560524_รายการเทศน์ก่อนฉันวันวิสาขบูชา โดยพ่อครู.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์338 KB
วันที่แก้ไข21 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

560524_รายการเทศน์ก่อนฉันวันวิสาขบูชา โดยพ่อครู วันที่ 24 พฤษภาคม 2556 ที่บวร ราชธานีอโศก วันเวลาเวียนวนมาครบ 15 ค่ำ เดือน 6 อีกครั้งหนึ่งสำหรับวัฏจักรของเวลา เรายังไม่ตาย ยังรับรู้อะไรได้ คนทางโลกเขาไม่ประสีประสาว่า คนเรารับรู้อะไรได้ยังไม่ตาย ยังไม่ อสัญญี (คือไม่รับรู้สึกอะไร) ซึ่งถ้าอสัญญีเขาจะทำอะไรกับร่างกาย ก็ไม่รู้สึกเจ็บรู้สึกกลัวอะไร อาจเรียก อสัญญี หรือวิสัญญี ก็ได้ ในขณะที่วิสัญญีจะไม่รับรู้อะไร แต่ถ้าเรายังรับรู้ได้ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง....แม้แต่ในใจมีการปรุงแต่งกำหนดรู้ภายในได้อยู่ แต่ไม่ได้ศึกษาธรรมะ จะเป็นคนที่อยู่กับกิเลสของตนเอง แล้วกิเลสก็พ า ไปตามฤทธิ์แรงกิเลส และเราก็ปล่อยให้กิเลสออกมาทำการอย่างไม่บรรยะบรรยัง แม้จะมีมารยาท ก็ยั้งไว้บ้างตามกฎหมาย กลัวคนว่าไม่ดีบ้าง หรือ กลัวจะถูกทำร้ายบ้าง เช่น อยากได้ของเขาก็กลัวเขาฆ่า อยากด่าเขาก็กลัวเขาด่าตอบ ก็รู้ว่าไม่ดี ถ้าแสดงออกอย่างนี้ไป ก็สะกดได้ระงับไว้ ตามมารยาทสังคม แต่ถ้ามันสู้กิเลสไม่ได้ มันก็ออกมา อย่างไม่อาย ไม่เกรงกลัวแล้ว มนุษย์ไม่ได้ศึกษาก็บำเรอกิเลสตนตลอด นอกจากจะมีเว้นบ้าง ถ้าไม่เว้นก็ปรุงไปจัดจ้านแรงขึ้นๆ นี่คือ คนโง่หนักหนาสาหัส เขาก็ทำ พวกเราก็เคยทำ พ่อครูก็เคยทำเคยโง่ เรามีกิเลส เราก็โลภให้มากขึ้น โกรธให้มากขึ้นอีก เพิ่มแรงโกรธ แรงราคะแก่ตัวอีก นึกว่ามันดี นี่คือ คนอวิชชา คนโลกๆที่ไม่รู้ตัว ทีนี้มีคนก็คิดว่า กิเลสนี้ไม่ดี ก็หาวิธีกดข่ม เราก็ทำตามมารยาทแล้ว นักปฏิบัติธรรมก็กดข่มอย่างเก่า ให้ดีขึ้นๆ ไม่เหมือน พุทธที่ไม่กดข่ม แต่กดข่มก็ช่วยเป็นอุปการะได้ ให้เราคุมไว้เพื่อศึกษาว่า โลภะเป็นอย่างนี้ ถ้าไปดับมันแล้วก็ไม่เห็นลีลาบทบาทมันหรอก อย่างฤาษีนั่งสะกดจิตดับก็อ่านอะไรไม่ได้ ศาสนาพุทธจึ

อ่านต่อ

งปฏิเสธอสัญญีนอกจากจะวิกขัมภนะบ้าง แล้วก็เหลือไว้ศึกษา ลีลากาย วาจาจะชัดที่แสดงความโกรธ-โลภ-ราคะ-หลง พระพุทธเจ้าท่านให้เรียนรู้ ราคะ กับ โทสะก่อน เรียนรู้ทางกายกับวาจา ซึ่งเกิดจากใจที่เป็นเหตุ มโนบุพพังคมาธัมมา มโนเสฏฐามโนมยา แล้วดับเหตุในใจ เมื่อจัดการใจมันก็ไม่ออกทางกายกับวาจาหรอก มันถูกเราดูแลจัดการอยู่ พลังนี้ก็ไม่ออกมาทำงานแล้วเราก็จัดการซะ เมื่อจัดการได้ มันก็ไม่ออกมาทำงานทางกาย-วาจา ให้เรียนรู้สังกัปปะ 7 ส่วนทางโลกีย์เขาเข้าใจผิด เขาทำสังกัปปะ 7 ไม่ได้ เขาอ่านอาการจิตไม่ออก อ่านสุขทุกข์ไม่ค่อยออก ซึ่งมันมีเหตุให้เกิดสุขเกิดทุกข์ ที่จริงตัวทุกข์ก็คือตัวเหตุ ไม่ให้มัน มันก็ดิ้น ไม่บำเรอราคะ มันก็ดิ้น มันก็ตัวมันนั่นแหละ ถ้าโทสะแล้วเราไม่ให้มัน หรือ ให้มัน เช่น อยากตบซักทีก็ตบซักที ก็หายโกรธ หรือ ราคะ ก็เสพราคะ ก็หายได้ ก็ได้บำบัด บำเรอบ้าง ก็หายโกรธ หายราคะ ก็พักยกบ้าง แต่ถ้ายิ่งบำเรอ ยิ่งราคะจัด ยิ่งบำเรอ ยิ่งโกรธจัด คนอย่างนี้ นรกหนักมาก พระพุทธเจ้าอุบัติในวิสาขบูชา ก็มาสอนสิ่งที่ อาตมา ได้บอกมาก่อนหน้านี้แหละ อย่างเด็กๆแม้ถูกจับยัดมาได้ฟังก็ดีแล้ว ให้ตั้งใจฟัง คนในโลกไม่ได้ฟังธรรมมีอีกมากมายหลายพันล้านคน แม้เรามีทีวี เขาก็ไม่ฟังซะมาก ไปฟังสิ่งบำเรอกิเลสเสียมาก หรือปฏิบัติผิดๆ มีแต่สื่อที่หาลาภ ยศ สรรเสริญไป ก็กล่าวความจริงให้ศึกษา ไม่ได้โกรธเคืองใครหรอก พวกเราพยายามควบคุมกันไม่ได้เป็นไปเพื่อลาภ ยศ สรรเสริญกัน ไม่ว่าจะบวชหรือไม่บวช ก็เนกขัมมะกันทั้งนั้น และก็พยายามเปลี่ยนแปลงลด ละ จนมันหมด แล้วเราก็มีปัญญารู้ว่า มันหมด จนตกผลึกให้เกิดความแน่น เรียกว่า "ตายตอกฝาโลง" อย่างให้ผีเกิดอีก นั่นคือ การควบแน่นเป็นสมาธิตั้งมั่นแข็งแรง นิจจัง ธุ วัง สัสสตัง อวิปริณามธัมมัง อสังหิรัง อสังกุปปัง พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว อาตมา พาทำ ก็เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้ง(คัมภีรา)สำหรับธรรมะพระพุทธเจ้า ติดตามฟังให้ดี จะยิ่งเห็นความละเอียดลึกซึ้ง เก็บรายละเอียดมากขึ้นๆ ให้อุตสาหะพากเพียรมากขึ้นๆ และไม่ได้พรากออกจากการทำงาน อาชีพ ปฏิบัติธรรมในทุกอิริยาบถ หรือ ในการนึกคิดอยู่เราอยู่ไหนก็คิดนึกได้ ประกอบสังกัปปะ 7 อยู่ตลอด ทำงานทุกอาชีพก็มีสังกัปปะ มีความนึกคิดปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา ผู้ใดมีญาณรู้ก็จะเห็นได้ รู้ตัวผีที่มาแทรกและกำจัดผีได้ นี่คือความสามารถอย่างพระพุทธเจ้า เมื่อเราดับได้ให้มันตายอย่างไม่กลับกำเริบ การตายทางจิต ดับสนิท เรียกว่า นิโรธ คือ ดับกิเลส แต่ถ้ามิจฉาทิฏฐิจะไปดับความรับรู้ ดับสัญญา หรือ ดับเวทนา จนไม่มีความรับรู้สึกอะไรจนสำเร็จ เขาก็หลงว่านี่คือความสำเร็จ ดับเวทนานี่ลึกซึ้ง ซึ่งในเวทนามีอาการของจิต อย่างอาการปรุงแต่งอย่างโลกีย์คือสุขทุกข์อุเบกขา เราดับเวทนานั้นละเอียด แต่ถ้าดับสัญญาจะไม่ทำงานอะไรเลย กดข่มให้มันมืดไปเลย จะไม่รู้เวทนา สัญญา สังขารอะไรเลย เรียกว่า อเวทนียะ หรือ อสัญญี แต่เวทนานั้นเป็นการรับรู้ เราต้องแยกแยะเหตุที่ทำให้เราสุขทุกข์โลกีย์ นั่นแหละคืออรหันต์ ที่ไม่มีสุขทุกข์โลกีย์ จิตสัมผัสอะไรก็สงบ แต่ก็เห็นหมดว่านี่ไทย จีน แขก หรือรูปร่างอย่างไร สีสันอย่างไร ก็รู้เหมือนกันหมด แต่จะเรียกภาษาต่างกันก็แล้วแต่ แต่ที่รู้นั้นเหมือนกันหมด ตาสัมผัสรู้ หูสัมผัสเสียงก็รับรู้เหมือนกันหมด จะเหม็นหรือหอม ก็ว่ากันตามภาษา จะตั้งชื่อว่า เหม็นหรือหอมก็เป็นภาษาที่ไปตั้งชื่อสภาวะ เป็นฝรั่ง ไทย จีน ก็เหมือนกันตรงสภาวะ กระทบแล้วรับรู้ได้เหมือนกันหมด นั่นเรียกว่า "ความจริงตามความเป็นจริง" ใจก็รับรู้ทางทวาร ส่วนความรู้สึกปรุงแต่งจะต่างกันไปตามสมมุติ แต่ก็คล้ายกันได้ อาจไม่คล้ายกันทีเดียว อย่างนิโกรเขาก็ยึดว่าอย่างนี้สวย แต่ถ้าอย่างนี้ไม่สวย แต่ถ้าจะเปลี่ยนรสนิยมก็ไปนิยมขาวได้ ฝรั่งก็มาอาบแดดให้ผิวมีสี แต่ถ้าดำเกินก็ไม่ชอบอีก แต่บางพวกก็ชอบดำ เป็นไปตามสมมุติที่เราตั้งค่าไว้ตาม สเปค specification บางทีก็คล้ายกัน บางทีก็คนละขั้ว (ไม่แย่งกันเลย) แต่ถ้าสเปคคล้ายกัน เช่น มีเงินมากดี ก็แย่งกันรวย หรือ สวยก็แข่งกันสวยอีก สรุปแล้วที่ไปกำหนดสเปคนี่แหละคือ คุณโง่ ถ้าไม่ได้อย่างนี้ๆ กูก็โง่คือทุกข์ ถ้าได้อย่างนี้ๆ กูก็สุขก็คือโง่ ใครไม่ต้องไปทำตามสเปคได้ก็อรหันต์จ้อย ....ใครทำได้บ้าง........... ก็พากเพียรพยายามกันไป ให้ตื่น พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าชายสิทธัตถะอายุตั้ง 35 จึงตื่น ระลึกของเก่ามาก็รู้ว่า เป็นพระพุทธเจ้า ไม่มีใครบอกท่าน ท่านใช้เตวิชโช ในยามหนึ่ง ยามสอง ยามสาม ก็บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ของเก่าท่านเก็บไว้ในคลังข้อมูล ไปรื้อมา แต่ก่อนไม่เป็นแฮคเกอร์ พอนั่งสมาธิผีแฮคเกอร์เข้าสิงก็ค้นเจอ จึงรู้ว่าตนมีเป็นสยัมภู อาตมาก็มีของตนเองบ้าง ก็เอามาใช้ ก็เรียนรู้มาจากพระพุทธเจ้ามาไม่รู้กี่ต่อ พระพุทธเจ้าก็ระลึกไม่ได้ว่ามีพระพุทธเจ้าองค์แรกคือใคร มีมากมาย อย่างมหายานเขาว่าพระพุทธเจ้าอุบัติมาแล้วนับไม่ถ้วนเป็นเม็ดกรวดเม็ดทรายในมหานที อย่างไปนึกที่เกิดเลย ให้ศึกษาจนได้มรรคผลตามวิธีพระพุทธเจ้า ที่กำจัดแล้วเด็ดขาด อย่างถูกตัวถูกตน มีปัญญาสำทับว่า มันเป็นโทษไม่ใช่คุณ จึงทำได้อย่างมีปัญญาชัด ว่าเราไปหลงบ้าอะไร และจิตก็ทำได้จริงมันจึงถาว ร ไม่เปลี่ยน คนที่ทำได้แต่ไม่รู้ไม่มีปัญญา ใช้เจโตดับได้ แต่ไม่เข้าใจก็เวียนกลับได้ เพราะไม่รู้คุณ โทษ อย่างชัดเจนหรือผู้รู้คุณโทษชัดแต่ไม่สามารถทำจิตให้หมดกิเลสสนิทถาวรไม่ได้ ก็ขาดเจโต ศาสนาพุทธจึงให้รู้ใช้ปัญญานำ กำจัดได้ก็รู้ไม่เวียนกลับ พระพุทธเจ้าสายปัญญาจะบรรลุเร็วกว่าสายเจโต 2 เท่า ส่วนสายวิริยาธิกะ ก็นานช้ากว่าอีก ที่เร็วคือสายปัญญา มีสัมมาทิฏฐิเป็นธรรมานุสารีย์ คนที่รู้ว่าตนสายปัญญาก็ตั้งใจศึกษาปริยัติ คนสายปัญญาก็อย่าหยิ่งผยอง ตั้งใจทำไม่ประมาทก็ทำได้ไว ได้ดี ได้ถูกต้อง อาตมา ทำงานมา 40 กว่าปี จนตั้งราชธานีอโศกว่า บ้านราชเมืองเรือ บ้านไม้เมืองหิน บ้านดินเมืองน้ำ บ้านงามเมืองพุทธ บ้านพิสุทธิ์เมืองอมตะ พิสุทธิ์ แปลว่า สะอาด บริสุทธิ์ สมบูรณ์ คือ ผู้มีอมตะ คือไม่เกิดไม่ตาย จะอยู่ก็ได้ จะสูญก็ได้ จะอยู่ก็อยู่อย่างไม่เป็นโทษเป็นภัยแก่ใคร ถึงมีชีวิตอยู่ก็มีแต่คุณค่าประโยชน์เป็นหลักประกันรับรอง อาตมาจึงมั่นใจในชาวอโศก เพราะถ่ายทอดวรยุทธ ทฤษฏี วิธีปฏิบัติทุกวัน ผู้ใดศึกษาก็ได้ ผู้ใดไม่ศึกษาก็ไม่เอาถ่าน ขี้เถ้าก็ไม่เอา แล้วไปเอาอะไรเลอะเทอะ ผู้ใดใส่ใจพ า กเพียรก็ได้ เมื่อได้แล้วก็เกิดความจริง ก็มาร่วมกันเป็นคุณสมบัติอาริยะเป็นพุทธ ก็เพราะจิตเป็นประธาน เมื่อกิเลสราคะ-โทสะ-โมหะลดลง ก็จะมีพฤติกรรมกาย-วาจาที่ออกมาจากมโน ก็เป็นภาพของการประกอบการงาน ก็ออกมาจากใจที่สุจริต ก็มีกาย-วาจาที่สุจริต ประกอบการงานอาชีพก็สุจริต ไม่มีกุหนา ลปนา เนมิตกตา นิปเปสิกตา ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา มาเป็นขั้นตอนไป ก็เว้นขาดจากทุจริตหยาบโกง ลปนา แปลว่า คำพูดที่โกหกทุจริตหลอกลวง จนถึงขั้นมีหยาบส่อเสียด มีเล่ห์เหลี่ยมอยู่ ก็ต้องเรียนรู้ไปตามลำดับ แต่อย่าง ลปนาโกหก ขี้โกงไม่มีแล้ว ไม่มีพูดปด ไม่ส่อเสียดหยาบๆแล้ว อย่างกลางอ ย่างละเอียด กายกรรมก็เป็นพฤติภาพที่เป็นพฤติกรรมรวม เป็นพฤติภาวะที่คนเห็นภาพรวมได้ว่า คนอโศกทำอะไรไม่เหมือนชาวโลกว่า ไม่แสดงโลภ-โกรธเหมือนชาวโลก เช่น ไม่ไปดีดดิ้น เต้นแร้งเต้นกา สนุกสนานครื้นเครง ก็ไม่ไปกับเขา พวกเราก็ไม่แสวงหาลา ภ ยศเหมือนเขา ก็เชิญมาพิสูจน์ได้ (เอหิปัสสิโก) หรือท้าทายให้มาพิสูจน์ได้ มาดูความจริงได้ หลายสิบปีมาแล้วอโศกเรามีพฤติภาพ อาตมา ว่าเจิรญ แต่มีภาวะซับซ้อน เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเองแล้ว แต่เราค้าขาย เรามีผลผลิตได้มากขึ้น แต่เราไม่ได้เอาเปรียบเอารัด เราก็ลดลงได้อีก ถ้าเราได้ส่วนเกินคุ้มกินใช้มากขึ้น เราก็ยิ่งสละให้แก่สังคมได้เพิ่มขึ้น เป็นปฏิภาคทวีเป็นสัดส่วนซับซ้อน เราอนุโลมกับโลกเขา แต่เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเรา คนนึกว่าเราไม่สงบ เราต้องทำมาหากิน แต่ที่จริงเราไม่ได้ทำมาหากิน แต่เราก็ทำไปตามสมมุติโลก เช่น ปลูกผักให้มากขึ้น แต่ก่อนเราปลูกได้น้อย เราก็แจกได้น้อย ใจเราไม่กล้าแจกมาก แต่งานตลาดอาริยะ เราปลูกได้มากมาย เราก็ไม่กลัวที่จะแจกเขาหรือเขาจะมาเอาไป เราก็ไม่กลัว แต่ถ้าเราไม่พอ เราก็ต้องระวัง เราต้องช่วยตนเอง ให้พอกินจะเหลือจนเชื่อได้ว่า ไม่ขาดตอน เราจึงช่วยสังคมได้ อันอื่นก็เหมือนกัน ถ้าเราสร้างได้ อย่างปุ๋ยเราก็หมุนเวียนได้พอสมควร อย่างปุ๋ย เราก็ขายของดีราคาถูกและเป็นความจำเป็นที่สังคมต้องใช้ เราไม่สร้างของมอมเมา เราสร้างสาระ เช่น ปุ๋ยเรา ของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ซื่อตรง ขายสด งดเชื่อ (เงินเชื่อทำลายสังคม) เราทำเงินสดนี่ไม่ยุ่งเลย แก้ปัญหาได้ พวกเราจะพยายามปฏิบัติอย่างนี้ให้มันเจริญทับทวีมากขึ้น อย่างบ้านราชฯ ไม่ซับซ้อนกว่าสันติอโศก บ้านราชฯ มีลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่อโลกต่อสังคม เป็นโลกุตระ-โลกวิทู-โลกานุกัมปายะ อย่างแท้จริง สรุป... อาตมา ก็ขอยืนยันว่า ธรรมะพระพุทธเจ้า คือ สิ่งประเสริฐที่แท้จริง เป็นประโยชน์ที่แท้จริง เรามาลด ละสิ่งที่ควรลด ละและเราก็ไม่ได้เสียอะไร เราไม่ต้องกินอร่อย แต่ร่างกายเราก็ดีกว่าเก่า ไม่มีพิษภัย ของใช้ที่เขาหลอกกันมากมาย กระเป๋าถือใบละ 4 ล้านก็โง่ได้ที่ พวกเรารู้ทันแล้วไม่ตกเป็นเหยื่อก็ดีแล้ว ให้ศึกษาด้วยปัญญาว่า ถูกทาง แล้วเอาให้ได้ จะเรียกว่า อรหันต์หรือไม่ก็แล้วแต่ ถ้าเราลด ละได้ ก็คือ อุตริมนุสธรรม ที่คนได้ยากอย่างแท้จริง อย่า งอาตมา พาทำ หลายคนก็ไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ ก็ทำกันไป เชื่อว่าพาทำถูกทางแน่นอน แต่บางคนก็ระมัดระวัง ก็ดีช่วยกัน อาตมา ไม่คิดว่า ตนต้องถูกตลอด อีกไม่กี่วัน อาตมา ก็อายุครบ 79 ย่าง 80 อาตมา จะอยู่ไปอีก 72 ปี ใครจะอยู่ตาม อาตมา ไป หรือ จะอยู่เกินนั้นก็ได้ ยกมือ...ยกกันพรึ่บเลย ถ้าอยู่ไม่พลาดไปจากที่ อาตมา พาทำ ก็จะพาทำอย่างนี้แหละ ไปด้วยกัน เลือดบ้านราชฯ นี่คือสิ่งที่ อาตมา พูดเทศน์ใช้เวลาเท่าที่กำหนดให้ 1 ชม. ก็ พากเพียรทำกันอย่างเคร่งครัด แต่ไม่เคร่งเครียด ...มีไฟดับด้วยแป๊บหนึ่ง ให้ทุกคนเอาไปปฏิบัติประพฤติให้ได้มรรคผลตามธรรมสมควรแก่ธรรมเทอญ....จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน