560530_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง บุคคลา-ธัมมาธิษฐานอันลึกซึ้งแบบพุทธ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560530_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง บุคคลา-ธัมมาธิษฐานอันลึกซึ้งแบบพุทธ วันที่ 30 พฤษภาคม 2556 ที่บวร ราชธานีอโศก พ่อครูเริ่มรายการที่บ้านราชฯ... อาตมา เกิดมามีหน้าที่เปิดเผยธรรมะ เปิดเผยสัจธรรม จำเป็นต้องบอกอย่างนี้เพราะว่ามันเป็นเรื่องพิเศษ ไม่เหมือนใคร ถ้าไม่บอกจะไม่รู้เลย อาตมา อธิบายแม้แต่ธรรมะที่บรรยาย ก็ไม่เหมือนใคร จึงจำเป็นต้องบอกว่า ไม่เหมือนใคร อย่างไรบ้าง ผู้ที่ได้ศึกษาตั้งใจฟังตามที่ อาตมา ได้อธิบาย ได้บอกแจ้ง ผู้นั้นก็จะได้ ส่วนผู้ที่จะเพ่งโท ษ จับผิด หาเรื่องย้อนแย้งเฉยๆก็จะไม่ได้อะไร เรื่องสำคัญที่จะต้องให้คนรู้ โดยเฉพาะสิ่งที่เราไม่สามารถจะรู้ได้ง่ายๆ พูดให้ชัดคือ อาริยธรรม หรือ โลกุตรธรรม เป็นสิ่งที่รู้ไม่ง่าย และก็ไม่สามารถรู้เองสำหรับผู้ที่ไม่มีของตนเอง ธรรมะพระพุทธเจ้าต้องสืบทอดจากผู้รู้ จากปัจเจก และ ปัจเจกที่จะได้มาก็ต้องรับมาจากผู้รู้พุทธธรรมจริง ศาสนาพุทธจึงต้องมีสาวก ต้องเป็นสาวก ผู้ที่จะเป็นต้นตอได้ ส่วนสาวก คือ ผู้ฟัง จะต้องฟังธรรมะถ่ายทอดจากปัจเจกผู้สยังอภิญญา หรือจากสยัมภูเลย คือจากพระพุทธเจ้าเลย ก็คือผู้ที่เป็นเอง มีเอง ได้เองสะสมมาเองจนสูงสุด คือต้นตอของผู้ที่จะถ่ายทอด และก็จะมีสาวกสังโฆ คือ หมู่กลุ่มผู้ฟัง ศาสนาพุทธ จึงไม่เกิดรู้เอง โดยไม่ได้มีเชื้อ มีที่มา แต่ศาสนาพุทธนั้น "ทุกอย่างมีแต่เหตุ" มีต้นเค้ามาก่อน อยู่ดีๆจะรู้เองเลย ไม่ได้ คนสับสนอันหนึ่งคือ คำว่า ทุกอย่างมาแต่เหตุ กับ ผู้ที่มีเอง ของตนเอง อย่างพระพุทธเจ้า คือ ผู้ที่สุดยอด เป็นผู้มีเอง ก็ถือเป็นต้นตอ แต่จริงๆแล้วพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก็มาแต่เหตุ คือ รู้เองไม่ได้ ต้องรับมาจากผู้รู้ทั้งนั้น อย่าง อาตมา ว่าชาตินี้ไม่มีอาจารย์ ไม่มีสำนัก ไม่มีศิษย์พ
อ่านต่อ
ี่ ศิษย์น้อง ชาตินี้อาตมาไม่มี เขาก็ว่า อวดเกินจริง เพราะเขาเข้าใจไม่ได้ว่า ผู้มีเอง มีตั้งแต่ ปัจจัตตัง และก็เป็น สยังอภิญญา และก็ไปสู่ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะและก็ไปสู่ สยัมภู หรือ สัมมาสัมพุทธะ พระพุทธเจ้านั้นที่เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะนั้น ท่านมีสัมมาสัมพุทธะเฉพาะตน ไม่ใช่มาสร้างศาสนา อาตมา ก็มาแต่เหตุ คือ ศึกษากับพระพุทธเจ้ามาไม่รู้กี่ชาติ ชาตินี้ก็มาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็พูดอย่างไม่กระมิดกระเมี้ยน แต่ก็เกรงใจพวกที่เขายึดถือ เป็นเรื่องที่อาตมาเป็นของตนเอง แล้วเอามาพูด หลายอย่างไม่มีตำราพูดไว้ด้วย ก็เกรงใจ เห็นใจอยู่ การได้เอง ของตนเอง ตั้งแต่ปัจจัตตัง เมื่อสะสมไปก็เป็น ปัจเจกภูมิ พอสะสมไปมากขึ้นก็เป็น สยังอภิญญา แล้วก็เข้าสู่ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธ และสุดท้ายก็เป็น สยัมภู แต่ไม่ได้ขัดแย้งว่า ทุกอย่างมาแต่เหตุ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก็มาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ อาตมา ระมัดระวังในการแสดงธรรม พูดชัดๆว่า อาตมา มั่นใจเรื่องบาปบุญ เรื่องเวร-กรรม เชื่อกรรม-วิบาก แต่ในยุคใด ที่มีคนที่รู้ผิดๆ ไม่สัมมาทิฏฐิ มีความยึดถือ ถือดีอยู่มาก และก็มีลูกศิษย์มาก มีหมู่กลุ่มมาก ผู้ที่มีของจริงเป็นโพธิสัตว์ เกิดมาในยุคที่มีพวกมีกิเลสอยู่มาก มีพวกมาก ในโพธิสัตว์ที่มาเกิดยุคนั้น ก็จะมีหมู่จำนวนน้อย เพราะมีผู้ที่มีภูมิรับโลกุตรธรรมน้อย ยกตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้ก็มีปริวิตกว่า จะสอนได้หรือคนในยุคนั้น แต่ท่านก็เปลี่ยนใจ เพราะมีสหัมบดีพรหมมาอาราธนา จึงเห็นว่า ผู้ยังมีธุลีในดวงตาน้อย คือผู้มีกิเลสน้อยพอที่จะสอนได้ยังมี พระพุทธเจ้าจึงเปิดเผยประกาศและสร้างศาสนา เพราะถ้าเปิดไปแล้วไม่มีคนรับได้ ก็เสียศาสนา 18.23 น. บุคคลาธิษฐาน และ ธรรมธิษฐาน นั้นเข้าใจยาก ในสมัยพระพุทธเจ้าศาสนาทั่วไป เป็นเทวนิยม คือ ศาสนาที่ยึดถือพระเจ้า มีพระพรหม เป็นต้น เป็นพระเจ้า เป็นนามธรรมที่คนนับถือ ไม่ได้สัมผัสของจริง ถือว่า เป็นสิ่งลึกซึ้งสูงสุด ไม่อาจเข้าไปแตะต้องได้เลย ยึดถือลัทธิความเข้าใจนิยม (นยม แปลว่า เที่ยง) อย่างนั้น เทวนิยม เขาจะไม่เข้าใจ ไม่รู้จักเทพเจ้าที่แท้จริง แม้เขาจะนับถือเทพเจ้า คำว่า เทพเจ้า คือ ผู้ที่มีคุณงามความดี มีคุณธรรม เทพเจ้า คือจิตวิญญาณที่มีความสูงส่ง จะเรียกว่า เทพ หรือ เทวา หรือ เทวดา ก็คือจิตวิญญาณ ในตัวคน มีจิตวิญญาณ ถ้าจิตวิญญาณของเราเป็นจิตวิญญาณที่มีคุณธรรม ท่านเรียกว่า จิตวิญญาณเทพ หรือ เทวดา ที่เขาว่าวิญญาณ เทวดา ผี ลอยล่องอยู่ภายนอกตัวที่ไหนก็แล้วแต่ แต่พระพุทธเจ้าไม่พาเรียนอย่างนั้น แต่ศาสนาเทวนิยมเขาเรียนแล้วเขาก็ว่า เขาเห็นเป็นรูปร่างด้วย คำ ว่า รูปร่าง (สรีระ) หรือเรียกว่า "ร่างกาย" คือ มีองค์ประชุมของจิตและวัตถุธาตุ แม้แต่ในจิตวิญญาณที่เป็นองค์ประชุมของนามธรรม ท่านก็เรียกว่า "นามกาย" แต่ถ้าสัมผัสแตะต้องด้วยทวารนอกได้เรียกว่า "รูปกาย" "นามกาย" ไม่มีรูปร่างไม่มีสีสัน ในพระไตรปิฏกเล่ม 16 ท่านแจกเรื่องนามรูปว่ามี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ส่วนรูป มี มหาภูตรูป อุปทายรูป ต้องศึกษาคำว่า "รูป" ที่มีทั้งภายนอก และ ภายในที่เรียกว่า "รูปจิต" หรือ "นามรูป" คือ มันเป็นนาม แต่เป็นรูปที่ถูกรู้ ใครติดยึดแบบเทวนิยม ว่าวิญญาณหรือจิตมีรูปร่าง มีที่อยู่ เป็นนรกสวรรค์แบบมีสถานที่เลย แม้แต่คำว่า "นามกาย" คือองค์ประชุมของนามธรรม และจะประชุมกันเป็นเทวดาหรือสัตว์นรกก็ได้ ก็คือ "นามกาย" หรือจิตวิญญาณ ไม่มีรูปร่าง (อสรีรัง), เห็นไม่ได้ (อนิทัสสนัง), ไม่มีกรอบไม่มีขอบเขตกระจายไปไม่มีที่สิ้นสุด (อนันตัง), เหมือนแสงสว่างกระจายไป (สัพโตปภัง), ถ้าจะอาศัยอยู่ก็เฉพาะในกรอบร่างกายของคน, สัตว์ที่มีจิตวิญญาณ(คูหาสยัง) ยุคพระพุทธเจ้า ยังไม่มีใครประกาศศาสนาพุทธว่า จิตไม่มีรูปร่าง ไม่มีขอบเขต เขารู้แต่ว่า จิตวิญญาณเป็นแบบเทวนิยม แต่ของพุทธไม่ได้ปฏิเสธเทวนิยม แต่ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาเป็น แต่เป็นเทวะที่ไม่เหมือนกันกับเขา พระพุทธเจ้าก็ต้องประนีประนอมอย่างยิ่ง เพราะเขาเข้าใจอย่างนั้นเสียมาก ว่า ตายไปต้องมีที่อยู่ มีภพอยู่ ซึ่งมันหยาบในการมีที่อยู่ แต่ว่าจิตวิญญาณละเอียดกว่านั้น คือ อาการที่สุข ทุกข์ เป็นจิตสูงหรือจิตตกต่ำก็คือวิญญาณ คือคุณลักษณะของจิตวิญญาณต่างหากที่สำคัญ อยู่ในร่างคนนี่แหละ ศาสนาอื่นเขาไม่เรียนจิตวิญญาณในร่างคน แต่ไม่ได้ปฏิเสธว่า จิตวิญญาณออกจากร่าง ก็เวียนตายเวียนเกิดไปนรกสวรรค์ตามวิบาก มีจริงปฏิเสธไม่ได้ แต่อย่าเอามาพูด พระพุทธเจ้าไม่สอนอย่างนั้น พระพุทธเจ้าสอนให้เรียนรู้ในร่างกายเรานี่แหละ ศึกษาให้ชัดว่า ถ้าจะสร้างนิมิต จิตก็ปั้นนิมิตได้ เป็นเรื่องเป็นรูปร่างตัวตน เป็นอัตภาพก็ปั้นได้ มี แต่มันไม่จริง ไม่ใช่ของจริงเลย ยกตัวอย่างเช่น คนมิจฉาทิฏฐิ เขาจะเข้าใจว่า คนทุกคน พอตายไป วิญญาณก็จะเป็นตัวคนนี้ ถ้าใครมีตาทิพย์จะเห็นว่า มีวิญญาณหน้าตารูปร่างเหมือนตอนเป็นๆ นั่นคือ มิจฉาทิฏฐิ แต่ตายแล้วไม่มีรูปร่างอย่างนั้น มีนรกสวรรค์ด้วย นรก คือ ความทุกข์ ความเสื่อมต่ำ มีสวรรค์ก็มี และก็วนเวียนในวัฏฏะเพราะยังไม่ล้างอวิชชา 18.45 น. ไม่ได้เรียนรู้ล้างอวิชชาตอนเป็นๆ ตอนตายไปปฏิบัติให้บรรลุไม่ได้ ตายไปมีแต่จะต้องรับวิบากที่ตนทำไว้ บาปก็เป็นนรก เป็นกุศลก็เป็นสวรรค์ แต่สวรรค์จะน้อย ส่วนบาปคือทุกข์ เป็นวิบากจะมีมากยาวนาน ถ้าเราชำระล้างบาป เป็นโสดาบัน ก็ลดวิบากไปส่วนหนึ่ง สกิทาคามีก็ลดวิบากอีก อนา คามี ก็เหลือเศษวิบากเล็กน้อย ไม่ตกนรกทุกข์ทรมานเดือดร้อนแล้ว เหมือนผู้ไม่ชำระกิเลสหรือชำระกิเลสไม่ถูกต้อง พระพุทธเจ้าที่ท่านเองท่านมีบรรยายว่า เมื่อท่านมีจิตปริวิตกว่า จะไม่สอนคน ท่านก็เล่าเป็นบุคคลาธิษฐานว่า สหัมบดีพรหม (เป็นพระพรหมที่รวมพรหมวิหาร 4 อย่างยิ่งใหญ่ทั้งหมด) มาเตือนพระพุทธเจ้าให้มีเมตตา ซึ่งจริงๆสหัมบดีพรหมก็คือ จิตวิญญาณของท่านเองนั้นแหละ แต่ท่านต้องเล่าให้เป็นบุคคลาธิษฐาน ก็เพราะคนสมัยนั้นเป็นเทวนิยมเสียส่วนมาก คำว่า สุขทุกข์ของพระอาริยะ เช่น ของพระอรหันต์ สุขทุกข์ของท่านคือสงบ เมื่อตายไป จิตของท่านก็สงบ อย่างพระโพธิสัตว์ตายไป จิตก็อยู่ที่ดุสิต (สงบ) พระพุทธเจ้าต้องอธิบายอย่างเป็นบุคคลาธิษฐาน เพราะต้องประนีประนอม แต่ว่าสมัยนี้ คนรู้พระพุทธศาสนา มีมานานแล้วหลังพระพุทธเจ้าประกาศศาสนา อาตมา จึงบอกอย่างชัดๆเลย ไม่ประนีประนอม มาดูตัวอย่าง ที่คุณ 8705 พาดพิงถึง พระสารีบุตร ถูกยักษ์ (คือจิตวิญญาณอันเลวร้าย) ตีที่ศีรษะ โดยที่คุณ 8705 มายกอ้างเป็นตัวเป็นตน อาตมาก็ค้นเจอใน ชุณหสูตร เ ล่ม 25 ข้อ 83 4. ชุณหสูตร [93] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ใกล้กรุงราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโมคคัลลานะอยู่ที่กโปตกันทราวิหารก็สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรมีผมอันปลงแล้วใหม่ๆ นั่งเข้าสมาธิอย่างหนึ่งอยู่กลางแจ้งในคืนเดือนหงาย ฯ [ 94 ] ก็สมัยนั้น ยักษ์สองสหายออกจากทิศอุดรไปยังทิศทักษิณ ด้วยกรณียกิจบางอย่าง ได้เห็นท่านพระสารีบุตรมีผมอันปลงแล้วใหม่ๆ นั่งอยู่กลางแจ้งในคืนเดือนหงาย ครั้นแล้วยักษ์ตนหนึ่งได้กล่าวกะยักษ์ผู้เป็นสหายว่า ดูกรสหาย เราจะประหารที่ศีรษะแห่งสมณะนี้ เ มื่อยักษ์นั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ยักษ์ผู้เป็นสหายได้กล่าวกะยักษ์นั้นว่า ดูกรสหาย อย่าเลย ท่านอย่าประหารสมณะเลย ดูกรสหาย สมณะนั้นมีคุณยิ่ง มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก แม้ครั้งที่ 2 ...แม้ครั้งที่ 3 ยักษ์นั้นก็ได้กล่าวกะยักษ์ผู้เป็นสหายว่า ดูกรสหาย เราจะประหารที่ศีรษะแห่งสมณะนี้ แม้ครั้งที่ 3 ยักษ์ผู้เป็นสหายก็ได้กล่าวกะยักษ์นั้นว่า ดูกรสหาย อย่าเลย ท่านอย่าประหารสมณะเลย ดูกรสหาย สมณะนั้นมีคุณยิ่ง มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ลำดับนั้นแล ยักษ์นั้นไม่เชื่อยักษ์ผู้เป็นสหาย ได้ประหารที่ศีรษะแห่งท่านพระสารีบุตรเถระ ยักษ์นั้นพึงยังพระยาช้างสูงตั้ง 7 ศอกหรือ 8 ศอกให้จมลงไปก็ได้ หรือ พึงทำลายยอดภูเขาใหญ่ก็ได้ ด้วยการประหารนั้นก็แลยักษ์นั้นกล่าวว่า เราย่อมเร่าร้อน แล้วได้ตกลงไปสู่นรกใหญ่ในที่นั้นเอง ฯ [95] ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ได้เห็นยักษ์นั้นประหารที่ศีรษะแห่งท่านพระสารีบุตรด้วยจักษุเพียงดังทิพย์อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ แล้วเข้าไปหาท่านพระสารีบุตร ครั้นแล้วได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรอาวุโส ท่านพึงอดทนได้หรือ พึงยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือทุกข์อะไรๆ ไม่มีหรือ ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูกรอาวุโสโมคคัลลานะ ผมพึงอดทนได้ พึงยังอัตภาพให้เป็นไปได้ แต่บนศีรษะของผมมีทุกข์หน่อยหนึ่ง ฯ ม. ดูกรอาวุโสสารีบุตร น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้วท่านพระสารีบุตรมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ยักษ์ตนหนึ่งได้ประหารศีรษะของท่านในที่นี้ การประหารเป็นการประหารใหญ่เพียงนั้น ยักษ์นั้นพึงยังพระยาช้างสูงตั้ง 7 ศอก 8 ศอกให้จมลงไปก็ได้ หรือพึงทำลายยอดภูเขาใหญ่ก็ได้ ด้วยการประหารนั้น ก็แลท่านพระสารีบุตรได้กล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโสโมคคัลลานะผมพึงอดทนได้ พึงยังอัตภาพให้เป็นไปได้ แต่บนศีรษะของผมมีทุกข์หน่อยหนึ่ง ฯ สา. ดูกรอาวุโสโมคคัลลานะ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว ท่านมหาโมคคัลลานะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ที่เห็นยักษ์ ส่วนผมไม่เห็นแม้ซึ่งปีศาจผู้เล่นฝุ่นในบัดนี้ ฯ [96] พระผู้มีพระภาคได้ทรงสดับการเจรจาปราศรัยเห็นปานนี้ แห่งท่านมหานาคทั้งสองนั้น ด้วยโสตธาตุอันเป็นทิพย์อันบริสุทธิ์ล่วงโสตธาตุของมนุษย์ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานี้ว่า จิตของผู้ใดเปรียบด้วยภูเขาหิน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่กำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ไม่โกรธเคืองในอารมณ์เป็นที่ทั้งแห่งการโกรธเคือง จิตของผู้ใดอบรมแล้วอย่างนี้ ทุกข์จักถึงผู้นั้นแต่ที่ไหน ฯ ยักษ์สองตนก็คือ คนนั่นแหละที่จิตของเขาคิดไม่ดีก็คือ เป็นจิตยักษ์ เขาเป็นฮินดู ก็ยึดถือว่า คนโกนหัว คือ คนจัญไร เป็นคนอุบาทว์ ใช้ไม่ได้ เขาก็เถียงกันเองว่า จะประหารหรือตีหัวพระสารีบุตร และเขาก็ตกนรกของเขาเอง โดยก็ไม่ได้ตีด้วยกายแต่อย่างใด อาจทำกิริยา พระโมคคัลลานะ ท่านมีฤทธิ์หยั่งรู้ใจของคนสองคน (ที่มีจิตเป็นยักษ์) ก็ไปถามพระสารีบุตร เพราะท่านอาจเป็นกิริยาออกมาทางกายกรรม ที่แสดงความไม่ชอบใจ แต่พระสารีบุตรท่านก็รู้สึกว่า มีอะไรนิดหนึ่ง ส่วนคำว่า เล่นฝุ่น อาตมาอธิบายว่า ปีศาจหรือผี มีกิริยาดังฝุ่น คือ ละเอียด พระสารีบุตรสายปัญญา จึงเห็นเป็นสิ่งละเอียดแต่รู้สึกว่ามีอะไรกระทบนิดหน่อย ก็คือ ทุกข์ละเอียดมาก ส่วนท่านโมคคัลลานะเห็นเป็นสิ่งหยาบกว่า ก็เพราะเป็นสายเจโต ที่ยกตัวอย่างมานี้ก็คือให้เห็นว่า ธรรมะพระพุทธเจ้านั้นยากมากที่จะให้คนเข้าใจภาวะของความไม่มีตัวตน คำว่า ทรถ ก็คือ ความทุกข์ความลำบากของพระอรหันต์ (ท่านแปลว่าความกระวนกระวาย) 19.11 น.(แวะไอ 4 ที) อาตมา พยายามอธิบาย เพื่อให้คนเข้าใจนามธรรม ผู้ที่มีภูมิปัญญาก็จะพอเข้าใจได้ เพราะพวกเรา อาตมา ได้พูดอธิบายให้พวกเราฟังมานานพอมีพื้นฐานรู้ได้ ต่อไปเป็นการตอบประเด็น จะเปรียบ 8705 เป็นยักษ์ที่จะเอากระบองมาประหารพ่อครูได้หรือไม่ แล้วพุทธพจน์ตอนท้าย จะหมายถึงยักษ์จะทำอันตรายผู้ที่อบรมจิตไว้ดีแล้วไม่ได้ใช่หรือไม่ พ่อครูว่า ..ใช่ แสดงว่าฟังธรรมเข้าใจได้ดี ระหว่าง 1 . การทำงานตำแหน่งรองผอ.รร.มีชัยพัฒนา ซึ่งไม่เก็บค่าเล่าเรียนเด็ก กับ 2 .ตำแหน่งผู้จัดการในร้านถ่ายรูปเล็ก มีคนทำงานอยู่สองคนพ่อลูก ซึ่งพ่อบุญธรรมก็เป็นต้อหิน ตอนนี้อยู่ในขั้นทำเลเซอร์สกัดไม่ให้ตาบอ ด ระหว่างสองตำแหน่งนี้ หากเราละตำแหน่งที่ 2 .ไปทำงานตำแหน่งที่ 1 เสีย 5 วันแล้วเหลือ 2 วันกลับมาบ้านดูแลพ่อ จะเป็นอย่างไร พ่อครูว่า คุณยังไม่แน่ใจตัวเอง มีปัญหาว่า ถ้าคุณไม่ไปรับตำแหน่ง รองผอ. ก็ต้องอยู่ร้านถ่ายรูป 7 วันก็ไม่ได้ทำงานต่อ ก็อยู่ที่เหตุปัจจัยของคุณ แต่ อาตมา ว่า คุณตัดสินแล้ว ข้อสำคัญอยู่ที่คุณตัดสินใจ ไม่น่าจะมีปัญหา เราก็มีจิตกตัญญูต่อพ่ออยู่ 0824039xxx ตนคิ ดว่า พ่อครูท่านบ่ได้ห้ามมิให้นั่งส มาธิหลับตา ท่านเพียงบอกว่า สมาธิบ่ใช่แค่นั่งหลับตา.. สมาธิโดยทั่วไปที่เรียนรู้เป็นสมาธิปถุชน การเพ่งใจจดใจจ่อกับเรื่องใดเรื่อง1ที่คนจะถนัดฝึกฝนฯ สมาธิกัลยาณชน คนก็เรียนรู้มากเป็นวิธีสะกดจิตให้สงบฤาให้จิตรวมเป็น1เรียกง่ายๆว่านั่งสมาธิเข้าฌานฯ ที่พ่อครูเคยสอนเรื่องสมาธิสัมโพชฌงค์ฤาสมาธิในทางปฏิบัติมรรคมีองค์8 ต้องเข้าใจสัมมาทิฏฐิสัมมาทั้ง7รวมเป็นสัมมาสมาธิตนเข้าใจได้แค่นี้หนะ พ่อครูว่า... ก็ใช้ได้ เข้าใจถูกต้อง สมาธิปุถุชน นั้น เขาไม่ได้ฝึกสมาธิเลย เขาก็มีสมาธิตามธรรมชาติ เช่น เวลาทำงาน จิตก็เพ่งอยู่กับอะไรอันหนึ่ง อย่างลืมตาด้วย เรียกว่า สมาธิปุถุชน เป็นสมาธิที่คนฝึกได้หรือเป็นอยู่แล้วในแต่ละคน มากหรือน้อยต่างกัน แต่ก็มีคนศึกษาว่า ให้จิตมีกำลัง จดจ่อมุ่งอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เขาก็ฝึกเรียกว่า สมถะลืมตา โดยอธิบายในชาวพุทธมากมาย แต่ไม่ได้เรียนไปถึง จิตเจตสิก รูปนิพพาน ไม่มีโพชฌงค์ 7 ไม่มีสติ ไม่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ส่วนสมาธิของกัลยาณชน ที่เข้าใจคือ นั่งสมาธิหลับตา แล้วก็ห่างจากเรื่องโลกๆ ไปนั่งสะกดจิตให้จิตรวมได้เก่ง รวมได้เร็ว ก็มีวิธีสะกดจิตอย่างเดียวกัน จริงๆสมาธิหลับตาก็ลดความฟุ้งซ่านได้มาก ส่วนสมาธิสัมโพชฌงค์หรือสัมมาสมาธิ ที่มีญาณปัญญาตรัสรู้ ต้องอ่านจิตเจตสิก สักกายะได้ แล้วจัดการสักกายะ จนหมดอัตตา แล้วสั่งสมจิตที่ลด ละสักกายะ อัตตา นี่คือ การทำฌาน เผากิเลสไปตามลำดับ จิตก็เป็นอุเบกขา เป็นฐานนิพพาน แล้วสั่งสม ทำอย่างซ้ำทวน อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง แล้วอนุรักขนาปธาน สั่งสมอุเบกขา สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ ตามมรรค 7 องค์ อันนี้เรียกว่า สมาธิของอาริยชน ความไม่มี คือ ไม่มีกิเลส ไม่มีโลกสมุทัย คือ โลกนิโรธ พ่อครูว่า... ให้ติดตามฟัง มันมีนัยยะลึกซึ้งมากกว่านั้น ผู้ที่มีโลกนิโรธ ก็ต้องรู้ความมีในโลก พระพุทธเจ้าข้า ที่เรียกว่า สัมมาทิฐิ สัมมาทิฐิ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงจะชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ [ 43 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็น ความเกิดแห่งโลก (โลกสมุทยัง) ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็น ความดับแห่งโลก (โลกนิโรธ) ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มีโลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง (น อุเปติ) ไม่ถือมั่น (น อุปาทิยติ) ไม่ตั้งไว้(นาธิฏฺฐาติ) ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่า ทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะ จึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ ผมกำลังหัดพูดคุยกับเทวดา และตอบปัญหาเทวดาในตัวเอง มีความเข้าใจดังนี้ให้พ่อครูตรวจ - คำว่า อรูปฌานขั้นที่ 1 คือ อากาสานัญจายตนะ ที่พ่อครูว่าตรวจสอบความว่าง รูปสัญญา (สัมผัสทวาร 5 ) คือ กามราคะและปฏิฆะสัญญาที่มาจากอุปาทายรูป ใช่หรือไม่ พ่อครูว่า… ใช่ สามัญมนุษย์จะอ่านออกเฉพาะรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แต่ภายนอก ส่วนคนมีหูทิพย์ ตาทิพย์ จะเห็นรายละเอียดของสัมผัสนั้นแล้วมันมีกิเลสมาปรุงแต่งร่วมเกิดในเวทนา ในสัญญานั้นหรือไม่ รูปสัญญาที่มีการสัมผัส แล้วเกิดกามหรือปฏิฆะ ผู้ตาทิพย์จะเห็นกามและปฏิฆะ แต่ไม่ได้ไปดับสัมผัสแต่อย่างใด ความเป็นทิพย์ คือ รู้อย่างวิเศษว่า สิ่งที่ต้องกำจัดคือเหตุแห่งทุกข์คืออะไร อันคำว่า รูปสัญญา เท่ากับ สัญญาที่ยังระคนไปด้วยเศษอนุสัยของกาม จึงต้องทำให้พ้นรูปฌานให้ได้ก่อน แล้วเมื่อจะเข้าสู่อากาสาฯ จึงต้องละ รูปสัญญา-ปฏิฆะสัญญา และนานัตสัญญา ไปได้ส่วนหนึ่งก่อนเท่านั้น แล้วพอเข้าไปถึงขั้นที่ 3 คือ อากิญฯจึงจะมนสิการว่า ไม่ให้มีแม้แต่น้อย คือไม่มี รูปสัญญ า ปฏิฆะสัญญา-นานัตตสัญญา อันเหลือเศษธุลีของ โลภะ-รชะ ใช่ไหม?ดังนั้น คำว่า รูปสัญญา-ปฏิฆะสัญญา จึงสำคัญมากคงเป็นฐานอนาคามี พ่อครูว่า… คำว่า นานัต คือ ตัวตนต่างๆ นานัตตสัญญาคือกำหนดรู้ตัวตนต่างๆ หรือคือตัวตนที่เหลือ ที่เป็นกามหรือปฏิฆะ ก็เหลืออยู่คือ นานัตสัญญาที่ต้องตรวจสอบให้หมด ถ้าหมดกามราคะและปฏิฆะสัญญ า แล้วก็คือขั้นของอนาคามีเป็นต้นไป รูปฌาน คือ การต่อสู้กับสัญญา ทั้งสอง อันตา ส่วนรูปฌาน นั้นหยาบกว่า จึงต้องต่อสู้กับเวทนาที่มีสุข-ทุกข์ เพราะรูปหยาบ ดังนั้น สัญญาและเวทนา จึงไปตรวจสอบในขั้นสุดท้าย ที่สัญญาเวทยิตนิโรธ คือครบทั้งนอกและใน ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า… จะบอกว่าเวทนา ของพระพุทธเจ้า ข้างนอกก็สัมผัสอยู่ ถ้าไม่มีเหตุคือกิเลสมาปรุงแต่งก็เฉย แต่ถ้ามีกิเลสคือเหตุปรุงแต่งก็ต้องกำจัดเหตุ ซึ่งพยัญชนะจะไปสื่อสภาวะก็ไม่ง่าย ส่วนผู้ที่ไม่มีสภาวะ ยิ่งยาก คำว่า ชั่ว และ บาป ในระดับปรมัตถ์และสมมุติ ขอพ่อครูอธิบาย พ่อครูว่า… คำว่า "ชั่ว" คือ ความหมายกว้างๆ ส่วนคำว่า บาป ลึกๆจริงคือจิตมีกิเลส คนหมดบาป คือ หมดกิเลส ถ้าเป็นการชำระกิเลสได้หมด คือ อปุญญะ ก็ยิ่งเป็นผู้ที่ไม่มีทั้งบาปและบุญ บุญ คือ การชำระจิตสันดานให้หมดจด ก็ไม่ต้องทำอีกแล้ว ถ้าอปุญญะแล้ว ต่างจากปุญญาภิสังขารที่ยังต้องทำอยู่ เป็นเสขบุคคล ส่วนอปุญญาภิสังขารคือ อเสขบุคคล ส่วน อเนญชาภิสังขารคือ สั่งสมผลให้ตัดสินตัวเองให้แน่ชัด จนไม่มีอะไรหวั่นไหว ในสัตว์ เช่น หมาแมว จะมีสติเช่นคนไหม พ่อครูว่า… มันมีสัญชาตญาณ มีสติรู้ตามสัญชาตญาณ มันระวังตัวตามสัญชาตญาณ คนก็มีสัญชาตญาณ มีสติรู้ตัวตามสัญชาตญาณ ถ้าไม่รู้ธรรมะ ก็ไม่มี สติ สัมปชัญญะ สัมปฌานะ ไม่มี สติสัมโพชฌงค์ อ่านจิตเจตสิกไม่ออก ไม่มีธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ ถึงจะมีจิตจดจ่อหรือไปนั่งหลับตาสะกดจิต ก็ไม่เป็นฌานเป็นสมาธิแบบพุทธ การกำจัดตัณหาทุกตัวต้องเว้นขาดเสียก่อน แล้วปัญญาวิปัสสนาจะเกิดตามหลังใช่หรือไม่ แล้วฤาษีก็เว้นขาดแต่กลับกำเริบ อะไรคือความต่าง พ่อครูว่า… ของฤาษี นั้นไม่วิปัสสนา คำว่า วิปัสสนา คือเห็นอย่างยิ่ง รู้เห็นลักษณะของปรมัตถ์ ถามว่า ต้องเว้นขาดก่อน แล้วค่อยวิปัสสนานั้น คำว่า วิปัสสนาคือต้องเห็นจิตเจตสิก อย่างถูกตัวตน ไม่ใช่ไปดับจิต อย่างฤาษี ที่เขาดับจิตมันจึงกลับกำเริบ ฤาษีไม่ได้เห็นกิเลสที่ถูกกำจัด เจ้าตัวจะรู้เลยว่าทำได้หรือไม่ สรุปคือเว้นขาดนั้นมันคือการไม่ให้สิ่งที่จะทำให้กิเลสเกิด เช่น ตาไม่กระทบ หูไม่ได้ยิน ไม่ให้อาหารกิเลส ไม่ให้กับความอยากที่เป็นกิเลส เป็นอุบายเครื่องออกให้อ่านกิเลสออก คือ วิปัสส คือเห็นกิเลสเลย หลัดๆ แล้วคุณก็กำจัดมัน แล้วตามเห็นกิเลสจางคลาย มันต่างจากฤาษีที่ไม่วิเคราะห์ว่ากิเลสมีอย่างไร แล้วกำจัดอย่างไร แต่เขาระงับสะกดไว้ ห่างผัสสะก็ไม่เกิดกิเลส แต่พอมาเจอผัสสะก็กำเริบได้ ส่วนการนั่งสมาธิไม่ได้อ่านกิเลสสดๆ ไม่ได้เรียนรู้กิเลสแห้งด้วย พยายามไปหากสิณที่ตนจดจ่อไป แล้วมันก็หายไปเอง มันไม่เที่ยง กิเลสก็รามือไป แต่คุณก็นึกว่าไม่มีกิเลส ให้ติดตามฟังให้ดีจะเข้าใจ อะไรคือตัวล้างตัณหา ไม่ให้กลับกำเริบอีก พ่อครูว่า… คือวิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิ ถามว่าอะไรก็คือต้องเรียนรู้ตัณหา โดยมีผัสสะสดๆ และก็มีวิธี วิขัมภนะ(กดข่มชั่วคราวอย่างน้อยก็ดีที่ได้รู้กิเลส ต่างจากฤาษีที่หนีผัสสะ ดับผัสสะ) -ตทังคปหาน ยาบ้าขายดีเพราะเด็กไม่มีที่ยึดเหนี่ยวใช่ไหม พ่อครูว่า… ใช่ ยาเสพติดทำให้สติไม่เต็ม เพราะเด็กมันกลุ้ม ไม่มีที่พึ่งที่ดีงาม
พ่อครูบอกว่า พระพุทธเจ้าทุกองค์ก็คือมาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนทั้งสิ้น แล้วสงสัยว่า พระพุทธเจ้าองค์แรกๆท่านบรรลุเพราะอะไร พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าสมณะโคดมก็บอกว่า เราไม่รู้ที่ต้น (ขนาดท่านพบพระพุทธเจ้ามามากกว่า ห้าแสนหนึ่งหมื่นสองพันยี่สิบเจ็ดพระองค์ ท่านก็ยังไม่พบพระพุทธเจ้าองค์ต้น อย่า ไ ปตามรู้เลย มหายานว่าพระพุทธเจ้ามีเท่ากับ เมล็ดกรวดในมหานที วัฏฏะสงสารไม่มีที่ต้น อย่าไปคิดในเรื่องที่ไม่จำเป็น ไม่ควรคิด เอาองค์ไหนองค์หนึ่งที่คุณเรียนตามจนจบกิจให้ได้ก็แล้วกัน พ้นมิจฉาทิฐิ มีญาณเห็นความไม่เที่ยงของวิญญาณ และเวทนาแล้ว จะมีนามธรรมหรือเจตสิกตัวใดที่จะถูกเห็นอีกหรือไม่ ในเงื่อนไขนี้ พ่อครูว่า… ก็เห็นเวทนาและก็วิญญาณ รวมทั้งสังขารด้วย ตำแหน่งที่ผู้ปฏิบัติ จัดการกับกิเลส ในสัง กั ปปะ 7 คือ ที่ตัวตักกะ เท่านั้น และตักกะที่มีกาม เราเรียกว่า กามวิตก หรือ กามสังกัปปะใช่ไหม พ่อครูว่า… ใช่
จิตสังขาร ภายหลังจากสู้กิเลสแล้ว จะชนะหรือแพ้กิเลสก็ตาม จิตก็ดับลงทั้งสิ้น ตามกฎของไตรลักษณ์ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดั บไป เช่นเดียวกับเวทนา ที่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว หากไม่ถูกกำจัดด้วยมรรคองค์ 8 ก็ต้องดับไป เช่นกัน ตามธรรมดา ธรรมชาติ ของโลกโลกีย์ พ่อครูว่า… จะล้างอุปาทาน ต้องล้างที่ตัณหา ฆ่าตัณหาเท่ากับฆ่าอุปาทาน โผฏฐัพพารมย์ และ ธรรมารมย์ แปลว่าอะไร พ่อครูว่า… เป็นอารมณ์ที่เกิดจาก ทวารนอกทั้ง 5 คือ โผฏฐัพพารมย์ ส่วน ธรรมารมย์ คือ เกิดแต่ในใจปรุงแต่งเองได้ คือสิ่งที่ทรงอยู่ในใจ จะเรียกว่า มโน หรือ มน ถ้าทรงไว้ดีก็คือ ธรรมะ ที่ว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์สอนตรงกันนั้นคือ สอนเรื่องปฏิจจสมุปบาท ใช่หรือไม่ พ่อครูว่า… ใช่ คือธรรมะหลักสำคัญ อันอื่นก็มีอีกเช่น อริยสัจ 4 เป็นต้น