560201_รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดยพ่อครูและส.ฟ้าไท..เรื่อง.ละกามละภพจบอัตตา.docx
เนื้อหาในไฟล์
560201 รายการเรียนอิสระ (ตามสำนึก) โดยพ่อครูและส.ฟ้าไท..เรื่อง ละกาม ละภพ จบอัตตา ส.ฟ้าไทเริ่มรายการที่ ชั้น 2 เฮือนศูนย์สูญ ราชธานีอโศก...วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ชุมชนดินหนองแดนเหนือจะครบรอบก่อตั้งชุมชน 14 ปี ซึ่งวันนี้พ่อครูจะได้มาสาธยายต่อในเรื่องของปฏิจจสมุปบาท ซึ่งได้บรรยายธรรมโดยพ่อครูมาหลายตอน พ่อครูว่า...คุณ 4424 ว่า พระพุทธเจ้าสอนให้ปฏิบัติธรรมที่ใจ แต่โพธิรักษ์สอนให้ปฏิบัติที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ซึ่งอาตมาก็ได้นำมาอธิบายให้คนฟังได้เข้าใจ ซึ่งประเด็นนี้ อาตมาได้เน้นมานานแล้วให้ทำที่ใจให้แยบคายถ่องแท้อย่างโยนิโสมนสิการ แต่คุณ 4424 ฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจอย่างที่อาตมาเน้นย้ำ ซึ่งเราไม่ปักมั่นทั้งจิตนิยมและวัตถุนิยม เราเรียนทั้ง 2 อย่าง วัตถุนั้นเราต้องอาศัยใช้สอย แต่ใจนั้นเป็นประธาน ต้องทำใจในใจอย่างโยนิโสมนสิการซึ่งไม่ใช่แค่คิดนึกให้เข้าใจหรือแค่อ่านใจพิจารณาแต่ในใจเฉยๆ เท่านั้น ซึ่งอาตมาได้อ่านพระไตรฯ เล่ม 16 ในวิปัสสีสูตร
[23] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความ ปริวิตกดังนี้ว่าเมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี ชราและมรณะย่อมมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี ชราและมรณะย่อมมีเพราะชาติเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชาติจึงมี ชาติย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อภพมีอยู่ ชาติจึงมี ชาติย่อมมีเพราะภพเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ภพจึงมี ภพย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่ออุปาทานมีอยู่ ภพจึงมี ภพย่อมมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อตัณหามีอยู่
อ่านต่อ
อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ตัณหาจึงมี ตัณหาย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อเวทนามีอยู่ ตัณหาจึงมี ตัณหาย่อมมีเพราะเวทนาเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อผัสสะมีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อสฬายตนะมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สฬายตนะจึงมี สฬายตนะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อนามรูปมีอยู่ สฬายตนะจึงมี สฬายตนะย่อมมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อวิญญาณมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปย่อมมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่วิญญาณจึงมี วิญญาณย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อสังขารมีอยู่ วิญญาณจึงมี วิญญาณย่อมมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแลพระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่ออวิชชามีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ดังพรรณนามา ฉะนี้ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา การทำใจในใจนั้นไม่ใช่แค่คิดนึกเอา โดยไม่ได้ทำ ไม่ได้มีการกระทำใจในใจ แต่แค่คิดผกผัน แต่การทำใจในใจ คือทำใจให้เปลี่ยนแปลง โดยการกำจัดเหตุให้หมดไป (โยนิโสฯ คือการทำใจในใจเป็น) แต่คนที่ไม่มีสัมมาทิฏฐินั้น ทำใจในใจเหมือนกันแต่ทำให้กิเลสลดไม่ได้ จากนั้นพ่อครูได้อ่านพระไตรฯ ในวิภังคสูตรต่อ
[6] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่า ชรา ก็มรณะเป็นไฉน ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย ความอันตรธาน มฤตยู ความตาย กาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่า มรณะ ชราและมรณะ ดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า ชราและมรณะฯ มรณะนั้นคือความเคลื่อนไป คำว่าชราและมรณะนั้น ถ้าเข้าใจเป็นรูปธรรมก็เข้าใจง่าย แต่ถ้าเป็นนามธรรมนั้นต้องรู้ว่ามันชราอย่างไร? มรณะอย่างไร? และยังมีชาติซึ่งหมายถึงการเกิดตายทางใจ ส่วนการเกิดนั้นถ้าเป็นการเกิดที่ธรรมดาปรุงอย่างไม่มีกิเลสเรียกว่า “อปุญญาภิสังขาร” ส่วน “อเนญชาภิสังขาร” นั้นก็บ่งบอกลักษณะความไม่หวั่นไหวเป็นความสมบูรณ์
[7] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง เกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของ เหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ
[8] ก็ภพเป็นไฉน ภพ 3 เหล่านี้คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ นี้เรียกว่าภพ ภพนั้นเป็นไฉน ซึ่ง มี 3 ภพ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ กามภพคือ การเสพทางทวาร 5 ข้างนอก (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) ผู้ไม่ศึกษาก็เสพกามคุณ แต่โดยสัจจะนั้น พระพุทธเจ้าว่า มันคือกามโทษ เป็นอาทีนวะ ถ้าเป็นโทษ คนที่เสพกามนั้นก็มีโทษ ซึ่งที่เป็นสุขนั้นจริงๆ เป็นสุขเท็จ ซึ่งใครฟังแล้วก็ให้พยายามทำออก ให้ล้างกามออกจากใจ คือเนกขัมมะ ซึ่งเหตุคือกาม คือตัวความใคร่ ความอยาก ถ้าล้างได้จริงทุกข์ก็ลดลง เพราะเหตุแห่งสุขเท็จหรือเหตุแห่งทุกข์นั้นลดลง เมื่อสุขทุกข์ลดลงโดยการปฏิบัติ เมื่อมีการกระทบทวาร 5 ภายนอก ซึ่งทำตั้งแต่ขั้นต่ำที่สุดคือขั้นอบาย ท่านก็ยกตัวอย่างตั้งแต่ การพนัน สิ่งเสพติด ละคร เที่ยวกลางคืน การละเล่นกีฬา ซึ่งจัดจ้านมอมเมากัน เล่นเกมจนตายคาจอ หรือการติดลาภยศสรรเสริญ ทุจริตมา อยากใหญ่ โกงบ้านโกงเมือง ให้เลิก ทำใจให้เลิก แต่ให้ปฏิบัติโดยมีการกระทบทางทวาร 5 แล้วจะเห็นกิเลส เอาตั้งแต่อบายทำให้ได้ เป็นโมเดลแรก ถือว่าเข้าขั้นอาริยะ เป็นพระโสดาบัน ผู้ที่เข้าใจว่าการปฏิบัตินั้นให้พิจารณาในใจเท่านั้น เมื่อตัวตนไม่มีจะเอาอะไรไปปฏิบัติ ซึ่งก็คือความเห็นของสายปัญญา ซึ่งไม่ตรงกับที่อาตมาเข้าใจ ให้ฟังทั้งสองข้างแล้วพิจารณาเลือกสิ่งที่เป็นธรรมวาที ในระดับรูปภพ อรูปภพนั้น ต้องปฏิบัติมาตั้งแต่ระดับอบาย ระดับกามคุณมาก่อน ซึ่งพอทำได้ในเรื่องหยาบจะรู้ทิศทางในการทำขั้นสูงต่อไป อย่างผู้ที่เข้าใจว่า ไม่ต้องรู้ตัวตน ตัวตนไม่มีให้ปฏิบัตินั้น ในสายนั่งหลับตาจะมีสองอย่าง คือ แบบสว่าง (อาภัสสรา) กับแบบมืด (สุภกิณหะ) ซึ่งก็คือการสร้างตัวตนปั้นขึ้นมาทั้งสองแบบนั่นเอง ส่วนอัตตานั้นคุณต้องกำหนดหมายรู้ ซึ่งต้องใช้สัญญากำหนดรู้ตัวตน ตั้งแต่ตัวกาม ซึ่งก็คือองค์ประชุมคือกาย ท่านเรียกว่า "สักกาย" ซึ่งถ้ามีญาณปัญญาเห็นสักกายะ ก็เรียกว่าพ้นสังโยชน์ข้อที่ 1 ต้องอ่านตัวนี้ให้ออก ซึ่งสักกายะนั้น เป็นตัวตนที่เฉพาะที่ตนรู้ ส่วนคำว่าอัตตานั้น เป็นตัวตนที่เป็นกลางๆ ทิฏฐิของลัทธิสายปัญญามหายานนั้น จะเอาแต่นึกคิดเอา พิจารณาเอาแต่ในใจ แล้วใช้ประโยคภาษาที่มาผกผัน ทำให้เข้าใจว่าบรรลุธรรม ใช้ปฏิภาณปัญญามายึด เช่น ความเห็นว่าไม่มีตัวตน แล้วจะเอาอะไรมาปฏิบัติ หรือแค่นั่งหลับตาสมาธิ ไม่เกี่ยวกับทวารนอก ให้ดับทวารนอก แล้วทำนิโรธให้แจ้ง ซึ่งมีทั้งแบบมืดและแบบสว่าง คนที่นั่งสมาธิไปถึงอรูปฌาน (อากาสาฯ) ซึ่งเป็นการสร้างอรูปภพ เป็นอรูปภพแห่งความสว่าง เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ในวิญญาณฐิติ 7 สัตตาวาส 9 มีกายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เราจะต้องนั่งให้จิตอุเบกขา เฉยวางว่าง แล้วจะเกิดสภาพจิตที่ปราศจากนิวรณ์ (คือมีสัญญาว่าไม่มีนิวรณ์เหมือนกัน) แต่กายต่างกัน ในภาวะที่ปฐมฌานในองค์ประชุมของจิตที่ได้จะต่างกันระหว่างฤาษีกับแบบพุทธ
สัตตาวาส9 สัตว์บางพวก กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า พวกวินิปาติกะบางเหล่า สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวก พรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพ อาภัสสราพรหม (ว่าง..ใส.. สว่าง.. แผ่กว้าง) การนั่งสมาธินั้นเป็นการไปสร้างรูปภพ อรูปภพไว้ในจิต ซึ่งมีทั้งสว่างและแบบมืด เป็นองค์รวมของจิตที่ได้ต่างจากที่แบบพุทธที่ปฏิบัติธรรมแบบมีผัสสะขณะลืมตา ซึ่งทั้งแบบพุทธและแบบฤาษีนั้น มีความเหมือนกันในสัญญาคือสภาพการไร้นิวรณ์เช่นกัน (มีสัญญาอย่างเดียวกัน) อาตมาได้อธิบายสภาวะของแบบฤาษีที่เมื่อนั่งแล้วเกิดความว่าง จิตก็ใส ก็สามารถพิจารณาไปได้ลึกซึ้งกว้างไกล แต่ทั้งหมดที่ได้คือภพที่ไปสร้างเอาเอง ไม่ใช่แบบที่ละล้างกิเลสให้ออกไปจากจิต จนจิตใสปราศจากกิเลส 4. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพ.. สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) กายอย่างเดียวกันคือดับมืด แต่สัญญาอย่างเดียวกัน ผู้หลุดพ้นแบบพุทธนั้นจะล้างกิเลสได้แบบรู้ๆ เห็นๆ ตรงกัน กำหนดสัญญาระหว่างผู้ทำแบบพุทธจะกำหนดได้ตรงกันทั้งกายและสัญญาจะตรงกัน และพวกมิจฉาทิฏฐินั้นที่กำนดให้ไปสู่ความดับความมืด เขาก็ได้สร้างภพแห่งความมืด ได้ตามที่มิจฉาทิฏฐินั้น ดับอย่างมืดซึ่งถือว่าเป็นโชคของเขา เขาถือว่านี่คือนิโรธ เมื่อได้อากาสาฯ วิญญานัญจาฯ แล้วเขาก็จะพยายามดับให้ไม่มีอีกแม้แต่น้อยนิดก็ไม่ให้มีความสว่าง ให้มืดไปหมดๆ พวกนี้จะวนเวียนไปนานนับกัปกัลป์ นี่คือพวกที่เข้าใจว่าต้องดับจึงจะนิโรธ ก็คืออาฬารดาบส 5. สัตว์บางพวกไม่มีสัญญา ไม่เสวยอารมณ์ เช่น เทพจำพวก “อสัญญีสัตว์” (อุทกดาบสทำนิโรธสมาบัติดับจนไม่รับรู้อะไร) 6. สัตว์บางพวก เข้าถึง..อากาสานัญจายตนะ (พ้นรูปสัญญา) 7. สัตว์บางพวก เข้าถึงชั้น..วิญญาณัญจายตนะ (พ้นเสพความว่าง) 8. สัตว์บางพวก เข้าถึงชั้น..อากิญจัญญายตนะ (ดับดิ่งไม่มีอะไร) 9. สัตว์บางพวกเข้าถึงชั้น..เนวสัญญานาสัญญายตนะ (ดับๆ รู้ๆ) (ววัตถสัญญาสูตร พตปฎ. ล.23 ข.228) และ 1 1/353 ในวิญญาณฐิตินั้นไม่มีเนวสัญญานาสัญญายตนะ ซึ่งเขามีมาก็ ดับๆๆๆ ในอุทกดาบสนั้นก็รู้ว่ายังมีธาตุรู้คือวิญญาณอยู่ จึงพยายามดับต่อไป สร้างภพดับต่อไป แต่ธาตุรู้นั้นมันเป็นธาตุที่เก่งกว่าอาฬารดาบส คือมันก็ต้องตื่นมารู้อีก เขาก็ต้องพยายามดับต่อไปอีก สภาพที่รู้สลับกับการดับ คือเนวสัญญานาสัญญายตนะภพ ซึ่งฤาษีจะไปได้แค่นี้ แต่ของพุทธนั้นมีถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ คือต้องรู้ กำหนดหมายในความเป็นนิโรธอย่างเคล้าเคลียเวทนา อยู่อย่างมีผัสสะเป็นปัจจุบัน ในความเป็นนิโรธแบบพุทธ พวกที่ปฏิบัติอย่างฤาษีนั้นจะไม่ได้ดับมาตั้งแต่กามภพ ดังนั้นพวกนี้จะยังมีกิเลสกามอยู่ ก็จะมีการกดข่มได้บ้าง แต่พอมีกามมาเขาก็มีปฏิภาณรู้ว่าน่าอาย ต้องสำรวมเขาก็จะไม่แสดงออกได้ แต่เขาจะไม่ได้ปฏิบัติละล้างกิเลสแต่อย่างใด และยิ่งพวกที่เข้าใจว่าขบคิดเอา ตัวตนไม่มีแล้วไม่ต้องปฏิบัติ พวกนี้ก็จะเป็นสายปัญญา มีอรูปอัตตาเป็นภพที่เขามีอยู่ ซึ่งจะมีทั้งดับและสว่าง ส่วนพวกที่สายมโนมยอัตตานั้น ก็จะไปปั้นเมืองนิพพาน เป็นรูปภพอยู่ในใจอีก กามุปาทาน เมื่อคุณปฏิบัติไปตามขั้นตอนนั้นเมื่อหมดกามก็เป็นอนาคามี ซึ่งต้องศึกษาในเรื่องรูปภพและอรูปภพต่อ คนที่ยังไม่ได้ปฏิบัติล้างกามภพ คุณก็จะไม่รู้รูปภพ อรูปภพจริง เอาแต่นึกคิดเอาเดาเอา แต่คนที่ล้างกามภพได้จริง จึงจะมีญาณรู้รายละเอียดของรูปภพ อรูปภพได้ พวกที่ไม่ได้ปฏิบัติมาตามลำดับนั้นจะเสพกามอย่างไม่รู้ และคิดว่าตนไม่ได้ติด ท่านว่าท่านไม่มีตัวตนแต่ท่านก็เสพอยู่ เขาสามารถนั่งดับหลับตาไปได้ ตอนตื่นมาจะนั่งเสพอย่างไรก็ไม่เกี่ยว แต่พอไปนั่งแล้ว ไม่มีกามก็ใช้ได้ซึ่งนี่คือความเห็นของเขา
[9] ก็อุปาทานเป็นไฉน อุปาทาน 4 เหล่านี้คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน นี้เรียกว่า อุปาทานฯ
[10] ก็ตัณหาเป็นไฉน ตัณหา 6 หมวดเหล่านี้คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา นี้เรียกว่าตัณหาฯ ในวิภังคสูตรนั้น พออุปาทาน 4 แล้วก็เป็นเรื่องของ ตัณหา... ซึ่งในวิภังคสูตรนั้น พระพุทธเจ้าท่านว่าไว้ว่าเป็น ตัณหา 6 หมวด คือตัณหาที่เกิดจาก รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์ ซึ่งจะเห็นว่าพระพุทธเจ้าท่านให้ปฏิบัติทั้ง 6 ทวาร ไม่ใช่เอาแต่ปฏิบัติที่ใจอย่างเดียว
[11] ก็เวทนาเป็นไฉน เวทนา 6 หมวดเหล่านี้คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา นี้เรียกว่าเวทนาฯ และยังมีเรื่องเวทนาอีกที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสให้ปฏิบัติรู้ที่ ทวารทั้ง 6 ที่มีการเกิดของเวทนา จะเห็นว่าในปฏิจจสมุปบาทนั้น ทุกอย่างปฏิบัติที่ใจทั้งหมด
[12] ก็ผัสสะเป็นไฉน ผัสสะ 6 หมวดเหล่านี้คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส นี้เรียกว่าผัสสะฯ
[13] ก็สฬายตนะเป็นไฉน อายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เรียกว่า สฬายตนะฯ
[14] ก็นามรูปเป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่านาม มหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป4 นี้เรียกว่า รูปนาม และรูปดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่านามรูป ฯ รูปนั้นคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือสิ่งที่ไปรู้รูป อย่างเวทนานั้น ถ้ามีญาณอ่านรู้อย่างมีสภาวะที่แท้ว่า นี่คืออาการสุข อันนี้คือเวทนาทุกข์ หรือมีเวทนาแบบไม่สุขไม่ทุกข์ ซึ่งก็ต้องใช้สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ (คือนาม) ไปรู้นามที่มีอยู่คือเวทนา ที่เป็นเคหะสิตะหรือเนกขัมสิตะเวทนา ซึ่งเวทนานี้เป็นนามก็จริง แต่ถ้าใช้สัญญาไปกำหนดรู้นามเหล่านี้ นามคือเวทนาเหล่านี้ก็คือรูปที่ถูกรู้นั่นเอง เราต้องรู้ของตนเองเป็นปัจจัตตัง ของคนอื่นก็มี แต่เราอย่าแส่ไปรู้ของคนอื่นเขา ดังนั้นสัญญาตัวนี้ในนามรูปซึ่งอยู่ในข้อ 14 นั้นจึงสำคัญ รู้ทั้งเจตนาที่เราจะลดละกิเลส และต้องมีผัสสะ ที่มีกายในกาย ที่ต่อเนื่องเป็นเวทนาในเวทนา เราต้องรู้และต้องจัดการใจในใจอย่างมีมนสิการ ต่อจากนั้นในข้อ15
[15] ก็วิญญาณเป็นไฉน วิญญาณ 6 หมวดเหล่านี้คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่า วิญญาณฯ วิญญาณเกิดเมื่อมีผัสสะ มีการกระทบทั้งทวารนอกกับทวารใน ซึ่งต้องปฏิบัติในขณะมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ไปปฏิบัติเมื่อตายแล้ว อย่างภิกษุสาติที่ว่า...วิญญาณนั้นล่องลอยไป ซึ่งไม่ใช่ที่พระพุทธเจ้าให้ทำ ที่ให้ปฏิบัติคือในปัจจุบันมีร่างกายมีทวาร 5 สัมผัสอยู่แล้วมีวิญญาณเกิด ภิกษุสาติ มีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า "เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตาม ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น” ภิกษุเหล่านั้นปรารถนาจะปลดเปลื้องภิกษุสาติจากทิฏฐินั้น จึงซักไซ้ ไล่เลียงสอบสวนว่า ท่านอย่ากล่าวอย่างนี้ ท่านอย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสอย่างนี้เลย ดูกรท่านสาติ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว โดยปริยายเป็นอเนก ความเกิดแห่งวิญญาณเว้นจากปัจจัยมิได้มี.
องค์ประชุม 3 เป็นผัสสะเกิดทุกข์ [154] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความเกิดและความดับแห่งทุกข์ เธอทั้งหลายจงฟัง ก็ความเกิดแห่งทุกข์เป็นไฉน ความเกิดแห่งทุกข์นั้น คือ อาศัยจักษุและรูป เกิดจักขุวิญญาณ รวมธรรมทั้ง 3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา นี้เป็นความเกิดแห่งทุกข์ ... อาศัยหู... อาศัยจมูก... อาศัยลิ้น... อาศัยกาย...อาศัยใจและธรรมารมณ์ เกิดมโนวิญญาณ รวมธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา นี้แลเป็นความเกิดแห่งทุกข์ฯ ผู้ปฏิบัติที่ตัดทวารนอกนั้นจะปฏิบัติบรรลุยาก อย่างสายสัทธานุสารีนั้นอย่างเก่งก็ได้แค่กายสักขี ผู้ที่ลืมตาปฏิบัติจึงจะพ้นทั้งนอกและใน คือสายปัญญาเป็นสายธัมมานุสารี จะเป็นทิฏฐิปัฏฏะ คือบรรลุตามที่มีความเห็นถูกตรง แล้วจะไปจบที่ปัญญาวิมุติเป็นอรหันต์ได้ ส่วนสายสัทธานุสารีนั้น อย่างมากก็ไปที่สัทธาวิมุติ ซึ่งได้แค่อาสวะบางอย่างดับได้ ซึ่งต้องปฏิบัติอย่างมีปัญญา คือบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะของผู้นั้น ก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า “อุภโตภาค-วิมุต” กตโม จ ปุคฺคโล อุภโตภาควิมุตฺโต อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล อฏฺฐ วิโมกฺเข กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ ปญญาย จสฺส ทิสฺวา อาสวาปริกฺขีณา โหนฺติ อย วุจฺจติ ปุคฺคโล อุภโตภาควิมุตฺโตฯ
[16] ก็สังขารเป็นไฉน สังขาร 3 เหล่านี้คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร นี้เรียกว่าสังขารฯ ตัววจีสังขารนั้นไม่ใช่วจีกรรม ซึ่งในสังกัปปะ 7 ที่พระพุทธเจ้าตรัสในมหาจัตตารีสกสูตร ในอนาสวะของสังกัปปะ วจีสังขารคือ การทำใจในใจแล้วออกมาเป็นภาษาในใจ แต่ไม่ได้พูดออกมาเป็นคำพูดทางปาก ถ้าสามารถกำจัดมิจฉาสังกัปปะได้ กำจัดกาม พยาบาทได้ ให้มันเป็นวิตักกะ คือไม่ให้ดำริในอกุศล จิตต้องเร็ว มีธัมวิจัย แยกแยะกำจัดกิเลส แล้วก็ปรุงออกมาเป็นวาจา กัมมันตะ อาชีวะ ก็ไม่มีกามพยาบาทมาปรุงร่วมด้วย ถ้าไม่ได้เรียน สังกัปปะ7 นั้นยากที่จะเรียนวจีสังขารได้ กายสังขารคือ ต่อจากข้างนอก จิตสังขารคือ การปรุงกันอยู่ข้างใน และหมายเอาในอานาปานสติ 16 ขั้น ซึ่งมีขั้นต้นเมื่อเข้าไปในรูปภพ อรูปภพ ตัด ตา หู จมูก ลิ้น กาย ท่านเอาลมหายใจเป็นกาย แล้วก็ระงับ คนที่ปฏิบัติมิจฉาทิฏฐินั้นก็จะเข้าใจ
อานาปานสติ 16 ขั้น (1) เมื่อหายใจเข้ายาวก็ รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกยาวก็ รู้ชัดว่า หายใจออกยาว (2) เมื่อหายใจเข้าสั้นก็ รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น เมื่อหายใจออกสั้นก็ รู้ชัดว่า หายใจออกสั้น (3) สำเหนียกว่าจะ รู้ชัด กองลมทั้งปวง หายใจเข้า สำเหนียกว่าจะ รู้ชัด กองลมทั้งปวง หายใจออก (4) สำเหนียกว่าจะ ระงับ กายสังขาร หายใจเข้า สำเหนียกว่าจะ ระงับ กายสังขาร หายใจออก (5) สำเหนียกว่าจะ รู้ชัด ปีติ หายใจเข้า สำเหนียกว่าจะ รู้ชัด ปีติ หายใจออก (6) สำเหนียกว่าจะ รู้ชัด สุข หายใจเข้า สำเหนียกว่าจะ รู้ชัด สุข หายใจออก (7) สำเหนียกว่าจะ รู้ชัด จิตตสังขาร หายใจเข้า สำเหนียกว่าจะ รู้ชัด จิตตสังขาร หายใจออก (8) สำเหนียกว่าจะ ระงับ จิตตสังขาร หายใจเข้า สำเหนียกว่าจะ ระงับ จิตตสังขาร หายใจออก (9) สำเหนียกว่าจะ รู้ชัด จิต หายใจเข้า สำเหนียกว่าจะ รู้ชัด จิต หายใจออก (10) สำเหนียกว่าจะ ยังจิต ให้บันเทิง หายใจเข้า สำเหนียกว่าจะ ยังจิต ให้บันเทิง หายใจออก (11) สำเหนียกว่าจะ ตั้งจิตมั่น หายใจเข้า สำเหนียกว่าจะ ตั้งจิตมั่น หายใจออก (12) สำเหนียกว่าจะ เปลื้องจิต หายใจเข้า สำเหนียกว่าจะ เปลื้องจิต หายใจออก (13) สำเหนียกว่าจะ พิจารณาเห็น ว่าไม่เที่ยง หายใจเข้า สำเหนียกว่าจะ พิจารณาเห็น ว่าไม่เที่ยง หายใจออก (14) สำเหนียกว่าจะ พิจารณาเห็น ความคลายออกได้ หายใจเข้า สำเหนียกว่าจะ พิจารณาเห็น ความคลายออกได้ หายใจออก (15) สำเหนียกว่าจะ พิจารณาเห็น ความดับไป หายใจเข้า สำเหนียกว่าจะ พิจารณาเห็น ความดับไป หายใจออก (16) สำเหนียกว่าจะ พิจารณาเห็น ความสละคืน หายใจออก สำเหนียกว่าจะ พิจารณาเห็น ความสละคืน หายใจออก ส.ฟ้าไทสรุป...คนเรามีกิเลสตัณหาอุปาทานไปสร้างทุกข์ให้ตนเองมากมายเป็นสาย เพราะมีความโง่คืออวิชชาเป็นเหตุ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้แล้ว อาตมามาอธิบายขยายความให้เรารู้ในรายละเอียด แม้แต่อย่าเสพกามแม้แต่ลมหายใจ แม้แต่ความปีติก็ต้องเปลื้องออก แล้วทบทวนทำซ้ำให้มั่นใจ ทำซ้ำทำทวนมากมาย ซึ่งผู้ที่ทบทวนจริงนั้นจะรู้ว่ากิเลสนั้นไม่ง่ายที่จะหมด ยังมีความละเอียดลอออีกมากมาย ที่ต้องตามล้าง