560524_รายการเวียนธรรมวิสาขบูชา โดยพ่อครูปิดท้ายรายการ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์338 KB
วันที่แก้ไข21 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

560524_รายการเวียนธรรมวิสาขบูชา โดยพ่อครูปิดท้ายรายการ วันที่ 24 พฤษภาคม 2556 ที่บวร ราชธานีอโศก พ่อครูเทศนาธรรมปิดท้ายหลังจากสิกขมาตุและสมณะเวียนธรรม...มีหลายอย่างที่ อาตมา ได้เทศน์ตอนเช้าหลายคนคงได้ฟัง ที่เป็นเรื่องที่คิดไม่ออก คิดไม่ได้ แล้วทำไม อาตมา เอามาพูดได้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องศึกษา ในวัฏฏะสงสารยาวนานมาก มีอัตภาพก็วนเวียนในวิบาก เกิดแล้วตายตายแล้วเกิด อยู่ในระดับพลังงานจิตนิยาม ซึ่งพลังงานทั้งหมดพระพุทธเจ้าแบ่งเป็น 5 นิยาม (อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ) ในชีวิตของคนที่มีอัตภาพที่มีสภาพถึงขั้นจิตนิยาม ถ้าไม่ศึกษาพากเพียร ไม่ได้พบศาสนาพุทธจะไม่สามารถชัดเจนในเรื่องกรรมนิยาม ธรรมนิยามได้ กรรมนิยาม ต้องสะสมวิบากที่วนเวียนในมหาจักรวาลนี้ ซึ่งลูกโลกไม่ได้มีลูกเดียวที่มีมนุษย์อยู่ เป็นเรื่องอจินไตย อาตมา มีสัญญาที่จดจำได้เพราะเคยผ่านมาในวัฏฏสงสาร ผู้ที่จำได้คือผู้ที่มีความพิเศษ ส่วนที่จำไม่ได้ก็จะรู้ไม่ชัดเจน เช่น ไม่รู้ดีรู้ชั่วเป็นต้น ถ้าไม่พบศาสนาพุทธ ไม่พบพระพุทธเจ้าจะไม่รู้เรื่องกรรมชัดเจน จะวนเวียนอยู่กับสุข ทุกข์ โลกีย์อยู่แล้วๆเล่าๆนานนับชาติ อัตภาพของแต่ละคนเกิดมาไม่รู้กี่ชาติ ตกนรกขึ้นสวรรค์มาไม่รู้กี่ชาติ เราจะรู้การปิดนรก รู้การปิดสวรรค์โลกีย์เลย มีแต่สวรรค์โลกุตระอย่างเที่ยงแท้มีหลักประกันของชีวิต จะต้องรู้กรรมนิยาม ธรรมนิยาม เพราะเราจะมีกุศลโลกุตระได้ก็ด้วยกรรม เป็น ส ุ ก ต ทุก ก ฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก เป็นหนึ่งข้อในสัมมาทิฏฐิ ต้องสัมมาทิฏฐิจึงจะปฏิบัติมรรคองค์ 8 ได้ ถ้าไม่รู้ก็ไม่ได้ผลโลกุตระ เป็นนัตถิ ทินนัง ทานแล้วไม่มีผลเป็นโลกุตระ ซึ่งคนที่ทำทานก็มีผลทั้งนั้น คนที่ทำทาน มิจฉาทิฏฐิก็มีผล เป็นกุศลโลกๆ ที่เขาได้เสียสละได้ทานก็ได้ผล แต่คำว่า อัตถิ

อ่านต่อ

คือ มีผลที่เป็นมรรคผล เป็นผลทางธรรมที่จะไปสู่นิพพาน ไม่ใช่ผลโลกๆ เป็นอริยสัจ 4 การทำทานอย่างไร ให้มีผลโลกุตระ คือ มีผลลดกิเลสไปสู่นิพพาน ส่วนใหญ่แล้วจะทำทานแล้วเพิ่มกิเลสทั้งนั้น พวกเราก็ได้ฟังมาและก็ได้ทำมา ถ้าไม่พบศาสนาพุทธ ก็ไม่ทำทานที่จะพาไปนิพพาน ก็จะตกนรกขึ้นสวรรค์ไม่จบนานนับชาติ เพราะไม่รู้จักความเกิดดับของกิเลส จับกิเลสหรือตัณหาอุปาทานไม่ได้ ไม่รู้ปรมัตถ์ อ่านจิตเจตสิกไม่ออก ไม่รู้ตัวตนที่เป็นอกุศลจิต แล้วก็มีวิธีจัดการมัน ด้วยสมถะและวิปัสสนาวิธี พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมะที่เป็นพุทธ ท่านเป็นผู้ที่ตรัสรู้ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เมื่อ 2 ,600 ปีมาแล้ว ปีนี้ก็ย่างเข้า 2,601 แล้ว เป็นศตวรรษที่ 7 ของ 600 ท่านตรัสรู้ก็คือ ดึงเอาความรู้เดิมที่สั่งสมในสัญญา ขนาดพระพุทธเจ้าท่านมีของเก่า ท่านระลึกชาติได้มาไม่รู้กี่ชาติ เป็นโพธิสัตว์มหาสัตว์มาไม่รู้กี่ชาติ อย่าง อาตมา ที่มาเทศนา อธิบายได้ไม่เหมือนเขาก็คือของที่เกิดจริง เป็นจริง สำหรับบุคคลที่ได้ฝึกฝน ก็จะเกิดมีได้ พระพุทธเจ้ามีพุทธการกธรรมแล้ว เป็นเจ้าชายสิทธัตถะก็มีภูมิรู้ที่จะตรัสรู้แล้ว พวกเราได้มาศึกษาธรรมะกัน บอกได้เลยว่า มีมรรคผลกัน มาอยู่รวมกันอย่างมักน้อย สันโดษ เข้าหลักเกณฑ์ กถาวัตถุ 10 หลักวรร ณะ 9 ก็ตาม เป็นไปเพื่อความไม่หลงสวรรค์โลกีย์ เป็นคนมีศีล มีสมาธิ ซึ่งไม่เหมือนสมาธิที่เขามี ศีลก็ไม่เหมือนที่เขาถือกัน แม้แต่ในวงการศาสนา เป็นภิกษุเขาก็ถือศีล 227 ซึ่งไม่ใช่ศีลสำคัญ เป็นศีลอาญา ก็ดี แต่ก็ยังไม่ตรง ถ้าเข้าใจในจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลกันจริง ศาสนาพุทธจะไม่เป็นเช่นนี้ พระพุทธเจ้าสร้างศาสนาด้วยศีล ส่วนวินัยเกิดทีหลัง เป็นรั้วป้องกันศาสนาไม่ให้ถูกบุกรุก ซึ่งในพระไตร ปิฏกเล่ม 9 จะตรัสเรื่องศีลเป็นหลัก พูดไปแล้วพระท่านไม่กล้าค้านหรอก เพราะมีอยู่ในพระไตรปิฎกเล่มเดียวกัน นี่แหละ ศีลจึงไม่เสมอสมาน การปฏิบัติก็ต่างกัน ความเห็นก็ต่างกัน คำอธิบาย (อุเทศ) ก็ต่างกัน จึงเป็นนานาสังวาส มาถึงวันนี้ก็มั่นใจพวกเรา แม้ในยุคนี้ คนกิเลสหนา ก็ยังพูดธรรมะโลกุตระของพระพุทธเจ้าได้ ซึ่งพระพุทธเจ้าก็พยากรณ์ไว้ว่ าในอนาคตคนจะไม่สนใจธรรมะที่เป็นโลกุตระ แต่จะไปสนใจธรรมะประโลมโลก ไม่ได้เป็นไปเพื่อความละหน่ายคลายกิเลส แม้ในยุคนี้พวกเราก็รับธรรมะได้ แล้วก็เอาชีวิตมาพิสูจน์ ใครจะมาตายกับอันนี้...เอาแน่หรือ...คนยกมือมาก แสดงว่า มีจิตที่จะทวนกระแส อยู่กับโลกโลกุตระ เป็นโลกที่ปลดปล่อยคนออกจากลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข คนนั้นหวงกิเลสมากที่สุด หวงทรัพย์สมบัติ หวงเงินหวงทองอย่างไร ก็ไม่เท่าหวงกิเลส แต่พวกเราก็ไม่เสียดาย ก็ลดกันไป แต่ก่อนได้มี ได้เสพ ได้ลูบคลำลาภ ยศ สรรเสริญ มีคนยกย่อง แต่มาที่นี่ก็ลดละไป แต่ก่อนมาที่นี่พวกเราแต่งตัวมอซอ คนก็มองหัวจรดเท ้ าว่า เราจะไปจี้ปล้นเขาหรือไม่ แต่คนที่ใจถึงก็ใส่ชุดอโศกเต็มที่ ล้วนมีประส บ การณ์กันแล้วทั้งนั้น เขาจะมองว่า นี่คนหรือเปล่า เราก็วางใจ ไม่ต้องกลัวว่าเราจะไม่ได้โลกธรรม อาตมา พาพวกเราทำ ไม่ได้เอาอามิสล่อ มาแล้วจะได้รวยลาภยศสรรเสริญสุขด้วยกามหรืออัตตา แต่มีแต่จะเห็นทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ที่ตั้งอยู่ที่ดับไป ให้หมดอามิส หมดโลกธรรม เราเข้าใจด้วยปัญญาแล้ว ใครเหลืออยู่ก็ทำต่อไปให้หมด ใครเหลือเชื้อที่จะสุขด้วยกาม ด้วยอัตตา ด้วยโลกธรรมอยู่ก็ลดละไป ตรวจสอบใจเรา ไม่ไปหลบในหลืบถ้ำเขา เราก็เห็นอยู่ทนโท่ เขาอวดกาม อวดอัตตากันทั่วโลก อวดโชว์กันแล้วเราสั่นสะเทือน อยากจะได้อย่างนี้คืน เราถูกหลอกมาหรือเปล่า จะกลับไปก็เดี๋ยวเขาจะว่าไม่แน่ เราก็ตรวจอ่านใจเรา อาตมา ไม่ได้ปกปิด อาตมา ว่า อาตมา เป็นดารานู๊ด บอกอย่างโจ่งแจ้ง ไม่เหลือปิดบัง เห็นความจริงทุกขุมขน ละเอียดถึงอรูปเลย ละเอียดกว่าขุมขน เป็นนามธรรมด้วยซ้ำ นี่คือยอดนู๊ด ยอดเปลือย ยอดเปิดเผย พวกเราก็ยังมากันได้ เป็นสิ่งพิสูจน์ที่ในยุคสมัยนี้ ผู้มีธุลีในดวงตาน้อย ก็มีอยู่ อย่างพระพุทธเจ้าท่านตรวจ พุทธุปาทกาละ ตรวจดูว่าอะไรเกิด อะไรดับในโลก ก็หยั่งดูโดยญาณของท่าน ท่านมีสัมมาสัมโพธิญาณว่า มีกิเลสมากหรือน้อยอย่างไร ตอนแรกท่านก็ปริวิตกว่า จะสอนคนได้หรือ เพราะคนมีกิเลสมากมาย ท่านก็จะไม่สอน ก็มีจิตดีของท่านคือ สหัมบดีพรหม ก็มาอาราธนาให้ท่านสอนธรรมะ ไม่อย่างนั้นโลกฉิบหาย ก็คือสำนึกของท่าน เป็นพรหมวิหารของท่าน คือ อัปปมัญญา ท่านก็ตรวจดูว่า ยังมีผู้มีธุลีในดวงตาน้อย สอนธรรมะได้อยู่ ซึ่งท่านก็สอนคนบรรลุธรรมได้น้อยกว่าพระพุทธเจ้าองค์อื่น มีมาฆบูชาครั้งเดียว มีพระสงฆ์ 1,250 องค์ มาฟังธรรม แต่ก็ไม่ใช่ว่าท่านจะไม่เก่งเท่าพระพุทธเจ้าองค์อื่น แต่ถ้าให้พระพุทธเจ้าองค์อื่นมาสอนคนในยุคนั้น ก็สอนได้แค่นั้น เพราะเป็นปัจจัยที่เกิดจากคนในยุคนั้นที่ได้แค่นั้นเอง ธรรมะพระพุทธเจ้านี้ ทุกพระองค์เหมือนกันหมด สอนอันเดียวกัน เพราะเป็นความรู้สุดยอดของมนุษย์ เป็นหลักประกัน คือ ถ้าได้ภูมิธรรม ถ้าได้อรหันต์แล้ว มีหลักประกันสมบูรณ์ คือ ไม่ทำบาปทั้งปวงแล้ว ทำแต่ดี เพราะได้ชำระกิเลสได้หมดจดแล้ว เป็นของที่ได้เที่ยงแท้แน่นอน ไม่กลับกำเริบ อย่าง นิจจัง ธุ วัง สัสสตัง อวิปริณามธัมมัง อสังหิรัง อสังกุปปัง พระอรหันต์ตายแล้วเกิดได้อีกทางร่างกาย แต่กิเลสนั้นตายสนิทไม่เวียนกลับอีก (อสังกุปปัง) แต่ชีวิตร่างกายท่านก็ต่อภพภูมิได้ ท่านจะเกิดมาก็ทำประโยชน์แก่โลก ไม่มีพิษภัยต่อโลก พวกเรานี่ทำเพื่อผู้อื่นจริงหรือไม่ เราไปกอบโกยจากคนอื่นหรือ แล้วจิตเราขี้โลภเอาจากคนอื่นหรือ เรามารวมตัวกัน แล้วภาวะความโลภ ภาวะความโกรธ มันเห็นได้ แสดงออกได้ อย่างมีปรากฏการณ์ พวกเรารู้สึกไหมว่า อัตราการก้าวหน้ากับสังคม เป็นพฤติกรรมที่เราเสียสละแก่สังคม เป็นอัตราการก้าวหน้าที่เพิ่มทั้งมวลและคุณภาพ ทั้งแรงงานและวัตถุ ทั้งที่พวกเราไม่ได้มาสะสมทรัพย์ ไม่กักตุนด้วย เราก็มีทรัพย์สิน เป็นเพชรเป็นทองก็น้อย แต่เรามีเครื่องใช้สอยที่ก้าวหน้า เรามีโรงเรือน มีเครื่องมืออุปกรณ์ที่ทำงานเพื่อรับใช้สังคม เรามีทีวีก็เพื่อรับใช้สังคม ไม่ได้เอามาหาเงิน ทั้งที่ค่าใช้จ่ายไม่น้อย ถ้าเป็น 20 ปีก่อน เราตั้งโทรทัศน์ไปไม่รอด แต่ถึงวันนี้ไปได้ เราไปรอด เราไม่เป็นหนี้ เพราะเป็นเรื่องทุกข์ร้อน ทางโลกเขามีเครดิต มีสินเชื่อมากก็ถือว่าประส บ ผลสำเร็จ เขารายงานว่า มีเงินแสนล้านหมุนเวียน แต่พวกเราไม่เอาระบบสินเชื่อ ซึ่งลำบากทั้งตนเองและสังคม เราไม่เอา ยิ่งทุกวันนี้เขาเอาเงินในอนาคตมาใช้ ก็ลำบากลูกหลานต้องตามใช้หนี้ เป็นหนี้ ไม่มีปัญญาใช้ดอกเขาหรอก เป็นความคิดไม่เจริญเลย เพราะไม่เข้าใจแล้วก็ทำหนักหน้าไปเรื่อย เราพาทำทวนกระแสโลกีย์ ชาวอโศกเหมือนกระจอก แต่เรากลับมีคุณค่าประโยชน์ตรงตามพระพุทธเจ้าสอน เป็นผู้อนุเคราะห์โลก ช่วยโลก เป็นได้ เพราะมีความจริง จริงที่ไหน..จริงที่ใจเรา ใจเรา ได้ลด ละอกุศล ใจเราได้ลดกิเลสจริง เป็นความจริงเราจึงมาทำเช่นนี้ได้ แล้วก็อยู่ได้เป็นสุขสงบ กิเลสที่มันมักใหญ่ใฝ่สูง มหัปปิจฉะ คือมันจะต้องเอาให้ได้ มันไม่มีในจิตใจพวกเรา และก็รู้สึกสงบสบาย ไม่กระเหี้ยนกระหือรือ ไม่มีที่จะไปแย่งชิงโลกธรรม จิตวิญญาณพุทธเป็นความสงบนั้นไม่ได้หมายความว่า ปิดเงียบ ไม่ได้ยิน ได้เห็นใคร หลีกลี้ อย่างนั้นก็สงบแต่เป็นโลกีย์ ตื้นๆ ไม่สงบโลกุตระ สงบโลกุตระ คือ สงบ ไม่ไปแย่งโล กี ย์ จะมีพลังสร้างสรรค์เป็นพลัง 4 เต็มที่ ทำงานด้วยปัญญาเต็มที่ มีพากเพียรเพื่อเกื้อกูลคนอื่นตลอด อย่างสงบด้วย ซึ่งต่างจากสงบโลกีย์ แต่เป็นคนที่สงบแต่ทำงานยอดขยัน มีบทบาทมีเรื่อง ไม่ใช่สงบอย่างแข็งกระด้าง ไม่เอาภาระ วิริยารัมภะ นี่คือ ยาดำของผู้จะบรรลุเป็นขั้นตอน วิมุติของพระพุทธเจ้ามีอะไรเป็นเครื่องแสดง คือ พลัง ไม่ใช่ว่าอยู่นิ่งอย่างเดียว แต่สงบนี่คือ มีพละกำลังแสดงออก ในวันสำคัญก็มาย้ำทบทวนในสิ่งที่ควรย้ำ ตอนนี้ อาตมา คุยกับเทวดาทุกวัน ก็มีเรื่องลึกซึ้งมาสอนมาบอก อย่างพระพุทธเจ้าท่านก็ว่า เทวดามาพบเรา มีแสงสว่างทั่วเชตวัน เป็นบุคคลาธิษฐาน เขาก็เข้าใจเป็นตัวตน แต่ที่จริงเป็นนามธรรมในตัวท่านเอง อาตมา ก็คุยกับเทวดาก็ได้เพิ่มเติมธรรมะก็มาขยายให้พวกเราทำ ก็ขอบคุณพวกเราที่มาช่วยบรรยายขยายให้ตื้นขึ้น แต่ อาตมา ต้องไปให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนกว่าจะถึงกาละที่จะต้องมาพัฒนาด้านอื่นอีก ตอนนี้เป็นหลักสูตรเร่งรัดพัฒนา หาอรหันต์ ใครใส่ใจก็ได้......จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน