601119_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สัมประสิทธิ์ของอรหันต์และโพธิสัตว์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์359 KB
วันที่แก้ไข17 ตุลาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

601119_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สัมประสิทธิ์ของอรหันต์และโพธิสัตว์ สมณะฟ้าไทว่า… วั นนี้ วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2560 ที่บวรราชธานีอโศก หมู่บ้านนี้ เป็นหมู่บ้านคนจน จนแปลว่าไม่มีสตังค์ แต่มีความสุข คือความว่างจากความเห็นแก่ตัวทั้งหมด และทำงานอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ ไม่มีความทุกข์ในหัวใจ ถ้าพูดภาษาโลกแปลว่าแปลกประหลาดไปจากโลกีย์ โลกีย์นี้จนแล้วทุกข์แต่เราจนแล้วสุข ว่าง สุขสบายใจ ไม่เป็นภาระ ทำอะไร หากคิดจะทำเพื่อตนเอง จะเป็นทุกข์ หากทำอะไรแล้วคิดจะทำเพื่อคนอื่น ก็จะสบายใจ ในช่วงปีใหม่ 28 ธ.ค. - 2 ม.ค. 2561 จะมีงานอบรมธรรมะ และงานเพื่อฟ้าดิน มีการให้เกษตรกรมาอบรม ให้ความรู้เรื่องการเกษตร ขายของราคาบุญนิยม มีอาหารขาย จานละห้าบาท เราปลูกกระหล่ำปลีไว้ ประมาณหมื่นหัว ใครจะซื้อก็ลงไปในแปลง พอใจให้ฟรี ก็ให้ฟรี พอใจจะขาย หัวละหนึ่งบาท สองบาทก็มี เรามีผำด้วย เลี้ยงด้วยน้ำเต้าหู้ โปรตีนถั่ว บ่อผำอยู่ใกล้โรงเต้าหู้พอดี ถ้านักศึกษาอยากจะมาอีกช่วงหนึ่ง ก็คือ งานสงกรานต์ 13-15 เมษายน มีงานตลาดอาริยะ คนมาเป็นแสนคนเลย เราจะขายของราคาต่ำกว่าทุน มีก๋วยเตี๋ยวจานละบาท ข้าวราดแกงจานละบาท น้ำถุงละบาท สินค้าที่ซื้อมา นำมาขายในราคาต่ำกว่าที่ซื้อมา ใครจะมาก็มา ใครไม่มา ก็ไม่ว่าอะไร แต่ช่วงนั้นรถติดแน่นอน พ่อครูว่า... เราเปิดมา 35 ปีแล้ว เราเตรียมเงินไว้ เพื่อจะขาดทุนในงานนี้ ปีละ 2-3 ล้าน เราก็ทำเพื่อ เป็นการเสียสละให้แก่สังคม สมณะฟ้าไทว่า… พ่อครูคิดขายขาดทุน อาตมาคิดไม่ออกหรอก แต่พ่อครู เป็นพระโพธิสัตว์ที่จะมาช่วยเหลือมนุษยชาติ จึงจะคิดออก พวกเราก็มาลดละ ความเห็นแก่ตัว และเดินตามท่านไป วันนี้ท่านจะมาอธิบายธรรมะ เพื่อให้คนลดความเห็นแก่ตัวลงไป จนกว่าจะไม่มีความเห็นแก่ตัว ให้ตัวเองเลย คือชีว

อ่านต่อ

ิตที่อิสระเสรีภาพที่สุด ทำเพื่อผู้อื่นตลอดไป จนกว่าจะปรินิพพาน พ่อครูว่า... ก่อนจะได้บรรยายธรรมะก็จะอ่าน sms ที่ comment และถามมา ประกาศก่อน พรุ่งนี้ วันที่ 20 พฤศจิกายน บวรราชธานีอโศก จะรวมกันลงแขก เกี่ยวข้าวที่แปลงนาโม พรุ่งนี้พี่น้องจากศีรษะอโศกจะมาร่วมด้วย พวกเราก็มาช่วยกัน 10 กว่าไร่ ถ้าวันเดียวเสร็จ ก็แจ๋ว ข้าวมันสุกแล้ว นกมันสนุกมาก

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน ความสำคัญของ บวร พ่อครูว่า… อาตมากำลังชักชวนให้คนเห็นความสำคัญของ บวร คือ บ้าน วัด โรงเรียน จะต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน สังคมใดไม่มี 3 อย่างนี้ ก็เป็นสังคม ไม่เต็มเต็ง เป็นสังคมขาด อย่างสังคมชาวอโศก มีครบทุกอย่าง เป็นสังคมที่ มีโรงเรียน มีการศึกษา มีคุณธรรม และมีเศรษฐกิจ ถึงขั้นสาธารณโภคี สูงกว่าประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการ สาธารณโภคี หมายความว่า มีเงินทองทรัพย์สินข้าวของ เป็นส่วนกลาง เป็นสาธารณะ แล้วบริโภค โภคี คืออุปโภค และบริโภค กินใช้ร่วมกัน ในของส่วนกลาง ที่นี่ทุกอย่าง เป็นของทุกคนหมด ชุมชนชาวอโศก ทุกชุมชนในประเทศไทย มีระบบนี้ทั้งนั้น ระบบสาธารณโภคี ระบบมีทรัพย์สินส่วนกลาง เงินทองข้าวของส่วนกลาง คนในนี้ทุกคนทำงานฟรี คือทำงานแล้วไม่เอาส่วนแบ่ง เอาเข้ากองกลางหมด คอมมิวนิสต์เห็นแล้ว ก็อยากได้อย่างนี้ ถ้าประชาธิปไตยก็เรียกว่า เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำงานแล้ว เข้ารัฐหมด ไม่สะสม เงินทองก็เบิกจากส่วนกลาง ข้าวของก็เบิกจากส่วนกลาง ถ้าเอาไปใช้สิ่งที่ไม่เป็นสาระ เขาก็ไม่ให้ เอาไปใช้สิ่งที่เป็นสาระ เขาก็ให้ มีกรรมการเป็นผู้ดูแล ถ้าจะใช้ก็ไปบอกกรรมการ เขาก็พิจารณา ถ้าอย่างที่ฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย เป็นพิษเป็นภัย ก็ไม่ให้ ถ้าใช้เป็นประโยชน์ เขาก็ให้ ...เป็นการบริหารที่โลกต้องการ ที่นี่ขออภัย ที่นี่เป็นอย่างนั้นได้แล้ว สมบูรณ์แล้ว สังคมต้องการ ประเทศไทยก็ต้องการ ประเทศอเมริกาก็ต้องการ ประเทศเกาหลีเหนือก็ต้องการ ขอยืนยัน ต้องการอย่างนี้ อโศกนี่ ทำได้แล้ว โดยไม่บังคับด้วย มีอิสระเสรีภาพ ใครจะมาในระบบนี้ก็มา ใครไม่มาก็อยู่ข้างนอก เชิญเลยลองมาได้ พวกเราจะมาอยู่กัน ก็เชิญ มาลองดู ดูว่าที่นี่อยู่อย่างไร กิน ใช้กับส่วนกลาง แต่มาอยู่ใหม่ๆ จะมาเบิกส่วนกลางเลย ก็ไม่ได้ มันก็จะไม่เหลือ ต้องเป็นสมาชิก จนกระทั่งรู้ว่าอยู่ที่นี่ได้ ที่นี่มีหลักเกณฑ์ที่ว่า มีศีล 5 ละอบายมุข ที่นี่ไม่มีการกินเนื้อสัตว์ ไม่มีการเลี้ยงสัตว์ ใครเลี้ยงสัตว์ เป็นบาป เลี้ยงหมา แมว บาปหมด เลี้ยงช้าง ม้าเอาไว้ใช้งานอะไรต่างๆนานา เป็นการทรมานมัน มันอยู่ของมันตามวิบาก สัตว์ทุกตัว มันมีวิบากของมันเอง

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน ประโยชน์ของ เฮือน บวร _มีคำถามว่า...บวร ของชาวอโศกนี้ เป็นวิถีชีวิตชาวอโศก ไลฟ์สไตล์ อาจารย์ นักวิชาการ อาจจะใช้เรียกว่าวิถีชาวอโศกไปแล้ว ปัจจุบัน บวร มีบางท่านได้ยินว่า พ่อครูหมายถึง บัณฑิตวิชชาราม ขอให้พ่อครูไขความว่า เป็น Coefficient หรืออะไรคะ _พ่อครูกำหนดให้ ผู้นำในวิถีชาวอโศก คือผู้รับใช้ ที่ว่าผู้รับใช้นี้ ขอให้พ่อครูให้นิยาม ให้กรอบเพื่อความชัดเจน ในความหมายว่า ต่างจากที่สังคมเขาหมายถึง อย่างไรบ้าง ผู้นำนั้นจะอยู่ใกล้ชิด ไม่วางอำนาจ ไม่แข็ง ไม่อ่อน ยืนหยัด ยืนยัน ในกุศล ในความสะอาดบริสุทธิ์ แม้สอดร้อยกับความเชื่อกรรม ในชาวพุทธทุกๆกรณี ขอพ่อครูได้ขยายนัย อธิบายการบ่มเพาะความเป็นผู้รับใช้ ของชาวอโศก ว่ามีกรอบ อะไรเป็นหลัก อะไรเป็นรอง _เราจะบริหารความขัดแย้งทางทิฎฐิอย่างไร ในคนต่างจริต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนไทย มักยกให้ผู้ใหญ่ เกรงใจผู้มีอำนาจ ทำให้เผินกับการล้างจิตตน สะสมหมักหมม จนถึงวันหนึ่งเกิดความระแวง ทั้งรูปแบบ ระเบิด หรือไม่ยอมแบบเงียบ (คนนี้นี่ไปเห็นท่านยุทธวโรมา) ท่านยุทธวโรกลายเป็นคนยอม แบบเงียบแยกตัว ร่วมรวมกันไม่ได้ ความเสียหายทางจิตวิญญาณเกิดทั้งสองฝ่าย ไม่เป็นผลดี ทำอย่างไรจะตั้งรับ หรือรับลูกอย่างไร ในฐานะผู้ฝึกปรือ ที่มองเห็น แม้จะเป็นเหตุปัจจัยเล็กน้อย แต่ถ้าปล่อยไปจะใหญ่ได้ ความศรัทธาในแง่มุมต่างๆ นำมาลบล้าง เพื่อยกให้ แต่ก็ไม่น่าจะล้างใจได้จริง ที่ถูกควรตั้งจิต ปลูกทิฏฐิอย่างไร บวร ที่สังคมมองเห็นว่า ควรจะอยู่ร่วมกัน บ้าน วัด โรงเรียน ประเด็นปัญหาก็คือ หมายให้เป็น บัณฑิตวิชชาราม(บวร) พ่อครูว่า… ที่อาตมาหมายคือ บวร คือ บ้าน วัด โรงเรียน ส่วนบัณฑิตวิชชาราม นั้น ก็ บ้าน วัด โรงเรียน ก็เอา บวร มาพ้องกันเท่านั้นเอง ส่วนเนื้อหามันก็ไม่ต่างกันหรอก ให้จุดหมายสุดท้าย คือเหมือนกัน แต่บ้านวัดโรงเรียน จะรวมหมดเลย ทุกอย่างทั้งสังคม ทั้งหมด สังคมทั้งหมด คือบ้าน วัดคือธรรมะ โรงเรียนคือการศึกษา ศึกษาให้เกิดผลสำเร็จ คือ เป็นบัณฑิต ที่เกิดความรู้ ของพระพุทธเจ้า เรียกว่า วิชชา คนไทยเอาภาษาบาลี วิชชาไปใช้แล้วกร่อน ตัว ช.ช้าง ความหมายคำว่า วิชชา ที่พระพุทธเจ้าเอามาใช้กับคนไทยเอามาใช้นั้น เลยกร่อนไป กลายเป็นความรู้ แบบโลกๆ ส่วนวิชชาที่พระพุทธเจ้าสอนนั้น เอาความรู้โลกุตระ และทำเป็นหลัก เป็นคำว่าสูงส่ง ได้ทั้งความรู้ทางจิตวิญญาณให้หมดกิเลส และได้ความรู้ของสังคม ไม่ได้ขาดจากกัน แต่ทุกวันนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น วงการศาสนากระแสหลักก็ตาม มหาเถรสมาคมก็ตาม คณะใหญ่ของศาสนาพุทธ ไม่สามารถทำให้เกิดความรู้ ที่เป็นวิชชา ที่พระพุทธเจ้ารวมเป็น วิชชา 8 วิชชา 8 มีความสามารถยอดเยี่ยม จะดูความเป็นอยู่ของสังคม เป็นอยู่อย่างคนที่ ประเสริฐสุด มีประโยชน์ที่สุด ไม่มีพิษไม่มีภัยที่สุด เป็นคนที่มีคุณค่ามาก พระพุทธเจ้าสอนนั้น มีบัณฑิตจริงๆ บัณฑิตที่1 เรียกว่า โสดาบัน 2 เรียกว่าสกิทาคามี 3 อนาคามี และ 4 อรหันต์ตามลำดับ ขออภัยที่ต้องกล่าวว่าชาวอโศกได้นำความรู้นั้นมาปฏิบัติแล้ว ได้เป็นบัณฑิต เช่นนั้นจริงๆ ประพฤติตนเป็นอยู่ในสังคมประเทศไทย และโลก จึงอยู่ เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย พูดไปแล้ว เหมือนยกตน เขาก็จะไม่ยอมรับ แต่ชาวอโศก ได้ปฏิบัติ ได้จริง คนในชุมชนชาวอโศก ทำงานฟรี ไม่รับเงินเป็นของส่วนตัวเลย เอาเข้ากองกลางหมด แล้วมีชีวิตอยู่กันไป มีตั้งแต่เด็กจนโต และจนตายไป เผากันตายหลายศพ ก็มีชีวิตอยู่อย่างนี้ เป็นชีวิตที่ชัดเจน ทำได้ อยู่กับสังคมอย่างนี้ สิ่งที่เป็นพลังงานของชีวิต จึงทำงานเหลือกิน เหลือใช้ เพราะตนเองไม่มักมากแล้ว เอาอะไร เป็นอยู่ในสังคม ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย แข่งกับสังคม ไม่ใช่ เป็นคนพอเพียง เป็นคนมีเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนน้อย มีน้อยๆ แต่สร้างสรรค์เยอะ สร้างสรรค์ สิ่งที่เป็นสาระ สิ่งที่เป็นความจำเป็นของชีวิต ตั้งแต่อาหาร ปัจจัย 4 องค์ประกอบ เครื่องใช้ในสังคม ยกตัวอย่างรูปธรรม อย่างอาตมาสร้างโรงเรือน เนื้อที่ 11 ไร่ คลุมรอบ สร้างเพื่อจะให้เป็นที่รวม คนข้างนอกจะมาใช้อาศัย เช่น จะมาขายของ เป็น ตลาด.. เชิญ! ให้คนในย่านนี้มาอาศัย ใช้สอย เป็นแหล่งกลาง มีข้าวของจะมาขาย ก็มาขายได้ เราไม่ได้เก็บค่าที่ ค่าเช่า จะมาขายประจำ หรือขายชั่วคราว ก็ได้ทั้งนั้น ถ้าจะมาขายประจำ ก็บอกเป็นกิจจะลักษณะ แล้วจะต้องตรวจสอบ หากคนเกเรนิสัย ไม่ดี ก็ไม่ให้ขาย คนนิสัยดี ก็ให้ขายประจำเลย ใครจะมาจองห้อง เพื่อจะมาใช้งานก็เชิญ สร้างขึ้นมาให้ฟรี ไม่ใช่สร้างเป็นตลาดเพื่อเก็บเงิน เหมือนทั้งโลกเขาทำ ชั้นล่างจะเป็นตลาด ข้างหนึ่งจะเป็นของแห้ง อีกข้างจะเป็นของสด สองชั้นบน จะเป็นสถานศึกษา เป็นวิทยาลัย ใครจะมาอาศัย ใช้ศึกษาเป็นห้องวิจัย ก็ทำได้ ไม่เก็บเงินเก็บทองด้วย สร้างขึ้นมาเจตนาอย่างนั้น เป็นอาคารกลาง สร้างก่อนที่รัฐบาลจะดำริ เรื่องตลาดประชารัฐ เจตนารมณ์ของตลาดนี้ คิดว่าเหมือนกับตลาดประชารัฐ ที่รัฐบาลกำลังดำริ แต่จะเปิดกว้าง และให้สิทธิมากกว่าของรัฐบาลด้วย อันนี้ อย่างนี้เป็นต้น ที่เราทำ ยกตัวอย่างรูปธรรม ทุกวันนี้ เราทำงาน ไม่รวย เพราะพวกเราไม่สะสม เราทำร้อยหนึ่ง สมมติวันหนึ่ง ทำได้ร้อยหน่วย สมมตินะ แต่เรากินใช้ไม่ถึง10 หน่วย นอกนั้นเหลือ เราก็สะพัดสู่สังคมข้างนอก ไม่สะสมกักตุน เราจึงจน ถ้าเราทำ 100 เรากินใช้แค่ 10 เราสะสม 90 ปีหนึ่งเราจะรวยเละ ถ้าเราเป็นนักสะสม แต่เราไม่เป็นแบบนั้น ไม่เป็นนิสัยนักสะสม มีแล้วสะพัดแก่ผู้อื่นเสมอ สะพัด โดยไม่มีตัวเลข ไม่ได้บอกใคร ทำแล้ว เราก็ทำฟรี ไม่ได้จดตัวเลขไว้ด้วย ไม่ได้คิดค่าชั่วโมงเหมือนอเมริกา ที่คิดค่าตัวเป็นนาที เป็นชั่วโมง เราสร้างสิ่งที่เป็นปัจจัยใช้สอย ในชีวิตสำคัญ ไม่เป็นภาระแก่ใคร พึ่งพาตัวเองรอด เหลือเฟือด้วย บอกนะ หนูๆ หากไม่มีข้าวกิน ก็มาที่นี่ได้เลย สมณะฟ้าไทว่า... ชาวบ้านกุดระงุม มาเล่นน้ำตก แล้วหิวข้าว ก็เดินไปกินข้าวที่นี่ แล้วก็ไปเล่นน้ำตกต่อ แล้วก็กลับบ้าน

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน พลังงานสัมประสิทธิ์ของ บวร พ่อครูว่า... คำว่า บวร บ้าน วัด โรงเรียน ของเรา เป็นองค์รวม อยู่อย่างแยกกันไม่ออก ใครเข้ามาในนี้ถามว่า วัดอยู่ที่ไหน ไม่มีกำแพงวัด ไม่มีแหล่งบอกว่าตรงนี้คือวัด โรงเรียนอยู่ที่ไหน คนมาในที่นี้ถามว่าโรงเรียนที่ไหน ไม่มี มีแต่อาคารที่พักอาศัย อาคารส่วนกลางอย่างนี้ นักเรียนก็อยู่อย่างนี้ นักธรรมะก็อยู่อย่างนี้ ประชุมกันก็อยู่ในนี้ ศาลาหมู่บ้านนี้ เรากว้างพอ หากทำได้ เราก็จะสร้างใหญ่กว่านี้ เพื่อจะเปิดกว้างสู่ภายนอก แต่อันนี้ของเราก็พอใช้ นี่บ้าน วัด โรงเรียน ในที่นี้ ขอให้อาตมาไขความว่าเป็น Coefficient หรืออะไร สำหรับ บวร หรือ บัณฑิตวิชชาราม Coefficient หมายความว่า พลังงานการก้าวหน้า ซึ่งเป็นพลังงาน แต่ก่อนนี้ Coefficiency เขาไม่เอามาเรียกพลังงานจิตวิญญาณของคน เขาไม่สามารถรู้ได้ว่า ทำอย่างไรจะให้เกิดพลังงาน Coefficiency ได้ขนาดนี้ ทางโลกีย์ไม่สามารถ แต่ทางฟิสิกส์ นำไปใช้ในทางสสารพลังงานได้ ในที่นี้ นศ.ม.ศิลปศาสตร์ แต่ในทางวิทยาศาสตร์มาเบื้องต้นพอสมควร Coefficiency เป็นพลังงานความก้าวหน้าระดับคูณ ในพลังงาน จะมีการก้าวหน้าของพลังงานระดับบวก คูณ และยกกำลัง พลังงาน Coefficiency จะต้องเป็นพลังงานระดับคูณ หรือยกกำลัง ไม่ว่าจะเป็นพลังงานทั้งสสารวัตถุ ที่เขามีใช้กันแล้ว พลังงานนั้น เป็นพลังงานก้าวหน้า เงื่อนไขก็คือ จะต้องเอาไปใช้ในทางที่เป็นคุณ อย่าเอาไปใช้ในทางที่เป็นโทษ อย่างไอน์สไตน์ นำพลังงาน E=mc 2 มาใช้ เป็นพลังงาน Coefficiency ที่เอามาใช้ได้ เอาไปใช้จนเป็นระเบิดนิวเคลียร์ รุนแรงมาก เป็นพลังงานสูงสุด เป็นพลังงานสัมพัทธ์ ทีนี้ พลังงานจิตวิญญาณ พระพุทธเจ้าค้นพบแล้วเอามาใช้ได้ ใช้เป็นพลังงาน สร้าง เจ้าตัวต้องสร้าง Coefficiency ของตัวเอง พลังงานคนหนึ่ง สามารถสร้างพลังงานอัตราก้าวหน้า ทำให้เกิดอัตราก้าวหน้า ก็คือพลังงานสร้างสรรที่ได้มากที่สุด ของแต่ละคน เท่าที่ทำได้ แต่ส่วนตัวนั้น ใช้เพื่อตนเองส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนอื่น ไม่เอาพลังงานที่เหลือไปตีราคา แล้วให้คนต้องจ่ายค่าแรงงานนั้นมาให้ตน คิดราคาขายทางแรงงานทางสมอง ก็ไม่ทำ นี่เป็น Coefficiency ที่คิดได้ และสร้างได้ แต่อย่าเอาค่าแรงงาน ไปเอาเปรียบใคร สูงสุดคือ ให้ฟรี ค่าแรงงานนั้น เป็นแรงงานที่ก้าวหน้า และเป็นประโยชน์คุณค่า แล้วก็ให้ฟรี อย่างชาวอโศกทำงานสำเร็จ และกินใช้อย่างเป็นระบบ

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน วิถีชีวิตแบบคนจนพาเจริญยั่งยืนนาน พ่อครูว่า… ในหลวง รัชกาลที่ 9 ท่านได้ตรัสว่า แบบคนจน นี่อันหนึ่ง อีกครั้งหนึ่งคือ ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา Our loss is Our gain เป็นสัจจะที่ ไม่ใช่แค่ปรัชญา แต่ชาวอโศกทำได้สำเร็จ ทำไมขาดทุนแล้ว อยู่ได้ เพราะว่าเราไม่ใช่คนขี้เกียจ เป็นคนมีความรู้ความสามารถ มีความขยันทำงาน สร้างผลผลิต สร้างรายได้ทุกวัน สร้างแล้วเราสร้างขึ้นมาได้ 100 สมมติว่าคิดเป็นหน่วย ตีราคา 100 เราก็ใช้แค่ 10 ที่เหลือเราก็ให้แก่สังคม หรือขายให้แก่สังคม 90 เราขายให้ 20 เราก็ขาดทุนให้อีก 70 อยู่ได้ไหม เพราะเรากินใช้แค่ 10 ก็เหลืออีกตั้ง 20 สั่งสมไว้รองรังให้สังคมไปตั้ง 70 ได้ เราไม่รวย เพราะเราไม่สะสม เราได้เต็มที่ แต่ไม่สะสม แต่ ระบบทุนนิยม นั้น แกลงทุน 100 คิดค่าโสหุ้ยทุกอย่าง แล้วจะให้คนอื่นไป ก็บวกไปให้ได้มากที่สุด ได้มาก maximize profit ได้กำไรมากที่สุด ไม่อั้น นี่คือเลวที่สุดในโลก คือทุนนิยม แต่ ระบบบุญนิยม เป็นระบอบที่ดีที่สุด ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ได้ เห็นแก่ เอื้อเฟื้อ เจือจาน อย่าเป็นคนมีภาระสังคม แล้วเป็นคนที่มีสมรรถนะ สร้างให้แก่สังคม อย่างบริสุทธิ์ จริงใจ และมีปัญญา คนเราได้ให้ นี่มันสบายใจ คนเรามีแต่เอาของคนอื่นมา ได้เปรียบคนอื่นมา แล้วดีใจ นั่นคือคนโง่มาก เข้าใจผิด เอาเปรียบคนก็ได้ แล้วดีใจ มันเป็นความชั่ว ดีใจที่ทำชั่วได้สำเร็จ นั้นมันโง่ อาตมาไม่ได้พูดผิด คนที่ไปโลภมาก เอาของคนอื่นมาได้ ได้เปรียบมาแล้วดีใจ เป็นคนโง่ เขาดีใจในสิ่งที่ตัวเองทำชั่ว ไปเอาเปรียบคนอื่นมา ได้แล้วดีใจ มันเข้าใจผิด มันควรดีใจหรือ..ไปทำชั่ว.. มันเข้าใจถูกหรือ? คิดให้ดีๆนะ ฟังทันนะ มาคิดให้ดี คนเรานี่มันสับสน มันทำอะไรโดยตัวเองโง่ คนที่ไปตั้งหน้า ตั้งตาจะไปรวย โง่ทุกคน สรุปให้ฟัง ใครที่มาชัดเจนว่า ชีวิตไม่ต้องไปรวยเลย ชีวิตมาจนนี้ดี หมู่กลุ่มไหนที่ดำเนินชีวิตแบบคนอโศก ยินดีต้อนรับ มาเลย ที่ไหนก็แล้วแต่ ที่ทำได้อย่างนี้ ประเทศไทยมีในหลวง มีพระเจ้าแผ่นดิน ที่มีพระปรีชาญาณอันสูงสุด บอกสังคมไป แม้แต่ผู้บริหารสังคม ยังเข้าใจไม่ได้เลย ในหลวงท่านได้ตรัสแก่รัฐมนตรีเกาหลี บอกว่า ประธานาธิบดีเกาหลี ให้มาทูลถามพระเจ้าแผ่นดิน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทูลถามว่า บริหารประชาชนแบบไหน ประเทศท่านถึงได้เจริญดี ...ท่านก็บอกว่าให้บริหารแบบคนจน เราเป็นคนจน เราไม่รวย เราไม่ปรารถนาจะรวย ไม่ปรารถนาจะก้าวหน้าอย่างที่โลกเขาต้องการ ก้าวหน้าอย่างมากๆ เราไม่เอา ถ้าเราเห็นการก้าวหน้าอย่างมาก เป็นการถอยหลังอย่างน่ากลัว นักศึกษาที่มานี้ได้ฟังบ้างไหม ...ไม่เคยได้ฟังเลย ไปฟังแต่นายตูน วิ่งแล้วได้เงินเป็นล้าน อย่างนั้นเปลือกๆผิวๆ แต่สาระเหล่านี้ เป็นเรื่องของมนุษยชาติ ของสังคม ของชีวิต อย่าไปสนใจแต่เรื่องผิวเผิน เขาจะทำได้ชั่วคราว โชว์ออฟ เขาทำประจำได้ไหม เขาทำตลอดไม่ได้หรอก โชว์โก้ได้ชั่วคราว มันไม่ใช่ชีวิตจริง มันเป็นชีวิตโชว์ อย่าไปหลงใหล ได้ปลื้ม กับชีวิตโชว์ คุณต้องเข้ามาหาชีวิตจริงให้ได้ ต้องอยู่กับชีวิตจริง อย่าไปอยู่กับชีวิตโชว์ แต่คนทุกวันนี้ เปลือกๆผิวๆ ไปชอบนิยมกับพวกที่เปลือกๆ ผิวๆ ชอบโชว์ เสียเวลา คนเสียเวลาไปกับเรื่องโชว์เยอะ ตอนนี้สร้างกันมา ออกแบบกันมา ไม่รู้เท่าไหร่ เราเสียเวลากับของที่โชว์ หลอก ไม่ใช่เนื้อแท้นี้มาก จนไม่มีเวลาที่จะได้เนื้อหาสาระ ชีวิตจริงไร้สาระ ใครเป็นชีวิตที่อยู่กับสิ่งที่เขาหลอก ติดอยู่ตรงนี้ ไม่ลงมาหาแก่น ไม่ลงมาหาเนื้อ ชีวิตชาตินี้ จึงเป็นชีวิตที่ล้มเหลว จำไว้ ฟังไว้ ฟังธรรมะ ฟังให้ดี ไปฟังด้วยดี ย่อมเกิดปัญญา ใครฟังไม่ดี ก็ไม่รู้เรื่อง เพราะว่าค่อนข้างสาระแน่นใน Coefficiency เป็นภาษาทางฟิสิกส์ เอามาใช้กับพฤติกรรมมนุษย์ นามธรรมมนุษย์ได้ อาตมาเข้าใจเรื่อง รูปและนาม รูป เขามีสูตรอย่างไร อาตมาก็นำมาใช้กับเรื่องนามธรรมได้ อย่างสูตรของไอน์สไตน์ E=mc 2 อาตมาเอามาใช้เป็น E=mc 2 + A เราไม่หยุดการศึกษา ไม่ใช่ศึกษา 4 ปี แล้วหยุด เป็นบัณฑิต จ้างก็ไม่ใช่บัณฑิตจริง อันนั้นเป็นเครื่องฉาบ ให้รู้ว่า ศึกษาตามที่กำหนด ปี 1 เงินเดือนเท่านี้เท่า ปี 2 3 4 เดือน เท่านั้น เท่านี้ ความรู้มันมีเท่านั้นเมื่อไหร่ ความรู้มันมีมากกว่านั้น ดีไม่ดีแยกแขนงเรียนด้วย แล้วไปเก่งคนละแขนงเก่งใหญ่ แต่ของพระพุทธเจ้าจะค่อยๆเรียนรวมกันสิ่งที่จำเป็นกับชีวิต ตั้งแต่ 1 2 3 แล้วก็ได้เกิดขึ้นมา ขยายขึ้นเป็น 1 2 3 1 2 3 แล้วเป็น 9 จากขยาย 9x9 เป็น 81 นี่เป็นความรู้วิธีการของพระพุทธเจ้า Coefficient ของพระพุทธเจ้า พัฒนาเป็นปฏิภาคทวีแบบนี้ ความรู้ของข้างนอก เรียนรู้แล้วลดลงไป เป็นกิ่งเล็กๆๆลง เอาเปรียบมากขึ้น แต่ความรู้ของพุทธเจ้า ขยายเผื่อแผ่ ช่วยคนอื่นมากขึ้น ยิ่งป.เอกทางโลกนั้น Specialist ยิ่งเล็ก ที่จริง ปริญญาเอก เขาเจตนาให้คนมีความคิดใหม่ คนที่มีระดับเรียนปริญญาเอก จะต้องมีความคิดของตัวเองใหม่ เป็นคนสร้างนวัตกรรมใหม่ จึงจะขึ้นปริญญาเอกได้ ถ้าไม่เช่นนั้น ไม่มีนวัตกรรมของตัวเอง ไม่ใช่ไปเอาของคนอื่น เป็นเอกไม่ได้หรอก เอาของคนอื่นมาไม่ได้เอก เอกต้องมีหนึ่ง เป็นของข้า เป็นนวัตกรรมส่วนตัวของคุณ ธีสิส (thesis) ของคุณต้องคิดเอง แต่ไปลอกของคนอื่นมา ก็เป็นปริญญาเอกปลอม เดี๋ยวนี้มีเยอะมาก ขนาดชาวอโศกนี่ ไม่ได้ส่งเสริมให้ไปเรียนกันเท่าไหร่ แต่เดี๋ยวนี้ ก็มีปริญญาเอกเยอะ ได้มาแล้ว ก็ไม่เห็นจะมีอะไร ดำนา ปลูกข้าว ปลูกพืชเหมือนเดิม คือจบปริญญาเอกแล้ว ไม่ใช่เอาไปรับใช้ในนายทุน แต่ที่สังคมเขาทำคือ จบปริญญาเอกแล้ว ไปรับใช้นายทุน อย่างดีก็ไปรับใช้ราชการ ถือว่าถาวร จบมาได้เป็นปลัดกระทรวง ก็สูงสุด ทางการเมือง ก็ได้เป็นรัฐมนตรี สูงสุดเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนั้นแหละ ชีวิต สมณะฟ้าไทว่า... แปลว่าพฤติกรรม ทำให้ประเทศชาติล่มจม พ่อครูว่า… พวกเราเรียนไปทำไม เรียนมาเพื่อได้ความรู้ ได้ความรู้มา เพื่อรับใช้ประชาชน พวกเราจบมาแล้วรับใช้ประชาชนต่อ ไม่ได้ลาภเพิ่มยศเพิ่ม จบปริญญาเอกปริญญาตรี ปริญญาโท ก็ได้เงินเดือน 0 เท่าเก่า ต่างจากสังคมเขา สมณะฟ้าไทว่า… พวกเราเรียนมาก และยิ่งจะต้องทำงานมาก ไม่ใช่เรียนมาก ทำงานน้อย พ่อครูว่า... นี่คือวิถีชาวอโศก ไลฟ์สไตล์ ชาวอโศก เรียนทางธรรมแล้ว ทำงานช่วยสังคมไป เผื่อแผ่ช่วยสังคมภายนอกด้วย

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ผู้นำคือผู้รับใช้ไม่ใช่ผู้ชี้ใช้ _พ่อครูกำหนดให้ ผู้นำในวิถีชาวอโศก คือผู้รับใช้ ขอให้พ่อครูให้นิยามให้กรอบว่า ต่างจากสังคมกำหนดหมายอย่างไร จากที่เห็นพฤติปฏิบัติ ของพ่อครูกับผู้แวดล้อม ดูเป็นธรรมชาติ ไม่วางอำนาจ เช่นผู้นำทั่วไป ไม่แข็ง ไม่อ่อน แต่ยืนหยัด ยืนยันในกุศล ในความสะอาดบริสุทธิ์ สอดร้อยกับความเชื่อกรรมของชาวพุทธในทุกกรณี ขอพ่อครูได้กล่าวถึง ขยายอธิบายนัยยะ การบ่มเพาะความเป็นผู้นำ ความเป็นผู้รับใช้ ของชาวอโศก มีอะไรเป็นหลัก อะไรเป็นรอง พ่อครูว่า… อันนี้ตั้งแต่เริ่มต้นเลย อาตมากำหนด ผู้นำคือผู้รับใช้ ไม่ใช่ผู้ชี้ใช้ อย่างในหลวง เป็นผู้รับใช้ประชาชนชั้น 1 เบอร์หนึ่ง ตอบ เอาอะไร ถ้าเป็นเครื่องประกอบอธิบาย มาใช้ ถ้าเกิดความเป็นผู้รับใช้ ของชาวอโศก มาจากหลักอะไร ก็คือ หลักธรรมพระพุทธเจ้า กรอบมีซ้อน ตั้งแต่กรอบหนึ่ง จนถึงหลายกรอบ เช่น ตั้งแต่เริ่มต้น ศีล แล้วให้มีกรอบสมาธิ ปัญญา เป็นกรอบแรก เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วก็มีสูตรอีก ที่เอามาใช้เพิ่มเติมเข้าไป ศีล สมาธิ ปัญญา ขยายความเป็น จรณะ 15 วิชชา 8 ขยายให้เต็มรูป เป็น โพธิปักขิยธรรม 37 หรือว่าเอาหลักเกณฑ์ของ มูลสูตร 10 หลักเกณฑ์ของ วรรณะ 9 หรือ อวิชชา 10 เอามาทำความเข้าใจ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ แล้วประพฤติปฏิบัติตามนั้น ปฏิบัติตาม ทำความเข้าใจ และประพฤติปฏิบัติได้ มันก็เกิดผล ถ้าเข้าใจถูกแล้ว อธิบายให้เข้าใจกันต่อไปแล้ว มาประพฤติ ปฏิบัติ ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิจริง มันก็เกิดผล ชาวอโศกมีผล จึงเกิดเป็นสังคม ที่เป็นสังคมตัวอย่าง(ไม่ได้พูดเกินจริง แต่พูดตามความเป็นจริง ) เป็นแล้ว แต่คนมองไม่ออก เพราะมันไกล สูงมาก สูงจนคนอื่นรับไม่ติด รู้ไม่ได้ ว่าอะไรหมายถึงอะไร คนอะไร? จนกระทั่งทุกวันนี้ คนส่วนใหญ่ แม้ในคนไทยชาวพุทธ แม้ในกระแสหลัก เขาก็มองว่าคนชาวอโศก สำหรับคนมีปัญญาบ้าง ก็บอกว่าปฏิบัติธรรมะชั้นสูง ปล่อยเขาเถอะ พวกเราไม่สามารถเป็นอย่างเขาได้ ก็ปล่อยเขาไป สำหรับคนมีปัญญา จริง เขาถือว่าเป็น Untouchable ไม่สามารถอาจเอื้อม ส่วนอีกพวกหนึ่งนัยกลับกัน เขาว่าพวกนี้น่าทุเรศ อย่าไปแตะต้อง ยิ่งกว่าขี้ พวกนี้มี 2 ขั้ว ขั้วหนึ่งบอกว่า พวกนี้แน่จริง มีคนพูดเลยว่า ธรรมะพุทธศาสนานั้น มีแต่ชาวอโศก ที่เป็นจริง นอกนั้นไม่ใช่ เขามีปัญญาแล้ว ยกย่องเลย แต่เขาไม่บังอาจมาเป็นอย่างนี้ได้ เขาเจียมตัว ส่วนคนที่เข้าใจไม่ได้ ก็เหยียบเลย ว่าอันนี้ขี้ทูต กุดถัง เขาคิดอย่างนี้เลย แต่แท้จริงแล้ว เราเป็นความจริงที่พระพุทธเจ้าสอน เอามายืนยัน ว่าเป็นสิ่งที่เป็น สันทิฏฐิโก อกาลิโก โอปะนะยิโก เอหิปัสสิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพวิญญูหิ เป็นของจริงที่ทุกคน ตนเองปฏิบัติให้ดี จะได้ตามนั้น ตามควร จะได้ตามลำดับ สันทิฏฐิโก โอปะนะยิโก เล่นของสูง เป็นสิ่งที่ประเสริฐจริง ซึ่งสูง ไม่ใช่เรื่องต่ำ ควรจะเอามาให้ได้ตามลำดับ มันเป็นสิ่งที่ชีวิตควรได้ เพราะฉะนั้นพวกชาวอโศกนี้ เป็นคนฉลาดพอ ชีวิตเห็นว่า ควรมาเอาอันนี้ดีกว่า ก็มาเอาได้ ส่วนคนไม่ฉลาด ก็ไม่แล คนที่เห็นว่า เป็นของสูง ที่ควรได้ โอปะนะยิโก อาตมาแต่งเพลง ดอกฟ้าที่หมาวัดควรเอื้อม ตั้งแต่ศีล เป็นต้น อกาลิโก เป็นสิ่งที่ไม่จำกัดกาลเวลายุคสมัย เมื่อไหร่ก็เกิดได้ ถ้ามีผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ถูกต้องตามธรรมะพระพุทธเจ้า โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ อกาลิโก ยุคนี้ก็เหมือนกับคำตรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ยุคนี้มันต้องมีพระอรหันต์ พระอาริยะ หลายสำนักสรุปไว้เลยว่า โลกนี้ไม่มีพระอาริยะหรอก มันขี้โม้ คนนี้เขาตัดประตูว่า ไม่มี แล้วเขาก็ไม่แสวงหาว่า อะไรใช่ หรือไม่ใช่ เพราะเขาเอาเท่าที่เขาเข้าใจ พวกนี้ปิดประตูตัวเอง เอหิปัสสิโก เป็นแล้วมาพิสูจน์ได้ ผู้ใดได้ มี เป็น อย่างชาวอโศก ยินดีให้มาพิสูจน์ได้ ถ้าให้มาพิสูจน์ได้ เป็นจริงไหม หลอกลวงผู้อื่นหรือเปล่า เรายืนยันได้ว่า ไม่หลอกลวงใคร ทุกบรรยากาศรายงานความจริงหมด อย่างนี้เป็นต้น ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ ใครมาปฏิบัติ ก็จะรู้ได้ด้วยตนเอง จะเกิดความรู้นั้นในตนเอง ได้จริงๆ เพราะฉะนั้นที่อาตมาทำแล้ว เกิดอย่างคำว่า ผู้นำคือผู้รับใช้ ไม่ใช่โวหาร ไม่ใช่ปรัชญา และเป็นจริง ผู้ที่เป็นผู้นำที่ดีจริงๆ คือผู้รับใช้อย่าง เช่น ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นผู้รับใช้ประชาชนตลอด 70 พรรษา ทุกคนยอมรับ ท่านเป็นจริงอย่างนั้น ท่านได้ทรงงานรับใช้ประชาชนจริงๆ ไม่พูดมากเหมือนโพธิรักษ์ ท่านทำ แต่ท่านตรัสมา พูดมา ก็เหมือนกันกับอาตมาพูด อันเดียวกัน ไปเอามาเลย ขยายความ เทียบกันได้ เพราะว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ อาตมาก็เป็นพระโพธิสัตว์ ที่พูดนี้ ไม่ได้บังอาจตีตนเทียบเท่าท่าน แต่พูดเป็นวิชาการ ไม่ได้อยากอวดดิบอวดดีอะไร ผู้นำคือ ผู้รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง อย่างเช่นในหลวงของเรา สรุปแล้ว ผู้นำประเทศต้องเป็นอย่างในหลวงนี่แหละ ไม่ใช่แต่ประเทศไทย คนไทยเท่านั้นที่เข้าใจ คนต่างประเทศก็เข้าใจยอมรับว่า อันนี้แหละ เป็นผู้นำประเทศที่แท้จริง เป็น king of kings เป็นในหลวงที่ประเทศไหนๆ ไม่มีเหมือน ซึ่งสุดยอดเลย นอกจากไม่เหมือนแล้ว แต่ละประเทศ ก็เข้าใจได้ว่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน