560204_รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดยพ่อครูและอ.กฤษฎาเรื่อง นี้ไง โสดาบันและนรกสวรรค์หลังตาย.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข29 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

560204 รายการเรียนอิสระ (ตามสำนึก) โดยพ่อครูและอ.กฤษฎา เรื่อง นี้ไงโสดาบัน และนรกสวรรค์หลังตาย

_อ.กฤษฎาว่า… เปิดรายการโดยการสไกป์จากสันติอโศก ได้ข่าวว่ามีการลงเรือสำรวจเส้นทางในการโดยสารทางลำน้ำมูล พ่อครูว่าตั้งใจจะปลุกชีวิตลำน้ำมูล ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ใสสะอาดสวย ซึ่งน่าจะใช้ประโยชน์ในการคมนาคมได้อย่างดี แต่บัดนี้เงียบเหงา ซึ่งพ่อครูก็ค่อยๆ ทำไป ไม่เผยอะไรมาก _อ.กฤษฎาว่า… นั่นเป็นมิติของการเริ่มต้น _อ.กฤษฎาว่า… ได้คาถาจากพ่อครูไปปฏิบัติ คือ ละ-หน่าย-คลาย-จาก-พราก ซึ่งในเส้นสายของการดำเนินไป จากอวิชชานั้นเป็นปฏิจจสมุปบาท ที่พ่อครูได้อธิบายถึงเรื่องสังกัปปะ 7 ที่มีเรื่องวจีสังขารเป็นเนื้อหาหลัก เทียบเคียงกับการดำริในเรื่องของการปลุกชีวิตลำน้ำมูลนั้น ก็เริ่มมาจากการดำริ ซึ่งน่าจะได้เรียนรู้ในกระบวนการก่อนที่จะมีการกระทำออกไป มีกระบวนการคิดอย่างไรในการสร้าง คิดทำอะไรขึ้นมา พ่อครู ว่า... ในกระบวนการคิดการสร้างการทำอะไร ทำอย่างไรไม่ให้กิเลสเข้าไปร่วมด้วย อาตมาก็คิดอย่าให้กิเลสเข้าไปปรุงร่วม...ขยายความว่า เราจะสร้าง คิด ทำ ปรุงแต่งอะไรมา เราต้องทำความเข้าใจให้ได้ว่า สิ่งที่เราปรุงแต่งนั้นเพื่อตัวเองหรือไม่? เ ราจะไปมีส่วนได้เสียอย่างไร ได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ หรือได้เพื่อความสุข เป็นรสชาติทางกาม ได้สร้างรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ให้ได้สมใจเราในกามคุณ 5 อย่างนี้เป็นต้น หรือตัวลึกคืออยากบำบัดบำเรอใจเราเป็นอัตตา ซึ่งจะได้บำเรอให้เรารู้สึกดี รู้สึกมัน รู้สึกเป็นรสในใจที่สมใจ หรือเรียกว่าลักษณะ มา โซ คิส ซึ่ม masochism คือได้สะใจเรา มันก็ต้องมีการกระทบกระแทกอัตตาตน แล้วเห็นว่าอันนี้เป็นรส สิ่งเหล่านี้ลึกซึ้งยากจะรู้ เราต้องปฏิบัติธรรมให้กิเลสเราลดจนหมด ถ้าเป็นอรหันต์นั้นจะคิด

อ่านต่อ

ทำอะไรก็ไม่เพื่อตนเอง ไม่ได้เพื่อกามหรืออัตตา แต่ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น เพื่อสังคมโลก อันนั้นคือการสร้างสรร ทำอย่างมีมโนสัญเจตนา หรือเป็น อากังขาวจร มีเจตนาที่ต้องการมุ่งหมาย เพื่อ...ทีนี้ถ้าเพื่อคือ มโนสัญเจตนา พระพุทธเจ้าท่านสอนว่ามี 3 คือ 1 . ต้องการเสพกาม เรียก กามตัณหา 2. ต้องการเสพ รูป อรูป เรียก ภวตัณหา 3. การไม่ต้องการให้มีภพ เรียกว่า วิภวตัณหา ซึ่งอันที่ 3 นี้ คิดไม่เหมือนกับที่ท่านทั่วไปในสังคมคิด เขาแปลว่า วิภวตัณหาคือการไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น ส่วนภวตัณหานั้น แปลว่า การอยากได้ อยากมี อยากเป็น ซึ่งเป็นการแปลที่ทำให้คนเฉื่อย คนจะเรียนรู้อารมณ์ไม่เป็น คนจะไม่มีพลังอะไรที่จะพุ่งเพ่งศึกษาจิตอะไรเลย ก็ล้มเหลวแต่ต้นทาง ซึ่ง อาตมา ก็รู้ว่าเขาเข้าใจอย่างนี้กันส่วนมาก อาตมา ว่า ที่เข้าใจอย่างที่ อาตมา เข้าใจนั้นมีน้อย อาตมา ยกอ้างแม้แต่ความปรารถนา ความมีฉันทะ เป็นความต้องการปรารถนาดี แม้แ ต่ พระพุทธเจ้า ก็มีจิต มีมโนสัญเจตนาตัวนี้ จะเรียกว่าตัณหาของพระพุทธเจ้าก็ได้ แต่เป็นวิภวตัณหา เป็นความต้องการที่ไม่มีกิเลส อย่างที่มาร มาอาราธนาพระพุทธเจ้าตอนตรัสรู้ใหม่ๆ ให้ปรินิพพานเสีย ตายเสีย แต่พระพุทธเจ้าว่าเรายังไม่ยอมตายจนกว่า … หากภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นสาวกและสาวิกาของเราจักยังไม่เฉียบแหลม ยังไม่ได้รับคำแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ยังปฏิบัติธรรมไม่สมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรมที่เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว ยังบอกแสดงบัญญัติแต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ และข่มขี่ปรับปวาทะที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อย โดยสหธรรมไม่ได้เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น ฯลฯ . (มหาปรินิพพานสูตร พตปฎ.เล่ม 10 ข้อ 102) โ ดยภาษาก็เห็นว่าท่านมุ่งหมายต้องการ ท่านอยาก ผู้ที่อ่านสภาวจิตไม่ เป็นจะไม่รู้ว่าจิตมีมโนสัญเจตนาอย่างไร มีกาม มีพยาบาทอย่างไร ถ้าไม่รู้ปรมัตถ์เหล่านี้จะพูดไม่ได้ มีแต่ตรรกะ อย่างที่ท่านที่ sms มาแสดงให้เห็นว่าท่านไม่ได้เข้าถึงจิต เจตสิก รูป นิพพาน แต่อย่างใด ไม่ได้ไปว่า แต่อาศัยเป็นนิทาน ในการศึกษา คนที่บรรลุอรหันต์นั้นมีจิตที่จะไม่ทำเพื่อตัวตน ไม่มีกิเลสที่จะมาทำเพื่อ ตัวเองอีกเลย แม้แต่ชีวิตนี้ก็มั่นใจว่าจะอยู่กับสังคม มอบตนให้สังคมเขาเลี้ยงดูไว้ ปรปฏิพัท ธ า เม ชีวิกา (คือชีวิตเราเนื่องด้วยผู้อื่น ให้ผู้อื่นเลี้ยงดูไว้) โดยตัวเองไม่ต้องทำงานสะสมเพื่อตัวเอง แต่ทำงานเพื่อสังคมเท่านั้น ส่วนบริขารองค์ประกอบใช้สอย ก็เพื่อทำประโยชน์ให้สังคม แต่ไม่ได้มีไว้เพื่อบำบัดอารมณ์ตัวเอง ผู้บรรลุจะมีประโยชน์ต่อโลกต่อสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งเขาไม่เชื่อว่าคนแบบนี้มี แล้วเขาก็ดูไม่ออกด้วย เพราะอธิบายอรหันต์อย่างไม่เอาถ่านเลย ดูดาย เฉย นิ่ง ไม่เอาภาระ เลยสุดโต่งไป โดยไม่เข้าใจอรหัตผลแบบพุทธที่ตัดกิเลสได้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเรื่องที่ สันติ (สงบ) ปณีตา (ประนีตลึกซึ้ง) อตักกาวจรา (ด้น เดา เอาไม่ได้ ต้องปฏิบัติเอา) นิปุนา (เป็นขั้นนิพพาน) บัณฑิตเวทนียา (บัณฑิตเท่านั้นที่รู้ได้) แม้จะยากเย็น แต่ก็ยังมีคนสนใจศึกษาจนมีผล เกิดเป็นชาวอโศกเช่นนี้ คนเหล่านี้จะพยายามทำให้เป็นอย่างที่ อาตมา พูดไว้ แต่ตอนนี้ก็ยังถูกต่อต้าน คนเห็นด้วยก็ยังไม่กล้าเปิดเผยกับสังคม ยังคลางแคลงว่าจะบริสุทธิ์ใจ ว่าไม่ได้ทำเพื่อตนเอง ไม่ได้ทำเพื่อหมู่กลุ่มอย่างเดียว ยิ่งลีลาบทบาท อาตมา นั้น เขาจะยิ่งไม่เชื่อเพราะ อาตมา ได้เปลี่ยนแปลงอนุโลม ไปจนเป็นโครงสร้างของชีวิต ที่จะล้างทันทีไม่ได้แล้ว อันนี้เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก ยกตัวอย่างพระพุทธเจ้าที่ท่านมีสังขารอย่างยิ่ง ซึ่งมีผู้แย้งการสังขารมาว่าเป็นอภิสังขาร เขายังแปลอย่างโลกี ย์ แต่ อาตมา แปลอย่างโลกุตระ ยกตัว อย่าง พระพุทธเจ้าท่านเสวยวิมุต 49 วัน ใหม่ๆ ท่านยังไม่มีโครงสร้างของการอนุโลม ยังไม่ได้ตั้งจิตทำงานเพื่อสังคมเลย ส่วนนามธรรมได้ ของท่านเหนือชั้น ส่วนของ อาตมา นั้นยังไม่รู้ว่าจะอยู่ถาวร เหมือนนั่งร้าน พระพุทธเจ้าท่านทำได้เร็วไว ล้างนั่งร้านได้ไว ส่วน อาตมา นั้นทำได้ยากนานกว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสกับพระอานนท์ว่า ให้ปูผ้าให้ใต้ต้นไม้ เราจะพักผ่อนเป็นที่สุดท้าย แล้วท่านก็นอนบนผ้า พระอานนท์ก็สังเกตว่า พระพุทธเจ้าทำไมผิวผ่องจังเลยสะดุดตา จนต้องอุทานออกมา พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสต่อพระอานนท์ว่า เป็นเช่นนั้น ท่านก็อธิบายว่า ที่ตถาคตจะมีผิวพรรณผ่องใสอย่าง ยิ่ งใน 2 ระยะ คือ 1 . ตรัสรู้ใหม่ๆ (เสวยวิมุติยังไม่ตั้งจิตทำงาน) พอเริ่มทำงานก็จะมีโครงสร้าง...จนกระทั่งเสร็จท่านจะวางขันธ์นั้น 2 . พระพุทธเจ้าก่อนปรินิพพาน..คือท่านรื้อนั่งร้านออกแล้ว....เป็นเรื่องลึกซึ้งที่คนจะเข้าใจไม่ได้ ในการอนุโลม...ใครจะเห็นแย้ง จะเอาตำรามาจับ อาตมา แล้วเห็นว่า อาตมา ไม่จริง แล้วยิ่งยุคนี้ อาตมา ต้องปรุงแรง ดีไม่ดีหยาบเลย เพราะเป็นยุคมนุษย์หนังแรด จึงจำเป็นต้องจัดจ้านแรง ก็ไม่ได้พูดแก้ตัว เมื่อเราจะทำงานเพื่อสังคม ก็ต้องล้างกิเลสเรา แม้เราจะปรุงแต่งอะไรกิเลสก็ไม่ขึ้น เพราะเรามีอเนญชาภิสังขาร จิตมีสังขารุเปกขาญาณ เป็นญาณที่รู้จักการสังขาร รู้ว่าจิตเรามีฐานอุเบกขาขนาดไหน เรามีกิเลสมาร่วมด้วยขนาดไหน เราทนต่อสังขารได้ขนาดไหน ไม่เปลี่ยนแปลงได้ด้วย ผู้เป็นสัตบุรุษจะรู้ประมาณ พระอรหันต์นั้นจะยังประมาณไม่ได้ดีที่สุด เป็นอุปกิเลสตัวสุดท้าย แต่โสดาบันขึ้นไปก็จะมีการเห็นแก่ตัวน้อยลงไป เห็นแก่ผู้อื่นมากกว่าตนเอง คิดเป็น 50% เป็นอย่างน้อยที่จะเห็นแก่คนอื่น ส่วนสกิทาคามีจะเห็นแก่ตัวลดลงได้ 75% ยังเห็นแก่ตัว 25% ยิ่งเป็นอนาคามีจะมีเห็นแก่ตัวลดลงไปอีก จนเป็นอรหันต์ก็เห็นแก่ตัว 0% ผู้ที่ศึกษาธรรมะทุกวันนี้ เขาบอกตนเองไม่ได้ว่าตนเองเป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคามี เป็นอนาคามี ไม่ต้องพูดไปเลยว่าเป็นอรหันต์เลอะไปหมดเลย เพราะไม่มีญาณ ไม่มีภูมิอ่านจิตตนเองได้จริง แม้แต่ในเวทนา 108 สรุปแล้วต้องมีญาณหยั่งรู้จิตของตน อย่างโสดาบันนั้นจะมี ญาณ 7 พระโสดาบัน 1 . รู้จักปริยุฏฐานกิเลส (ได้แก่ นิวรณ์ 5 , การวิวาทกันด้วย หอกคือปาก ฯลฯ) แม้ละปริยุฏฯยังไม่ได้ ก็รู้ ไม่มีที่จะไม่รู้ และมีทิฏฐิตั้งปณิธานจิตไว้ เพื่อไปสู่การตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย 2. อริยสาวกเมื่อได้ความระงับเฉพาะตน (ลภามิ ปัจจัตตัง สมถัง ลภามิ ปัจจัตตัง นิพพุตตินติ) เช่น กิเลสอบาย เป็นต้น จะรู้ว่าการเสพการล้าง อารมณ์ได้เป็นอย่างไร จะอ่านออก จะเป็นธรรมะที่ไม่เหมือนใคร จะมีปีติ เราจะพยายาม รักษาให้มากขึ้น เป็นสิ่งวิเศษ ย่อมเสพคุ้น (อาเสวนา) ทำให้มีผลเจริญ (ภาวนา) ย่อมทำให้มากในทิฏฐินี้ (พหุลีกัมมัง) มันจะ มั่นใจเลย ทุกวันนี้เขาปฏิบัติกันแบบบอกตนเองไม่ได้ ต้องให้คนอื่นบอก แล้วก็เข้าข้างตนเองว่าเป็นอรหันต์แล้ว แต่ยังไม่สามารถละกามหยาบๆ ได้แต่อย่างใด 3. อริยสาวกเชื่อมั่นในทิฏฐิเช่นนี้ ไม่ทั่วไปกับสาธารณะปุถุชน หรือไม่อาจ หาทิฏฐิเช่นนี้ได้จากลัทธิอื่นนอกธรรมวินัยนี้เลย คือเป็นคุณสมบัติที่ แตกต่างจากที่เขาได้ เขาได้ลาภยศ เขาได้โลกียรส แต่เราได้โลกุตระรส จะรู้ว่าทางแห่งโลกุตระธรรมเป็นอย่างไร ทั้งอารมณ์ทางจิต และวัตถุทาง โลกคนละเรื่องจากปุถุชน เราวัตถุก็น้อยลง จิตใจก็ปีติ ซึ่งไม่ใช่ปีติอย่าง ปุถุชน ที่ได้ชื่นใจกับลาภยศสรรเสริญสุข แต่ของเราจะลดลงว่างลง มีปีติ เหมือนกัน แต่คนละทิศทาง และในสำนักต่างๆ ที่ได้ธรรมะแบบของเขา ผู้ เป็นโสดาบันก็จะรู้ในความแตกต่างของธรรมะสภาวะที่ได้… 4. อริยสาวกผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ มีธรรมดาของผู้สำนึกรีบออกจากอาบัติ เปรียบเหมือนกุมารอ่อนนอนหงาย ที่ถูกถ่านไฟด้วยมือหรือด้วยเท้าเข้า แล้ว ก็ชักหนีเร็วโดยฉับพลัน 5. อาริยสาวกถึงความขวนขวายในกิจใหญ่น้อยที่ควรทำ ของเพื่อน สหพรหมจารีโดยแท้อย่างไร ถึงอย่างนั้นความเพ่งเล็งกล้าในอธิศีล สิกขา อธิจิตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา ของอาริยสาวกนั้นก็มีอยู่ เปรียบ เหมือน แม่โคลูกอ่อนย่อมเล็มหญ้ากินด้วย ชำเลืองดูลูกด้วย ฉันนั้น ข้อนี้คนส่วนใหญ่ในสังคมเข้าใจไม่ได้ว่า ผู้บรรลุธรรมจะทำงานให้สังคม ไม่ได้หนีสังคม และคุณสมบัติที่บรรลุนั้นจะเหนือกว่าสิ่งที่ทั้งโลกเขาเป็นทาส จะมีเนญชาภิสังขาร ไม่หวั่นไหวเลย แม้อยู่กับโลก และทำทั้งประโยชน์ตน (แม่โคเล็มหญ้า) และประโยชน์ผู้อื่น (ชำเลืองดูลูกด้วย) ข้อนี้เป็นคุณลักษณะสำคัญของพุทธ ไม่ใช่โต่งอย่างเถรวาท ที่บรรลุต้องอยู่ห่างสังคม เป็นฤาษีสมัยโบราณเก่าไปหมด อาตมา พยายามพาเราเข้าสังคม อย่างใน สัทธาสูตร… 1. ศรัทธา (เชื่อถือเลื่อมใสในอริยสัจเป็นต้น) 2. ศีล (ในบริบทที่สูงไปสู่สีลสัมปทา แห่งจรณะ 15) 3. พหูสูต / พาหุสัจจะ (รู้สัจจะบรรลุจริง จนรู้มากขึ้นไม่ใช่ท่องจำได้เป็น learned man เท่านั้น) 4. เป็นพระธรรมกถิกะ (อธิบายสัจธรรม สอนความจริง โดยทำคุณอัน สมควร ก่อนพร่ำสอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง) 5. เข้าสู่บริษัท (สู่หมู่กลุ่มอื่น ไม่ได้หนีสังคม) 6. แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท 7. ทรงวินัย (ยิ่งศึกษาธรรมวินัยพระพุทธเจ้า ยิ่งสูงยิ่งต้องมีวินัย) 8. อยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีในเสนาสนะอันสงัด (จิตผู้ที่บรรลุแล้ว จะยินดีใน ที่สงบสงัด แต่ท่านไม่เสพไม่ติดที่ แล้วท่านจะออกมาทำงานกับสังคม เพราะสังคมขาดแคลน แต่มีจิตอุเบกขา) 9. ได้ตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบากซึ่งฌาน 4 10. ได้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ-ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 10 ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ก่อให้ เกิดความ เลื่อมใสโดยรอบ และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง มาต่อในญาณ 7 พระโสดาบันข้อต่อไป 6 . มีพลังทำประโยชน์ ทำไว้ในใจ กำหนดด้วยจิตทั้งปวง เงี่ยโสตฟังธรรมวินัยของตถาคต อันบัณฑิตแสดงอยู่ จะมีพลังมาก มีพลัง 4 ทำงานให้แก่สังคม เห็นได้ชัดว่าเป็นคนรับใช้สังคม ไม่โลภโมโทสัน อย่างฤาษีกับโสดาบันจะต่างกัน ฤาษีจะหนีออกป่า แต่พระโสดาบันจะอยู่ช่วยสังคม จะเห็นว่าเสียสละ กล้าหาญ คนจะขยัน ทำงานที่ไม่มีโทษ ตัวเองกินน้อยใช้น้อย เวลาทุนรอนที่ไปกับอบายมุขไม่มี แต่มีเวลาทุนรองแรงงานไปสร้างสรร มากกว่าคนโลกียะ สรุปจะรวยกว่าเก่าและจะกล้าเสียสละให้แก่สังคม จะพยายามฝึกตนให้ลดละ ไม่ประมาท โสดาบันจะเห็นชัดเป็นกายสักขี อย่างพวกเรา หลายคนคิดว่าเราคงได้สกิทาฯ เพราะเรามาลดละอยู่ในสาธารณโภคีอย่างกับเป็นอนาคามี แต่ลึกๆจริงหรือเปล่าต้องพิจารณาให้ดี อนาคามีนั้นไม่มีกามภพ แต่เรื่องสมบัตินั้นอยู่กับหมู่นั้นไม่มีก็ได้ แต่เรื่องกามนั้นจะชัดอ่านออกว่าเราเท่าไหร่? ... ถ้ามีคุณสมบัติแท้ๆ ซักแสนคน ถ้าอโศกมีเนื้อแท้เป็นโสดาฯ ซักแสนคน ...คงน่าดู 7 . ได้ความรู้อัตถะ-รู้ธรรม ปราโมทย์ รู้จริงครบถ้วนธรรม (โกสัมพีสูตร ทิฐิที่เป็นนิยายิกธรรม ล.12 ข. 543 - 550 เป็นญาณมีองค์ 7 เพื่อตรวจสอบดีแล้วแก่ผู้แจ้งในผลโสดาบัน) ผู้ที่เป็นโสดาบันนั้นจะมีคุณสมบัติ 8 อย่างคือ - อริยสัจ 4 (สี่ข้อ) - โสตาปันนะ - อวินิปาตธรรม - นิยตะ - สัมโพธิปรายนะ ถ้าได้คุณสมบัติอย่างนี้ซักแสนคน อาตมา จะพาลงเลือกตั้ง ทำงานกับสังคมจะชัดเจน อย่างน้อยปัญญาชนจะเห็นชัด สังคมบ้านเมืองต้องการคนดีไปบริหารบ้านเมือง แต่ตอนนี้อโศกยังน้อยนัก บารมีก็ได้แค่นี้ ซึ่งไม่ได้ล่อหลอก ไม่ประเล้าประโลม และยัง … มีแต่เปิดเผยธรรมะใครเห็นดีก็มาเอา ไม่หาบริวาร ที่จะไปแลกลาภยศสรรเสริญ ไม่ท ำ แน่นอน และ นอกจากจะมีญาณ 7 ต้องอ่าน 8 อย่างนี้ออก คือ อ่านอริยสัจ 4 คือรู้ทุกข์ของโสดาบันคือออกมาจากอบาย รู้เหตุแห่งทุกข์ รู้ภาวะดับทุกข์ ข้อ 5 รู้จิตเจตสิก ที่เป็นนามรูป คือ(เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ) ต้องแยกแยะเวทนาออกเป็นมโนปวิจาร 18 จะรู้จักวิตกวิจาร อ่านเคหสิตะและเนกขัมมสิตะ ของเวทนา ซึ่งเกิดจากการกระทบทางทวาร มีสัญญากำหนดรู้อ่านแล้วก็ไปเป็นปัญญา จะรู้ทั้งเจตนา ที่มุ่งหมายให้เป็นอย่างไร มีเจตนาแล้วก็ปฏิบัติมีผัสสะ และข้อสุดท้ายมีมนสิการ ต้องทำอย่างลงไปถึงที่เกิด ที่ ๆ กิเลสมันเกิด แล้วจับกิเลสได้ตรงต้นตอที่มันเกิด ตั้งแต่ สังกัปปะ 7 (ต ัก กะ วิ ตัก กะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขาร ) เป็นการทำสังขารให้เป็นปุญยาภิสังขารเป็นอภิสังขาร โดยเฉพาะวจีสังขาร ที่จะอ่านออกว่า เป็นเคหสิตะแล้วกำจัดกิเลส ตรงกามสังกัปปะ หรือพยาบาทสังกัปปะ หรือกามวิตก พยาบาทวิตก จิตก็อ่านพฤติกรรมมันได้ แล้วกำจัดตัวกาม พยาบาท ไม่ให้เป็นเหตุให้ไปปรุงร่วม จนเป็นญาณรู้การสังขาร เป็นสังขารุเปกขาญาณ ในโสดาบันก็ต้องรู้วจีสังขาร ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าตนกำจัดกิเลสได้จริงหรือเปล่า? แต่ในโสดาบันก็ไม่ง่าย เราอาจไม่รู้ทันทันที อาตมา มีมโนสัญเจตนาว่าจะอยู่ให้นาน เพราะสงสารประเทศที่มีประชากรที่มีคุณสมบัติของพระพุทธเจ้านั้นน้อยเหลือเกิน แล้วจะหกคะเมนตีลังกาไปตกต่ำมาก มันก็น่าจะมาช่วยกัน....สร้างมนุษย์อาริยะให้ได้ เป็นให้ได้จริง ซึ่งบางทีตอนไม่มีลาภยศสรรเสริญนั้น ก็คิดได้ว่าจะไม่โกงกิน จะช่วยเหลือสังคม แต่พอไปเป็นจริง ก็ถูกโลกธรรมกระแทกกระทุ้งเอา ร้อยล้านไม่เอา ถ้า พันล้านไม่แน่ อย่างลาภยศที่สูงก็เช่นกัน เราต้องทำให้มีคนจริง มั่นใจว่าโลกุตระธรรมพระพุทธเจ้านั้นมีจริง ที่ทำงานทุกวันนี้หัวเดียวกระเทียมลีบด้วย แต่ผู้มีธุลีในดวงตาน้อยก็ยังมีอยู่ ถ้าในบางยุคนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ มีพุทธุปาทกาละ หยั่งดูว่ายังมีผู้มีธุลีในดวงตาน้อยอยู่ ท่านก็ประกาศศาสนา ซึ่งเป็นยุคก่อนกลียุค แล้วมีสหัมบดีพรหม มาอาราธนา ซึ่งเป็นบุคลาธิษฐาน แต่จริงๆ คือ ความเป็นพระพรหมของท่านเอง ที่บอกตัวท่านเอง ...

อาตมา มั่นใจว่าถ้าเราปฏิบัติ 8 อ. โดยเฉพาะข้ออิทธิบาทอย่าคิดว่าตนเองแก่แล้วแก่เลย คนที่ไม่เห็นว่าตนแก่จะแก่ช้า นอกจากคนที่ทำลายตนเอง 1 . จ่ายพลังงานมาก 2 . เอาโรคเข้าตัว แน่นอนว่าต้องเสื่อมต้องทรุดแม้ใจจะไม่อยากแก่ก็ตาม

ผู้ที่ฟังธรรมเพื่อจับผิด พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า ผู้ฟังธรรมเพ่งโท ษ เป็นความเสื่อมข้อที่ 5 ในความเสื่อม 7 ประการ ของชาวพุทธ ความเสื่อม 7 ประการ 1 . ขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุ (ภิกขุทัสสนัง หาเปติ) 2. ละเลยการฟังธรรม (สัทธัมมัสสวนัง ปมัชชติ) 3. ไม่ศึกษาในอธิศีล (อธิสีเล น สิกขติ) 4. ไม่มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุ ทั้งที่เป็นเถระ ผู้ใหม่และปานกลาง เป็นทักขิเนยบุคคล แม้ไม่บรรลุธรรม แต่ท่านอยู่ในศีลในวินัย ปฏิบัติ ธรรมหน้านองน้ำตาทนอยู่ ถือว่าอยู่ในสมณะเพศ ถือเป็นโคตรภูบุคคล [ล.12 ข.518] ธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบากต่อ ไปเป็นไฉน? ดูกรภิกษุ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีราคะกล้าโดย ปรกติ ย่อมเสวยทุกขโทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ เป็นผู้มีโทสะกล้า โดยปรกติ ย่อมเสวยทุกขโทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ เป็นผู้มีโมหะ กล้าโดยปรกติ ย่อมเสวยทุกข-โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บุคคลนั้น ถูกทุกข์บ้าง โทมนัสบ้าง ถูกต้องแล้ว เป็นผู้มีใบหน้านองด้วยน้ำตาร้องไห้ อยู่ แต่ประพฤติพรหมจรรย์บริบูรณ์บริสุทธิ์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะ กายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม สมาทานนี้ เรากล่าวว่า มีทุกข์ในปัจจุบันแต่มีสุขเป็นวิบากต่อไป. 5 . เพ่งโทษฟังธรรม (ธัมมัง สุณาติรันธคเวสี) 6. แสวงบุญนอกเขตศาสนานี้ (พหิทธา ทักขิเณยยัง คเวสติ) 7. ทำสักการะก่อนในเขตบุญนอกศาสนานี้ (ตัตถะ จ ปุพพการัง กโรติ) (พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 27)

ผู้ที่เข้าใจจิตเจตสิกรูปนิพพานนั้น พระพุทธเจ้าไม่นิยมอธิบายตอนตายไป ว่าคนนี้ตายไปไปสู่ภูมิไหนท่านไม่พยากรณ์เท่าไหร่ อาตมา นั้นไม่พยากรณ์อย่างพระพุทธเจ้า แต่จะอธิบายในขณะมีชีวิตเทียบเคียง ถ้าเข้าใจในปริยัติแล้ว พอตายไปก็จะมีโครงสร้างทำได้บ้าง ยกตัวอย่างว่าที่ อาตมา สอนว่า ตายไปเหมือนคุณนอนหลับอยู่ หรือมีสภาพไม่เปิดทวาร 5 อยู่ในรูปภพ อรูปภพ ถ้าฝึกจิตดีๆ คุณจะรู้ได้ แต่ถามหน่อยว่าถ้าฝันอยู่ คุณรู้ไหมว่าคุณเป็นคนตื่นลืมตา หรือจะรู้สึกเหมือนว่าเราไม่ตื่นลืมตา ..ตอบ..คุณจะรู้สึกว่าตื่นลืมตา เหมือนอยู่ในโลกจริงๆ รู้สึกไปเองว่ามีตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่ที่จริงไม่มี แล้วก็จะไปอยากเอาให้ได้เสพทางทวาร 5 แต่มันไม่ได้หรอก มันจะมีภาวะตอบกลับ ในการที่จะพยายามไปหาที่อยากได้ แต่มันไม่ได้จริง...มันไม่รู้หรอก ตอนเรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย เราก็ยังกลับมาอยู่กับทวาร 5 ออกมาเสพได้อีก แต่ตอนตายไปนั้นไม่สามารถกลับมาแล้ว มันจะยิ่งทรมาน ฮึดฮัดใหญ่เลย ...เป็นอจินไตย ไม่จำเป็นต้องรู้ก่อน แต่อธิบายให้ กลัว เวลาคุณเสพสุข มันแวบเดียวตอนมีผัสสะ จะเหลือแต่ความจำ เป็นอุปาทานอยู่ในจิต ยิ่งตายไปก็มีแต่ความจำที่มีอุปาทานเลอะเทอะ แล้วก็หลงว่ามันเป็นความจริงอีก คนทั้งโลกมองว่าสุขนั้นมันของจริง เขาจะฮึดฮัดขนาดไหน พระพุทธเจ้าท่านว่าเหมือนฟองน้ำ พยับแดด แต่ทุกข์เพราะมีอุปาทานนั้นมีจริงอยู่นานกว่า แล้วจะปั้นเป็นมโนมยอัตตาหลอกตนเอง ปุถุชนคนส่วนใหญ่ตายแล้วจึงมีนรกสวรรค์ที่เหมือนปั้นเอา จะเป็นมโนมยอัตตา คนที่ตายแล้วฟื้นจะกลับมาเล่าว่านรกมีจริง สวรรค์มีจริง เป็นรูปร่างจริง แต่เป็นของปลอมที่แท้จริง ...เหมือนคุณฝัน คุณตกนรกขึ้นสวรรค์คนเดียว นรกนั้นมีมากนาน แต่สวรรค์นั้นมีนิดเดียว คนตกนรกจะมากกว่าคนขึ้นสวรรค์ ไขความจริงว่า คุณตายไปก็มีนรกสวรรค์เป็นมโนมยอัตตา แม้แต่ในตอนเป็นก็มีฝันเป็นตุเป็นตะมากมาย คุณก็หลงอยู่อย่างนั้น เมื่อคุณได้ฟังมีความรู้แล้ว เมื่อตายไปก็ไม่หลงมาก ดิ้นน้อยลง ยิ่งฟังแล้วก็เชื่อถือ ก็ดิ้นน้อยลง ถ้าไม่เชื่อก็ดิ้นอยู่อย่างนั้น ผู้ที่มีภูมิตั้งแต่พระอรหันต์เลยไปถึงพระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่จะพูดเรื่องผี เรื่องเทวดาได้ถูกจริง ส่วนผู้ยังไม่อรหันต์นั้น ยังพูดไม่จริง เพราะยังไม่ล้าง มโนมยอัตตา (อัตตาที่สำเร็จด้วยจิต) ปั้นแม้แต่ว่าเหมือนสัมผัสแตะต้องเนื้อตัวมีพระพรหมเลย ยิ่งเห็นรูปภาพแล้วเอาไปปั้น แล้วก็หายไปเป็นผีมาหลอก คุณเองปั้นเองเป็นมโนมยอัตตา

สรุปว่า ...เรื่องสังขารนั้น อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร คนอวิชชาจะไม่รู้จักสังขาร เมื่อเริ่มเรียนรู้จะรู้จัก กายสังขาร จิตสัง ข าร กายสังขารคือต่อเนื่องจากมหาภูตรูป ก็เป็นกายมาจากกายสังขาร เมื่อเรียนเข้าไปถึงจิต ในขันธ์ 5 มี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นเรื่องจิต แต่ต้องต่อเนื่องมาจากกาย ถ้าคุณฝันมีดินน้ำไฟลม ปรุงแต่งเป็นเรื่องราว เป็นอัตตา ถ้าคุณชัดเจนจนไม่ปรุงไปกับมัน รู้ว่าอาการ ราคะ โทสะ เป็นผีแท้ๆ ซึ่งไม่มีตัวตนหรอก แต่คุณก็เห็นเป็นตัวตน เป็นรูปเป็นร่าง หากไม่ศึกษาจะไม่รู้เลย แม้แต่จิตสังขาร ถ้าสายปัญญาก็ไม่ต้องปรุงเป็นตัวเป็นตน รู้แต่นามธรรม เป็นสังขารที่ปรุงแต่ง จะอ่านเหตุออก แล้วเฉพาะวจีสังขาร เราจะเห็นที่พระพุทธเจ้าอธิบายอยู่ในสังกัปปะ 7 วจีสังขารไม่ใช่วจีกรรม แต่คือสิ่งที่ปรุงแต่งเป็นคำพูดอยู่ข้างใน ถ้าไม่อ่านองค์ธรรมสังกัปปะ 7 จะไม่รู้จักวจีสังขาร มันคือจิตในจิตล้วนๆเลย ถ้าไม่มีภูมิธรรม ไม่มีองคาพยพ ของ ตรรกะ วิตรรกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ที่เป็นทั้งเจโตและปัญญานั้น ก็ไม่มีทางอ่านวจีสังขารได้เลย.....

_กฤษฎา ได้สรุปไว้ว่า...วันนี้พ่อครูได้อธิบาย คุณสมบัติของพระโสดาบัน.....

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน