว์ ยกตัวอย่างจับฟักข้าวมากระทบกับทุเรียนมันกระทบให้ตายก็ไม่รู้ ไม่เกิดอะไร เพราะไม่มีนาม ดังนั้น ต้องมีรูปและนามประกอบกัน จึงรู้ผัสสะ ผู้ปฏิเสธผัสสะภายนอกจึงไม่ได้ศึกษา นาม_รูป ที่เกิดจากเหตุปัจจัย ถ้าปราศจากเหตุปัจจัยแล้ว นาม_รูปย่อมไม่มี ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย คุณ 8705 เป็นผู้เห็นแต่ “ร่าง” ของโอปปาติกะ เห็นเป็นรูปร่างโดยตาทิพย์สัมผัสที่ 6 เห็นแต่โครงร่าง ย่อมไม่อาจอ่านรู้เวทนาได้ เขาเห็นแต่ของคนอื่น แต่ว่า อาตมา ว่า คุณต้องเห็นเวทนาของตน เป็นเอโก พหิทารูปานิ ปัสสติ แต่คุณไปเห็นแต่ร่างเห็นดวงดาว อวกาศ สสาร ก็ไม่เห็นอริยสัจ 4 ได้จริง ไปหลงอยู่กับโลกทิพย์ภายนอก พระพุทธเจ้าให้ศึกษานามธรรมในตน นี่ยิ่งกว่าภิกษุสาติอีก คุณไปเล่นอย่างนี้ก็โมฆะไปตลอด แต่ใครจะมีอิทธิปาฏิหาริย์จริง ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะไปเถียงกัน ก็พูดผ่าน ๆ อาตมา เคยเล่นเดรัจฉานวิชชาเหล่านี้มา 8 ปี เล่นถึงอรูปพรหม เหยียบอกพรหมด้วยกันมาแล้ว ก็มีแม่พาเด็กมาให้รักษาบอกว่ามีสามีเป็นพระพรหม อาตมา ตอนนั้นก็ว่านี่พรหมชั้นต่ำมีเมียอยู่ อาตมา ก็เอาพรหมชั้นสูง เอาพระนารายณ์มาปราบเลยก็หายได้ แล้วเขาก็หายป่วย แล้วตอนโตอายุ 40 กว่าปีก็มาหาที่สันติอโศก ก็จำไม่ได้เพราะโตขึ้นมากแล้ว ที่คุณพูดมานี้ อาตมา รู้มามากแล้ว แต่ว่า อาตมา อฏฺฏิยามิ หรายามิ ชิคุจฺฉามิ มาแล้ว อาตมา ว่าคุณก็ฟังไม่ได้ศัพท์จับไม่กระเดียดมาแย้งอยู่ตลอด ฟังไม่เข้าใจเลย อาตมา ดับความเป็นสัตว์เหล่านี้แล้ว ทั้งสัตว์อบาย สัตว์สวรรค์ พรหม อาตมา ไม่มีก็บอกว่าไม่มี สิ้นสังโยชน์ ส่วนคุณจะเอาเรื่องนอกสังโยชน์มาพูดกับ อาตมา สรุปเลยว่า...คุณ 8705 ยังมิจฉาทิฏฐิในเรื่องโอปปาติกสัตว์อยู่ ขอบ่องตง คุณยังไม่เห็นของตนในตน คุณมีแต่ทิฏฐิที่ยึดภาษาพยัญชนะ แต่ไม่ได้ศึกษาเลย แม้แต่คำว่า แม่หรือพ่อในสัมมาทิฏฐิ 10 คุณก็เข้าใจคนละอย่างกับ อาตมา ถ้าคุณว่า สัตว์โอปปาติกะนั้นเกิดโดย ไม่มีพ่อมีแม่อย่างของคุณ แต่ อาตมา ว่า อาตมา เข้าใจอีกอย่าง ก็จบที่ว่า ถ้า อาตมา ผิดคุณก็ถูก แต่ถ้า อาตมา ถูกคุณก็ผิด OK! ดังพระพุทธเจ้าว่าความเห็นของเรากับเธอคงไปด้วยกันไม่ได้แล้ว เป็นต้น
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น _ คำถามถวายพ่อครู จากคนไกลวัด ...มาฝากคำถาม....กาย แข็งแรงได้ ก็ต้อง หมั่นออกกำลังกาย จิต แข็งแรงได้ ก็ต้องสงบจากกิเลส ก็ทราบกันอยู่ จิตใจ คนเราที่มีศีล กับจิตใจคนเราที่ไร้ศีล ยิ่งอายุมากจะต่างจากร่างกาย โดยในส่วนร่างกายนั้น กระผมทราบดีว่า เมื่ออายุยิ่งมาก อะไรๆ ก็หย่อนหมด มีตึง ที่เดียว คือ หู ด้วยเริ่มมีอาการ … หมายเหตุ... ที่คนเริ่มมีอาการหลง มาจากอะไร ? กับที่ หลงๆ ลืมๆ เป็นไปตามวัย หรือ เกิดแต่อย่างใด? เพราะบางครั้งฟังพ่อท่านเทศน์ เห็นมีบ่นออกมาประมาณว่า...เอ๊...ปากต้องการพูดอย่างหนึ่ง ใจกำหนดไว้อย่างหนึ่ง.. พ่อครู ตอบว่า ...เพราะอุปกรณ์คือสมองมันเสื่อมลง ซึ่งความจำบางเรื่อง อาตมา ก็จำไม่ได้
_ กราบขอถามว่า...หากในส่วนจิตใจ คนเราที่มีศีลยิ่งอายุมาก จะเป็นอย่างไร ? และจิตใจคนเราที่ไร้ศีลยิ่งอายุมาก จะเป็นอย่างไร ? กราบขอบพระคุณครับ.. พ่อครู ตอบว่า ...คนมีศีลคือกำหนดไม่ให้ทำชั่ว แต่ถ้าทำแค่กาย วาจา ไม่ได้ปรมัตถ์ เขาก็เป็นคนดีได้ แต่ถ้าอายุมากไร้ศีล บาปกรรมก็ตะพึดเลย แต่ถ้าคนมีศีลยิ่งอายุมากยิ่งเจริญ
_ จากคุณหมาแหงน ว่า… กราบนิมนต์พ่อครูตรวจสอบความเข้าใจดังต่อไปนี้ 1 . หทัยรูป คือที่ต ั้ งของนามธรรรม สมมุติว่านามธรรมในที่นี้คือเวทนา ที่อยู่ของเวทนาซึ่งเกิดในขณะผัสสะ เรียกว่า หทัยรูปของเวทนา พ่อครู ตอบว่า... เช่นคุณเจ็บที่หัว มันมีประสาทรับรู้ ก็รับรู้ตรงนั้น สำหรับอวัยวะที่มีประสาทรับรู้ แต่ว่า ถ้าบอกว่าเจ็บใจ คุณไม่ได้เจ็บที่หัวใจ มันไม่มีที่ตั้ง เช่น คุณถูกด่า คุณก็เจ็บปวดอยู่ในร่างนี้เป็นคูหาสยัง ไม่มีที่อยู่หรอก มันเอกจรัง ทูรังคมัง มีอยู่ที่มันเกิดขณะใดที่ผัสสะแล้วมีอาการ หรือคุณไปดึงสัญญามาปั้นเองเป็นต้น
ประสาทรูป คือสิ่งที่ถูกรู้ ที่เกี่ยวข้องอยู่คู่กับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โคจรรูป หรือวิสัยรูป คือสิ่งที่ถูกรู้ ที่เกิดจากรูป รส กลิ่นเสียง สัมผัส หากเป็นเช่นนั้น ก็แสดงว่า ทั้งประสา ท รูป และโคจรรูป ต่างก็คือองค์ประกอบที่ทำให้เกิด อุปาทายรูป ทั้งคู่ พ่อครู ตอบว่า... ถูกต้อง ถ้าคุณไม่มีประสาทรูป (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) และโคจรรูปคือ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) เมื่อเกิดผัสสะก็รับรู้สู่ภายใน เป็น กายวิญญาณ รวมหมดเป็น กายในกาย แล้วเวทนาในเวทนาก็คือนามกายไล่ไปเรื่อยๆ
2 . พ้นมิจฉาทิฐิ ด้วยการเห็นอนิจจัง หมายถึงว่า มีญาณอาการสภาวะของเวทนาแล้ว ตั้งแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามธรรมชาติ เรียกญาณที่เห็นสภาวะนี้ว่า สัม ม สนญาณ ส่วนอุทยัพพยานุปัสสนาญาณ นั้นก็คือ ญาณที่เริ่มต้นการทำลายกิเลสได้แล้ว ด้วยมรรคมีองค์ ๘ หรือเริ่มทำตทังคปหาน ได้แล้วนั่นเอง พ่อครู ตอบว่า... ใช่แล้ว ความไม่เที่ยงมันมีแม้จะช้านานหลายล้านชาติ มันก็ต้องเปลี่ยนได้ในที่สุด แต่อะไรที่เร็วแล้วคุณเห็นได้ก็เป็นความสามารถของคุณ ส่วนอุทยัพพยานุปัสสนาญาณนั้น สูงกว่าสัมมสนญาณที่เห็นแค่ความวนเกิด_ตั้งอยู่_ดับไป แต่ว่าอุทยัพพยานุปัสสนาญาณจะเห็นไปในทางดับมากกว่า อะไรจะอร่อยแล้วก็เห็นว่ามันจบที่ไม่มี สูงกว่านั้นก็คือภังคานุปัสสนาญาณ เห็นแต่ว่ามีแต่ความดับสูญ เรามาคว้าพยับแดดเกลียวคลื่น สุขนั้นแวบเดียวแค่ปลายเข็ม แต่อุปาทานนี้สิ คุณจำเอาไว้ไม่ลืมเลย เช่น ความท รง จำที่ดีต้องจำไว้ไม่ลืม นี่คืออุปาทานถาวรกว่า แต่สุขนั้นแป๊บเดียวแค่ปลายเข็ม คุณก็ไปหลงเอาอันนี้ว่าจริง ก็ใช้เวลาแรงงานทุนรอนไปแสวงหา ก็ทุกข์ตลอด สุขมันพรางทุกข์ แต่ถ้าคุณมาหัดลดละไม่ไปเอาสุข รู้ว่ามันทุกข์มากกว่า มันเป็นลมๆ แล้ ง ๆ คุณก็มีภังคานุปัสสนาญาณรู้ว่าทุกอย่างมันก็หายไป เป็น 1 . ปรโต 2 . อนัตโต 3 . วิตถโต 4 . ตุจฉโต 5 . สุญญโต
3 . รูปจิต อรูปจิต คืออะไร พ่อครู ตอบว่า … คือจิตที่ลดความติดจากรูปแล้ว มันบางเบากว่าติดรูป แต่ไม่มีภาษาเรียก ก็เรียกว่า อรูป
4 . การทำสมาธิหลับตา มีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างนี้ ทำจิตให้ให้นิ่งด้วยกสิณใด กสิณหนึ่ง จากนั้นจึงปั้นจิตให้เป็นไปตามที่ตนมีทิฐิ เช่น จิตที่เป็นหนึ่งหรือปราศจากกิเลสนั้น ต้อง นิ่ง ว่าง สว่าง มืด หรือ ปรือปรากฏรูปภาพให้เห็นเป็นธรรมกายของพระอาริยะในระดับต่างๆ กัน ตามที่ตนเข้าใจว่า ตนได้มรรคผลขั้นใดแล้ว พ่อครู ตอบว่า... อย่างธรรมกายเขาก็ปั้นว่า ใสขนาดนี้คือโสดาฯ ใสขนาดต่างก็อริยะต่างกันถูกต้อง
5 . กาย ใน สัตตาวาส 9 หรือวิญญาณฐีติ 7 คืออุปาทายรูป ตอบ...ถู กต้อง …
_ถามว่า… สิกขมาตุต้องปฏิบัติตาม คุรุธรรม 8 ประการหรือไม่ ตอบ ...สิกขมาตุไม่ได้ถือเคร่งคุรุธรรม 8 ประการแต่เราก็อยู่ในครรลองนั้นๆ ไม่ได้ละเมิดอะไร
_ถามว่า… สัมผัส 6 มีอะไรบ้างครับ ตอบ ...มี 1 . ตากระทบรูป 2 . หูกระทบเสียง 3 . จมูกกระทบกลิ่น 4 . ลิ้นกระทบรส 5 . กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง เรียกว่า 5 สัมผัส แล้วก็มีใจอีกเป็น 6 เรียกรวมๆ ว่า สัมผัส 6 แต่ถ้าไปปิด ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ไม่มีสัมผัส
ถามว่า… มีโอกาสไปสวนบุญผักพืช เห็นอโศกสอนไม่ให้เผานา แต่ทำไมที่สวนบุญฯ เผานาครับ ตอบ...เผานาจะเผาอะไรเผาดินหรือไง เขาอาจเผาไม้บางส่วน เราจะเผาฟางทำไมมันของดี
ถามว่า… เปรตอยู่ที่ไหน ตอบ ..เปรตอยู่ที่ใจตนนี่แหละ อยากกินขนม อยากได้สิ่งที่ไม่ควรได้
ถามว่า… ผมขอตั้งตบะว่าจะกินขนมสัปดาห์ละ 2 วันครับ ยกเว้นนมกล่อง ผมชอบกินขนม แต่เรื่องนมกล่องมันยากเกินไปสำหรับผมครับ แล้วหลวงปู่ตั้งตบะอะไร ตอบ ...ตั้งว่าจะสอนคนให้บรรลุธรรมนี่แหละ
_ถามว่า… บุคคลที่เป็นฆราวาสโดนอโศกลงโทษให้ออกจากหมู่ถือว่าเป็นปราชิก ในแบบฆราวาสกระทำได้หรือไม่ มีหรือไม่ แล้วที่ทำผิดแล้ว ห้ามเข้าหมู่ตลอดชาติ ตอบ ...ปาราชิก หมายความว่า ขาดจากความเป็นพุทธไปชาติหนึ่งเลย ขาดโดยทุกคนอย่าไปให้ความรู้ มันเป็นโทษที่หนักกว่าพรหมทัณฑ์ แต่เขาจะค้นคว้าเองได้ แต่เราไม่บอก ไม่สอน ไม่ติง ก็หนักแล้ว แต่ปาราชิกนั้นหนักกว่านั้น ให้ออกไปไกลห่างจากพุทธเลย เช่น เราเทศน์อยู่แล้วคนนี้มา เราก็หยุดเทศน์ ต้องให้เขาออกไปก่อน แต่ส่วนตัวเขาจะศึกษาเองก็แล้วแต่ แต่พุทธศาสนิกชนไม่ควรส่งเสิรม โดยเฉพา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive