560723_เทศนาวันเข้าพรรษาและขอบุญโฮมศีรษะอโศก โดยพ่อครู เรื่อง เปิดเผยการหมดความยึดอัตตา.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข23 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

560723 เทศนาวันเข้าพรรษาและขอบุญโฮมศีรษะอโศก โดยพ่อครู เรื่อง เปิดเผยการหมดความยึดอัตตา

พ่อครูว่า … วันนี้ วันอังคาร ที่ 23 กรกฎาคม 2556 เป็น วันสำคัญ วันเข้าพรรษา ตามฤกษ์ที่พระพุทธเจ้ากำหนด แรม 1 ค่ำเดือน 8 ได้โคจรมาที่ศีรษะอโศก คว้าเอาน้ำยอดมากินเลย มาเทศน์วันเข้าพรรษา เมื่อเช้านี้ ได้รับ sms ออกมาให้ คุณ 8705 อวยพรมาแต่เช้าเลยว่า _ 0888705xxx ว่า… THE HELL OF BHUDDHISM IS THE LOGUTTARA-HEAVEN OF DEARATHEE-ISM..YES..OK พ่อครูว่า … สิ่งใดสูงพ้นเลยเขตคนอื่นๆ ที่จะเข้าใจได้แล้วอย่างสิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบ เรียกว่า “อุตระ” คือ เหนือสุด คนที่ไม่สามารถเข้าใจได้ก็จริง อย่าง อาตมา เข้าใจคุณ 8705 ได้ว่าเขาเข้าใจอุตระไม่ได้ อาตมา เห็นใจ ไม่ได้เกลียดชัง อาตมา อ่านใจตนได้เสมอ มีสัมผัสนอกเชื่อมไปสู่ภายในคือสัมปชัญญะ แล้วต่อเนื่องเป็นสติชนิดต่างๆ เป็นการทำงานของจิต ต่อเนื่องเป็นสันตติ ผู้ใดตามสันตติได้ ที่เจตสิกเรามันเร็วต่อเป็นลูกโซ่ ย ิ่ง กว่าจิ๊กซอว์ที่ต่อทุกมุม คนใดตามทันก็มี ชวนจิต มีมุทุภูตธาตุ เร็วไวทั้งปัญญาและเจโต ปรับให้เป็นและไม่เป็นได้ทันที เร็วมาจนไม่ให้มี แตะปั๊ปเปลี่ยนปุ๊ป เร็วจนตรวจสอบได้ว่าอย่างนี้ อกุศลไม่รอด กุศลรอด จิตใจสร้างให้เป็นเช่นนี้ได้ _ 0888705xxx ว่า … อายุหัวใจ =18 ปี อายุสมอง = 7 ปี อายุเส้นเสียง = 108 ปี อายุพรรษา = 44..OK _ 0888705xxx ว่า … เพราะที่ไม่พัก เอาแต่เพียร..พธร.จึงเป็นโรคจิตเภทอ่อนๆ ชนิดหนึ่งที่ชอบย้ำคิดย้ำทำ..คือที่มักชอบอวดซ้ำแล้วซ้ำอีก! คือคงกลัวว่าชาวอโศกจะลืมมั๊ง? ว่าตนเอง BORN TO BE..ถึงขั้นสยังอภิญญาระดับโพธิสัต ว์ C7 เชียวนะจ๊ะ! แต่ที่ทำตัวเหมือนเป็นคนธรรมดา นั่นก็เพราะสัจจานุโลมิกญาณตะหากจ๊ะ! ที่จำเป็นต้องเล่นขายของไปกับเ

อ่านต่อ

ด็กๆ เท่านั้น แต่ก็เล่นไปอย่างนั้นเอง! เพราะไม่มีกิเลสแล้ว จึงเล่นก็เหมือนกับไม่ได้เล่น! พอจะเข้าใจไม๊จ๊ะ พ่อครูว่า … ใช้สัจจานุโลมมิกญาณนี้ อาตมา ใช้จริง แต่ว่าคุณ 8705 ไม่เชื่อเท่านั้น ที่คุณ 8705 ยึดไว้ว่าเป็นของตนเองนั้นว่าตนถูก และต่างกับ อาตมา ซึ่งเขาก็ต้องว่า อาตมา ผิด อาตมา ก็เข้าใจคุณอย่างนี้จริง และมั่นใจมานานแล้วว่าคุณ 8705 ยึดถือต่างจาก อาตมา จึงไม่ได้เคลื่อนจากความเข้าใจเดิม เช่นที่แย้งมาก ซึ่งถ้า Hell เป็นของพ่อครู Heaven ก็ต้องเป็นของ 8705 แต่ว่าถ้า Heaven เป็นของ อาตมา แล้ว Hell ก็ต้องเป็นของ 8705 คำว่า Heaven คือ สวรรค์ คือ พระเจ้าของพวกเทวนิยม และโดยปรมัตถ์คือสถานที่ๆ ตนยึดว่าเป็นแดนสุข ตามอัตตะ ตามสัญญายนิจจานิ โดยจิตตนกำหนด ว่านี่คือสวรรค์ พระเจ้าเป็นเช่นนี้ แต่ Hell คือสถานที่ๆ ตนยึดเป็นความทรมาน แต่ก็มีที่ยึดว่า hell นี้คือ สวรรค์ก็ได้ ตนเองต้องได้กระแทกกระเทือนจึงได้สุข เป็นมาซูคิส (m asochism) แต่พวกซาดิสม์ ( sadism) ต้องได้เห็นความกระแทก ก ระเทือนแรงนอกตัว เป็นจิตอำมหิต ก็เร ิ่ มจากซาดิสม์หนักเข้าก็มาซูคิส คนพวกนี้จะทรมานทำร้ายตนเอง อาการหนักหนาสาหัสมาก จะมาซูคิสหรือซาดิสม์ก็คือ hell คุณ 8705 ตราบใดที่คุณยังมี Be Hell On ตลอดเวลาไม่เสื่อมคลาย ไม่เข้าใจว่าตนต้อง Be Hell Off บ้าง ทำไม่ได้เลย ก็สั่งสมความเป็น Be Hell On ในอารมณ์ที่ไม่ดี ตั้งแต่อ่อนๆ เบาๆ จนแรงใส่ใจตนไปตลอดเวลา โดยเฉพาะสัมผัสโพธิรักษ์แล้วมัน Be Hell On ตลอดเวลาเลย อัตตาของคุณก็สั่งสม Hell ให้ตนตลอดเวลา ไม่สามารถลดละได้เลย ชิงชังเกลียดชังไปเรื่อยๆ คนผู้ Be Hell On จะมีความเห็นอะไรพบอะไรก็ไม่ชอบใจก็สั่งสม Be Hell ตลอดเวลา คือคนสร้างอัตตาให้มี Hell ตลอดเ วลา Hell คือสภาพที่มีความทุกข์ทรมานตั้งแต่หยาบใหญ่จนละเอียด เมื่อไม่ศึกษาอัตตาก็น่าสงสาร พวกที่ตีทิ้งอัตตา ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่อัตตา คนไหนไปคิดไปยุ่งกับอัตตาคือพวกนิรัตตา อย่างนี้ก็คือตีทิ้งอัตตาจะเข้าไปถึงอัตตา คือไม่มี “อัตตสัมปทา” ซึ่งเป็นแสงอรุณ ที่จริง คุณ 8705 มีอัตตากับ อาตมา ตลอดเวลา มาทุ่มถีบกระแทก อาตมา ตลอดเวลา แต่ อาตมา ก็รับ อย่างเด็กๆ ถีบ อาตมา มาก็ไม่ถือสา ก็รับ ถ้าคุณ 8705 ไม่รู้ถึงสภาพที่เป็นความมี เป็นอัตตา ตนต้องมีญาณอ่านในตน แต่ถ้าไม่มีก็คือคนที่อนัตตา คือไม่มีอัตตาจริงๆ เลยไม่ว่าอัตตาลักษณะใด ไม่มีภาวะแห่งอัตตาเลย ถ้ามีญาณปัญญา จักษุ อ่านได้จริงทุกขณะที่สัมผัส ในทวาร 5 ก็เกิดวิญญาณ คือธาตุรู้ ผู้ใดไม่ได้ศึกษาวิญญาณ ซึ่งมีอัตตาอยู่ ซึ่งอัตตาอยู่นอกวิญญาณไม่มี คือไม่ศึกษาจิตในจิต ไม่รู้จักสราคะ สโทสะ สโมหะก็ไม่รู้จักอัตตาของตน ก็ไม่สามารถทำอัตตาออกได้ ทำเนกขัมมะไม่ได้ จนกว่าจะรู้ว่าตนมี และจะรู้ว่ามีหรือไม่มีก็ต้องตรวจสอบ โดยเฉพาะนามธรรมขั้นอัตตา มี “ลักขณรูป” อย่างไรที่คุณยังสะสมให้มันเกิดอยู่ โดยตนไม่รู้ แต่ถ้ารู้ได้ก็รู้สักกายะแล้วล้างมันได้ แต่คนไม่รู้ก็ไ่ม่รู้ มันเกิดแล้วมันก็ต่อเนื่องเป็นสันตติ จะรู้ว่ามัน “ชรตา” คือดูเหมือนมันเสื่อมแต่ไม่หมด มันอนิจจตา คือมันไม่เที่ยง คุณจะไม่รู้รายละเอียดของลักขณะรูปใน รูป ๒๔ คุณจะไม่รู้ อปจยะ คือการไม่สะสม คุณอุปจยะตลอดคือสะสม คุณจะไม่รู้ใน วิการรูป จะไม่รู้ลักษณะของอุปาทายรูปในรูป ๒๔ ซึ่งเป็นลักษณะเบาบางมาก (ลหุตา) มีมุทุตา คือจิตที่ไม่อยู่กับที่เป็น kinetic energy พร้อมทั้งเอาออกได้เร็วมากเลย ปรับได้ง่ายรู้ได้เร็วไว้ คือมุทุภูตธาตุ หรือมุทุตา และมีกัมมัญญตา มีกรรมกิริยาเป็นกุศลเจตสิกตลอดเวลา สุดท้ายก็จะไม่เข้าใจใน วิญญัติรูป ที่ออกมาเป็น กายวิญญัติ วิญญัติ คือเกิดลักษณะของสมมุติขึ้นแล้ว กายวิญญัติ คือออกมาเป็นกายกรรม หรือออกมาเป็นคำพูดคือ วจีวิญญัติ คุณอ่าน “ลหุตาจิต” ไม่ออก คือจิตที่ละเอียดบางเบา คุณอ่าน ธาตุความเพียร ๗ ไม่ออก (อารัพธาตุ, อารัมภธาตุ,นิกกมธาตุ,ปรักกมธาตุ,ถามธาตุ,ฐีติธาตุ,อุปักกมธาตุ ) เป็นนามธรรมละเอียดที่มีทิศทางแรงพุ่งสู่มโนสัญเจตนา คุณ 8705 ถ้าไม่รู้จักอัตตา Hell ของคุณก็ Being on ตลอดเวลา อัตตาแปลว่าอะไร... อาตมา ค้นมาจากพจนานุกรมแล้วเอามาขยายความให้ฟัง...แปลว่า สิ่งที่ยกขึ้นมา สมมุติขึ้นมาในจิตเรา เร ิ่ มต้นมีนิดหนึ่งแล้วคุณวางได้ ไม่มีในสัญญา หรือแม้คุณจำได้แต่ไม่ยกขึ้นมาใช้ แต่ถ้าดึงมาใช้ก็เป็นสัญญาที่ดึงมาใช้ แล้วพอเวลามันมีสภาวะโตใหญ่ก็ดุเดือดทำร้ายมนุษยชาติ อัตตามันมีในตัวคุณแต่คุณไม่เรียน จะเบาบางขนาดไหน ค. ภาวรูป 2 (รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ - material qualities of sex) 10. อิตถัตตะ, อิตถินทรีย์ (ความเป็นหญิง – femininity) คือผู้ที่ยังไม่หยุด ไม่มีเอกัคคตา 11. ปุริสัตตะ, ปุริสินทรีย์ (ความเป็นชาย – masculinity) คือผู้ที่หยุดได้ มี เอกัคคตา เต็มรูป ต้องทำให้ถึงที่สุดเป็นปุริสินทรีย์เป็นกำลังของสัตบุรุษ ง. หทัยรูป 1 (รูปคือหทัย - physical basis of mind) (แปลตามทั่วไปตามพจนานุกรมประมวลศัพท์ฯ) 12. หทัยวัตถุ* (ที่ตั้งแห่งใจ, หัวใจ – heart-base) แต่ อาตมา แปลไม่เหมือนอย่างที่เขาแปล ซึ่งหทัยรูปนั้นไม่ได้หมายถึงหัวใจที่เป็นรูปอยู่ที่หัวใจห้องที่ ๔ มีน้ำเลี้ยงสีน้ำเงิน แต่ที่จริงหทัยรูปคือนามธรรม เอกจรัง ทุรังคมัง อสรีรัง ต้องรู้ได้ด้วยอาการ ลิงค นิมิต ซึ่งถ้าไม่มีผัสสะ อาการจะไม่เกิดให้รู้ได้เลย แม้เข้าไปลึกถึงจิตที่ไม่เกี่ยวกับทวารนอก เมื่อคุณยังไม่ปรินิพพาน คุณก็มีสัญญา แต่ถ้าคุณไม่ดึงออกมามันก็ไม่ออก หรือคุณไม่สามารถดึงออกมันก็ไม่ออก ถ้าคุณไม่ดึงเลย แต่คุณมีกำลังแห่งความสามารถที่จะไม่ใช้สัญญาใดๆก็ได้ คุณอยู่เหนือสัญญา คุณไม่สัญญาว่าเป็นเราเป็นของเรา คืออตัมยตา คืออมตบุคคล จะเป็นก็ได้ไม่เป็นก็ได้ มีก็ได้ไม่มีก็ได้ นี่คือสูงสุด คุณมีเองจะรู้ได้เอง หทัยรูปนั้นมีที่ตั้งเป็นนามธรรม ไม่มีที่ตั้งที่รูปธรรมเลย ไม่ใช่อยู่ที่หัวใจ แต่อยู่ที่นามธรรม อยู่ไหนก็ได้ แต่เป็นตัวเราเป็นของเรา “มมัง”หรือ “มม” จ. ชีวิตรูป 1 (รูปที่เป็นชีวิต - material qualities of life) 13. ชีวิตินทรีย์ (อินทรีย์คือชีวิต - life-faculty; vitality; vital force) แม้จะเป็นสภาพของรูปที่เกิดชีวะ มีอาการของนามและรูป เป็นสังขารที่ประกอบด้วยวิญญาณและกาย มีองค์ประชุมคือสัญญาและใจ นี่คือชีวิตรูปแล้ว เป็นอุปาทินกสังขาร พีชะเป็นอนุปาทินกสังขาร เป็นชีวิตแต่ไม่สมบูรณ์ มีเครื่องอาศัยเป็นอาหารรูปต่างจากสัตว์ สัตว์กับพืชก็รับอาหารต่างกัน ถ้ากวฬิงการาหาร พีชะก็รับไปสังเคราะห์โดยไม่มีรส มีแต่สัญญา ซื่อสัต ย์ มาก ไม่บิดเบี้ยว อันนี้ใช้ก็รับ อันนี้ไม่ใช ้ ก็รับ ถึงขนาดนั้นคนก็ยังบังคับ DNA ได้ให้มันรับสิ่งที่ไม่เคยรับ แต่ตัวมันเองนานมากว่า DNA มันจะเปลี่ยนแปลง ฉ. อาหารรูป 1 (รูปคืออาหาร - material quality of nutrition) 14. กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว, อาหารที่กิน : edible food; nutriment) คุณรู้ไหมว่ามันมีอัตตาในนั้น ช. ปริจเฉทรูป 1 (รูปที่กำหนดเทศะ : material quality of delimitation) 15. อากาสธาตุ (สภาวะคือช่องว่าง : space-element) คือตัดขาดรูป สิ้นรอบเลยขาดสูญ ญ. วิญญัติรูป 2 (รูปคือการเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย : material intimation; gesture) 16. กายวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยกาย : bodily intimation; gesture) 17. วจีวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยวาจา : verbal intimation; speech) ฏ. วิการรูป 5 (รูปคืออาการที่ดัดแปลงทำให้แปลกให้พิเศษได้ : material quality of plasticity or alterability) 18. (รูปัสส) ลหุตา (ความเบา - lightness; agility) 19. (รูปัสส) มุทุตา (ความอ่อนสลวย : elasticity; malleability) 20. (รูปัสส) กัมมัญญตา (ความควรแก่การงาน, ใช้การได้ : adaptability; wieldiness) 0. วิญญัติรูป 2 ไม่นับเพราะซ้ำในข้อ ญ. ฏ. ลักขณรูป 4 (รูปคือลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด : material quality of salient features) 21. (รูปัสส) อุปจย (ความก่อตัวหรือเติบขึ้น : growth; integration) 22. (รูปัสส) สันตติ (ความสืบต่อ : continuity) 23. (รูปัสส) ชรตา (ความทรุดโทรม : decay) 24. (รูปัสส) อนิจจตา (ความปรวนแปรแตกสลาย : impermanence) แม้แต่ความว่างความสูญในอุปาทายรูปคุณรู้หรือไม่ มีญาณหยั่งรู้ถึงรูป และที่เป็นแม้อุปาทายรูปที่ละเอียดไปถึงอรูปคุณได้รู้จริงไหม ว่าจิตของคุณว่างจากสิ่งเหล ่ านี้ คุณเอาตัวช้างออกจากพวยกาได้หรือไม่ แล้วคุณเอาหางช้างออกได้เกลี้ยงหรือไม่ เราไม่สับสนว่าช้างคือเรา เราคือช้าง เราก็อยู่กับช้างได้ตลอดเวลา

พ่อครูเปิดเผยการหมดความยึดอัตตา พ่อครูได้อ่าน sms วันที่ 20 ก.ค. 56 ของคุณ 0888705xxx ว่า...คำโกห ก มีอยู่จริง แต่คำโกห ก นั้นไม่จริง! ฉันใด..โอฬาริกอัตตา, มโนมยอัตตา, อรูปอัตตา..ก็มีอยู่จริง (โดยสมมุติ) แต่ว่า.. อัตตาทั้ง 3 นี้ย่อมล้วนไม่จริง! (โดยปรมัตถ์) ฉันนั้น! OKไม๊จ๊ะ? แต่อาศัยว่าชาวบ้านที่มากินมังสวิรัตตามพธร.นั้น, ส่วนมากเป็นคนซื่อๆไม่ค่อยมีปัญญา จึงไม่รู้ว่า ก่อนหน้านี้ 79 ปี ก็ไม่เคยมีเสด็จปู่พธร. และหลังจากนี้ 72 ปี เมื่อพธร.ตายแล้ว..ก็ย่อมจะไม่มีเสด็จปู่พธร.เหมือนกัน! สรุปว่าอัตตาของ พธร.มีอยู่จริง (แค่ 151 ปีเท่านั้น!) แต่ว่า..อัตตาของพธร.นั้นย่อมไม่จริง! เหตุเพราะไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้ตลอดกาลนาน เป็นอกาลิโกเช่นเดียวกับปรมัตถธรรมได้! พุทธเจ้าจึงสอนไม่ได้อยู่ 3 เรื่อง! คือ1. สอนคนโกงไม่ให้โกง! 2. สอนคนหน้าด้านให้มียางอาย! 3. สอนเดียถีย์ที่มิจฉาทิฐิ เช่น เทวทัตและสาวกของเทวทัต (ที่ยังหลงเหลืออยู่ถึงปัจจุบันนี้).. ให้กลับกลายเป็นสัมมาทิฐิได้! สรุปว่าพธร.ก็ลองพิจรณาดูเองก็แล้วกัน..ว่าตัวเองเป็นคนประเภทไหน! ถามว่าพ่อครูเป็นคนประเภทไหน.... พ่อครูตอบว่า...อาตมาเป็นคนประเภทที่รู้จัก “ความเป็นอัตตา” จริง และรู้แจ้งเห็นจริงด้วยสัมมัปปัญญาอันวิเศษของตน รู้ว่า “ อัตตา ” ของตนสิ้นแล้ว ไม่มีอยู่จริงเพราะมัน “ อนัตตา ” จริง มันไม่ใช่ “ อัตตา ” ตามที่คุณ 8705 ว่าไว้นั่นแหละ อาตมาเห็นแล้วว่ามันไม่ใช่ “ อัตตา ” เพราะอาตมาล้าง ” อัตตา ” ของตนเองได้หมด จึงจบสำเร็จแล้ว “ อัตตา ” มันไม่ใช่ “ อัตตา ” เรา มันเป็นของสมมุติ เพราะฉะนั้นจึงรู้แจ้งว่าผู้ยัง “ มีอัตตา ” อยู่คืออย่างไร เพราะตนเองรู้ว่าการ “ หมดอัตตา ” มันเป็นเช่นนี้ จึงรู้ว่าคนที่ยัง “ มีอัตตา ” อยู่คือคนเช่นไร และรู้ไปถึงว่าคนที่มี “ อัตตวาทุปาทาน ” คือคุณ 8705 ไง! นี่คือคำตอบ ตอบอีกครั้งว่า ( ถามว่า อาตมา เป็นคนประเภทไหน....) อาตมา ตอบว่า...อาตมาเป็นคนประเภทที่รู้จัก “ความเป็นอัตตา” จริง รู้ทั้งโอฬาริกอัตตา_มโนมยอัตตา_และได้ปฏิบัติจน “หมดสิ้นอัตตา” ได้จริง อย่าหาว่าอาตมาอวดอุตริมนุสธรรมเลย พระพุทธเจ้าสอนไว้ในพรหมชาลสูตร อะไรไม่ใช่ก็กล่าวแก้ อะไรใช่ก็บอกว่าใช่ หรือแม้แต่ในอภิณหปัจจเวกข์ ข้อที่ 10 ถ้าใครถามว่า อาตมามีอุตริมนุสธรรมในตนหรือไม่? ถ้าใครอยากรู้ก็บอกเขาไปเลย อย่างไม่ได้ขัดคำสอนของพระพุทธเจ้า อาตมาเป็นคนประเภทนี้ก็ตอบอย่างจริงใจ ด้วยเมตตา ไม่ได้โกรธได้เคือง ไม่ได้ติดใจถือสาแต่อย่างใด คุณจะตู่อาตมาจะย่ำยีอาตมาเป็นเดียรถีย์ก็ไม่ได้ติดใจ เพราะอาตมารู้ว่าคุณพูดด้วยพยัญชนะภาษาเท่านั้น เพราะอาตมารู้และเข้าใจว่าคุณมียิ่งกว่า “โปฐิละ” (พระใบลานเปล่า) แต่อาตมาคือ “โพธิรักษ์” จริง แต่คุณสิเป็น “โปฐิละ” แท้จริงเลย ยิ่งกว่า “ฤาษีกินเหี้ย” ...ก็เขา( 8705 )พูดมาเองเรื่อง “ฤาษีกินเหี้ย” และตนเองก็ปิดประตูอยู่ในรูไม่รู้อะไรอยู่ในนั้น ขออภัยที่อาจรู้สึกว่าพูดแรงไปหน่อย ยืนยันว่าอาตมาเป็นคนที่รู้จักอัตตา ทั้งโอฬาริกอัตตา_มโนมยอัตตา_อรูปอัตตา และก็ได้ล้างอัตตาทุกอย่างสิ้นเลย จึงสบายทุกวันนี้ วันนี้ตั้งใจอธิบายเรื่องอัตตา ถ้าคุณ 8705 มีสุสูสัง ลภเต ปัญญัง ก็คงจะได้เกิดปัญญาได้ ต่อไปจะพูดเรื่องอัตตา ๓ ความผู้อมตะแล้วจะมีอัตตาหรือไม่ก็ได้ “อตมฺมยตา” (สำเร็จอัตตาด้วยตนเอง) และไม่ติดยึดในความเป็นอัตตาของตนเองจริงๆ เพราะรู้แจ้งอัตตา มีอัตตาเฉพาะอาศัย ไม่ลึกลับในความเป็นอัตตา คือมีอรหัตตผล มีอัตตาอย่างสูงสุดแล้ว โดยไม่ลึกลับแล้ว (อรหัง) รู้แจ้งแทงทะลุความเป็นอัตตา ทั้ง โอฬาริกอัตตา_มโนมยอัตตา_อรูปอัตตา โอฬาริกอัตตา คือ อัตตาหยาบ, อรูปอัตตา คือ อัตตาละเอียด เป็นสองขั้วใหญ่ๆ จะต้องรู้ตั้งแต่หยาบ_กลาง_ละเอียด ต้องเรียนรู้ความมีอัตตาของตนคืออย่างไร คนเราต้องเรียนรู้แต่เบื้องต้นก่อน ต้องรู้ตัวช้าง ส่วนไหนของช้างตั้งแต่หยาบเสียก่อน แล้วก็จัดการกับความเป็นช้างของตนเอง อย่างนี้จึงล้างออกแล้วเป็นสิ่งที่อาศัย ก็จะเหลือของละเอียดไปตามลำดับ จากสักกายะมาเป็นอัตตาก็ลดละลงไป ตามล้างไปเรื่อยๆ จนเหลือหางช้างเป็นอรูปอัตตาก็ล้างอรูปอัตตาอีกให้เกลี้ยง เป็นผู้ไม่มีอัตตาของตน แต่เป็นผู้ที่ไม่ลึกลับในอัตตา เป็นอรหัตตา ถึงขั้นอรหันต์ ไม่ลึกลับจนถึงที่สุด จบ แต่เมื่อเรายังรู้ว่าตนเองยังมีอยู่ก็ต้องมี “อาหารรูป” คือสิ่งอาศัย ทั้งหมดคือ กายและใจ กายคือองค์ประชุม ทั้งดินน้ำไฟลมและอากาศและวิญญาณ จะไม่พรากจากกันจนกว่าจะปรินิพพาน ผู้เป็นอรหันต์จะไม่พรากธาตุ ๖ นี้ท่านมีไว้อาศัย แต่ไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา ท่านจบแล้ว และที่คุณ 8705 ว่าย้อนเอาคำพ่อครูมาว่า 0888705xxx ว่า… คำโกห ก มีอยู่จริง แต่คำโกห ก นั้นไม่จริง! ฉันใด..โอฬาริกอัตตา, มโนมยอัตตา, อรูปะอัตตา..ก็มีอยู่จริง (โดยสมมุติ) แต่ว่า..อัตตาทั้ง 3 นี้ย่อมล้วนไม่จริง! (โดยปรมัตถ์) ฉันนั้น! OKไม๊จ๊ะ? พ่อครูว่า...ผู้ใดเห็นว่าคำโกหกไม่จริง คนนั้นก็ต้องไม่โกหกตลอดกาลนาน และที่โกหกมาแล้ว ก็รู้แล้ว จบ ตั้งแต่อรหันต์แท้ๆ นั้นหยุดเลยคำโกหก และคำโกหกจะไม่เกิดในตนตลอดกาล ตอบได้เลยว่า อาตมา รู้จักคำโกหกดี อาตมา เคยโกหกมาก่อน รู้จักว่าเป็นเช่นใด อย่างหยาบ_กลาง_ละเอียด อย่างใด แม้โกหกด้วยเลห์เล็กน้อย โกหกอย่างกระปริปกระปรอย โกหกตั้งแต่โคโล (เบ้อเร่อเท่อ) คอลอ (ย่อมลงมาอีก) แคแล (เล็กแล้ว) คีลี (แทบจะไม่มีเหลือ) ไม่แม้แต่คีลีซึ่งเป็นภาษาอีสาน นี่คือลักษณะนามของภาษาอีสานที่มีเยอะ ไม่มีเลยล้างด้วยอรูปฌาน 4 มันว่างจริงหรือเปล่า ว่างคืออย่างไร วิญญาณสะอาด และสะอาดอย่างแข็งแรงมั่นคง ก็ทบทวนของตนเอง เศษน้อยที่จะไม่ให้มีในจิตวิญญาณ ให้มันสะอาดมันว่างจนมันไม่มีเลย อากิญจัญญะนี่ ทวนแล้วทวนอีก ในเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา กำหนดในปัจจุบันทุกปัจจุบัน ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ๆ ไม่ขาดตกบกพร่องๆ เลย มันเป็นสมบัติสมบูรณ์ พิสูจน์ทุกปัจจุบันจะมาอีกกี่ร้อย กี่หมื่น กี่พัน กี่แสน กี่ล้าน อาการ ล้านประส บ การณ์ เราก็แน่ใจว่าอนาคตของเราเป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) สูญแม้ในเวทนา 108 จริง จบกิจ เป็นกตญาณ ถ้าคุณพลาดก็หน้าแตกเองนะ พระอรหันต์ท่านจะทำอย่างไม่ประมาท ไม่งั้นหน้าแตกไปนานหลายล้านชาติ เป็นอันตรายอันแสบเผ็ดแม้เป็นอรหันต์ขีณาสพ อรหันต์จะไม่มีจิตอยากอวด จนกว่าจะมั่นใจ อย่างเช่น อาตมา อวดอุตริมนุสธรรมเช่นวันนี้ อวดก็ต้องมั่นใจ อาตมา ว่า..ไม่เคยเอาตัวเองออกมาบรรยายอวดอุตริมนุสธรรมอย่างแน่นอนจริงจัง แต่วันนี้มันวันอะไรไม่รู้ วันอายุย่างเข้า 80 ปี นับอายุได้ 79 ปี 1 เดือน 18 วัน โอ้โห!! ชัดเจน เพราะอาตมาเข้าใจในเลข 1 กับเลข 1 จริง คือ อาตมา จะต้องก้าวเข้าสู่เลข 8 อาตมาอยู่ 7 น่ะ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือถึงขั้นก้าวหน้า แสดงว่าอาตมานี่มียีนที่อาตมาเลยแล้ว จาก 7 ขึ้น 8 แล้ว ซึ่ง 1 คือฐานของอาตมา 8 นี้คือการก้าว ในธาตุแห่งความเพียรนั้น 1 คือ "ธิติธาตุ" ส่วน 8 คือเป็นตัวเร ิ่ มคือ "อุปักกมธาตุ" เป็นแกนหลัก เป็น Falcrum เป็นแรงที่จะพุ่งไปตาม "ถามธาตุ” (กำลัง) ที่จะเป็นศรที่กำลังจะพุ่งออกจากแล่งเดินต่อไป คำตอบของ อาตมา ที่ว่าคำโกหกมีจริง แต่คำโกหกไม่จริงนั้นถูกต้อง และ อาตมา เคยโกหก เคยมีคำโกหก และได้ศึกษาคำโกหก แต่ได้ทำใจให้แข็งแรง(สมาหิตัง) จนคำโกหกจะไม่มีใน อาตมา ไปจนนิรันดร นี่คือไม่มีอัตตา ถ้าโกหกก็คือมีอัตตา อาตมา ได้ศึกษาแล้วว่า มันคืออกุศลจิตแท้ๆ ไปทำทำไม ไม่ต้องโกหกก็อยู่สบายไปรอด และโดยเฉพาะไม่ต้องฝืนด้วย นี่คือไม่มีอัตตา แต่คุณเองคุณมีอัตตา แล้วคุณอ่านอัตตาของคุณสิ ถ้าอ่านออก ทำการล้างอัตตาแล้วคุณจะหมดอัตตาได้ คุณจะจบคำว่าไม่ใช่อัตตา เมื่อคุณไม่มีอัตตาแล้ว หมดอัตตาแล้วคุณจึงจะพูดว่า "อัตตาไม่ใช่อัตตา" ได้ คนที่ยังล้างอัตตาไม่สิ้นจริง ไม่ถึงอรหันตผล จนมีกตญาณแท้จริง คุณพูดอย่างไรก็ไม่จริงหรอก เพราะยังไม่จบสิ้นเป็นกตญาณ คุณบอกว่าจบแล้ว พระพุทธเจ้า สอนว่า "สัพเพ ธัมมา อนัตตา" คุณจะต้องมีอนัตตาให้ได้ก่อน คุณอธิบายอนัตตาเป็นตัวต้นเท่านั้นซึ่งไม่ใช่ อนัตตาเป็นตัวปลาย เป็นตัวจบสุด แต่เอาเถอะคุณจะเอาอนัตตาเป็นตัวต้น ซึ่ง อาตมา ก็เข้าใจคุณ เมื่อคุณยอมรับว่าคุณมีอัตตาตัวต้น แล้วคุณกำจัดอนัตตาตัวต่อไปของคุณให้จริงสิ คุณรับเองนะว่าคุณมีอัตตาตัวต้น คุณพูดเอง อาตมาจำได้ ซึ่งคุณเคยพูดเองว่าคุณก็ยังมีอัตตาตัวต้นอยู่ อาตมายังเก็บ sms ไว้อยู่เลย เก็บไว้เฉพาะของคุณเลยที่ส่งมา ถือว่าคุณเป็นคนที่มีประโยชน์ต่ออาตมาคนหนึ่ง เป็นอุปกรณ์ให้อาตมาใช้ทำงานศาสนา หลายอย่างไม่ได้ค้นคว้า ก็ขอบคุณที่ค้นมาให้ดู หลายอย่างก็ทำให้ได้ประโยชน์อาตมาไม่ได้รังเกียจหรอก และที่ว่า สรุปว่าอัตตาของพธร.มีอยู่จริง(แค่151ปีเท่านั้น!) .... ถ้า อาตมา อายุไปถึง 151 ปีก็จะมีอัตตาไว้อาศัยไปอีกถึง 151 ปี (ฟังคำว่าอาศัยให้ดีนะ) ซึ่ง อาตมา ว่า...ใน 151 ปี จะมีอัตตาช่วงต้น 36 ปีแรกยังไม่ได้ทำลายอัตตาไม่ได้ล้างอัตตา แต่ตอนนี้มาเป็นโพธิรักษ์แล้ว ได้ล้างอัตตาไปหมดแล้ว ซึ่ง 36 ปีนี้เป็นอัตตาแบบ "ลิงลมอมข้าวพอง" ซึ่งท้าวความไปถึง พระพุทธเจ้า ท่านก็มีอัตตาลิงลมอมข้าวพองไป 35 ปี ซึ่ง อาตมา ก็มีอัตตาแบบนี้มา 36 ปี พอพระพุทธเจ้าเลย 35 ก็มาเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ส่วน อาตมา ก็เลย 36 ปีก็เป็นโพธิสัตว์ แล้วก็อาศัย อัตตานี้ทำงาน เป็น “อตมฺมยตา” อาตมา ก็ทำงานไปจนกว่าจะอายุถึง 151 ปีถ้า อาตมา เก่งจะรักษาขันธ์ไว้ ถ้าไม่ถึงก็จบ รู้ว่าเรามีเวทนา_สัญญา_สังขาร_วิญญาณ เป็นเราหรือเราเป็นเวทนา_สัญญา_สังขาร_วิญญาณ หรือไม่ เช่น วิญญาณมันจะเป็นเราหรือไม่ สมมุติว่าถ้าธาตุรู้หรือวิญญาณของคุณ 8705 ที่ส่งมาแสดงออกมาสัมผัส อาตมา ส่งมาทาง sms ให้ อาตมา รู้ได้ แล้ววิญญาณของ 8705 ที่จะมาทิ่ม อาตมา ยิ่งกว่าหนามทุเรียนทิ่มแทงทุกด้าน อาตมา จะรับวิญญาณของ 8705 เข้ามาเป็นเรา รับมารู้สึกว่าเขามาเสียบเรานิดหน่อยหรือมาก แต่ก็เสียบไม่เข้าเลย ไม่รู้สึกเจ็บไม่รู้สึกว่าระคายผิวเลย แม้วิญญาณอันแหลม หนามยิ่งกว่าทุเรียน มาทิ่มอย่าง อาตมา อย่างแรงทุกมุม ก็ไม่ระคายผิว ก็ไม่ได้รับ เวทนา_สัญญา_สังขาร_วิญญาณ มาเป็นเราเป็นของเราเลย ที่คุณสัญญามาว่าจะเสียบก็เสียบไม่เข้า ไม่ระคายผิวเลย จึงมีแต่อุเบกขาเวทนาทั้งๆที่รู้ว่าเขาเสียบ ทั้งเราไม่เป็นแบบคุณ อาตมา ไม่เคยไปใช้ เวทนา_สัญญา_สังขาร_วิญญาณ ไปเสียบคุณ มีแต่อธิบายธรรมะให้เป็นอาหารที่เป็นกุศลแก่คุณ คุณรับไปบริโภคบ้างหรือไม่ อาตมา ให้คุณอาจเข้าหู แต่ปิดประตูใจไม่ให้เข้ามันเลยไม่เข้า อาตมา ก็ว่า...เปิดนิดหนึ่งนะ อยากเข้าไปในใจคุณ เอาไปไว้ในใจคุณหน่อยเถอะ (นี่โรแมนติกไหม) นี่ใช้นัจจะคีคะวาทิตะนะ นี่เป็นวรรณกรรม _ สู่แดนธรรมถามว่า … เขากลัวเสียหน้าหรือไม่? พ่อครูว่า...เขากลัวเสียอัตตา ซึ่งมันรวมทั้งหมด แต่แค่เสียหน้าที่เป็นส ิ่ งประเจิดประเจ้อก็ถูกแล้ว แต่จริงๆ ทุกอย่างนี่ คืออัตตา พูดไปก็ขออภัยอีกทีอาจหยาบไปหน่อย แต่ก็คือการสื่อ กาทั้งหลายได้กินหรือไม่? นี่คือการตีงูให้กากิน มาลงลึกใน อัตตา 3 ชีวิตของอมตบุคคลจะอยู่กับมโนมยอัตตา คือสำเร็จด้วยจิตของเราเอง ตามพระพุทธเจ้าสมมุติ และที่สมมุติเองในสิ่งที่เป็นกุศล แต่ต้องรู้ว่ากุศลหรืออกุศลชัดเจน ไม่มีเจตนาร้าย แม้จะใช้สำนวนแหลมคมใส่คุณ 8705 บางครั้งจะถือว่าแรง ว่าหยาบก็ได้ ก็ได้ขออภัยแล้ว โอฬาริกอัตตา คือส ิ่ งหยาบต้องรู้ก่อน ต้องเกิดจาก ทวาร 5 จึงเรียกว่า "รูปกาย" ประกอบด้วยมหาภูตรูป เรียนรู้จากสัมผัสเป็นวิญญาณที่เป็นธาตุรู้องค์รวมที่มีเจตสิก 3 คือ เวทนา สัญญา สังขาร ต้องศึกษาความเกิดตั้งแต่หยาบก่อน และในหยาบก็รู้ให้สุดได้เหมือนกัน แล้วจะรู้หยาบ_กลาง_ละเอียดของหยาบ และไปถึงหยาบ_กลาง_ละเอียดของกลาง แล้วไป หยาบ_กลาง_ละเอียดของละเอียด แล้วก็หมดละเอียดของละเอียด เป็นณิปุนา คือนิพพานแล้ว โอฬาริกอัตตานั้น พระอนาคามีศึกษาในกามภพ จบกิจในกามภพ คือทวาร 5 กระทบอะไรๆ พระอนาคามีย่อมไม่ปรุงแต่งร่วมกับอันนั้นแล้ว เหลือเศษภายในเป็นกายในกายของตน เป็นเวทนา สัญญา สังขารในตน เป็นหลักประกันว่าอนาคามีจิตจะไม่แสดงอกุศลภายนอกทางทวาร 5 แน่นอน จนสุดท้ายเป็นอรหันต์ก็จะลบอีกทั้งรูปอัตตาและอรูปอัตตา สิ้นหมดเลย ในภวตัณหา ที่มีรูปภพ อรูปภพ มีอวจรในกามภพ แต่ก็มีในภายในแล้วล้างรูปภพ เมื่อล้างรูปภพก็เหลืออรูปภพ แล้วล้างอรูปภพก็เป็นอรหันต์ แม้อรูปจิตก็ไม่เกิดอีกจริง แต่ถ้ายังเกิดอยู่ก็เป็นอรหันต์ตกหล่นอยู่นะ เกิดนิดหนึ่งก็เป็นของคุณอยู่นะ ผู้ใดปฏิบัติผิดไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ไปเอาหางช้างออกก่อน คุณจะไม่ละเอียดหรอก และทำไม่ได้จริง แต่ถ้าสมมุติคุณเป็นอนาคามีแต่ชาติก่อน คุณก็มาเรียนรู้หางช้างได้เลย ผู้อมตบุคคลอย่างโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้า เมื่อมาเกิดอีกทีจะถูกโลกีย์หุ้มห่อไปตามธรรมชาติยังไม่เป็นตัวของตัวเองและมีเรื่องกรรมวิบากมาร่วมด้วย ผู้สยังอภิญญาหรือสยัมภู นั้น ใน 35 ปีของพระพุทธเจ้าก็ไม่เป็นตัวของตัวเอง ท่านจะเป็นตัวของตัวเองตื่นเต็ม ในวันตรัสรู้ มีพุทธการ ก ธรรม ท่านได้แล้วอย่างสมบูรณ์แล้ว ได้แล้วก็มาทบทวนตัวเอง เสวยวิมุติอยู่ 49 วัน ท่านก็ทบทวนคุยกับเทวดาของท่านตลอด 45 วัน จากนั้นไปท่านก็ไม่มีสมมุติที่เป็นลิงลมอมข้าวพองอีกเลย แต่ก่อนนั้น 35 ปีท่านก็ไม่รู้ว่านี่คืออัตตา แล้วอรหัตตาของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร อรหัตตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แต่พอตรัสรู้ก็ดึงเอามาใช้ได้หมดเลยในเวลาไม่กี่ชม. แต่ อาตมา ต้องใช้เวลาดึงเอาเพชรออกมาใช้ ซึ่ง อาตมา ยังมีอีกมากที่ดึงออกมาใช้ไม่หมด ผู้ที่มีอัตตาเป็นเครื่องอาศัยเท่านั้น มีขันธ์ 5 ไว้อาศัย ไม่ใช่เพื่อกาม เพื่อโลกธรรมหรืออัตตา ผู้ที่เป็นอมตบุคคลในมูลสูตร คนจะสนใจศาสนาพุทธต้องมี ฉันทะ ถ้าคุณไม่มีฉันทะก็อย่าเลย ต่อให้คุณมีมิตรดีสหายดี ยัดเยียดให้แต่ถ้าคุณไม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน