601110_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก สภาวะความฝัน 3 ประการ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์357 KB
วันที่แก้ไข21 กันยายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

601110_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก สภาวะความฝัน 3 ประการ ส.เดินดินว่า... วันนี้ วันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2560 ที่บวร สันติอโศก พ่อครู เพิ่งจะกลับมาจากปฐมอโศก ได้ร่วมงานศพ โยมแม่ ใจแผ้ว อ่อนแก้ว โยมแม่ สมณะสัจจเปโม เป็นคนที่ใครเห็นใคร ได้คบคุ้น ก็จะรู้สึกยินดี พอใจ ที่ได้พบกับยาย ก็พูดกันถึงว่า ทำไมคนถึงได้ชื่นชม และรักใคร่ยาย ก็เพราะว่ายาย เป็นคนที่ชอบที่จะช่วยเหลือคนอื่น แม้ตัวเองไปไม่ได้ แต่ก็จะส่งความช่วยเหลือ ไปเสมอ ไม่ว่าใครก็ตามที่มีความลำบาก มีลูกๆเล่าว่า ตอนเด็กๆไม่รู้ว่า ทำไมแม่จะต้องส่งตัวเองไปอยู่กับคนที่ทำให้ตนเองลำบากด้วย แต่มารู้ทีหลัง ก็เลยขอบคุณแม่ ที่ได้ส่งให้ไปฝึกฝนกับคนที่ทำให้เราได้เจอกับความลำบาก คุณยายใจแผ้ว เป็นโยมแม่ของ สมณะเลื่อนฟ้า สัจจเปโม สมณะเล่าว่า โยมแม่ไม่คิดจะกลับไปอยู่บ้านเลย คิดจะอยู่ที่วัดไปจนตาย พ่อครูตั้งใจว่า จะยืดต่อศาสนาไปให้ถึง 5000 ปี ก็ถ้ามีคนเช่นนี้อยู่มาก ก็คงเป็นไปได้ คนอย่างนี้กลับมาเกิด จะกลับมากอบกู้ศาสนาได้แน่ เพราะว่า คะแนนเสียงมีมากมาย อยู่วัดมีจุดเด่นที่บอกว่า จะไม่ว่าร้ายใครเลย ไม่พูดเรื่องร้ายของใคร ไม่ถือสาใคร เป็นสิ่งที่ ถ้าระบบสาธารณโภคีเป็นอย่างนี้ จะทำให้ศาสนามีความเข้มแข็ง ตัวอย่างของเรา คนเล็กคนน้อย ที่ไม่ได้มีบทบาทสำคัญอะไร แต่เป็นคนเล็กคนน้อย ที่ใครๆก็รัก ไม่ต้องไปเที่ยวเชียงราย กับพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ที่ทำให้สหประชาชาติมองออกว่า ในหลวงทรงมองพสกนิกรของพระองค์ เป็นคนในครอบครัว จนทำให้เกิดสาธารณโภคี ที่กว้างขวางยิ่งใหญ่ ในหลวงก็ยังตรัสกับข้าราชการที่ใกล้ชิด ว่างานของพระองค์ยังไม่เสร็จ ก็ทำให้เห็นว่าทิศทางของประเทศไทยจะเจริญรุ่งเรือง เป็นจุดศูนย์กลางวัฒนธรรมของโลก ก็เป็นไปได้ว่า แม้แต่คนเล็กคนน้อย ก็

อ่านต่อ

ยังเข้าใจได้ คนใหญ่คนโตที่มีบารมี ก็คงจะกลับมา ก็จะเป็นไปได้ จะเป็นไปได้ พวกเราต้องช่วยกันด้วย เรื่องสาธารณโภคี ชาวอโศกจะต้องปฏิบัติให้ได้ก่อน แต่ก็คิดว่ามีชาวอโศกไม่น้อย ที่จะเลือกมีชีวิต 2 ระบบ Two in one เป็นคนจนด้วย จะเป็นคนรวย ฉันก็ไม่ปฏิเสธ มี 2 อย่างอยู่ด้วยกัน อาตมาว่า คนที่เข้าใจ ต้องทำให้เป็นตัวอย่างว่า ระบบสาธารณโภคี อยู่แบบคนจน นี่มันยิ่งใหญ่ มีความสุขมากกว่า เทียบเคียงกับคนที่ เหยียบเรือสองแคม สมบัติส่วนตัว ก็เอาไว้ด้วย แต่ความจนก็เอาด้วย พ่อครูว่า... สมบัติส่วนตัวเขาก็เก็บเอาไว้ แต่มาอยู่กับคนจนด้วย รวยก็เอาของคนอื่น ก็คงจะพูดถึงเรื่องคนจน อาตมาต้องพูดถึง เรื่องคนจน ไปอีกนาน จะเขียนหนังสือแบบคนจนอยู่ ใช้ภาษาบ้านๆว่า ในหลวงทรงจั่วหัวไว้แล้วว่า เอาแบบคนจน ใช้คำว่าทรงนำหน้า

sms สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ควรรับรู้ธรรมะกี่สายแม้ไม่ถูก _4155… คนที่มาอยู่สายสันติอโศกแล้ว ควรไปรับธรรมะ สายอื่นอีกมั้ยคะ พ่อครูว่า... ควรรู้ แต่จะรับหรือไม่รับเราก็วินิจฉัย เอาแต่ของตัวเองคนเดียว มันจะกลายเป็นแบบธัมมชโย ช่องนี้ช่องเดียว แล้วไม่สนใจช่องอื่น ถูกครอบงำทางความคิดหมดเลย มันก็โง่ดักดานเหมือนกับธรรมกาย ขออภัยที่ท่านเดินดินว่า ยอมใจเพราะไม่พูดร้ายใครเลย แต่ประมาณนี้ พูดแล้วพูดอีก ก็เขาพูดว่าคนที่ไม่ตำหนิใครเลยจริงๆแล้ว ลึกซึ้งที่สุดก็คือ เป็นคนที่มี อัตตาสูง คนที่ไม่ตำหนิใครเลย เป็นคนที่มีอัตตาสูง เพราะว่าตำหนิใคร ก็รู้ว่าเขาจะไม่ชอบหน้าเรา ถ้าเราอย่าไปว่าใครให้เกิดความไม่ชอบหน้า ตำหนิคนอื่นแล้ว เขาไม่ชอบเรา ก็เสียอัตตา คนไม่ยอมรับนับถือ คนไม่รัก ไม่ได้ ยอมฉัน ชอบมีคนใช้ ถ้าตำหนิคนแล้ว คนจะชัง นี่เป็นความรู้สามัญของมนุษย์ อาตมาก็รู้ แต่ก็ต้องทำ ขนาดติ ขนาดนี้ ยังไม่กระเตื้อง ตำหนิ และก็เอาหลักฐาน ความจริงของพระพุทธเจ้า มายืนยันอ้างอิง ตำหนิว่ามันผิดนะให้แก้ไขเสีย มาถึงทุกวันนี้ ก็มีผล คนก็เข้าใจได้บ้าง แรกๆคนหาว่าอาตมาอวดดี ตั้งแต่บวชใหม่ๆ ก็ไปว่าสถาบันศาสนา ที่เขาว่าเป็นผู้รู้ ขออภัย มันไม่มีทางเลี่ยง เพราะว่าเขาผิดจริงๆ อาตมาก็ยืนยันว่าตำหนิได้ถูกต้อง ก็เพราะว่า มันมาก ก็เลยเป็นเรื่องตำหนิเสียเยอะ แม้บอกว่าสิ่งใดไม่ถูก ก็เลยตรงกับพวกที่เป็นส่วนใหญ่ ที่ไม่ถูก ส่วนถ้าพูดสิ่งที่ถูก มันก็มาตรงกับส่วนน้อย ก็คือพวกเราเอง มันก็เหมือนกับการยกตนข่มท่าน พูดไปว่า เช่นศีลนี้ ถือกันอย่างนี้นะ แต่ทุกวันนี้ เขาไม่ปฏิบัติ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล กันแล้ว บอกว่าพระมีศีลเท่าไหร่ ก็บอกว่ามีศีล 227 ที่จริงแล้วไม่ใช่ศีล เป็นเพียงพระวินัย อย่างนี้เป็นต้น สมาธิก็ไปนั่งหลับตาสะกดจิต ซึ่งไม่ใช่เลย สมาธิของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต สมาธิของพระพุทธเจ้า ต้องลืมตา ปฏิบัติให้เกิดสัมมาสมาธิ ในขณะทำอาชีพ ทำกรรมการงาน กัมมันตะ ในขณะพูด ขณะคิด ขณะที่จิตของเรามีสติกำหนดรู้ ทำให้จิตของเราลบสิ่งที่ผิด สิ่งที่เป็นอกุศลจิต ให้ลดลง ลดลง นี่คือการ ทำฌาน ฌานลืมตา พ่อกิเลสลดลงได้ จิตใจก็แข็งแรง ตกผลึก ตั้งมั่น เรียกว่าสมาธิ อย่างนี้เป็นต้น นี่คือสมาธิของพระพุทธเจ้า แต่ของทางศาสนากระแสหลัก หรือส่วนใหญ่เลย อาตมาพูดมา 47 ปีแล้ว ไม่กระเตื้องเลย อาตมาว่ามีคนเข้าใจบ้าง จะเรียกว่ากระเตื้องไม่ได้ ในวงการศาสนาพุทธ ถามว่า มาสายอโศกควรรู้สายอื่นไหม ควรรู้ แต่ควรรับหรือไม่ ก็ต้องพิจารณา

_3517…ท่านเคยบวชที่วัดบวรไหมคับ ชาติที่แล้วเคยบวชไหมครับ พ่อท่านจะเทศน์ ให้ชาวอโศก เพิ่มฐานการปฎิบัติธรรมได้บ้างไหมคับ มาคบคุ้นกับชาวอโศก รู้สึกว่าส่วนใหญ่หย่อนยานกว่าที่อื่น บางคนไม่มีคู่ ก็มาหาภรรยามาหาสามีที่นี่ บางคนไม่มีอะไรเลย มาตัวเปล่า ก็มารวยล้นฟ้าที่นี่ มาหากินกับบรรพชนชาวอโศก ที่เค้าลดละ กล้าลาออกจากงาน ลาออกจากความร่ำรวย ผมว่าถ้าพ่อท่านไม่ทำอะไรบางอย่าง เช่น เทศน์ให้คนที่ถือศีลห้านี้ พยายามถือศีลแปด คนถือศีลแปด ก็พยายามถือศีลสิบ ให้เห็นคุณค่าของการเป็นนักบวช ผมคิดว่าถ้าท่านไม่เริ่มทำ พระชาวอโศก นักบวชหญิงชาวอโศก จะไม่เหลือ ให้คนกราบไหว้อีกนะครับ เพราะสังเกตดู ไม่เห็นมีพระ และนักบวชหญิงบวชใหม่เลยครับ กราบขอบพระคุณอย่างสูงเลยครับ พ่อครูว่า...ก็เป็นสิ่งที่แนะนำดีมากเลย เดี๋ยวค่อยๆพูดกัน _ รุจิรา วงศ์ปาลี..กราบพ่อครู ลูกเห็นว่าสัมมาทิฏฐิ แก้ปัญหาได้ เช่น ปัญหาพุทธศาสนาเน่า ปัญหาตำรวจฟอนเฟะ การช่วยเหลือคือ แสดงสัมมาทิฏฐิให้ออกไป ถ้าใครต้องการแก้ปัญหา ก็ลองนำเอาไปใช้แก้กัน ใครเอาไปทำจริง ก็แก้ได้จริง น่าสงสารพวกเราคนไทย ที่เต็มไปด้วยมิจฉาทิฏฐิ แล้วจะแก้ปัญหาได้ยังไง อย่างน้อย ถ้าได้ฟังสัมมาทิฏฐิก็ยังดี แต่จะนำไปใช้แก้ปัญหาหรือไม่ เป็นเรื่องของ ส่วนบุคคล ส่วนสถาบัน พ่อครูว่า... ขอพูดถึงเรื่องท่านใดจะจัดโรงบุญ ๕ ธันวาฯมหากุศล (ปีต่อไปค่อยว่ากัน) กรุณาแจ้งมาที่คุณใบแก้ว ชาวหินฟ้า 0864867868 และปะพัดชา ชาวหินฟ้า 0887770503 เมื่อจัดโรงบุญเสร็จแล้ว กรุณาแจ้งบรรยากาศการจัดงาน และรูปถ่ายมาที่ คุณใบแก้ว ชาวหินฟ้า พุทธสถานสันติอโศก ๖๕/๑ ซ.นวมินทร์๔๔ ถ.นวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10240 หรือที่ อีเมล [email protected] เราจะได้เก็บบันทึกและสถิติไว้เป็นประวัติศาสตร์ร่วมกัน

_3517… ท่านเคยบวชที่วัดบวรไหมคับ ชาติที่แล้วเคยบวชไหมครับ พ่อครูว่า...อาตมาบวชทั้งสองนิกาย บวชธรรมยุต ก่อน ต่อมาก็บวชกับมหานิกายอีก บวชแล้วไม่คิดจะสึกอีก ตายคาชีวิตนักบวชนี่แหละ

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน หมู่บ้านศีล 5 เป็นอย่างต่ำ คุณคนนี้มาติว่า ชาวอโศกเคยเคร่ง ตอนนี้ไม่เคร่งแล้ว มาหาสามีภรรยาในนี้ ก็มีนะ ที่มาอยู่ในนี้เสร็จแล้ว ก็แต่งงานเป็นคู่ผัวตัวเมีย ตามครรลองคลองธรรม แต่ถ้าผิดกฎระเบียบวินัย สุดท้ายก็แต่งงาน มันก็ได้เหมือนกัน ศาสนาพุทธไม่ได้บอกว่ามีคู่ไม่ได้ ศีล 5 ก็แต่งงานได้ เป็นไปตามนั้น ถ้าเราตั้งชุมชนแล้ว ก็ดำเนินไปตามหลักเกณฑ์ของศาสนาพุทธ เคร่งก็เคยเคร่ง แต่ต่อมาตั้งชุมชน ก็มีชุมชนศีล 5 จะเป็นชุมชนศีล 8 ที่เป็นวัด โดยทั้งหมดเลย มันก็ไม่ได้ เมื่อพูดถึงคำว่าชุมชน อาตมาเองยังภาคภูมิใจ ที่อาตมาทำสำเร็จ เอาคนมาอยู่ร่วมกัน แต่ก่อนเขามีบ้านข้างนอก แต่ตอนนี้ก็มาอยู่ร่วมกัน จนหมู่บ้านเป็นทางนิตินัย เช่น ราชธานีอโศก ศีรษะอโศก เป็นหมู่บ้านที่ปฏิบัติธรรมกันทั้งหมู่บ้าน มีศีล 5 ทั้งหมู่บ้าน ไม่มีอบายมุขทั้งหมู่บ้าน เหล้าขวดหนึ่งในหมู่บ้านชาวอโศกไม่มี สูบบุหรี่ก็ไม่มี อบายมุขไม่มี เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปกลัวว่าจะมียาเสพติดเลย อาตมาเคยแย้ง มีตำรวจ แต่ก่อนนี้ เราจัดงานที่ ม.รามคำแหง งานรามบูชาธรรม มีตำรวจคนหนึ่งมาพูดถึงเรื่องยาเสพติด แล้วเขาก็บอกว่า ชุมชนทั่วประเทศผมท้าได้ว่าไม่มีชุมชนไหน ไม่มียาเสพติด มียาเสพติดทุกชมชน ทุกแห่ง ผมไปดูมาหมดแล้ว อาตมาฟังแล้วก็เห็นค้านในใจว่า คุณยังไม่ไปดูชุมชนชาวอโศก ตอนนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ เป็นเรื่องพิเศษ ตามที่นายตำรวจคนนั้นพูดก็จริง ว่ามันเต็มไปหมดเลย ยาเสพติด ตอนนั้นมันหนัก เดี๋ยวนี้ก็น่าจะเหมือนกันหรือเปล่าไม่รู้ ชุมชนของเราอาตมาภูมิใจ ว่าได้ทำให้เกิดชุมชนนักปฏิบัติธรรม ก็มีว่าที่สังฆราชจะจัดตั้งให้หมู่บ้านมีศีล 5 แต่จะทำได้หรือ จนป่านนี้ก็ยังทำไม่ได้ แต่ของเราเป็นหมู่บ้านที่มีศีล 5 เป็นพื้นฐาน มีฆราวาสที่เป็นคนถือศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 คนถือศีล 10 รับรองได้ว่า เจ๋งกว่าพระ เพราะถือศีลกันตลอดชีวิต เป็นชุมชนสาธารณโภคี นี่คือเรื่องยิ่งใหญ่ ความเป็นชุมชนที่เอาคนมารวมกัน เป็นสาธารณโภคี คอมมิวนิสต์เขาอยากได้เป็นคอมมูนที่ 1 เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ เข้าส่วนกลางร้อยเปอร์เซ็นต์ คอมมิวนิสต์ยังไม่บังอาจทำได้เลย เสียภาษียังไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่นี่มันเกินกว่าภาษี และไม่หลบเลี่ยง แม้แต่ผลผลิตอื่นที่ไม่ใช่ภาษี เป็นคน เป็นผลผลิต ก็ให้ส่วนกลางทั้งหมด ให้ส่วนกลางบริหาร เป็นชุมชน เป็นขนาดนั้น จึงเป็นสังคมที่ซ่อนอยู่ในลัทธิ ประเทศ ประเทศลัทธิคอมมิวนิสต์ ลัทธิประชาธิปไตย ประชาธิปไตยก็ต้องการคนเสียภาษีให้มากที่สุด ไม่หลบเลี่ยงภาษี ของเรานี่ ได้ทั้งประชาธิปไตย ได้ทั้งคอมมิวนิสต์ ไม่หลบเลี่ยงภาษี เต็มใจด้วย คอมมิวนิสต์ไม่เต็มใจนะ จะถูกบังคับ ประชาธิปไตยก็เหมือนกัน เขาไม่ได้เต็มใจเขาไม่เสียภาษีได้เป็นดี แต่เพราะว่ากฎหมายเขาจึงหนีไม่ออก แต่ก็ทำความซับซ้อนเรื่องนี้ เช่น ไปทำบัญชี 2 -3 บัญชี ก็ในคนที่มีจริง อย่างพวกเราไม่มีปัญหา เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างนี้เป็นเรื่องของสังคม มนุษยชาติ ที่อาตมาพาทำจนสำเร็จ มีชุมชนชาวอโศกอยู่ทั่วประเทศ อาตมาเอาธรรมะเอาใจพระพุทธเจ้ามาสอน มาอธิบาย มาบอกให้ประพฤติ ปฏิบัติตน เกิดผลอย่างนี้ มีศีลมีธรรม เป็นชุมชนปฏิบัติธรรมจริงๆ ที่ทางนี้มองว่าย่อหย่อน ซึ่งไม่เป็นชุมชนที่จะต้องรวม ตอนแรกเคร่ง ใช่ ถึงขั้นที่ว่าถือศีล 8 กัน ตอนนั้นยังเป็นชุมชนที่เคร่งครัด พอต่อมา เป็นชุมชนที่ใหญ่ขึ้น ถ้าเคร่งครัดอย่างนั้น มันจะไม่กว้างขึ้น มีแต่ศีล 8 ไปไม่รอด เราก็มาเป็นศีล 5 ผู้ที่ยินดีจะไปปักหลักแหล่งในชีวิต ในหมู่บ้านนี้ ชุมชนนี้ เขาก็มาได้ ศีล5 อยู่ได้ ต่ำกว่าศีล 5 เราก็ไม่ให้ ควรจะอยู่ข้างนอก แต่ถ้าเข้าไปในหมู่บ้าน อย่างน้อยต้องถือศีล 5 เช่น ไม่มีอบายมุข ไม่เสพติดสิ่งเสพติด ไม่สูบบุหรี่ ไม่กินหมาก เป็นต้น ไม่มีสิ่งเสพติด สิ่งเสพติดที่ยากกว่านั้น ก็ยิ่งไม่มี สิ่งเสพติดง่ายๆตื้นๆ เขาทำไม่ได้ แต่เราทำได้ อย่าว่าแต่ สูบบุหรี่กินหมากที่เป็นฆราวาส แม้แต่พระทั่วไปก็ยังสูบบุหรี่ กินหมากเฉย ไม่ถือว่าเป็นสิ่งเสพติด ในอบายมุข ในศีลข้อที่ 5

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน จนอย่างสุขสำราญต้องมีศีล 5 เป็นปกติ อาตมาทำงานชาตินี้ ชีวิตนี้ สามารถทำให้คน ให้มนุษยชาติ พัฒนา อาตมาพูดก็เป็นความภาคภูมิใจจริงๆ ที่อาตมาว่า อาตมาทำงานให้คนพัฒนาตัวเอง หลุดจากสิ่งเสพติด มาพัฒนาตัวเองมีศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 เป็นต้น นอกนั้นก็มีหลักเกณฑ์อื่น ที่จะไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี มาทำสิ่งที่ดีๆ ซึ่งเป็นคนที่ฝึกตน ปฏิบัติ มีชีวิตที่จะเป็นคนดีของสังคม อาตมาว่าได้ช่วยประเทศชาติอย่างนี้ ช่วยสังคมโลกอย่างนี้ เป็นงานที่อาตมาพอใจ เอาชีวิตมาทำงาน ตั้งแต่ออกมาเลย 47 ปีย่างแล้ว อาตมาก็ยังเต็มใจที่จะทำต่อไปอีก จนตาย เพราะเป็นงานที่ ไม่มีอะไรดีกว่านี้แล้ว ในชีวิตมนุษย์ ชีวิตที่พาคนให้เป็นคนดี ไม่ทำบาป ไม่ทำอกุศล เป็นคนดีของโลก เป็นคนดีของสังคม เป็นคนดีของประเทศ มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว ไม่มีงานไหนที่พิเศษเท่างานนี้หรอก จริงนะ อาตมาพูดนี้ มั่นใจว่าเป็นความจริง คนอื่นจะบอกว่างานไหนดีกว่านี้ การคิดค้นระเบิดปรมาณู งานระเบิดไฮโดรเจนดี ก็ไปเถอะ หรือว่างานอะไรก็แล้วแต่ ต่างๆนานาสารพัด อาตมาก็ว่า อาตมาเลือกงานนี้ ไม่มีรายได้ ไม่มีค่าจ้าง เพราะว่าอาตมาสมัครใจ ที่จะไม่มีทรัพย์สินอะไร เป็นคนจน เจตนาเป็นคนจน เพราะคนจนนี่แหละ ยอดเยี่ยม คนจนนี่แหละ เป็นคนจนที่ประเสริฐ เป็นคนจนที่สุดยอด ศาสนาพุทธสอนให้คนมาจน ใครทำได้สำเร็จ จนได้อย่างสุขสำราญเบิกบานใจ ชีวิตก็สบายแล้ว ต่อจากนั้นก็อยู่ไปจนตาย เพราะฉะนั้น อาริยบุคคลประมาณหนึ่ง ก็อยู่เป็นคนจนได้สบาย และถ้าเป็นพระอรหันต์แล้ว มาอยู่กับความจน อย่างสุขสำราญเบิกบานใจ เป็นความประเสริฐ ยิ่งเป็นคุณค่าในโลก ในโลก ถ้ามีกลุ่มคนเช่นนี้ โดยมีพระอรหันต์เป็นหลัก เพราะว่าพระอรหันต์ท่านจนสำเร็จแล้ว ท่านจะไม่ไปร่ำรวยอีก อนาคามีก็หมดแล้ว ทรัพย์ศฤงคาร บ้านช่อง เรือนชาน เพราะอนาคามีแปลว่า ผู้ที่ไม่มีแล้ว ในบ้านเรือน ชานช่อง ทรัพย์สิน ยิ่งเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ย่อมจะไม่มีความติดยึดในบ้านช่อง ทรัพย์สิน เรือนชาน แม้แต่ความยึดถือในตัวตน ก็หมดด้วย คนที่เป็นได้ด้วยตัวเองจริง เป็น สันทิฏฐิโก คนชนิดนี้มีได้ ไม่จำกัด ยุคกาล อกาลิโก การเป็นได้เช่นนี้ เป็นของสูง เป็นความเจริญของมนุษยชาติ ที่ควรจะเอื้อมมาให้แก่ตนให้ได้ ให้แก่สังคม โอปนยิโก และเป็นเรื่องที่เป็นได้แล้ว เป็นสิ่งที่ควรจะชวนให้คนมาดู เอหิปัสสิโก เพราะว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐ ที่ยอดเยี่ยม อาตมาพาคนมาเป็นคนจนได้สำเร็จ ชีวิตนี้อาตมาประสบความสำเร็จมาก แต่ไม่มีคนริษยาอาตมา จริง ถ้ามันไม่เป็นโลกธรรม ไม่เป็นโลกียะ มันเป็นโลกุตระ ไม่มีใครริษยาหรอกนะ อาตมาทำได้เช่นนี้ มีแต่คนที่มีปัญญา จะเห็นว่า น่ายกย่องชื่นชม ส่วนคนไม่มีปัญญา จะไม่รู้ค่า ว่าอาตมาได้ทำสิ่งประเสริฐ จะหาว่าพระโพธิรักษ์มาทำอะไร พาคนมาบ้าบอ สุดโต่ง เขาไม่มีปัญญาเข้าใจ ว่า อาตมาทำคนให้หลุดพ้นจากฐานโลกียะ มาเป็นคนโลกุตระ ที่พระพุทธเจ้าค้นพบ แล้วเอามาประกาศในโลก ในยุคของพระพุทธองค์นั้น มีเยอะที่เป็น อเสขบุคคล ในยุคนี้ อาตมาเอามาประกาศ ก็มีคนที่เป็นอเสขบุคคล เป็นเสขบุคคลได้ ทั้งที่ศาสนาพุทธเสื่อมมาก กระแสหลักไม่เอาถ่าน และกระทำผิดทฤษฎีของพระพุทธเจ้าด้วย เช่น ศีลก็ออกไปนอก สมาธิก็ออกนอกทาง ปัญญาจะเป็นไปได้อย่างไร ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติศีล ศีลอยู่ที่ไหน ปัญญาอยู่ที่นั่น ศีลอยู่ที่ใดปัญญาอยู่ที่นั้น เหมือนล้างมือด้วยมือ เหมือนล้างเท้าด้วยเท้า คนที่มีปัญญาแล้ว จะมีสมาธิ ได้ระดับต้น เป็นพระโสดาบัน ก็มีศีล 5 แล้วก็บรรลุจิตใจสูงขึ้น มีปัญญารู้ตลอดว่า จิตใจเจริญขึ้น โดยมีศีลกำหนด เรามีความเจริญ เราก็รู้จริงๆว่ าเราเจริญด้วยความบริสุทธิ์ขึ้น ไม่ใช่บริสุทธิ์ เพียงแค่บัญญัติ คือข้างนอก แต่บริสุทธิ์เข้าไปถึงภายใน ปฏิบัติศีล จนกิเลสตาย หนึ่งไม่ฆ่าสัตว์ เห็นสัตว์อย่างไรก็ไม่ฆ่า แม้ว่าสัตว์จะมาทำร้ายเรา เราก็หลบเลี่ยง อย่าให้สัตว์มาทำร้ายเรา ไม่ทำร้ายสัตว์ ไม่เบียดเบียนสัตว์ เราต้องเป็นผู้ที่หลบเลี่ยง ไม่ให้สัตว์มาทำร้ายเรา ไม่ใช่สัตว์มาทำร้ายเรา แต่เราก็ทำร้ายตอบว่าป้องกันตัวเอง ไม่เอาเพราะเราเป็นคน ชีวิตไม่ทำร้าย ทำลายชีวิตใดเลย สอง ศีลข้อที่ 2 ของที่ไม่ใช่ของๆเรา อย่าไปเบียดเบียนเขา อย่าเอาของเขา มาเป็นของเรา แม้แต่ของๆใครๆ ก็อย่าไปคิดอ่าน ที่จะไปใช้เล่ห์ ใช้ความฉลาด เอาเปรียบมา ให้แก่ตน ไม่ต้องไปพูดถึง การโกงกิน ทุจริตเลย เราอย่าไปเอาเปรียบใคร เราควรจะสร้างสรรให้มีให้มาขึ้น แล้วเผื่อแผ่ผู้อื่น นั่นต่างหากเป็นสิ่งประเสริฐ ศีลข้อที่ 3 เรื่องของการสัมผัสกามคุณ 5 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็ไปติดสวรรค์ ไปติดในรสสุข ไปสนใจ อยากได้ทางตา มีความสุข เป็นอุปาทาน แล้วอยากไปสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย แม้แต่อัตตา ได้สมใจตามที่ตั้งเป้า เป็นอุปาทานไว้ลึกๆ ต้องลดละ ตั้งแต่ภายนอกก่อน ที่หยาบจากภายนอก ส่วนอัตตาเป็นภายใน แม้ภายนอก เราควบคุมได้แล้ว ไม่ไปละเมิด ไม่ไปทำร้ายสัตว์ ไม่เอาของๆใคร สัมผัสแตะต้อง ทวารทั้ง 5 ก็จะต้องรู้จัก รู้เท่าทัน ลดละ ไม่ติดในรส เป็นสกิทาคามี จนไม่มีภายนอกแล้ว เหลือแต่ภายใน ภวภพ รูปภพอรูปภพ เราก็ลดละไปตามลำดับ 3 ข้อนี้และปฏิบัติใจ ให้เป็นพระอรหันต์ จากสามข้อนี้ กาย วาจา ใจ ข้อ 4 ไปเน้นวาจา จิต ข้อที่ 5 ขั้นต่ำสุดเรียกว่าอบาย หยาบที่สุดแม้มีอาชีวะ กุหนา ลปนา เป็นอาชีพที่ขี้โกงทุจริต แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าทุจริต ผู้ที่มีศีล 5 ก็จะเลิกมิจฉาชีพ 5 โดยเฉพาะข้อที่1 กุหนานี่แหละหยาบสุด

สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน เทศนา คือคำด่า เพราะว่ารัก สมณะเดินดินว่า… มีเรื่องโจษจันกันว่าพระออกเงินกู้ วันนี้จะผิดไหมครับ พ่อครูว่า… ท่านไม่ให้พระมีเงิน แต่นี่ไปออกเงินกู้ มันเกินกว่าเป็นพระแล้ว ออกไปเถอะคุณ ไปเป็นฆราวาสโน่น ถ้าไปมีเงิน ทุกวันนี้ ไปอนุโลมว่า ให้พระมีเงิน ก็เลยไป ทำลายบัญญัติพระพุทธเจ้า มีการสอนที่ไหนว่า ให้พระมีเงินได้ ไปเอาคำสอนในพระไตรปิฎกตรงไหนมาว่า พระให้มีเงินได้ คนก็ไม่กล้าออกมาพูด เพราะว่าเขามีเงินกัน ก็จะเข้าเนื้อตัวเอง มันเสื่อมจนกระทั่งเป็นอย่างนั้น อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องย่อยนะ เป็นเรื่องยืนยันสัจธรรมพระพุทธเจ้า ว่ามันเสื่อมมาก อาตมาจึงได้พยายามพูด เพราะมันเสื่อมมากแล้ว จึงต้องอธิบายสาธยาย แจกแจงว่า มันเสื่อมอย่างนี้ๆ มันหนัก ก็ต้องลงน้ำหนักว่า มันเสื่อมหนักอย่างนี้ ทั้งสุ้มเสียง สำเนียงภาษา ยืนยัน แสดงออกว่า มันเป็นเช่นนี้จริงๆ คนที่ฟังอาตมาก็หาว่า อาตมารุนแรง ด่าว่า คุณจะเรียกว่าอาตมาด่า ก็เข้าใจ ไม่มีปัญหาหรอก อาตมาจะทำอย่างนี้ ใครจะว่าด่า ก็ด่า เพราะว่าคนที่ผิดนั้น ควรถูกด่า ถ้าด่าแล้วนี้ รู้ว่าคำด่านั้น คือเจตนาอะไร เจตนาให้รู้ตัวว่าผิด ด่า คือเจตนาให้รู้ตัวว่าผิด นอกจากด่า เพราะว่าโง่ ด่าเพราะโกรธ ด่าเพราะรัก ด่าเพราะกิเลสบังคับ บงการ ให้ด่าเขา แต่อาตมา ไม่ได้ด่าด้วยกิเลส ด่าด้วยเจตนาปรารถนาดีด้วย จะเรียกโดนด่าก็ได้ เพราะอาตมาใช้ภาษาแรง แรงคือ พูดไปกระทบเรื่องทุจริต เรื่องที่ผิดของคนที่ผิด เพราะถือว่าสังคม มันมีแต่พูดผิดอย่างนี้มาก อาตมาพูดไป ก็ไปโดนคนผิดนี้เยอะ ในวงการสงฆ์ด้วย มันไปกระทบคน มันก็เลยเกิดรุนแรง ไม่ใช่ว่าอาตมาทำความรุนแรง อาตมาออกเสียง ทำท่าทีลีลา หาคำมาพูด เลือกคำมาพูด ให้เข้าเนื้อหา ชัดๆ ก็แสดงเต็มที่ นัจจะ คีตะ วาทิตะ ให้มันเต็มที่ ให้มันกระทบเต็มรูปร่าง ลักษณะทุกอย่าง พูดไปแล้วมันชัด ก็ต้องพยายามทำความชัดเจนนี้ให้มากๆ จะมาทำเหยาะๆ แหยะๆ คลุมเครือ มันไม่ได้อะไร พูดให้ชัดๆ แต่แรง คนจะได้เข้าใจได้ง่าย จะหาว่าด่า ก็ด่านะ รับเสียเลย ก็แล้วกัน

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน osmosis คือการซึมซับให้ถึงจิตวิญญาณ ผู้ใดที่ฟังอาตมาพูดแล้ว เข้าใจดีอะไรดี อาตมาก็ยืนยันว่า ได้พามาปฏิบัติ ประพฤติจนได้ผล เกิดความบรรลุ สิ่งที่ไม่ดี ก็เข้าใจให้ดี เลิกละมา ก็มาเป็นคนดี ก็เป็นสิ่งที่ปรากฏจริง ชวนให้มาพิสูจน์ได้ จึงเรียกว่า เอหิปัสสิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ เป็นสิ่งที่ปฏิบัติด้วยกัน รู้ได้ ไม่ใช่คนพาล คนโง่ จะรู้ได้ เราต้องอยู่กับคนที่เป็นบัณฑิต ก็มาอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้านชุมชน เมื่อมาอยู่ข้างวัด ใกล้วัด จนเกิดเป็น บวร ข้างวัด กับบวรต่างกัน ข้างวัด ก็อีกอย่าง ก็วัดกำหนดขอบเขต เป็นกำแพง สีมา เป็นที่กำหนดระหว่างโบสถ์ เป็นที่ทำสังฆกรรม ไม่ใช่มีเขตที่ตรง สีมา เป็นอาวาส แต่นี่ไปกำหนดปนเป เลอะเทอะไปหมด ในเขตของวัด ที่จริงวัดคือ บวร มีทางสังคมมนุษย์ มีทางการศึกษา

บวร คือ บ้าน-วัด-โรงเรียน บ้าน คือ สังคมมนุษย์ วัด คือ ธรรมะ โรงเรียน คือ การศึกษา อาตมามีโรงเรียน ปฐม มัธยม การศึกษาตามหลักสูตรของกระทรวง แต่ให้มาศึกษาธรรมะ เด็กๆไม่เข้าโรงเรียน ก็มาปฏิบัติธรรมะ จึงเป็นการปฏิบัติธรรมะอย่าง บ้านวัดโรงเรียน ไม่ได้กำหนดตายตัว จะตัดเขตตรงนั้นตรงนี้เลย ไม่มี รวมกันอยู่เป็นบวร เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ จะเกิดความพอใจ เป็นความซึมซับ Osmosis จะเกิดการซึมซับถ่ายเทกันในแนวลึก ขั้นจิตวิญญาณ พฤติกรรมจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นมันจะมีที่เป็นสมณะ นักบวช ภิกษุ มีทั้งที่เป็นฆราวาสที่จิตสูง เป็นเสขบุคคล เป็นอเสขบุคคล เป็นสมณะที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ไม่ต้องผ่านพิธีบวชหรอก แต่ก็เป็นสมณะที่ 1 2 3 4 เป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ แม้แต่เป็นฆราวาส อยู่เป็นสังคมบวรรวมกัน อย่าว่าแต่ที่มาบวชจริง จะเป็นสมณะที่ 1 2 3 4 เลย ฆราวาสก็มีสมณะ 1 2 3 4 จึงเป็นอยู่กลุ่ม เป็นสังคม ชุมชน เป็นบวร ที่มีบ้านวัดโรงเรียน เป็นสังคมที่เจริญ อาตมาทำงานศาสนามาจนถึงวันนี้ ทำให้เกิดบวรได้ คุณคนที่ถามว่า ท่านเคยบวชที่วัดบวรไหมครับ อาตมาสร้างวัดบวร ไม่ใช่อาตมาเคยบวชที่วัดบวร อาตมาชาติที่แล้ว ก็เคยสร้างบวรอย่างนี้ ไม่ใช่มาบวชที่วัดบวร แต่สร้างวัดบวร สร้างหมู่บ้านบวรเลย สร้างโรงเรียน แล้วก็ยังปฏิบัติธรรมกันทั้งหมู่บ้าน เอาจริงเอาจังกับ การเรียน การศึกษาธรรมะ เพราะฉะนั้น ผู้ที่เป็นนักเรียน เด็กๆ เราก็มีโรงเรียนเด็ก เราก็พากันปฏิบัติธรรม จริงๆไม่ใช่โรงเรียนนี้คือเด็ก โรงเรียนนี้ คือทั้งหมู่บ้าน เป็นโรงเรียนปฏิบัติธรรม มีศีล 5 ทั้งหมู่บ้าน สร้างสมาธิ ทั้งหมู่บ้าน เพราะว่าพา ทำสมาธิในขณะประกอบอาชีพ ทำสมาธิในขณะทำกรรม การงานทุกอย่าง ปฏิบัติสมาธิในขณะพูดจา ปฏิบัติสมาธิให้สามารถมีสติ มีมุทุภูตธาตุ อ่านจิตเราให้ทันรู้จัก ตักกะ วิตักกะ สังกัปปปะ แล้ววิจัยออกว่ามันมี กาม พยาบาท วิหิงสา ผสมในวิตกนั้นไหม เริ่มตั้งแต่ กาม พยาบาท เอาให้ออกจากจิตได้ เรียกว่า เนกขัมมะ ออกได้แล้วก็ตกผลึกเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา คุณจะเกิดสังขารใหม่เป็น วจีสังขาร อยู่ในจิต

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ปุญญาภิสังขาร คือทำให้กิเลสลด การทำให้กิเลสลดได้นั้น เรียกว่า อภิสังขาร ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ส่วนการจัดการ ใครจัดการให้จิต มันเกิดกิเลส ลดได้ เป็นบุญ ปุญญะ แปลว่า การชำระกิเลส ไม่ใช่สร้างกุศล นี่มันไขว้เขวไปหมด ระหว่าง บุญ กับ กุศล ถ้าอาตมาไม่เกิดมา ไม่มีใครมานิยามชัดเจนว่า คำว่าบุญว่าไม่ใช่กุศล อาตมากล่าวว่า บุญไม่ใช่กุศล เพราะมันเทียบไม่ได้ บุญเป็นโลกุตระ กุศลเป็นโลกียะ มันมีสิ่งที่มี แต่บุญมันมีสิ่งที่ไม่มี พลังงานบุญเกิดในปัจจุบันเท่านั้น ใครสามารถจัดการใจ ให้เกิดพลังงานฌาน ฌาน คือ ธาตุไฟ อุณหธาตุ ฌานแปลว่าเผา ฌานคือไฟกองใหญ่ แล้วมันมีฤทธิ์ที่จะ เผา ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ เผาเสร็จแล้วบุญก็หายไป บุญไม่มีหน้าที่อื่น ไม่ได้เป็นกุศล ไม่เป็นสมบัติ ที่จะสั่งสมบุญ บุญสั่งสมไม่ได้ บุญไม่มีการสั่งสม บุญไม่ใช่สมบัติ แต่บุญเป็นวิบัติ พอบุญสามารถทำอภิสังขาร สามารถทำให้บุญมีประสิทธิภาพ ทำให้กิเลสลดลงได้ เมื่อกิเลสลดได้จริง อย่างสัมมาทิฏฐิ และเป็นสัมมาปฏิบัติ เกิดลดได้เป็นส่วนๆ เรียกว่า ปุญญภาคิยา เป็นบุญเป็นส่วน กิเลสของคุณมีร้อยหน่วยคราวนี้ทำให้ลดได้ 20% เหลืออีก 80 คุณก็ทำบุญเกิด 20 ต้องทำให้มันถาวรนะ ให้มันลดได้จนกระทั่งมันไม่เกิดอีกจริงๆ มันเหลือ 80 แล้วก็ให้มันลดลงไปอีกด้วยจนเหลือ 70 50 40 เหลืออีก 30 ตัวอีก 20 จนหมด กิเลสลดได้ เราเรียกว่าส่วนแห่งบุญ ไม่ใช่กุศลเลย ไม่มีสมบัติ มีแต่วิบัติ เมื่อบุญล้างกิเลส หมดสิ้นอาสวะ ก็ ปุญญปาปริกขีโณ บุญหมด บาปหมด ด้วย บุญบาปสิ้นไปหมด เป็นคนไม่มีบุญ ไม่มีบาปแล้ว พระอรหันต์เป็นคน ไม่มีบุญไม่มีบาป ไม่ใช่ว่าพระอรหันต์ คือคนบุญมาก พระอรหันต์เป็นคนไม่มีบุญ ฟังแล้วก็ให้ตั้งสติ ปัญญา ปฏิภาณ ปัญญาให้ดี พระอรหันต์ไม่มีบุญ จะบอกว่า พระอรหันต์ท่านเป็นคนบุญมาก ถ้าใครพูดอย่างนั้น แสดงว่า ไม่ได้เข้าใจศาสนาพุทธ อย่างสัมมาทิฏฐิที่ถูกต้อง พูดได้เลยไหม จะเป็นอาจารย์ใหญ่ขนาดไหนก็แล้วแต่ ใครเชื่อว่าพระอรหันต์เป็นคนที่มีบุญมาก ใครพูดอย่างนี้ไม่มีทางพาให้บรรลุนิพพานบรรลุอรหันต์ได้ เพราะเข้าใจคำว่าบุญ ก็ผิดแล้ว บุญนี้เป็นคำใหญ่ในศาสน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน