601112_วิถีอาริยธรรม ดอยรายปลายฟ้า คนจนแบบถาวรยั่งยืนตลอดกาล.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข2 ตุลาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

601112_วิถีอาริยธรรม ดอยรายปลายฟ้า คนจนแบบถาวรยั่งยืนตลอดกาล

สมณะเดินดิน ว่า… วันนี้ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 เป็นวันที่ นิมนต์พ่อครูมาสัมผัสอากาศธรรมชาติ ที่ดอยรายปลายฟ้า ขึ้นเครื่องบินมา กัปตันบอกว่า อากาศที่เชียงราย 30 องศาเซลเซียส แต่มาถึงที่แล้ว อากาศอุณหภูมิต่ำลงไปอีก มาที่นี่กะว่า จะให้พ่อครูมาพักผ่อน แต่ดูเหมือนว่า วันนี้จะมีงานเทศนาหลายครั้ง วันนี้เลยอยากจะนิมนต์ พ่อครูเทศน์สัก 1 ชั่วโมงครึ่งนะครับ

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ความจน คือลักษณะของอรหันต์ทุกองค์ พ่อครูว่า... วันนี้ อาตมาตั้งใจจะเทศน์ ที่จริงก็ทำกันเรื่องนี้นานแล้ว จะเป็นปี วันนี้พยายามจะเทศน์เรื่องนี้ให้ลึก ให้เข้าใจกันชัดๆ เรื่องที่ว่านี้คืออะไร คือ เรื่องความจน ความจน มันเป็นลักษณะของคุณสมบัติของ พระพุทธเจ้า เป็นคุณลักษณะของ พระอรหันต์ทุกพระองค์ ความจน เป็นลักษณะของ พระอาริยะ คนที่ไปหลงใหลในความรวย ตรงกันข้ามกัน เป็นลักษณะของมาร ผู้ที่หลงใหลมุ่งหมายที่จะรวยๆๆ แล้วก็ใช้พลังงาน สร้างพลังงานให้โลภ แล้วก็ใช้ความเฉลียวฉลาด เฉโก คนที่ใช้ความเฉลียวฉลาด ถ้า ใช้ความเฉลียวฉลาดไปในทางที่จะ ได้เปรียบ ทางที่จะได้มาก มหัปปิจฉะ มักมาก ต้องการได้มามากๆ ความเฉลียวฉลาดแบบนั้นเรียกว่า เฉโก ถ้าความเฉลียวฉลาดที่ควรจะเห็นว่า ควรจะมีชีวิต อย่าให้พลังงานจิต เราอย่าไปมีอาการของความอยาก ให้ได้มามาก ให้มันมีทิศทางไป ในความอยากได้มาน้อย อัปปิจฉะ แปลว่า มักน้อย หรือแปลว่า กล้าจน ต้องการน้อยๆ ยินดีในความมีน้อยๆ ยินดีในความเป็นคนจน ไม่ต้องมีมากๆ อย่างนั้นเรียกว่าคนมีปัญญา เป็นความฉลาดที่เป็น ปัญญา เพราะ ความจน มันไม่ได้เป็นพิษภัยกับใคร มีแต่ความประเสริฐ คนที่ตะกละตะกราม ที่ต้องการจะมีมากๆ แล้วก็ดิ้นร

อ่านต่อ

นสะสมหามาให้แก่ตัวเองมากๆ ได้แล้วก็ดีใจว่าตัวเองเป็นคนรวย เป็นคนมีมาก คนอย่างนั้น เป็นพิษภัยต่อสังคม เป็นพิษภัยต่อตัวเอง รักตัวเอง มีแต่จิตที่ขี้โลภ คนที่ต้องการมามากๆ แล้วสะสมไว้เยอะ จนได้ฉายาว่าคนรวย คนนั้นน่ะ ชีวิตที่เขาดำเนินไป ทำงาน ชีวิตมีแต่พลังงานบาป มีแต่พลังงานอกุศล มีแต่พลังงานของมาร แล้วก็ยินดี สมใจที่ได้สมใจในความโลภ สมใจในความมีมากมายยิ่งขึ้น ลักษณะอย่างนั้น เป็นลักษณะของความไม่เจริญ จะเรียกว่าลักษณะชั่ว ไม่ใช่คุณลักษณะ แต่เป็นโทษลักษณะ พูดตามสัจธรรม ไม่ได้ว่าใครด่าใคร ไม่ได้หาเรื่องอะไร พูดตามสัจธรรมแท้ คนที่ยินดีกับความจน มีชีวิตเป็นคนจนคนนั้นแหละ เจริญได้ถึงที่สุด อรหันต์นี่มี สัจธรรมยืนยันความจริงว่า เป็นคนจน ท่านเป็นคนจนทั้งนั้น ตั้งแต่พระพุทธเจ้า มาเลยนะ เป็นสาวก เป็นอรหันต์ ด้วย ก็เป็นคนจน มีความจนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ สุดประเสริฐ คนจนไม่มีคุณค่า ต้องเป็นคนจนที่มีคุณค่า ถ้าเป็นคนจนที่ขี้เกียจ มันก็เป็นคนจนที่สุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือย คนจนที่ใช้แรง จนไม่พอ เป็นหนี้มาจนอีก ก็ยิ่งซวยใหญ่ หนักหน้าใหญ่ ถ้าอย่างนั้นชีวิตแน่นอน ก็ต้องเดือดร้อน คนที่เป็นคนจน มีความขยันหมั่นเพียร แล้วก็มีความรู้ ความสามารถ และเป็นคนขยัน หมั่นเพียร สร้างสรรค์ทำงาน เมื่อสร้างสรรค์ ทำงาน ก็มีผลผลิตที่เกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาจากที่เราทำงาน มันก็เกิดขึ้น มีปัญญาด้วย ถ้าเผื่อว่า ขยันแต่โง่ ก็มีแต่ขยันทำงาน แต่เป็นงานการผลาญพร่า เป็นการงานไม่เกิดประโยชน์ ขยันแต่โง่ ก็ยุ่งแล้ว ช่วยไม่ได้ ต้องเป็นคนขยันที่มีปัญญา สร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าประโยชน์ขึ้นมา อาศัยใช้สอย แจกจ่ายกัน ให้ผลผลิตมาแจกจ่าย เจือจาน ยิ่งทำแล้ว ไม่ขาย แจกกัน เกื้อกูลกัน คนนั้นบรรลุสูงสุด เป็นสัมมาอาชีพ ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา มีคนพ้นมิจฉาชีพขั้นสูงสุดของพระพุทธเจ้า เป็นคุณสมบัติแท้ เป็นคนมีคุณสมบัติถึงขั้นทำงานเลี้ยงชีพ เป็นสัมมาอาชีพสูงสุด พ้นมิจฉาชีพขั้นที่ 5 ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ทำงานแล้วไม่รับรายได้ แลกเปลี่ยนผลงาน สุจริต ไม่รับแลกเปลี่ยน ค่าแรงงาน ความคิด ความรู้ ทำงานฟรี คนที่ทำงานฟรีให้แก่ประชาชน ไม่ตาย แม้จะไม่เฉลียวฉลาด สร้างสรรค์ผลผลิตต่างๆ ก็ใช้ผลผลิตเหล่านั้น มาเลี้ยงดูใช้กัน เกื้อกูลกัน คนก็ได้ใช้สอยผลผลิตนั้น คนที่ขยันหมั่นเพียร เป็นคนพึ่งพาตัวเอง พึ่งพาความสามารถตัวเอง ก็อยู่รอด เดรัจฉานมันไม่เคยมีรายได้ เดรัจฉานไม่เคยมีรายได้ แต่มันก็อยู่รอด มันทำงานไม่เคยมีใครให้ค่าแรงงานกับมัน มันก็เลี้ยงตัวมันรอดทั้งนั้นเลย ถ้ามันเลี้ยงตัวไม่รอดก็ตาย ตั้งแต่เดรัจฉานสัตว์เซลล์เดียว จนถึงเป็นไดโนเสาร์ เป็นช้าง เป็นปลาวาฬ ก็เลี้ยงตัวมันเอง อาศัยธรรมชาติเลี้ยงตัวเอง เป็นคนมีความรู้ ความสามารถ ทำงานสร้างสรรค์สร้างสิ่งที่เราจะกินจะใช้ได้เป็นพืชพันธุ์ธัญญาหาร อาศัยพื้นดินแผ่นดินนี่แหละ สร้างขึ้นมาได้ คนที่ขยันสร้างสรรค์ พึ่งพาตัวเองรอดแล้ว เกื้อกูลผู้อื่นได้ คนนี้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้นยอดของโลก คนจนที่ขยันสร้างสรรค์ ทำงานได้สิ่งที่จำเป็นต่อชีวิต แล้วแจกจ่ายผู้อื่น เป็นคนที่มีคุณค่ายิ่ง เป็นสังคมของคนที่มีคุณสมบัติแบบนี้ ลักษณะแบบนี้ สังคมอย่างนั้น เป็นสังคมตัวอย่างของโลก เป็นสังคมเศรษฐกิจชั้น 1 แต่ละคน มีความเข้าใจอย่างนั้น ทำอย่างนั้นด้วยตัวเอง เรียกว่า สันทิฏฐิโก คนอย่างนี้มีได้ ในทุกยุคสมัย อกาลิโก ไม่จำกัดกาละ มีมากมีน้อย ก็แล้วแต่ ถ้ามีมาก รวมตัวกันอยู่ก็จะเห็นเป็นรูปธรรม อย่างชาวอโศก ชัดเจน สังคมโลกไม่ค่อยจะรู้จัก มองว่าเป็นคนแปลกๆ ตลกๆ พวกนี้มันไม่เหมือนเรา คือพวกชาวโลกีย์ ทุนนิยม ก็ดูว่าเราเป็นคนแปลกๆ แตกต่าง เป็นคนต่างดาว เป็นคนไม่เหมือนเขา คนอย่างนี้มีในทุกยุคสมัย เชิญให้มาพิสูจน์ได้ สัมผัสได้ พูดไปนี้เป็นความจริง มีสังคมจริงอยู่ในนี้ โอปนยิโก การประพฤติอย่างนี้ เป็นการประพฤติของคนชั้นสูง โอปนยิโก คนที่มีความประพฤติอย่างนี้ มีชีวิตอย่างนี้ เป็นคนชั้นสูง ที่คนควรจะริษยา ควรน่าจะเอาอย่าง ริษยามันไม่ดีหรอก แต่ควรจะเชิดชูบูชา ควรจะนับถือ น่าจะเอาอย่าง เพราะว่ามันดี ไม่ใช่สิ่งที่ชั่ว ริษยานี่ เขาเป็นคนที่ เห็นคนดีแล้วไม่อยากเห็นเขาดี เรียกว่าริษยา เรียกว่าริษยาไม่น่าเป็น แต่เขาก็เป็นกัน เขาริษยา มันควรจะเป็นอย่างที่อาตมาพูด เมื่อเขาดี ก็ควรจะเอาอย่างให้คน แต่ไปริษยา คือไม่อยากเห็นเขาดีกว่าเรา เป็นความคิดที่ชั่วร้าย อกุศล ไม่ควรจะมีความคิดเช่นนั้น ห้ามไม่ได้หรอก คนโง่เขาจะต้องมีจิตริษยา โง่ ให้รู้ว่าจิตเขาเป็นอย่างนั้น มันไม่ดี เขาไม่รู้ตัว ก็ทำอย่างนั้น ผู้ที่สามารถเห็นจิตที่แล้ว ก็มีพฤติกรรมตามจิตของเรา จิตที่เป็น สันทิฏฐิโก อกาลิโก โอปะนะยิโก เอหิปัสสิโก ก็จะรู้เองเป็น ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ เป็นคำสอนพระพุทธเจ้าที่เป็น สวากขาตธรรม เป็นธรรมดาที่จะต้องมาพิสูจน์ ถ้าเป็นได้ คนที่เป็นลักษณะอย่างนี้ เป็นได้ถาวร เป็นได้อย่างยั่งยืน ทุวัง เที่ยงแท้ ยั่งยืน ตลอดกาล ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นได้อีก อวิปรณามธัมมมัง อสังหิรัง เป็นอย่างนี้ ไม่มีใครมาหักล้างได้ ชาวอโศก เป็นอย่างนี้มาหลายสิบปีแล้ว คิดว่าใครจะมาเป็นแปลง ให้เราเป็นอย่างอื่น ได้ไหม มันมั่นคง ไม่มีอะไรล้มล้างได้ อสังกุปปัง ไม่กลับกำเริบ ไม่ใช่เป็นได้แค่ชั่วครั้งคราว แล้วกลับไปกลับมาอย่างนั้น ไม่ใช่ ของแท้คนที่เป็นคนจนมีความจนแล้ว ก็เป็นลักษณะที่ว่า เป็นของแท้ ของจริง ตลอดยืนยัน สัสสตัง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ชั่วคราว ก็เป็นคนจน ที่มีความสุขสำราญเบิกบานใจ สมณะเดินดินว่า... ลุงจำลอง น่าจะเป็นตัวอย่างของคนที่มั่นคง พ่อครูว่า... คุณจำลองเป็นคนจริง ตั้งแต่รู้จักมา แต่ก่อนนี้ ไม่รู้เรื่องธรรมะ อยู่กับโลกก็ถูกหลอก เขาหลอกให้สะสม ได้เป็นนายทหารสะสมเงินทองบ้านเรือน แต่พอมาเจอะชาวอโศก ปลุกให้ตื่นจากที่ตนเองหลงใหลโลก มีพื้นฐานของความจริง มีความเป็นจริง พอมาได้อันนี้ ก็ตื่นจากหลงโลก ลิงลมอมข้าวพอง เมื่อมีคนเตือนความจริงก็ อ๋อ เห็นว่าความจริงต้องเป็นเช่นนี้ ก็เปลี่ยนแปลงเลย ตั้งแต่บัดนั้น ไม่สะสมเงินทอง ทำงานรับใช้ประชาชน ตั้งแต่ พ.ศ. 2522 ก็เปลี่ยนแปลงมาเลย ตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงบัดนี้ เป็นคนไม่สะสมเงินทอง ทุกวันนี้ ก็เป็นไอดอลของประชาชน เป็นคนเด่นในสังคม อย่างอาตมา คนมองไม่ออกว่า เป็นภิกษุแล้วไม่มีเงินทอง ก็ไม่แปลก จะเป็นฆราวาส แล้วไม่มีเงินทอง มันแปลก แล้วอยู่อย่างมีประโยชน์ สร้างสรรค์ มีคุณค่า ช่วยเหลือคนอื่นตลอดเวลา แทบจะถือว่า ตัวเองไม่ต้องคำนึงถึงตัวเองเลย นัยเดียวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่คนไทยกำลังระลึกถึงคุณค่า คุณงามความดี พฤติกรรมที่เป็นอย่างนี้ ในพระจริยวัตรของพระองค์ 70 กว่าปี ตอนนี้ประชาชนก็รู้สึกว่า สิ่งประเสริฐอันนี้จะหายไปแล้ว ก็หวงแหน ตอนนี้ก็ต้องปฏิบัติตามพูด ให้จริงนะ พูดไม่จริงก็บาป จะเดินตามรอยเท้าพ่อ จะเดินตามคำพ่อสอน จะทำตามที่พ่อประพฤติปฏิบัติ มาทำตามให้ได้นะ พวก สำเริง มีทรัพย์ (ชื่อ/สกุล เดิม ของหมอเขียว) ก็ไม่เห็นแล้ว เห็นแต่มี ใจเพชร กล้าจน (ชื่อ/สกุล ใหม่ ของหมอเขียว) ไม่เห็นมี สำเริง มีทรัพย์อะไร มีทรัพย์ที่ไหนล่ะ กล้าจน ในลักษณะที่พูดนี้ ไม่ใช่พูดให้สนุก พูดขัดแย้งเล่นให้โก้ๆ แต่เป็นสัจจะที่พิเศษ ถ้าเป็นคนจริงทำได้เข้าใจจริง ปฏิบัติประพฤติจริงๆแล้ว เป็นผลสำเร็จ คือปฏิบัติได้ เป็นผลสำเร็จขึ้นมาจริงๆ นี่แหละเป็นสิ่งที่โลกที่มนุษย์ต้องการ เป็นสิ่งที่สังคมควรเกิด ควรเป็น ควรมี อาตมาก็สามารถจะทำสิ่งที่เป็นความจริงนี้ เกิดให้กับสังคมมนุษยชาติ ในชาตินี้มาทั้งนั้นอันนี้ ให้สังคมมนุษย์ เป็นแบบนี้ได้ เท่าที่ทำได้ จนถึงทุกวันนี้

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ลักษณะของคนศีลเคร่ง หรือธูตะ พ่อครูว่า… ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองต้องมาทำงานนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2513 มาจนบัดนี้ 2560 กำลังจะขึ้น 2561 47 ปีกำลังจะขึ้นปีที่ 48 ก็ประสบผลสำเร็จ อาตมาว่า ประสบผลสำเร็จ ที่ทำได้ ที่ทำให้คนเข้าใจคุณลักษณะอันวิเศษของความเป็นคน แล้วมาประพฤติปฏิบัติ จนเกิดเป็นสังคมหมู่กลุ่ม ที่มีพฤติกรรมสังคม ประพฤติอย่างนี้สำเร็จได้ จนถึงเป็นวัฒนธรรม เป็น คนมีวรรณะ ก็เป็นคนชั้นสูง เลี้ยงง่ายบำรุงง่าย อยู่กับใครก็ไม่เป็นภาระ เป็นคนอบรมง่าย เป็นคนบำรุงง่าย หมายความว่าเป็นคนที่บอก เป็นคนที่สอน เป็นคนที่พัฒนา ได้ดี เร็วง่าย สุโปสะ เป็นคนที่คนที่พาทำ หรือแนะนำให้เจริญได้ง่าย อัปปิจฉะ เป็นคนมักน้อย หรือกล้าจน ชอบมีน้อยๆ เป็นคนพอ สันตุฏฐิ เป็นคน สัลเลขะ ขัดเกลาตนเอง ขัดเกลาผู้อื่น กายวาจาไม่ดี ขัดเกลาให้เจริญ โดยเฉพาะใจที่อกุศล ก็ขัดออก ธูตะ คือ การปฏิบัติเคร่งไปตามลำดับ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือมี องค์แห่งการปฏิบัติให้เจริญ ด้วยพระธุดงค์ ธุดงค์หมายความว่าเจริญ ไม่ได้หมายความว่าออกป่า ธุดงค์ก็เลยกลายเป็นมุทะลุดง นั่นเข้าใจไปเอง ธูตะนี่ แปลว่า มีข้อปฏิบัติที่สามารถปฏิบัติได้สูงขึ้น สูงขึ้น เรียกว่าความเคร่ง ปฏิบัติให้สูงขึ้น ตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า จุลศีล 26 ข้อ เป็นต้น มัชฌิมศีล 10 ข้อ มหาศีลอีก 7 ข้อ มหาศีล เป็นเรื่องของสังคมสงฆ์ เรื่องของสังคมศาสนา ศาสนาพุทธเป็นศาสนา ที่ไม่มีการประพฤติแบบที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในมหาศีล มหาศีล คือเดรัจฉานวิชา ที่บัญญัติในมหาศีลไม่มีในสังคมของศาสนาพุทธ มหาศีล 1.พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะพื้นที่ ดูลักษณะที่ไร่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอดูรอยเท้าสัตว์

อ่านมาถึงข้อที่ 7 เลย ...พระสมณะโคดมเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล สรุปแล้ว ไม่ทำการรักษาไข้ใบ้หวย นี่เฉพาะพระภิกษุ ไม่ได้ห้ามฆราวาส เดี๋ยวยุ่ง ไปห้ามฆราวาสรักษาไข้ไม่ได้ เดี๋ยวแพทย์วิถีธรรมยุ่งเลย ฆราวาสไม่ต้องทำพอดี ต้องชัดเจนว่าจะทำอะไร อย่างนี้เป็นต้น ศาสนาพุทธทุกวันนี้ อาตมาเอาพระไตรปิฎกมาอ่าน ก็เหมือนว่าเขา เพราะมันหมดแล้ว ไม่เหลือความเป็นศาสนาพุทธ เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ อาณิสูตร ว่า กลองอานกะ แต่เดิมมีไม้หนังเส้นสายเป็นของเดิม วัตถุที่ประกอบ เป็นกลองอานกะ เดี๋ยวนี้ไม่เหลือของเดิมแล้ว เนื้อแท้เก่าวัตถุเก่านั้น เปลี่ยนไปหมดแล้ว เปลี่ยนเป็นเนื้อใหม่หมด ฉันเดียวกันกับศาสนาพุทธ เรียกว่าชื่อพุทธ แต่เนื้อแท้ได้เปลี่ยนแปลงไป เป็นของใหม่หมด นี่ไม่ใช่ไปว่า หรือไปลงโทษ สูตรนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ตั้งแต่ศาสนายังไม่เสื่อม ท่านว่าถึงอนาคตแหละ ว่าจะเป็นเช่นนี้ ซึ่งในยุคนี้มันเป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ตั้งแต่บัดนี้ เปลี่ยนแปลงไปหมด แล้วท่านก็มีเนื้อความต่อไปว่า พุทธเป็นศาสนาที่มีโลกุตรธรรม เมื่อมาถึงยุคที่ได้ผิดเพี้ยนไป เหมือนกลองที่ผิดรูปไป หมดเนื้อแท้แล้ว ใครมาพูดโลกุตรธรรมขึ้นมา เขาจะไม่ฟังกัน ไม่เห็นว่าน่าฟัง เขาจะฟังแต่คำสอน ที่ไม่ใช่โลกุตระ พูดเพราะพูดเอาใจประเล้าประโลม หากจะชัดเจน ก็ไปฟังธรรมกายเขาสอนนั่นแหละ ที่เป็นคำสอนที่ถูกเปลี่ยนแปลงทั้งหมด แม้แต่ในเถรสมาคม องค์กรใหญ่ กระแสหลักของศาสนาพุทธก็ตาม ก็เปลี่ยนรูปเป็นอะไรไป เหมือนกัน เป็นแต่เพียงว่า เขาทำนี้ ไม่ได้ใหญ่เหมือนธรรมกาย เขาใหญ่ ธรรมกายทำใหญ่ เป็นรูปร่างที่ผิดใหญ่ มันถึงได้ยินชัด ส่วนอื่นๆ ทำกันคนละเหลี่ยมมุม รวมกันแล้วก็เหมือนกับธรรมกาย ไม่ใช่เนื้อแท้ของเก่าของพระพุทธเจ้า ทุกวันนี้ เป็นอย่างนั้น วันนี้หรือวันไหน ที่อาตมาพูด ก็พูดว่าศาสนาพุทธที่เป็นอยู่ ยกตนข่มท่าน อย่างบริบูรณ์แล้ว ที่ยกตนข่มท่านนี้ เป็นความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอคติในใจเลย ไม่ได้มีความเกลียดชัง มีแต่ความเมตตา พูดยกสิ่งที่ควรยก ปัคคัณเหปัคหารหัง สิ่งที่ท่านทำกันที่ผิด ก็เป็นสิ่งที่ควรจะตำหนิ นิคคัณเหนิคหารหัง สิ่งควรข่ม ก็ต้องข่ม ทำตามพระพุทธเจ้าสอน ส่วนจิตใจนั้น อาตมาเห็นเป็นความเมตตา ไม่ได้ปรารถนาร้าย ไม่ได้มองในแง่ร้าย หรือทำร้าย แต่พูดให้สะดวก ให้เข้าใจ พูดเป็นความจริง ถ้ารู้ตัวแล้ว ก็ตรวจสอบธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นศีลของศาสนาพุทธ แต่ทุกวันนี้ไปไกล จนศาสนาพุทธทุกวันนี้ ไม่มีแล้วศีล มีแต่ พระวินัย 227 ข้อ พอถามว่าศีลมีเท่าไหร่ ของพระภิกษุก็บอกว่ามี 227 ข้อ อันนั้นมันข้อวินัย ไม่ใช่ศีล ต้องรู้ความแตกต่างของศีลกับวินัย วินัย เป็นข้อกำหนดขึ้นมา เพื่อลงโทษภิกษุ ส่วนศีลนั้น สร้างขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงแต่ภิกษุเท่านั้น แต่เป็นของศาสนา ศีลเป็นของศาสนา ทั้งภิกษุและชาวพุทธทั้งหมด พึงปฏิบัติตาม เช่น จุลศีล เป็นสิ่งที่ต้องมาปฏิบัติ เพื่อให้เกิด สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสสนะ เช่น จุลศีลข้อที่ 1 1 พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูล แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ถ้าผู้ใดเข้าใจเนื้อหา ความหมายของศาสนาพุทธ ศีลข้อที่ 1 พระพุทธเจ้าตรัส หมายถึงว่า ให้รู้จักความเป็นชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ตั้งแต่สัตว์เล็ก สัตว์เซลล์เดียว จนถึงสัตว์ที่มีเซลล์มากมาย ขนาดถึงระดับมนุษย์ หรือคน ก็จะต้องมอง ก็จะต้องเห็นความเป็นสัตว์ หวังประโยชน์ต่อความเป็นสัตว์ ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว จนกระทั่งถึงความเป็นคนดังกล่าว ถ้าใครมีความรู้ มีปัญญา แล้วประพฤติจริง ไม่ฆ่าสัตว์ เว้นจากการฆ่าสัตว์ วางอาวุธ วางหมดเลย ที่จะไปทำร้ายสัตว์ ตั้งแต่อาวุธ ระเบิดนิวเคลียร์ ระเบิดที่ร้ายแรงกว่านิวเคลียร์ก็ตาม จนกระทั่งถึง อะไรที่เป็นอาวุธ เล็กที่สุด เข็ม มีดโกน ไม่ใช้อาวุธทำร้ายใครเลย อะไรเลย วางศาสตรา คืออาวุธที่ร้ายแรง ทัณฑะ คืออาวุธที่มีร้ายแรงใช้ในการลงโทษ มีความละอาย ที่จะทำร้ายสัตว์ ที่จะไปเบียดเบียนสัตว์ต่างๆ มีความเอ็นดู นอกจากละอาย ที่จะต้องเบียดเบียนทำร้ายสัตว์แล้ว ยังมีจิตใจเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ เพราะฉะนั้นคนที่มีจิต เห็นว่านี่คือสัตว์ และหวังประโยชน์ต่อสัตว์ต่างๆ แม้ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว สัตว์เซลล์เดียวนี้ เริ่มเกิดเป็นสัตว์ จากพีชนิยามมาเป็น จิตนิยาม อาจจะพัฒนาเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในอนาคต เราควรหวังประโยชน์ แก่สัตว์ทั้งปวง ผลเป็นความมีจิตหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงนั้นยิ่งใหญ่ อย่างอาตมานี้ พูดไปแล้ว พวกเราจะเข้าใจแค่ไหน ไม่รู้ นอกจากอาจจะหมั่นไส้ แต่ที่พูดไปนี้ ไม่มีความอยากอวด คนไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหา ส่วนคนที่ตั้งใจฟังก็ตั้งใจฟังว่า อาตมามีจิตใจปรารถนา อยากจะอธิบายธรรมะทำให้ลึกซึ้ง ครบครัน ให้ฟัง ไม่ใช่อวดดี แต่การรู้ดีๆอย่างนี้แล้ว เอามาอวด ก็ควรจะฟัง แล้วสิ่งที่ดี ลึกซึ้งสูง มันควรจะเอามาอวดให้รู้อยู่คนเดียว ปกปิดคนเดียวทำไม อาตมาเอาของสูง ละเอียดพวกนี้ มาแสดง ผู้ที่เข้าใจเช่นนี้ จะเข้าใจถึงจิตนิยามของความเป็นสัตว์ แล้วความเป็นสัตว์นี่ นับตรงไหน อ่านตรงไหน? มีอะไรแสดงถึงความเป็นสัตว์ มีพลังงาน พลังงานที่เรียกว่า พลังงานถึงขั้นเป็นสัตว์ เรียกว่าจิตนิยาม แต่ถ้าพลังงานนั้น ไม่ถึงขั้นเป็นสัตว์ เป็นแค่พืช ก็เป็นชีวิตเป็นชีวะ เพิ่มเป็นพลังงานที่เจริญเป็นชีวะ แต่พืชนั้น เป็นพลังงานที่ยังไม่มีเวทนา ยังไม่มีวิญญาณ เป็น อนุปาทินกสังขาร เป็นสังขารที่ ไม่มีวิญญาณครอง มีแต่สัญญากับสังขาร ยังไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ เพราะฉะนั้น พีชะ จึงต่างจากสัตว์ พืชจึงต่างจากชีวะที่เป็นสัตว์ สัตว์น้ำ มีวิญญาณ มีเวทนา มีความรู้สึกที่เป็นอัตตา เกิดเป็นตัวตน ยึดตัวตน ใครมาแตะต้อง เบียดเบียนตัวเรา ทำร้ายตัวเรา ก็เกิดพยาบาท อาฆาต หรือพลังงานของตัวเรา ผูกพัน ไม่ใช่แค่สัมพันธ์ผู้อื่น มีการดูด การผลัก อย่างนี้เป็นต้น ก็จะเข้าใจพลังงานเหล่านี้ พลังงานที่เราเรียกว่าเป็นขั้นจิต ขั้นพืช หรือเป็นขั้นไม่มีชีวะ เป็นอุตุนิยาม นิยาม 5 ประการ คือ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม เป็นความรู้ที่เกินกว่า ความรู้วิทยาศาสตร์ทางโลก มันก่อเกิด ต่อเนื่องกันอย่างไร จะข้ามขั้นอย่างไร ที่พลังงานจากอุตุนิยาม มาเป็นพีชะ อย่างไร จะต่อกันอย่างไร จะออกนอกกรอบ ตั้งแต่อุตุนิยาม ที่เป็นสสาร เป็นชีวะ เป็นความร้อน แสงเสียง แม่เหล็กไฟฟ้า แม้จะมีความรุนแรงอย่างไร เช่น พระอาทิตย์ มีความเป็นพลังงานฟิสิกส์เยอะ แต่ในดวงอาทิตย์ ไม่มีชีวะเลย ดวงอาทิตย์ชีวะอยู่ไม่ได้ เกิดไม่ได้ แม้แต่ในโลกหลายโลก ก็เกิดความเป็นสัตว์ไม่ได้ มีแต่ความเป็นโลหะ มีแต่ความเป็นธาตุดิน ธาตุลม น้ำก็ยังไม่มีเลย ในดวงดาวบางดวงดาว ก็ไม่มีน้ำ จึงไม่สามารถปรุงแต่ง น้ำ เป็นตัวที่จะทำให้เกิดสัตว์ น้ำสังเคราะห์กับดิน กับลม กับไฟ ก็เกิดเป็นชีวะ เป็นพืช แล้วก็เกิดเป็นสัตว์ อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า ตรัสรู้สุดยอดเลย ตั้งแต่เริ่มต้นพลังงานทั้งหลายแหล่

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน วิปัสสนากำจัดไฟกิเลสด้วยไฟบุญ พ่อครูว่า… สรุปแล้ว พลังงานตั้งแต่อุตุนิยาม จนถึงจิตนิยาม มันเป็นพลังงาน อาตมาอธิบายธรรมะตั้งแต่แรก บอกว่าจิตนิยาม เป็นพลังงาน พวกอภิธรรมจะเอาตาย บอกว่าพลังงานเป็นพลังงานฟิสิกส์ จะบอกว่าจิตนิยาม เป็นพลังงานได้อย่างไร หาว่าอาตมาพูดผิด พูดทำลายศาสนาพุทธ พูดสัจธรรมคำสอนพระพุทธเจ้าไม่ถูกต้อง ทุกวันนี้ ไม่รู้จะเห็นแย้งหรือเปล่า ถ้าเข้าใจที่จะมาอธิบายมาจนป่านนี้แล้ว ถ้ายังไม่เข้าใจ ก็แน่นอน ก็คิดถึงอย่างนั้น ความรู้เขาก็แค่นั้น จะเข้าใจ ธรรมชาติ 5 หรือ ก็จะไม่เข้าใจ พลังงาน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อาการของพลังงาน อุตุ พีชะ จนจิต นี่แหละจะก่อกรรม หากเป็นพีชะ จะไม่ก่อกรรม ไม่มีพลังงานครอง ไม่เกิดเป็นกรรมวิบาก แต่ถ้าเป็นจิตนิยาม ก็เริ่มมีกรรม วิบาก ผู้ที่เริ่มศึกษาพลังงานเหล่านี้ จึงรู้ว่า จิตที่จะไปก่อกรรม เพราะพลังงานจิตของคนจะมีความรู้สูง จนกระทั่งรู้ว่า กรรมอย่างนี้ เป็นกรรมที่ไม่ควรทำ เพราะเป็นอกุศลกรรม เป็นบาป จะทำให้เกิดความเลวร้าย ความทุกข์แก่เราเอง ถ้ากรรมไหนก่อความสุขความเจริญ เป็นโลกีย์ก็มี ความสุข ความทุกข์ มีความเสื่อม ความเจริญ แต่โลกุตระนั้นรู้ พร้อมทั้งความเจริญในความดี ความเสื่อม ความชั่วแล้ว ไม่ปฏิบัติความชั่ว ความเสื่อม ปฏิบัติแต่ความเจริญ สำหรับผู้ที่สามารถทำจิต ให้จิตตนควบคุมพลังงานตนเอง ให้ก่อกรรม ที่มีแต่ความเจริญ ไม่ก่อกรรมที่ไม่เจริญ ไม่ก่อกิเลสเลย นั่นคือผู้รู้จักกรรม และควบคุมพลังงานกรรม สัพพปาปสอกรณัง (ไม่ทำบาปทั้งปวง) เพราะว่าได้เรียนรู้อกุศลจิต ที่ที่มันไปก่อกุศลกรรม แล้วล้างเหตุทำให้มันจบ ล้างอกุศลในจิต ล้างกิเลสได้ด้วย ก็เป็น บุญ ปุญญะ กำจัดกิเลสในตนได้ บุญสามารถกำจัดกิเลสได้จริง บุญ เป็นพลังงานอุณหธาตุ กำจัดไฟราคะโทสะโมหะ ให้หมด บุญกำจัดราคะได้ หน่วยหนึ่ง นิดหน่อย ไม่ถึงหน่วย ครึ่งหน่วยก็ตาม ด้วยส่วนแห่งบุญ บุญมันก้อนเท่านี้ ถ้าเรียกเป็นสังขยาเลข อกุศลมี 100 หน่วย กำจัดได้ 10 ก็เป็นส่วนแห่งบุญ กำจัดได้ 20 ก็มีส่วนแห่งบุญ 20 กำจัดได้ 90 ส่วน ก็มีส่วนแห่งบุญ 90 เหลือกิเลสอีก 10 กำจัดกิเลสได้หมด ก็หมดบุญ บุญก็หมดไป ไม่มีการสะสม มีแต่ความวิบัติ ความรู้นี้ ไม่มีใครพูดแล้ว ถ้าใครจะพูด ก็พูดตามอาตมา ไม่มีใครพูดอย่างอาตมาหรอก แม้แต่ผู้ที่เป็นปราชญ์ของศาสนาพุทธในยุคนี้ ก็ไม่มีใครพูดอย่างนี้ บุญไม่ใช่เครื่องมือหาเงิน ไม่ใช่เครื่องมือสร้างสมบัติ แต่เป็นเครื่องมือวิบัติ บุญ เป็นพลังงานโลกุตระ มีหน้าที่ทำลายกิเลสอย่างเดียว ไม่ทำหน้าที่อย่างอื่นเลย บุญไม่ใช่ความรู้ บุญเป็นอาวุธ เป็นปัญญาวุฒิ เลิศยอด อาตมาใช้ภาษาสื่อสภาวธรรม เป็นสิ่งที่เป็นอจินไตย หากไม่มีผู้รู้มาเปิดเผย คุณคิดเองไม่ได้ คิดไม่ออกหรอก เข้าใจไม่ได้ เพราะฉะนั้นสรุปก็คือ ถ้าอาตมาไม่พูด เรื่องบุญคือ อะไรขึ้นมา สูญหายแล้วศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธ ไม่มีความเป็นศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธ มีเป็นเจ้าของคำว่า บุญ ศาสนาอื่นเทวนิยม ไม่มีการล้างกิเลส ศาสนาอื่นใด ไม่เรียนรู้พลังงานที่เป็นกิเลสในจิตเรา ที่เป็นพลังงาน แล้วจับตัวกิเลสพลังงาน ที่มันเป็นกิเลสนี่ให้ได้ แล้วล้าง กำจัดเฉพาะตัวนี้ ไม่ใช่กำจัดจิต ไม่ใช่สะกดจิตให้จิตหยุด แต่ต้องเรียนรู้แยกแยะ อกุศลจิตออก แล้วทำลายตัวนี้ อย่าไปทำร้ายจิตใจตัวเอง จิตใจมันเป็นธาตุรู้ ไม่ใช่ธาตุชั่ว อกุศลต่างหากเป็นธาตุชั่ว ที่ต้องกำจัด จะเหลือแต่จิตใจที่เป็นตัวรู้ ที่มีความคล่องแคล่ว ผู้ใดทำจิตตน มีประสิทธิภาพ ได้จิตใจดี จะยิ่งคล่องแคล่ว กายปาคุญญตา เป็นรูปธรรมที่ยิ่งคล่องแคล่วว่องไว ไม่ใช่จิตใจกำจัดกิเลสได้แล้ว ก็เป็นจิตที่นิ่งแข็งทื่อ ไม่คิด ไม่นึก ไม่ใช่ แต่ยิ่งจะมีความนึกคิด ที่แววไว กายปาคุญญตา เป็นรูปนามที่ว่องไว เวทนาสัญญาสังขาร ยิ่งคล่องแคล่วว่องไว จิตวิญญาณก็ยิ่งจะคล่องแคล่ว ว่องไว ไม่ใช่เป็นเวทนาที่ไม่รู้สึกอะไร สัญญาไม่กำหนดรู้อะไร สังขารไม่ปรุงแต่งอะไรเลย บื้อ มันเป็นความเข้าใจผิด ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นมิจฉาปฏิบัติ ศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้ ได้มิจฉาไปหมดแล้ว ทั้งมิจฉาทิฐิ มิจฉาปฏิบัติ เรียกจิตใจที่ดีขึ้น เรียกว่า อธิจิต สมาธิ คือจิตใจตั้งมั่น เมื่อทำกิเลสที่ออกไป ออกไปจนกระทั่งออกได้แล้ว มันก็ตกผลึก เป็นจิตใจที่ตกผลึกได้ว่า สมาธิตั้งมั่นขึ้นเรื่อยๆ ใจที่มี สมาธิ มีคุณสมบัติ ปริสุทธา มีความบริสุทธิ์ ปริโยทาตา กระทบกับอะไร ก็ยังบริสุทธิ์ได้ มุทุ ตัวจิตจริงเป็น มุทุภูตธาตุ เป็นธาตุจิตเก่ง แคล่วคล่อง ว่องไว เจโต คือฐานจิต ปัญญา คือตัวทำงาน จะยิ่งแข็งแรง static ยิ่งแข็งแรง dynam

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน