560203_รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูและส.ฟ้าไท...เรื่อง..ไฟฌานเผาผลาญอวิชชา.docx
เนื้อหาในไฟล์
560203 รายการเรียนวิถีอาริยธรม โดยพ่อครูและส.ฟ้าไท เรื่อง..ไฟฌานเผาผลาญอวิชชา
ส.ฟ้าไทเริ่มรายการที่ชั้น 2 เฮือนศูนย์สูญ...วันนี้พ่อครูก็คงจะมา ทบทวนธรรมะที่ลึกซึ้งต่อจากครั้งก่อน ในเรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่พ่อครูได้อธิบายไว้อย่างลึกซึ้ง การปฏิบัตินั้นต้องมีผัสสะอย่างลืมตาอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่การหลบลี้หนีจากความเป็นจริงของชีวิต ไปนั่งหลับตาแต่อย่างใด ให้เรียนรู้สติปั ฏ ฐาน 4 ในชีวิตประจำวัน โดยอ่านลงไปถึง ว จีสังขา ร และสามารถละล้างกิเลส ให้มีการปรุงสังขารอยู่ในภายในจิต ให้เป็นวจีสังขารที่ดี ก่อนพูด ออกมาเป็นวจีกรรม ส่วนจิตสังขารนั้นต้องอ่านให้เห็นถึงเจโตปริยญาณ 16 วันนี้พ่อครูก็จะอธิบายต่อในเรื่องที่ละเอียดลึกซึ ้ งมากยิ่งขึ้น พ่อครู...วันนี้จะพยายามอธิบายให้ได้มากที่สุด ก่อนอื่นทบทวนที่ได้ เอา วิภังคสูตรในพระไตรฯ เล่ม 16 มาอธิบาย...ที่ท่านได้ไล่เรียงปฏิจจสมุปบาท.. ผู้จะปฏิบัติธรรมนั้นต้องเข้าใจในปฏิจจสมุปบาท โดยเฉพาะ โศก ปริเทว (การต่อเนื่องของความโศก) ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เราต้องเรียนรู้อ่านให้ออก แล้วล้างเหตุ ไม่ใช่ไปหลบลี้หนีจากโลก ซึ่งเป็นลัทธิที่ครองโลกอยู่ มีกายสักขี เห็นได้ชัด คนก็เชื่อง่าย แต่ของพระพุทธเจ้านั้น สงบที่จิต จิตไม่หวั่นไหวแม้มีการกระทบสัมผัส จิตอเนญชา ไม่หวั่นไหว และเที่ยงแท้ยั่งยืนไม่กลับกำเริบ ซึ่งผู้ที่ท่านไม่เข้าใจก็ตู่ว่าสอนผิด ซึ่งมีการส่ง sms มาว่าอยู่หลายราย _888705xxx … มียาแรงอยู่ อยากส่งให้ แต่กลัวชาวอโศกจะรับไม่ไหว แต่ถ้าสนใจ ก็จะส่งให้ _0888705xxx … อโศกน่าจะเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักโม้สู้ฟัด 108 มนุษย์ติดเข็มทองของอรหันต์ _0888705xxx … เพราะใจเป็นที่รวมของทุกทวาร ปฏิบัติที่ใจ = ปฏิบัติทุกทวารแล้ว อย่าโง่นัก _0888705xxx …
อ่านต่อ
มิจฉาทิฏฐิกันทั้งสำนัก เขา sms มาเตือน ไม่เคยฟัง เพราะอยากดิ่งลงนรกเอง _0888705xxx … มิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัยให้คลุ้มคลั่ง สอนธรรมะแบบบ้าระห่ำ หน้าตาบึ้งขมึงตึง เวลาพ่อท่านพูดจริงจังก็ดูขึงขัง แต่ไม่ใช่ถึงขนาดยิ้มไม่ออก การพูดจริงจัง ถ้าทำหน้ายิ้มก็ดูเหลาะแหละ ซึ่งต้องสอดคล้องกัน ก็ยินดีให้ท่านแย้งได้
มาทวนต่อ ถ้าเราดับชาติได้ ชราและมรณะก็ไม่มี ถ้าจะไล่ไปตั้งแต่อวิชชาไปจนจบก็มี 11 ตัว ถ้าเราดับอวิชชา ทุกอย่างที่ตามมาก็ดับ ส่วนผู้ที่ปฏิบัติจบนั้น ก็จะมีสิ่งที่ดับหรือไม่มี และท่านก็จะมีสิ่งที่ท่านอาศัยใช้ทำงานเพื่อกตัญญูต่อศาสนาต่อไป … การปฏิบัตินั้นต้องปฏิบัติที่ใจถูกต้อง แต่ต้องไม่ทิ้งมหาภูตรูป เพราะอุปาทายรูปนั้นต้องอาศัยมหาภูตรูปต่อเนื่อง จึงครบการมีผัสสะ แล้วจึงอ่านรู้นามธรรมที่เป็นอุปทายรูปในใจ ดังที่มีปรากฏในพระไตรปิฏกท่านให้เรียนรู้ เวทนา 6 ตัณหา 6 ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านหมายอย่างแน่ชัดว่า เวทนา ตัณหานั้น เกิดจากทวารทั้ง 6 ซึ่งไม่ได้มีแต่ทวารใจทวารเดียว แม้แต่อายตนะก็มี 6 แม้แต่วิญญาณก็มี 6 เช่นกัน ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านชี้ชัดว่า ไปทิ้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ได้ ถ้าไปทิ้งจะเอาแต่ที่ใจ ซึ่งเราไม่ทิ้งใจ เราปฏิบัติทั้งกายและใจ แต่คุณที่ท้วงมา เอาแต่ใจ ทิ้งกาย ซึ่งก็จะไม่มีสัมมาทิฏฐิที่พอเหมาะ แล้วมรรคองค์อื่นที่ตามมานั้น ก็จะไม่พอเหมาะ ซึ่งเกิดจากมิจฉาทิฏฐิที่เอาแต่ใจนั่นเอง เมื่อมาไล่แต่อวิชชา เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขาร... และ คำว่าสังขารนี่ให้อ่านเรียนรู้ตรงวจีสังขาร ซึ่งคือการปรุงแต่ง ตั้งแต่อยู่ในจิต โดยต้องปฏิบัติอย่างโยนิโสมนสิการ ให้ถ่องแท้แยบคายให้ถึงแดนเกิด มีฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด ในมูลสูตรนั้นจะเห็นว่า พระพุทธเจ้าท่านให้ปฏิบัติที่แดนเกิดเป็นสนามรบของเรา เราต้องจัดการกับข้าศึกให้ถูกต้องจริง ต่อไปเป็นการอธิบายอวิชชา ก่อนที่จะอธิบายวจีสังขารที่มีคนเรียบเรียงมาจากการเทศน์ในครั้งก่อนๆ อวิชชาในปฏิจจสมุปบาท เป็นตัวการใหญ่เลย พระพุทธเจ้าท่านว่า ถ้าสำรอกดับอวิชชาไม่เหลือ สังขารก็ดับไม่เหลือไปด้วย....ซึ่งก็คือการดับอกุศลทั้งหมด แต่ก็จะมีสิ่งที่เหลือที่ใช้อาศัยอยู่ คือมันหมดไม่มี แต่ก็ยังมีอยู่ คือยังมีขันธ์ 5 ที่สะอาด แม้สะอาดเราก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ว่าไม่เป็นเราเป็นของเรา เป็นเฉพาะตนที่รู้ คนอื่นรู้กับเราไม่ได้ ซึ่งอวิชชาที่พระพุทธเจ้าสรุปไว้ มีอวิชชา 8 ในอวิชชาสูตร อวิชชาในข้อที่ 1 - 4 คือไม่รู้ในอริยสัจ 4 อวิชชา ในข้อที่ 5 คือไม่รู้ในส่วนอดีต คือในส่วนของเสขบุคคล คือกำลังทำให้กิเลสสูญอยู่ แต่ยังไม่สูญหมด อวิชชาในข้อที่ 6 คือ ไม่รู้ในส่วนอนาคต คื อ ในส่วนของความเจริญที่ยังไม่เที่ยง เป็นของเสขบุคคลเช่นกัน อวิชชาในข้อที่ 7 คือไม่รู้ทั้งในส่วนอดีตและอนาคต อันนี้คือส่วนที่ทำให้กิเลสสูญได้จนเที่ยง เป็นส่วนของอเสขบุคคล เป็นการอนุรักขณาปทา เป็นการ สั่งสมผลได้อย่างเที่ยงแท้ นิจจัง ทุวัง สัสสตัง อวิปรณามธัมมัง อสังหิรัง อสังกุปปัง....ทำมาจนชัดเจนแม่นมั่นไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งท่านทำได้มาอย่างซ้ำทวนแน่นอน ในผู้ที่ไม่ประมาทจะทำอย่างทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแน่ใจ ซึ่งก็แล้วแต่บารมีของแต่ละท่าน อวิชชาในข้อที่ 8 คือไม่รู้ในปฏิจจฯ อาหารของอวิชชาคือนิวรณ์ 5 อาหารของนิวรณ์ 5 คือทุจริต 3 อาหารของทุจริต 3 คือการไม่สำรวมอินทรีย์ อาหารของการไม่สำรวมอินทรีย์คือ การไม่มีสติสัมปชัญญะ อาหารของการไม่มีสติสั มป ชัญญะคือ การไม่มีโยนิโสมนสิการ (อโยนิโสมนสิการ) ไม่มีศรัทธา (มิจฉาศรัทธา) อาหารของมิจฉาศรัทธาคือ การไม่ฟังสัทธรรม อาหารของการไม่ฟังสัทธรรมคือ การไม่คบสัตบุรุษ อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ 2. การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ศรัทธาบริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้มนสิการโดยแยบคายบริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติสัมปชัญญะ บริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์
สังกัปปะนั้นคือสนามรบแห่งจิตสังขาร แล้วเราก็ทำการรบอยู่ในนั้น มีองค์ธรรม 7 ประการของสังกัปปะ 7 (ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขาโร) ซึ่งคือองค์ธรรมของสัมมาทิฏฐิในส่วนอนาสวะ เป็นองค์แห่งมรรค ในพระไตรฯ เล่ม 14 สัมมาสังกัปปะ 7 ที่เป็นอนาสวะของพระอาริยะ - ฝ่ายไตร่ตรอง-ริเริ่มเคลื่อนไหว (dynamic ขั้วลบ) ที่สัมปทาแล้ว ความตรึก-แรกเริ่มนึกคิด (ตักกะ) ถ้าตักกะมีกามมีพยาบาท เราต้อง มีธัมวิจัย เพื่อแยกแยะและทำการกำจัดเหตุคือกามและพยาบาทนั้น โดยทำอย่าง วิตักกะ ความตรอง-คิดวิตกยิ่งขึ้น (วิตักกะ) วิคือทำได้อย่างวิเศษแล้วเป็น สังขารที่เยี่ยมแล้ว ความดำริ-มีความคิดหวัง (สังกัปปะ) - ฝ่ายตั้งมั่น (static ขั้วบวก) ที่สมบูรณ์ เป็นแกนกำลังให้ขับเคลื่อน ความแน่วแน่ (อัปปนา) ความแนบแน่น (พยัปปนา) ความปักใจมั่น (เจตโส อภินิโรปนา) วจีสังขารเตรียมจะพูด (วจีสังขาโร) (พตปฎ.เล่ม 14 ข้อ 263) ถ้าเราสามารถทำในขั้นตอนสังกัปปะ 7 นี้ได้ทัน เราก็จะห้ามกันสิ่งที่ปรุงแต่งด้วยกิเลส ออกมาเป็นคำพูดเป็นวจีกรรม ดังนั้นสนามรบของเรานักปฏิบัติธรรมคือ ในองค์ธรรมสังกัปปะทั้ง 7 นี ้ คือการทำฌาน คือการเอาไฟแห่งปัญญาไปเผาไฟกามและพยาบาท ไ ฟฌ านที่ไปเผาให้เอาชนะกามและพยาบาท ถ้ามีพลัง มีความแน่วแน่ แนบแน่น และมีปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ภาคอัปปนา พยับปนา เจตโสอภินิโรปนา คือภาคแห่งสมถะ ที่สั่งสมพลังงานบวก เป็นพลังงานศักย์ ส่วนภาคตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ นั้นเป็นภาคปัญญา เป็นพลังงานลบ เป็นพลังงานจลย์ เมื่อได้คบสัตบุร ุษ ได้ฟังธรรมและมีศรัทธา การมนสิการจึงเป็นโยนิโส คือถ่องแท้แยบคายลงไปถึงที่เกิด คือในสนามรบ คืออ่านใจ อย่างมีญาณปัญญาอ่านทะลุทะลวงลงไปถึงใจ อย่างมีญาณ จับกิเลสได้ ลดกิเลสได้ อย่างปหาน 5 ซึ่งการโยนิโสมนสิการที่บริบูรณ์จึงมี สติที่สามารถรู้จักรูปตั้งแต่ผัสสะ 6 ตัณหา 6 เวทนา 6 สฬายตนะ 6 วิญญาณ 6 ไล่มาตั้งแต่ กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร ซึ่งคือการรบในจิต ถ้ารบชนะวจีสังขารก็เป็นกุศล ถ้ารบไม่ชนะวจีสังขารก็เป็นอกุศล และถ้ามีสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ก็จะมีการสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์คือ การมีจรณะ 15 นั้นเอง ตั้งแต่มีสังวรศีล มีอปัณกปฏิปทานั่นเอง.... การสังวรศีลนั้น เริ่มตั ้ง แต่ศีล 5 เป็นเบื้องต้นเลย การละอบายมุข ซึ่งอย่างนักการเมืองที่โกงกินนั้นเป็นมหาอบายมุข ใช้อำนาจในการออกกฎหมาย ให้คนจำนนหมด ยอมเสียเปรียบหมด ให้พวกคุณได้เปรียบ ซึ่งคุณก็ไม่มีปัญญารู้ว่านี่คือมหาอบายมุข ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงตัวนี้ สังคมก็ไปไม่รอด อย่างพวกเราได้ฝึกมา ถ้าได้ไปบริหารประเทศก็จะไม่ไปเอาเปรียบเพราะได้ล้างกิเลสจริง....เราทำศีลนั้นก็จะเข้าไปถึงจิตด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา นั้นไม่แยกกัน ปฏิบัติศีลให้อ่านจิต ในเวลามีผัสสะซึ่งทำได้อยู่ทุกเวลา แล้วมีอิทธิบาท 4 สัมมัปป ธ าน 4 สติปัฏฐาน 4 แล้วก็ปฏิบัติให้เกิดมีอินทรีย์ 5 พละ 5 จนเกิดเป็นโพชฌงค์ 7 มรรค 8 ต่อไป ในอปัณณกปฏิปทา 3 ข้อโภชเนมัตตัญญุตานั้น คือการหมายถึงเครื่องกินเครื่องใช้ อุปโภ ค บริโภค ที่เกี่ย ว ข้องในชีวิต ที่สัมผัสสิ่งเหล่านี้ แล้วคุณเกิดกิเลสหรือไม่ เมื่อเรามีกิเลสเราก็อ่านออก ในตักกะ วิตักกะ ก็อ่านออกได้ คือการสำรวมอินทรีย์ โดยเฉพาะเรื่องการกิน มีกามคุณอยู่ในนั้นเยอะ ซึ่งในอาหารสูตร แม้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นอรหันต์นั้นก็ต้องกินอาหาร แม้ปัจจัย 4 อื่นๆ ไม่มีก็ไม่ตาย แต่กวฬิงการาหารนั้นขาดไม่ได้ เราต้องรู้กามที่มีอยู่ขณะสัมผัสอาหาร โดยอยู่ในชีวิตประจำวัน ถ้าปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิ จะปฏิบัติอย่างลืมตาในชีวิต แต่ตื่นรู้ไม่เป็นทาสกิเลส ส่วนคนที่ไม่มีธรรมะจะหลับไหล เมามายไปกับกิเลส ในชาคริยานุโยคะ นั้นไม่ได้หมายถึงการหลับนอนทางกายแต่อย่างเดียว แต่หมายถึงการหลับใหลมัวเมาไปกับกิเลส ตัณหา อุปาทาน ตั้งแต่อบายมุขเป็นต้น ซึ่งคือเหตุหลักที่ทำให้เราหลับใหล ถ้าเราตื่นรู้ได้เต็มก็คือพุทธ กิเลสหมดทั้งกามคุณ โลกธรรม โลกอัตตา เราอยู่เหนือมันหมด ก็คือผู้เป็นพุทธที่สมบูรณ์ คือผู้ชาคริยะที่แท้จริง คือตื่นจากโลกแห่งโลกียะมาเป็นคนโลกุตระนั่นเอง ในจรณะข้อที่เหลือ คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ ศรัทธาคือความเชื่อที่จะปฏิบัติอปัณณกปฏิปทา 3 ถ้าทำให้ถูกก็มีผลได้ เช่น เห็นกามเราก็อายกาม มีหิริ คือละอายต่อเหตุแห่งชั่วในตัวเรา เมื่อหิริมีอินทรีย์สูงขึ้นก็เป็นโอตตัปปะ คือการกลัวต่อเหตุแห่งบาป เราก็จะกำจัดเหตุ กำจัดได้เราก็จะเป็นพหูสูต ซึ่งคือผู้มีภูมิปัญญา ดับกิเลสได้จริง หรือเรียกว่าพาหุสัจจะ คือมีความจริงที่มากหลากหลาย บรรลุธรรมได้หลากหลายแล้ว มากแล้ว แล้วก็ทำต่อไป โดยมีวิริยะ มีสติ มีปัญญา เป็นตัวเสริมหนุน คล้ายกับบารมี 10 ทัศ (1. ทานบารมี 2. ศีลบารมี 3. เนกขัมมะบารมี 4. ปัญญาบารมี 5. วิริยะบารมี 6. ขันติบารมี 7. สัจจะบารมี 8. อธิษฐานบารมี 9. เมตตาบารมี 10. อุเบกขาบารมี) วิริยะ ขันติ สัจจะ ก็มีองค์ธรรมคล้ายกับในจรณะ 15 ส่วนอธิษฐานคือตั้งใจมั่น เชียร์ต่อไปให้วิริยะ ให้ขันติวิริยะต่อนั่นเอ ง สรุ ปแล้ว จรณะ 15 คือการทำฌาน ทำให้เกิดไฟปัญญาอันวิเศษ นั้นเอง กลับมาที่วจีสังขารต่อ อาตมา จะอ่านสังกัปปะ 7 ที่ได้เรียบเรียงมา วจีสังขาร ในสังกัปปะอนาสวะ 7 ไม่ใช่วจีกรรม แต่เป็นสังขารธรรมที่อยู่ในจิต (สังขารที่อยู่ในภาวะของเวทนา) เป็นคำพูดอยู่ภายในจิตที่พร้อมจะออกมาเป็นคำพูดภายนอก เป็นกระบวนการของจิตสังขารที่เกิดวจีสังขาร เป็นการรวมทั้งกายสังขาร เกิดตั้งแต่ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส และใจสังขารอยู่ในใจ เป็นอุปาทายรูป แล้วอ่านกายในกาย องค์ประชุมในกายซึ่งต่อเนื่องเป็นอุปาทายรูปจากข้างนอกไปหาข้างใน เรียก "กายในกาย" กายในกายที่ผู้ปฏิบัติมีฌาน (นามรูปปริเฉทญาณ) หยั่งรู้ได้ กายนั้นอยู่ในฐานะ "สิ่งที่ถูกรู้" นี่คือรูป จึงเรียกนามรูป หรือนามกาย นามธรรมที่เป็นกายนี้ คือองค์ประชุมของภาวะที่เกิดจากตากระทบรูปภายนอก แล้วต่อเนื่องเข้าไปให้เรารู้ได้ถึงภายในรูป (นามรูป) เหล่านี้มีอาการของเวทนา อาการของความรู้สึกซ้อนอยู่ในนี้ เมื่อปรุงแต่งกันแล้วมีกามสังกัปปะ คือความรู้สึกเป็นอารมณ์ เวทนา ถ้าสมใจก็สุข ไม่สมใจก็ทุกข์ สุข-ทุกข์ เรียกว่าเวทนา (สังขารที่ปรุงจากกายภายนอกมาเป็นเวทนา) เมื่อรู้อารมณ์ รู้ความรู้สึก ก็คือสังขาร เป็นจิตสังขาร (อานาปานสติข้อ 7) เราจะเรียนรู้แยกจิตในจิต (เจโตปริยญาณ 16) (เวทนาใน ซึ่งมี จิตสังขาร-นาม, เวทนานอก อารมณ์สุข-ทุกข์-รูป) จิตสะอาด คือธาตุรู้สามัญ วิญญาณสะอาด มโนสะอาด คือธาตุรู้สามัญ แต่ที่ไม่สามัญ คือมีกิเลสเข้ามาร่วมปรุงจากอวิชชา จิตเมื่อเริ่มดำริทำงานเรียกว่าตรรกะ ในองค์ 7 ของสังกัปปะ ถ้าไม่มีวิปัสสนาญาณรู้รายละเอียดขององค์ทั้ง 7 เหล่านี้ ไม่มีการสอบผ่านแน่นอน ทำไปก็เป็นการเดา ไม่แจ้งชัด ไม่เป็นสัจฉิกรณะ จึงไม่มีทางเป็นสัจฉิกัตวาสามารถแจ้งจบ เมื่อเวลากิเลสสงบสูงสุด นามรูป มีเวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ สิ่งที่เป็นรูป คือมหาภูตรูปและสิ่งที่อาศัยอยู่ในมหาภูตรูป มีทั้งรูปและนามไม่ขาดกัน การที่จะเกิดสังขารเป็นวจีเพราะมีลักษณะของพลังงานลบหรือพลังจลน์ (ตรรกะ วิตกรรกะ สังกัปปะ) กับพลังงานบวกหรือพลังงานศักย์ (อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินโรปนา) ทำงานกันอยู่ เมื่อเวลาสัมผัสข้างนอกแล้ว มีการรับรู้เข้าไปข้างใน แล้วสังขารปรุงแต่งไปตั้งแต่ข้างนอกเข้าไปถึงข้างใน ผู้เรียนรู้ก็จะเรียนรู้ทำจิตให้แววไวให้จิตรู้ทัน วิเคราะห์วิจัยทัน เรียกว่า ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ซึ่งสามารถพัฒนาให้สูงขึ้นๆ จนมีคุณสมบัติวิจัยธรรมเรียกว่าวิตกวิจารในฌาน 1 เพราะฉะนั้นในขณะใดที่จิตทำได้ (ทำฌานได้ = มนสิการเป็น) หมายความว่ากำลังทำให้กิเลสนั้นๆ ไม่มีอาการอยู่ในจิตขณะนั้น แต่ยังอยู่ในสภาพฌาน 1 นั่นคือ ผู้ปฏิบัติยังต้องเคร่งคุมฝืนการปฏิบัติของตนอยู่ ยังทำไม่ได้คล่องแคล่วง่ายดายเป็นปกติ จนเต็มบารมี ยังต้องเสริมบารมี 10 ทัศ ข้อ 5, 6, 7, 8 คือยังต้องเพียร (วิริยะ) ต้องอดทน (ขันติ) ทำความจริงให้เป็นความจริง กล่าวคือ ยังพากเพียรอดทนให้ได้ ให้ทรงสภาพกุศลจิตนั้นขึ้นมาให้เต็มสัมบูรณ์ให้ได้อยู่ (สัจจะ) ยังตั้งใจแน่วแน่สร้างบารมีนี้อยู่ (อธิษฐาน) ภาวะนี้เรียกว่า วิตกวิจาร คือทำฌานอยู่ในขั้นวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา จึงชื่อว่า ฌาน 1 วิตก คือวิตรรกะในสังกัปปะ 7 ได้แก่ จิตที่ดำริขึ้นมา ต้องพยายามดักรู้มันให้ทันตั้งแต่เริ่ม แล้วใช้ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ หรือพิจารณาแยกแยะจิตเจตสิกด้วยสติปัฏฐาน 4 เป็นต้น โดยเฉพาะต้องจับตัวกิเลสให้ได้ และกำจัดมัน วิจาระ คือพฤติกรรมของสังขารจิตขณะนั้น ผู้กำลังมี "การทำใจในใจหยั่งลงไปถึงที่เกิด" (โยนิโสมนสิการ) ก็คือ การจัดการสังขารหรือพฤติกรรมนี้ให้ดีที่สุดให้ได้ มโนปวิจาร 18 ที่เป็นลักษณะเคหสิตเวทนา 18 คือ จิตที่มีกิเลสปรุงแต่งกันเป็นอารมณ์ของปุถุชนสามัญ 18 อาการ และเนกขัมมสิตเวทนา 18 คือ จิตที่ปฏิบัติทำใจในใจให้ออกจากกิเลส เช่น ออกจากกาม เป็นต้น ของ อาริยชน 18 อาการ เคหสิตเวทนา 18 ปรุงแต่งโดยอวิชชาเป็นโลกีย์ เพราะไม่รู้การวิจัย สังขาร การปรุงแต่งที่ไม่สามารถมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ไม่สามารถเข้าไปอ่าน ไปวิจัยพฤติเรียกว่าวิจาระ เป็นพฤติกรรม 18 ลักษณะเกิดจากอาการเมื่อกระทบสัมผัสข้างนอกจากทวารทั้ง 6 กระทบแล้วปรุงเป็นเวทนา 3 (สุข-ทุกข์-ไม่สุขไม่ทุกข์) ในเวทนาที่สุข-ทุกข์ มีตัณหาเป็นเหตุตามปฏิจจ สมุปบาท เมื่อตากระทบรูปเกิดจักขุวิญญาณ เรามีวิญญาณที่จะอ่านนามรูป ของวิญญาณนี้ออก โดยอ่านเป็นนามรูป คืออาการของนามธรรมมันถูกรู้ เรียกว่านามรูป หรือนามกาย อาการเป็นสุข-ทุกข์ เป็นสังขารธรรม แล้วก็วิจัยวิจาร จริงๆ คือพฤติกรรม เรียกว่าวิจาระ ซึ่งมันมีการสังขาร คือจิตมันปรุงแต่งกันอยู่ ผู้อ่านสังขารจิตได้คือผู้เริ่มสัมมาปฏิบัติ เป็นผู้ "พ้นอวิชชาหรือญาณ 16" ข้อต้น ตามปฏิจจสมุปบาทที่ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เมื่อสัมมาทิฏฐิ และสัมมาปฏิบัติ อธิปัญญาสิกขาจึงเริ่มเกิด วิชชานั้นคือมี นามรูปปริเฉทญาณ และ ปัจจัยปริคคหญาณ แ ล้วก็จะมีสัมมสนญาณ เมื่อเราเริ่มปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 ได้แก่ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 ด้วยอิทธิบาท 4 ก็จะเกิดฌาน หรือวิชชาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ หรือปฏิบัติ "จรณะ 15 วิชชา 8" นั่นเอง หรือปฏิบัติครบการศึกษาแท้ของพุทธ คือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา "ไตรสิกขา" เต็มองค์ประกอบแห่งการศึกษาของพุทธ หาก "ทำใจในใจ" (มนสิกโรติ) ของตนเป็น คือทำถูกต้องสัมมาปฏิบัติ ก็จะหยั่งถึง "วิตก วิจาร" สามารถทำให้วิตกได้ผล เพราะอ่านวิจารได้ด้วยญาณ จนสามารถรู้แจ้งได้โดยมโนปวิจาร 18 ซึ่งเป็น "วิจาร" (พฤติของจิต) ของเวทนาในเวทนา สำหรับผู้ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 อย่างสัมมาทิฏฐินี่คือกระบวนการ ของโยนิโสมนสิการ ฉะนี้เองชื่อว่าการทำฌานแบบพุทธ ไม่ใช่การทำฌานนั่งหลับตาเข้าไปในภวังค์เท่านั้น แต่คือการทำฌานในชีวิตปกติลืมตาปฏิบัติ ให้เกิดสัมมาสังกัปปะ-สัมมาวาจา-สัมมากัมมันตะ-สัมมาอาชีวะ อยู่ด้วยสัมมาวายามะ-สัมมาสติ โดยมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน ทำสัมมาสมาธิให้บริบูรณ์ โดยการปฏิบัติครบทั้ง 3 สิกขา คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา อย่างเป็นองค์รวมไปในทุกขณะของชีวิต ทุกอิริยาบถ พยายามอ่านหรือวิริยารัมภะด้วยธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ก็จะ "วิตกวิจาร" จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน ได้สำเร็จไปตามลำดับ วิจาระ คือกริยาของจิต เป็นอาการที่พระพุทธเจ้าให้ดับตั้งแต่วิตก (เริ่มดำริ) พยายามดับให้ทัน จับเหตุ(สมุทัย) ที่ก่อให้เกิดกามสังกัปปะให้ได้ มิจฉาสังกัปปะ 3 ได้แก่ กาม พยาบาท วิหิงสา ตั้งแต่เริ่มดำริในกาม หรือในพยาบาทตามอาการของจิต (นามรูป) แล้วปฏิบัติด้วยการปหาน 5 กำจัดตัวเหตุอันเป็นสมุทัยอริยสัจนี้ได้ นี่คือ "กระบวนการสังกัปปะ 7" ซึ่งเป็น "การทำใจในใจให้ถ่องแท้หรือลงถึงที่เกิด" (โยนิโสมนสิการ) อันเป็นแดนเกิด (สัมภว) โดยฝึก อธิปัญญาสิกขา ตามหยั่งรู้จิตในจิตของตน จึงต้องศึกษาให้สัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นอุบายเครื่องออกคือ อย่าให้อาหารกิเลส มันก็จะไม่สุข อาหารก็คือตามใจกิเลส เพราะมันมีเหตุ ซึ่งเป็นต้นเหตุที่จะสุข คือกาม ก็ต้องมีการงดเว้น (เวรมณี) อย่าให้มันได้เสพสมใจอยาก ตั้งกฎหรือตั้งศีลไม่ให้มัน เมื่อไม่ให้มัน มันก็ดิ้น อยากจะได้ตามธรรมชาติของความเป็นกิเลสกาม ถ้าได้มันก็สุข กิเลสความอยากถ้าเคลื่อนตัวออกมาเป็นตัณหา ถ้าอยู่นอนนิ่งข้างในก็เป็นอุปาทาน ก็วิเคราะห์รู้ตัวรูปร่างมันได้ ถ้านอนนิ่งรู้ยาก ถ้าออกมาก็รู้ง่ายจึงต้องมีอุบายคือมีผัสสะ แล้ววิเคราะห์รู้ตัวตน หรือรู้อาการ-นิมิตของมันให้ได้ วิธีจัดการคือปหาน 5 ถ้าปล่อยให้มันดับไปเอง มันก็ไม่ตายจริง จึงต้องกำจัดมัน ให้มันละจางคลาย (วิราคะ) กระทั่งดับ (นิโรธ) ไปต่อหน้าจริง จึงเรียกว่าปหาน อันหมายความว่า กำจัด การละ และการกำจัด การละนี้ มี 5 ประการคือ มี 1. วิกขัมภนปหาน 2. ตทังคปหาน 3. สมุจเฉทปหาน 4. ปฏิปัสสัทธิปหาน 5.นิสสรณปหาน การกดข่มไว้ หรือทำเป็นลืมๆ เรื่องทุกข์นั้นไป ทิ้งๆ มันไป ไม่ตั้งใจเข้าไปจับตัวมันศึกษา วิธีอย่างนี้เรียกว่าวิธีสมถะ คือวิกขัมภนปหาน คนทุกคนทำเป็นทั้งนั้น ซึ่งก็ต้องทำ ด้วยเป็นอุปการะ ส่วนตทังคปหาน คือปฏิบัติด้วยวิธีวิปัสสนา ซึ่งผู้ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิแล้ว แต่ยังทำได้เป็นครั้งคราวเท่านั้น เมื่อปหานเป็นแล้ว ทำกิเลสสงบเป็นแล้ว พระพุทธเจ้ายังให้ทำซ้ำทำให้คุ้นให้เคย (อาเสวนา) ทำตามเดิมอย่างที่ทำให้เกิดผลได้นั้นแหละ (ภาวนา) ทำให้มากๆ (พหุลีกัมมัง) รักษาผลซ้ำเข้าไปอีก เรียกว่าอนุรักขนาปธาน เกิดผลคือ ภาวนาปธาน เมื่อเกิดผลแล้วก็รักษาผลอนุรักขนาเข้าไป เรียกว่าปฏิปัสสัทธิปหาน กิเลสลดโดยวิธีวิกขัมภนปหาน ถ้ายังไม่สมบูรณ์ก็ต้องตทังคปหาน ตทังค แปลว่า ทำได้เป็นครั้งเป็นคราว เมื่อทำแล้วได้ผลก็ทำซ้ำอีก เรียกว่าเนกขัมมะ เกิดผลเป็นเนกขัมมสิตเวทนา ก็ทำซ้ำทวนแล้วทวนอีกเรียกว่า รักษาผล (อนุรักขนาปธาน) สัมมัปปธาน 4 ได้แก่ สังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขนาปธาน เพราะฉะนั้นเมื่อสังวรปฏิบัติ สำรวมอินทรีย์ สำรวมศีลตามฐานะของเราแล้ว จนสามารถรู้จักสังกัปปะ 7 อ่านกิเลสได้ รู้จักกิเลส แล้วฆ่ากิเลสได้โดยวิปัสสนาวิธี เมื่อตทังคปหานโดยวิปัสสนาวิธี ถ้าวิกขัมภนปหานคือสมถะวิธี วิปัสสนาวิธี คือเกิดปัญญาเห็นจริงว่ามันไม่เที่ยงในอนัตตา 5 ประการ เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนแปลงไป อาการของกิเลสมันไม่อยู่คงที่ ไม่ให้มันก็ไม่อยู่คงที่ ให้มันก็ไม่คงที่ ความสุขอยู่แป๊ปเดียวก็หายไปเหมือนพยับแดด ฟองคลื่น ความเป็นฌาน คือเกิดไฟเป็นปัญญา ญาณ 16 คือไฟปัญญา วิปัสสนาญาณ 9 คือไฟปัญญาแท้ๆ อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ภังคานุปัสสนาญาณ ภยตูปัฏฐานญาณ เป็นไฟปัญญาที่เห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สุดท้ายมันดับไปมากกว่าอยู่ เกิดขึ้นน้อย ตั้งอยู่ก็เดี๋ยวเดียว วนอยู่เช่นนี้ จากภยตูปัฎฐานญาณ ก็เกิดปัญญาสูงขึ้นเป็น อาทีนวานุปัสสนาญาณ เป็นญาณที่เห็นเป็นโทษว่าไม่ใช่ กามคุณ เป็นกามโทษ คือกามาทีนวะไปหลงสวรรค์ในอนุปุพพิกถา 5 (สวรรค์หลอก) คือการแสดงธรรมไปตามลำดับ 1. ทานกถา (เรื่องทาน) 2. สีลกถา (เรื่องศีล) 3. สัคคกถา (เรื่องความสุขที่พรั่งพร้อมด้วยกาม) 4. กามาทีนวกถา (เรื่องโทษของกาม) 5. เนกขัมมานิสังสกถา (เรื่องอานิสงส์-ในการออกจากกาม) (พระไตรปิฎกเล่ม 4 “มหาขันธกะ ยสกุลบุตร” ข้อ 27) เมื่อสามารถรู้ด้วยญาณเห็นโทษอย่างที่กล่าวในอาทีนวานุปัสสนาญาณ รู้แล้วสัคคะใน อนุปุพพิกถา 5 ก็จะเกิดเบื่อหน่าย เกิดนิพพิทา เกิดกำลังของปัญญาที่ฉลาดอย่างอาริยะในโลกุตตระ เห็นแจ้งเห็นจริงที่โง่มาหลงในสวรรค์แบบนี้ มาหลงสังขาร วิญญาณอย่างนี้ วิญญาณเกิดจากผัสสะ 3 เมื่อมีญาณอ่านรู้ เกิดนามรูปปริจเฉทญาณ เกิดญาณที่รู้จักนามรูป เมื่อรู้แล้วเวลาปฎิบัติ อายตนะกระทบสัมผัส แล้วจะเกิดเวทนาหรือสังขารในปฏิจจสมุปบาท มีทั้งกายสังขาร จิตสังขาร ส่วนวจีสังขารต้องมีภูมิรู้จึงอ่านออกในสังกัปปะ 7 ถ้าปฏิบัติไม่ถูกไม่มีโอกาสเห็นวจีสังขาร เมื่อปฏิบัติถูกต้อง มีผลเจริญขึ้นๆ ญาณที่เป็นพลังงานทางจิต ซึ่งมีฤทธิ์ดั่งไฟวิเศษที่เรียกในภาษาบาลีว่า "ฌาน" ก็จะมีกำลังสลายอกุศล ที่เรากำจัดลงไปได้ ญาณที่สูงขึ้นกว่าอาทีนวญาณ ก็คือ นิพพิทาญาณ เบื่อหน่าย และสูงขึ้นไปอีก ก็คือ ญาณขั้นมุญจิตุกัมยตาญาณ ฌานหรือไฟวิเศษก็ละลายหรือสลายอกุศลเหตุนั้นๆ ไปได้ เปลื้องปล่อยอกุศลจิตนั้น ไม่ว่ากิเลสที่ยึดถือ หรืออุปาทานขันธ์ที่ยึดถือ เมื่อทำอย่างที่กล่าวมาก็จะรู้จักสังกัปปะ 7 อย่างดีโดยการปฏิบัติตามสัมมาทิฏฐิที่เป็นสาสวะและอนาสวะ ถ้าเป็นสาสวะคือได้ผลไปตามลำดับ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลไปตามลำดับเรียกว่า ปุญญภาคิยาหรืออุปธิเวปักกา เป็นผลแก่ขันธ์ คือขันธ์สะอาดขึ้นๆ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สะอาดขึ้น เกิดได้เพราะองค์ 6 ของทิฎฐิ ได้แก่ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ซึ่งเป็นภาคปัญญา เป็นภาคปัญญาที่มีฤทธิ์เดชหรือบุญฤทธิ์ของปัญญาสูงขึ้นเรียกว่า อินทรีย์-พละ เป็นน้ำหนัก เป็นคุณภาพ เป็นฤทธิ์ เป็นแรง แต่เป็นตัวจบ การที่จะเกิดสูงขึ้น ก็เกิดจากการทำธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ และองค์แห่งมรรค องค์แห่งมรรค 8 ที่ปฏิบัติจริงๆ คือ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ โดยมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน มีสัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นห้อมล้อมช่วยประธาน สติเป็นตัวต้นของการปฏิบัติโพชฌงค์ ระลึกรู้ตัวทั่วพร้อมในขณะ ลืมตา ถ้าทำได้ตรงวิตรรกะ ให้มันลดการปรุงไม่ให้เกิดเลย สังกัปปะก็เป็นสัมมา เป็นฌาน 1 คือวิตกวิจาร วิตกคือวิตรรกะ วิจาระก็คือมโนปวิจาร 18 ทั้งเคหสิตะเวทนาและเนกขัมมสิตะเวทนา แม้เป็นฌาน 1 การปฏิบัติที่สัมมาแล้ว ก็ทำให้อกุศลขั้นต่อไปที่เป็นส่วนละเอียดขึ้น เช่น ปีติก็ดี สุขก็ดี ก็ต้องวิตกวิจาร และลดละกันต่อไป ปัญญา ปัญญิณทรีย์ ปัญญาพละ องค์ธรรม 3 นี้เป็นภาคปัญญา ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ เป็นองค์ประกอบของการปฏิบัติที่จะส่งผลให้สัมมาทิฏฐิเจริญไปเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ จะเจริญธรรมะ เมื่อทั้งปฏิบัติธรรมและทั้งฟังธรรม ขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive