601115_เอื้อไออุ่น อาวาสสถานภูฟ้าผาธรรม จ.เชียงใหม่.docx
เนื้อหาในไฟล์
601115_เอื้อไออุ่น อาวาสสถาน ภูฟ้าผาธรรม จ.เชียงใหม่
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ความจนที่เป็นความจริงสูงสุด พ่อครูว่า… วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 ที่ อาวาสสถาน ภูฟ้าผาธรรม มาอยู่ที่นี่สถานที่ก็ดี ตอนนี้เรามาอยู่บนดอย ภูฟ้าผาธรรม ซึ่งเป็นอีก อาวาสสถานหนึ่งของชาวอโศก กำลังเริ่มต้น หาสถานที่ จัดสถานที่ ทำสถานที่ องค์ประกอบ ยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่เรียบร้อย แต่ก็ได้รูปได้ร่าง พอเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบ้างแล้ว อาตมาก็มาพักผ่อน อยู่ที่นี่หลายวัน พรุ่งนี้ก็จะขึ้นไปหาผู้พี่ คือ ภูผาฟ้าน้ำ ที่นี่ ภูฟ้าผาธรรม อธิบายนิดหนึ่ง ภูฟ้าผาธรรม กับ ภูผาฟ้าน้ำ ภูผาฟ้าน้ำ ผู้พี่นั้นคือ อาตมาเจตนาเรียกชื่อให้เป็นภูเขา ภูผา พร้อมฟ้า กับน้ำ นานแล้ว เกิดมา 20 กว่าปีแล้ว 22 ปี โดยมี นายภูฟ้า นามสกุล ดอยแพงค่า แพงค่าอโศก อาตมาตั้งชื่อเอง ชื่อดอยนั้นเป็น ดอยแพงค่า ก็เกิดนามสกุลใหม่ด้วย ภูฟ้าเป็นต้นตระกูล ตอนนี้เสียไปแล้ว ก็เหลือแต่ลูกชาย ภูผาเมฆ ส่วน ภูฟ้าผาธรรม นั้น ก็คือ อยู่บนดอย ห่างจากกัน 10 กิโลเมตร ดอยนี้ก็ เล็กกว่า พื้นที่น้อยกว่าภูผาฟ้าน้ำเยอะ สูงกว่าหน่อย ทางโน้นก็มีพื้นที่เยอะ มากกว่ากัน ทีนี้ที่คำว่า ภูฟ้าผาธรรม ใช้ความหมายก็คือ ที่สูงกว่า ภูผาฟ้าน้ำ ผู้สร้างก็พยายามสร้างด้วยความจน เดี๋ยวนี้ผู้ที่มีแนวคิดออกไปในทาง มักมาก ใหญ่โต ก็มีผู้ที่มักน้อย จนเกินเหตุ ก็มี ไม่มีความคิดสองขั้ว ผู้ที่มักมากมักใหญ่ สุดโต่ง ก็มี จะไป The great of the world ก็มี ก็เห็น เขาก็ทำของเขาไป เกิดวิบาก เกิดเหตุการณ์ ให้เราเห็นชัดเจน อย่างเช่น อเมริกา เห็นชัดเจนว่าเป็นคนมักใหญ่มากๆ เล็กไม่ลง เหมือนธัมมชโย จนตายไปเอง แต่ก็ยังเก่งนะ ยังมีวรยุทธน่าดูเลย วรยุทธหายตัวได้ จนป่านนี้ ยังหาร่างไม่เจอเลย
อ่านต่อ
ยังไม่รู้ว่าจะเป็นหรือตายยังหาร่างไม่ได้ ก็เลยยังไม่รู้ว่า เป็นหรือตาย ส่วนทางด้าน ผู้ที่ยังพยายามอยู่ ก็คือมีฝ่าย ตัวเล็ก กับตัวใหญ่ ตัวเล็ก ก็คือเกาหลีเหนือ ก็ยังไม่ยอมและจริงๆ อาตมาเห็นใจ คนตัวเล็ก ไม่ใช่เห็นใจตัวใหญ่ ตัวเล็กเขาดิ้นรน เขาจำเป็น เขาจะผิดพลาดมาอย่างไรก็ตาม แต่มันก็ต้องดิ้นรน ก็ต้องอุตสาหะยืนไปให้รอด เขาก็พยายามทำก็น่าสงสาร ตัวใหญ่ก็พยายามจะใหญ่ อเมริกาต้องเป็นหนึ่ง เขาก็พยายามจริงๆเลย เป็นหนึ่ง ทั้งๆที่ตัวเอง เป็นหนี้โลก เต็มโลกเลย เขาปั๊มดอลลาร์ ออกไปเต็มโลก ทั้งที่ไม่มีหลักฐาน เป็นวัตถุรองรับ ไม่มีเพชร นิล จินดา ทองคำ รองรับ ที่เป็นสิ่งมีค่ามากในโลก ยืนยัน เช่น ทองคำ เพชร นิล จินดา ที่เป็น คาร์บอน เป็นโลหะ ที่เซ็ตตัวถึงที่สุดแล้ว ยอดคาร์บอนก็ เพชร ยอดของโลหะก็คือ ทองคำ เขาไม่มีสิ่งดังนี้รองรับ ค่าของโลกเลย ก็ปั๊มเศษกระดาษ มากระจายทั่วโลก ถ้าหากทั่วโลก เขาเอาเงินไปคืน แลกของกลับ ก็ไม่มีอะไรให้เขา แต่ว่าเมืองไทย เราต้องสร้างคุณงามความดี โดยไม่ต้องไปกังวลว่า จะต้องซื้ออาวุธอะไร ถ้าทำได้ อาตมาว่าสุดยอด เยี่ยมยอดเลย ก็เอาเถอะ พูดไป ก็ไม่ต้องพูดหรอก เดี๋ยวก็จะมีปรากฏการณ์ให้เห็นเอง ไม่ต้องพูดก็ได้ ติดตามให้ดีๆ จะเห็นจะเข้าใจ ส่วนชาวอโศกนั้น อาตมาพาทำ ระบบบุญนิยม เป็นระบบ ชื่อของสังคม ที่เป็นสุดยอดก็คือ สาธารณโภคี คนปฏิบัติสาธารณโภคีให้ได้ ว่ามันคืออย่างไรแท้ๆ ผู้มีความรู้ ก็มาศึกษา สรุปให้ฟังสั้นๆ ว่า เศรษฐศาสตร์สาธารณโภคี หรือเศรษฐกิจแบบสุดยอด เศรษฐกิจของโลก สรุปง่ายๆว่า ทุกคนกินดีอยู่ดี สามารถทำให้พลเมืองของตน อยู่ดีกินดี มีกินมีใช้ เสมอภาคกัน สงบเรียบร้อยดีที่สุด นั่นแหละคือ เศรษฐกิจ ชาวอโศก ก็ทำ เศรษฐกิจแบบคนจน คนจน หรือเป็นคนที่มีน้อย อัปปิจฉะ แปลว่า กล้าจน คนที่จนอย่างมีหลักเกณฑ์ เช่น กถาวัตถุ 10 หลักตรวจสอบพระธรรมวินัย โคตมีสูตร กถาวัตถุ วรรณะ 9 ก็มีแกน อัปปิจฉะ มักน้อย กล้าจน หรือรู้จักพอ น้อยเท่านี้ ก็พอ พอก็สงบ สบาย เป็นคนจนที่ สุขสำราญ เบิกบานใจ สะดวกสบาย ปวิเวกะ แล้วก็ไม่มีเจตนา ปรารถนาสะสมอะไร เท่าที่มีน้อย มีแค่สะสมคงคลัง อย่างไม่ประมาท เท่าที่จะเป็นไปได้ ให้มาพิสูจน์กันได้ เอหิปัสสิโก แม้จะไม่ยิ่งใหญ่ อย่างที่เขายิ่งใหญ่กัน มวลไม่มากเกิน ความแน่นแข็งของมวลใหญ่นี้ ไม่โต ตอนนี้ไม่ถึงขั้นอย่างนั้น แต่อยู่กระจัดกระจาย เล็กได้ น้อยเป็นกลุ่ม แต่เนื้อแท้ของกลุ่มเหล่านี้ เนื้อแท้ มีความแน่นถาวร เป็นเอกภาพที่ยิ่งใหญ่ เขายืนยันว่า เป็นความจนที่ เป็นความจริง Axiom เป็นความจน ที่ เป็นความจริง ที่ไม่ต้องพิสูจน์อีกแล้ว จบเลย เป็นความจริงในตัวมันเอง เป็นกฏ หรืออะไร ก็แล้วแต่ สุดท้ายก็จะต้องยอมรับกัน ผู้มีปัญญาสูงสุด พิสูจน์กัน ก็จะยอมรับเลย ผู้ที่ยังเข้าใจความจริง ที่เป็น axiom นี่ไม่ได้ ก็คือผู้ที่ยัง ไม่ค่อยมีความรู้ จะรู้ได้ เป็นผู้ที่ nonsense ยังไม่มีธาตุรู้ ที่จะหยั่งเข้าไปรู้ อย่างคมแม่น ชัดพอ คนที่มองว่าผู้ที่ได้คุณลักษณะอย่างชาวอโศก ยังมองไม่เห็นก็ดี มองเห็นอยู่ แต่ว่าไม่ยอมรับก็ดี คนเหล่านนั้นยัง nonsenseอยู่ ส่วนผู้มีภูมิปัญญา ฉลาดลึกซึ้ง จะเข้าใจว่านี่เป็นสิ่งพิเศษ และยอมรับ แต่เขาทำตามยังไม่ได้ ก็มีอัตตาในตัวเอง ทำตามไม่ได้ แต่ไม่ยอมเข้ากับหมู่นี้ เพราะเขาเองยังมีน้ำหนักของกิเลส ที่ให้เป็นโลกีย์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐศาสตร์นวัตกรรมโดยชาวอโศก พ่อครูว่า… เป็นเศรษฐศาสตร์ที่สูงสุด ถ้าจะเรียกแล้ว โดยวัฏจักร มันก็เคยมีมาแล้ว แต่มันก็ยังไม่มีประวัติศาสตร์ จะเก็บมาได้ ก็เลยเรียกว่า เป็นของใหม่ ในยุคนี้ เป็น NEO คนทั่วโลก จะมี Neo อย่างนี้ เป็นความใหม่ ที่เป็น เสรีนิยมใหม่ เพราะทุกวันนี้ คนจะนิยมความเป็นเสรี ทีนี้ในอาจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ เขาก็พยายามที่จะ ขยายความคำว่า เศรษฐศาสตร์ หรือเศรษฐกิจ ของพวกเสรีนิยมใหม่ เขาจะแสดงออก หรือมีสิ่งที่เป็นจริงอะไรบ้าง ที่จะเป็นกระบวนการของสิ่งที่มันออกพฤติ บทบาท กรรม กิริยา เสร็จแล้ว มันเป็นผลให้ได้จริง เขาก็ได้แค่แนวคิด process จริงๆ กระบวนการจริง เขายังไม่มี เขาได้แค่ paradigm ส่วนกระบวนการจริงๆ เขายังไม่มี กระบวนทัศน์ ก็ยังไม่ชัด แต่เขาก็พอบอกออกมา เขาว่า มันควรจะมีองค์ประกอบ อยู่ 3 ข้อ 1. ความยั่งยืนทางนิเวศน์ Ecological sustainability 2. ความยุติธรรมทางสังคม Social judgement 3. ความสัมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ Economic welfare สาม ข้อนี้ เขาบอกว่าน่าจะเป็น กระบวนทัศน์ของ สิ่งที่เป็นสิ่งที่ แสวงหาใหม่ เสรีนิยมใหม่ ที่จะได้ครบพร้อมของคุณสมบัติของ องค์รวมของชีวิต ของสังคมที่สมบูรณ์แบบ อาตมาอ่านแล้วก็ว่า 3 ข้อนี้ ชาวอโศกมีหมด มาชี้อธิบายว่ามันเป็นจริงหรือไม่จริงอย่างไร ความยั่งยืนทางนิเวศน์ ความยุติธรรมทางสังคม ก็ดีมาก ไม่มีกระบวนการฟ้องร้อง ขึ้นศาลอะไร ในชาวอโศก ไม่มี ไม่ต้องอาศัยทางสังคม พวกเราว่าความกันนิดหน่อย กรรมการตัดสินความ นิดหน่อยก็จบ ความยุติธรรมทางสังคมก็ดี ความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจก็ดี อันนี้ยังจะต้องอธิบายกันอีกยาวมาก ความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ คนเข้าใจว่าความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ คือมีเหลือเฟือ เละเทะเลย มันไม่ใช่ อย่างนั้น มันสูญเสีย เสียแรงงาน ของเฟ้อเกินเสียเปล่า กระจายกันไม่ทัน ของควรให้มันมีอายุของมัน ให้มันเกิดมา ไม่ให้เกิดความสูญเสียเปล่า มันก็น่าเสียดาย ไม่ได้เข้าท่าอะไร สรุปรวมแล้วทั้งหมด อาตมาย่นย่อ ไปหาภาษาไทย คำว่า ประโยชน์สูง ประหยัดสุด ต้องรู้จัก หรม. ครน.ของทั้งประโยชน์ และประหยัด รู้จักการจะเอาออก แต่ให้เหลือมากที่สุด คือ หรม. สร้างให้ได้มากที่สุด แต่ให้สูญเสียน้อยที่สุด เรียกว่า ครน. ให้มีอัตราก้าวหน้า ที่ดีที่สุด อัตราก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่มากคือ E=C(mc 2 +A) C คือตัวแปรก้าวหน้า เขียนภาษาว่า coefficient หรือสัมประสิทธิ์ อัตราการก้าวหน้าอันนี้ C(mc 2 +A) มันจะเป็นสูตรของอัตราการก้าวหน้าใช้ได้ทางวัตถุ ใช้ได้ทางนามธรรม หรือจิตวิญญาณ แต่อย่าเอาไปสร้างระเบิดปรมาณูนะ ขอสาปแช่งไว้ก่อน อันนี้จะเป็นธรรมาวุธ ที่ไม่ใช่ปุญญาวุธ C(mc 2 +A) จะเป็นสูตรพลังงานที่จะใช้ต่อไป ผู้ทำได้แล้วอยู่ในอารมณ์ หรืออยู่ในความรู้สึก หรืออยู่อย่างมี อารมณ์ที่สบาย แล้วก็ไม่ขัดแย้งกับ ความเป็นคนจน คนจนที่สุข สำราญ เบิกบานใจ จริงๆ มันไม่ใช่เรื่องหลอกลวง ไม่ใช่เรื่อง อุปาทาน ไม่ใช่เรื่องไปหลงยึดติดใน ภพชาติ ที่สร้างมารองรับจิต ไม่ใช่ มันเป็นความสะอาดบริสุทธิ์ของจิต ที่มีคุณสมบัติอันเลิศประเสริฐ ด้วยตัวมันเองจริงๆ ซึ่งเป็นระบบที่สมบูรณ์แบบ รวมตัวกันอยู่ อย่างมีจิตสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีตัวตน อัตตา ไม่เห็นแก่ได้ ไม่ติดยึด ในเรื่อง กามภพ กามาวจร ไม่ติดยึดลึกเข้าไปถึง รูปาวจร แม้อรูปาวจร ก็หมดสิ้น ถึงขั้นสิ้นอาสวะ สุดจนถึงขั้นสิ้นอนุสัย คือจบสุดแล้ว ที่อาตมาว่า ได้อธิบายความหมาย ละเอียดสุดมาแล้ว ก็ศึกษากันดู เป็นความจริงทุกวันนี้ สิ่งที่เป็นความจริง สิ่งที่มีอยู่มันปรากฏ ความจริงที่มีอยู่ มันจะมี และความจริงที่มีอยู่ ก็คือ มันไม่ใช่ศูนย์ สูญ ในความมี คือ สุญญตา คือ ว่างได้จากสิ่งที่ไม่ให้มี เขาก็ทำให้ว่างจากสิ่งที่ไม่มี ให้ได้ ว่างจากทุจริต อบาย หยาบที่สุดก็ทำได้ แม้จะไม่ถึงอำหมิตโหดร้าย ขี้โลภสุด ราคะสุด ก็ไม่มีแล้ว เป็นกามภพ กามาวจร ก็ไม่มีอีก ไม่มีอย่างถาวรยั่งยืน ชนิดที่ไม่มีวนกลับมาใหม่อีก หลายตลอดกาลนาน จะวนมาแวบหนึ่ง ก็ไม่มี ถ้าถึงที่สุดแห่งที่สุด ถ้าไม่ถึงที่สุด มันจะวนกลับมา แว่บมา กี่ครั้งก็ตาม ตราบที่มันมี ก็คือไม่สูงสุด ถ้ามันไม่มีอีกเลย ไม่มีวนแว่บอะไร ดีไม่ดีปรุงให้มันอีก มันก็ไม่ขึ้น ไม่ต้องปรุง โลกนี้มันมีแบบนั้น มันก็ไม่เกิด กิเลสแบบนั้นอีก นั่นคือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทุกองค์ เป็นแบบนั้น ไม่ใช่ นัตถิกทิฏฐิ หรือ อเหตุกทิฏฐิ ที่ไม่มีเหตุมีผลอะไร อยู่ๆก็ลอยขึ้นมาเลย เอาอะไรมาพูดกัน แล้วเอาอะไรมามี มันก็มีแต่ไม่มี ที่พูดกันอยู่นี้ มีหรือไม่มี ...ก็ต้องมี ที่พูดอยู่นี้เป็นคน หรือธาตุรู้ ที่ยังไม่ปรินิพพาน ยังไม่สูญ ก็พูดในฐานะ ที่มันยังมี แต่อะไรที่จะไม่ให้มี เราก็เรียนรู้อันนั้น อย่างหยาบกลางละอียด จนถึงอรูป ในนามธรรม เป็นธุลีละออง ในนามธรรม ก็ทำให้หมดสิ้นไปอีก นี่คือสิ่งที่มนุษย์สามารถรู้ และสามารถทำจริงขึ้นมาได้ ผู้ที่เริ่มต้นมีธาตุรู้ ใน Axiom จะมีรูปร่างเล็กน้อยก็ตาม มีองค์ประกอบเล็กน้อยก็ตาม พอรู้ไป ก็จะรู้มากขึ้น ประกอบกันไปรู้ความจริงได้มากขึ้น ขยายความไปตรงที่นักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ แนวคิดที่ไม่ไปลอกเลียนใคร เสรีนิยมอันนี้ ของศาสตราจารย์ ดร.ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ อาตมาก็เอาอันนี้ อธิบายดู ชาวอโศก เป็น นักเสรีนิยมใหม่ นั้น อย่างแท้จริง คือนิยมอะไร? นิยมความเป็นคนจน แต่ต้องมีนิยามนะ ว่า ความจนนี้ จนอย่างไร คนที่จนอย่างสิ้นไร้ไม้ตอก โง่เง่า เต่าตุ่น ผลาญพร่า บรรลัยจักร หรืออย่างธัมมชโย หรือตัวใหญ่ที่สุดของโลกก็ตาม จะต้องยืนยัน ว่าเชื้อชาติ สัญชาติฉันใหญ่ที่สุด อย่างอเมริกาเขารวมเชื้อชาติ สัญชาติเขาไว้หมดว่า ใหญ่สุด คือมันมีอัตตา ทีนี้จริงๆแล้ว มันมีขนาดของมันที่ซ้อนอยู่ ว่าถ้ามีมันจะมีขนาดไหน อันนี้แหละ ไม่เท่าเทียมกัน ถ้ามี เขาก็ว่า องค์ประกอบของเขาแล้ว สองคน หรือสามคน ห้าคน ร้อยคน พันคน แสนคน แล้วในตัวคน ที่รวมกันอยู่นี้ มันยังมีความจริงอีก บางคนมันผลาญ ทำลายมาก บางคนทำลายน้อยกว่า บางคนไม่ทำลายเลย มันมีคนจริงเหล่านี้อยู่ และคนจริงเหล่านี้ ก็อยู่กันได้กับพวกนี้ อย่างสงบ จึงถือว่าเป็นสังคมสงบ สังคมที่ไม่ทะเลาะ วิวาท ไม่ทำร้าย ทำลาย เป็นสังคมที่สงบจริง ในความซับซ้อนของนัยต่างๆ ที่กล่าวคร่าวๆ จึงมีเหตุปัจจัยข้อมูลต่างๆ ที่จะต้องเข้าใจสภาวะจริง ที่มาเป็นองค์รวมอยู่กันอย่างดี สมมุติง่ายๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราจะใช้คำว่าคนจน ก็หมายถึงคนที่มี เอาง่ายๆ มีสตางค์น้อย สต ถือว่าเป็นหน่วยเล็กที่สุดแล้ว แปลว่า ร้อย ร้อยก็หมายความว่า ถ้าร้อยหน่วย ก็เป็นบาทหนึ่ง สลึง ก็ไม่ต้องพูดแล้ว หรือไปเอาเก่าๆ โสฬส ก็ไม่ต้องพูดกันแล้ว เดี๋ยวนี้สลึงหนึ่ง เด็กก็ไม่รู้แล้ว 4 สลึงเป็น 1 บาท เขาไม่รู้เรื่อง บาทหนึ่งยังไม่ค่อยจะใช้เลย 1 บาทนี้ ต่ำแล้วนะ คนที่มีสตางค์น้อย เขาเรียกว่าเป็นคนที่จนที่สุด คนที่มีสตางค์น้อยที่สุด ถ้าเรียกในภาษา ก็คือ คนที่มีน้อยบาทที่สุด หรือมีเป็นpenniที่สุด ในความเป็นคนจน จึงเรียกว่าพวก penniless เป็น poorness คนจนแบบนี้เรียกว่า neo penniless แบงค์ 5 แบงค์ 10 บาท ก็เหลือน้อยแล้ว 20 ขึ้นไป 50 100 ยังพอมีใช้ 10 นี่ บางทีจำเป็นต้องใช้ พอมีแบงค์ 20 อยู่ จะต้องรวมให้เป็น 50 คนที่มีลักษณะ รู้จักความน้อย หรือความจน แล้วก็ไม่เดือดร้อนอะไร ไม่มีเท่านี้ เราก็อยู่ได้ ตัวเราเอง เราจนเท่านี้ มีเท่านี้อยู่ได้ คุณก็รักษาตัวรอด มากกว่านี้ ก็ไม่ได้ ถ้าอยู่คนเดียว ถ้าอยู่สองคน ก็ทำอะไรได้มากขึ้น ต้องใช้ความสามารถ ที่จะอยู่ร่วมกันมากขึ้น จนกระทั่งเป็นหมู่มวลเดียวกัน 3 คนก็ยาก ถ้าคนร้อยคน พันคน หมื่นคน แน่นอน ความยึดติดในตัวเอง จิตใจที่ไม่เสมอกัน ก็ยิ่งจะยากขึ้น อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ เราพิสูจน์ สิ่งหนึ่งเรียกว่า เสนาสนะสัปปายะ เรียกว่า นิเวศน์วิทยา สัมปวังโก คือองค์รวมที่คนเข้าไปใช้สิ่งเหล่านี้ เมื่อมีคนมีจิตวิญญาณทุกอย่าง ก็ครบสมบูรณ์ เป็นองค์ประกอบ สิ่งแวดล้อม environment เป็นสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ เราก็บริหารสิ่งเหล่านี้ให้ได้สัดส่วน มันจะมีการขัดแย้ง อันพอเหมาะ resistance อันพอเหมาะ หากไม่ขัดแย้งกันเลย ไม่เกิดพลังงาน ตามกันไปเป็นหมู่ มีแต่เสื่อม มีผู้เดียว คิด และพาทำ ไม่ช้าก็สูญ อันนี้ก็อธิบายกันอย่างคนนี่ มี DNA แบบเดียวกัน ผสมกันก็จะมีแต่เสื่อม ฉันเดียวกัน มันจะต้องมีพลังงานที่มี Resistance อันพอเหมาะ ให้เกิดความร้อน ที่มีอัตราการก้าวหน้า ที่พอดี ถ้าร้อนเกินไป ก็สูญเสีย ให้มีอัตราการก้าวหน้า ที่เจริญขึ้นไปเรื่อยๆ พวกเราชาวอโศก เข้าใจความจน ที่มีคุณลักษณะดี เอามาใช้ จนเกิดหมู่บ้านชุมชนพอได้ ตอนนี้ อาตมาเชื่อว่า ผู้ที่แสวงหาในโลก จะมาเอาทฤษฎีนี้ คุณสมบัติอันนี้ จะมาเอาในอนาคต มั่นใจ ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่า อาตมามั่นใจว่า ตัวพวกเรานั้น มั่นใจ axiom นี้แล้ว ไม่ต้องพิสูจน์อีกแล้ว ตามภูมิอาตมา เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ขอแสดงความจริงออกไป ทำความจริงนี้ไป ไม่ต้องไปติดยึดในภาษา บัญญัติ ทำไป สร้างความจริงไปเรื่อยๆ เผลอๆก็สูง เสร็จแล้วเผลอๆ ก็สุดเสียแล้ว ไม่ต้องไปติดในสมมุติ เราก็สร้างความจริงไป คนอื่นรู้หรือไม่รู้ แต่ความจริงมันมี แม้แต่ตัวเราเอง ไม่รู้ก็แล้วไป แต่ความจริงนั้น ใช่ axiom นี้ ก็แล้วกัน อาตมาไม่สงสัย ไม่งงเรื่องนี้
สื่อธรรมะพ่อครู(กถาวัตถุ 10) ตอน กถาวัตถุ 10 โดยพิสดาร พ่อครูว่า… เพราะฉะนั้น ใครก็ตาม จิตวิญญาณของมนุษย์ วิธี เริ่มต้น มีจิตยินดีในความจน เท่านั้นแหละ คุณมีธาตุจิตยินดี ในความจน แต่ก่อน ใครก็ยินดีในความรวย ความมีมาก จนกระทั่ง จิตมันรู้ว่าไม่ต้องไปแย่ง ความมีมาก หยุดได้เลย จนกระทั่งไม่แย่งแล้ว มาอยู่กับหมู่ที่พัฒนาความจน ไปถึงศูนย์ มาอยู่กับคนที่แสวงหาความจน จนมีน้อยลง อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ อสังสัคคะ วิริยารัมภะ วิริยารัมภะ คือ ขยันอยู่เสมอ ท่านแปลว่า ปรารภความเพียร ไม่ทิ้งความเพียร ทำความเพียร โดยไม่หยุดหย่อน ปรารภอยู่เสมอ และรู้ความพอเหมาะพอดี หรือความเกิน อสังสัคคะ แปลว่า ไม่ทำแล้วสวรรค์ ไม่เอาแล้วสวรรค์ อ คือไม่ สัง ประกอบ สัคคะ คือสวรรค์ เข้าใจสวรรค์ดี สวรรคคือ ของเก๊ ภพชาติคือ อารมณ์ลวง ไม่มีจริง สวรรค์คือ ความสุข มีคู่กับทุกข์ เป็นธรรมะสอง สวรรค์อยู่ที่ไหน ก็มีความทุกข์อยู่ด้วย ถ้าคนไม่เอาสวรรค์ ล้างสวรรค์หมด ก็หมดทุกข์ คุณล้างเหตุแห่งทุกข์หมด ก็หมดสวรรค์ เพราะฉะนั้น ธรรมะคู่ กับ ธรรมะ 1 ทำธรรมะหนึ่งเท่านั้นแหละ ในธรรมะคู่ คือทำสวรรค์กับนรกให้หมดไป หายไป ดับเหตุให้หมดไป จบทั้งคู่เลย ธรรมะสอง ก็เหลือ 1 ตลอด เป็นแต่เพียงว่า คุณจะทำให้เกิด 1 จะได้กลับสวรรค์ก็ได้ แต่เป็น สวรรค์ที่ไม่มีนรก แล้ว แต่ใช้พยัญชนะว่าสวรรค์เท่านั้น มัน เฉยๆ กลางๆ ว่างๆ ไม่นรก ไม่สวรรค์ ไม่สุข ไม่ทุกข์ สวรรค์ว่างๆ ใช้พยัญชนะเรียก ไม่ขึ้น ไม่ลง ไม่ดูด ไม่ผลัก สบายๆ รู้ความจริงตามความเป็นจริง อย่างเดียว แล้วก็ทำงานกับ สิ่งที่เป็นความจริงตามความเป็นจริง ที่เราจะร่วมด้วยได้ อันมีประโยชน์คุณค่า มีความสงบ มีความสุข มีความเจริญที่แท้จริง เท่านั้นเอง มีทั้งนั้น ถ้ายังมีอยู่ในขันธ์ 5 ในชีวิตที่คุณจะต้องดำเนินไป คุณก็ไปในสภาวะอย่างนี้ สรุป อสังสัคคะ คือ รู้จักสวรรค์ ไม่แคร์แล้วเรื่องสวรรค์ จะเรียกโดยโลกีย์ว่า มีกาม มีราคะ มีความแรง มีสักแต่ว่ามี สักแต่ว่ามี เหมือนกับ มีกรรม พฤติกรรม แต่จิตไม่ได้มี ไม่ได้สิ่งนั้นด้วย ที่มีเพราะว่า อยู่ร่วมกับคนอื่น ให้เกิดผล ตามฐานะอันควร คุณจะต้องมีฐานขั้นนี้ แล้วค่อยๆลดลงไป มันต้องมีที่ตั้งแล้ว เทียบคู่ว่า ต้องน้อยกว่านี้ ลดลงกว่านี้ ถ้ามากขึ้น มันไม่ใช่ มีแต่น้อยลง หลักเกณฑ์ของศาสนาพุทธ จึงมีแต่น้อยลงๆ ไม่มี มหัปปิจฉะ พอแล้ว ก็น้อยลงๆ จนสูญ ถ้า สามเส้า คือสูญ น้อยลงก็พอ พอยังมีอยู่นะ ถ้าไม่น้อย ก็ลดลงอีก อัปปิจฉะ แล้วก็ลดลงอีก แล้วก็ช่วยคนอื่น ตามฐานะ ไม่เป็นคนเสียหาย ไม่ไร้ประโยชน์ เป็นคนมีประโยชน์สูงสุด คนที่รู้จัก ลักษณะจบ อย่างที่ว่านี้ จึงคือ พระอรหันต์ มีจิตได้อย่างนี้ องค์รวม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) ชุมชนแบบนี้ จึงเป็นชุมชนคนมหัศจรรย์ อยู่อย่าง สำราญ เบิกบานใจ สร้างสิ่งแวดล้อม สร้างความยุติธรรมทางสังคม สร้างความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ ตามที่เอามาจาก ด็อกเตอร์ ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ เขาอ่านมาก อ้างอิงจากเสรีนิยมสากลทั่วไป ที่กำลังเดินทางมาถึงตรงนี้ แต่ของเรามีสภาพองค์ประกอบ นิเวศน์องค์รวม องค์ประกอบของนิเวศน์ พระพุทธเจ้าเรียกว่า เสนาสนะ 4 มีทั้ง สถานที่ บุคคล มีทั้งธรรมะ มีทั้งอาหาร อาหาร คือ เครื่องอาศัย เครื่องอาศัยนั้น มีทั้ง กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร สิ่งที่เป็น อาหาร 4 เป็นเครื่องอาศัยของสัตว์โลก โดยเฉพาะมนุษย์ สัตว์โลกมันก็อาศัย เป็นธรรมชาติ แต่มนุษย์นั้น ศึกษาให้เกิดประโยชน์ ต่อมวลมนุษยชาติ ก็จะอยู่กันอย่างอยู่เย็น เป็นสุข ผู้ที่สามารถรู้จักองค์รวม องค์ประกอบของ สิ่งที่รวมกันอยู่ เรียกว่านิเวศน์วิทยา สัมปวังโก Environment หนึ่งมันยุติ เลิก ก็พัก ถ้าใจอยากจะทะเลาะกัน ก็ทะเลาะกัน แต่มันก็มีพักยก แต่คนที่รู้แล้ว หยุดทะเลาะกัน ไม่ทะเลาะกันอีกแล้ว ใครจะทะเลาะกับเรา เราก็ไม่ทะเลาะด้วย อย่างไรก็ไม่ทะเลาะกับคุณ ชาตินี้คุณจะหาเรื่องกับเราทั้งชาติ มันก็เรื่องศีรษะของคุณ ไม่ใช่ศีรษะของเรา เราเชื่อ กรรม วิบาก เราหยุดแล้ว ถ้าเขาทำ ก็เป็นกรรมวิบากของเขาเอง คนเกี่ยวข้องกับเรา จะเดือดร้อนแทน แล้วคุณจะมาต่อสู้กับพวกเขาอีกเท่าไหร่ อย่างอาตมานี้ ใครมาทำอาตมา พวกลูกหลาน ก็จะมีพยาบาท แก้แค้น แต่อาตมาจบแล้วหมดแล้ว ผู้ใดไม่พยาบาทก็จบได้ ผู้ใด ฉลาดที่จะหยุด ก็หยุด ยุติแปลว่าหยุด ยุติธรรม หมายความว่า ไม่มีอะไรได้เปรียบ เสียเปรียบ เท่ากัน เท่าเทียมกัน เสมอกัน ไปด้วยกันได้ดีแล้ว อย่างอนุโลมก็คือ แม้คนนี้จะน้อยกว่า มากกว่า แต่คนน้อยกว่า ก็จะไม่ถือสา บางทีจะนับถือคนน้อยกว่าด้วย ก็จบ ยุติ ยุติ แปลว่าสงบ หรือหยุดก็ได้ ก็เกิดความยุติธรรมทางสังคม ชาวอโศกเรามีไหม ก็มีพร้อม นิเวศน์ก็มีแล้ว ความยุติธรรมทางสังคมก็มีแล้ว ความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ มีไหม? มี เศรษฐกิจนั้น ก็มาไล่ที่ความจำเป็นของชีวิต ปัจจัย 4 ข้าว ผ้า ยา บ้าน มีครบแล้ว ทุกวันนี้ มีครบ ไม่ติดยึดแล้ว เอาตั้งแต่ผ้าก่อน แฟชั่นมันเหลือเกิน ผ้าทุกวันนี้ติดยึดกัน อย่าง ดร.ต้อมนี้รู้ดี เมามายเรื่องเสื้อผ้าหน้าแพร เสื้อผ้าพวกนี้มา คุณเกร็ดดิน ก็เช่นกัน คุณปรารถนาด้วยกัน ก็ไปมัวเมาหลงมา ชัดเจน ก็นุ่งห่ม กันอุจาด กันแมลงกัดต่อย ไม่ให้มีเชื้อโรค ก็จบ จะไม่นุ่งเสียเลย เป็นพวกเชน มันก็เกินไป พวกชาวโลกเขาถือสา ก็ไม่คบกับคุณหรอก คุณก็มีพวกของคุณนิดเดียว เล่นเปลือยอย่างนี้ ก็ไม่เอา แต่ถ้ามีเสื้อผ้าหน้าแพร ห่มห่อพอสมควร ไม่ตามแฟชั่น แต่ก็ให้สะอาด ไม่มีเชื้อโรค ก็ใช้ได้ อย่างพวกเรา ก็มีแบบแผน รูปทรงใช้กัน ขนาดนี้ แค่นี้ก็พอ คนตัดคนทำ ก็ชำนาญแล้ว ไปออกแบบใหม่ ก็ต้องใช้พลังงานแคลอรี่ ให้มันยุ่ง สิ้นเปลือง ไม่ไหว แค่นี้ก็ลงตัวแล้ว ใช้ได้แล้ว จะเป็นแขนสั้น แขนยาว แขนกลาง อย่างไรใช้ได้แล้ว พอสมควร มีคอ ไม่มีคอตั้ง หรือไม่ตั้ง พอสมควร แต่นี่ทั้งคอตั้ง บานเหลี่ยม พูดไปแล้ว ไม่หมด มันไล่บ้านี้ไม่หมด ก็จบ เรารู้แล้ว สาระของที่อาศัย มันคืออะไร ข้าวก็กินให้มันมีวิตามิน มีธาตุอาหาร ที่จะสังเคราะห์อย่างไม่เป็นพิษภัย แต่ละคนจะไม่เท่ากัน ไม่เสมอกัน เพราะว่าอาการ 32 แต่ละคน มันก็ไม่เท่ากัน ไม่เสมอกัน ทุกคนได้ แต่มันอยู่ในโครงสร้างยิ่งใหญ่เดียวกัน แต่ไม่เท่ากัน รูปร่างไม่เท่ากัน ดินน้ำลมไฟไม่เท่ากัน เป็นสิ่งสังเคราะห์ในร่างกาย ตามธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม จะได้สัดส่วนอย่างไร เสื้อผ้า ยา ถ้าไม่ป่วย ไม่เจ็บ ไปเกี่ยวอะไรกับยา ยาดม ยาหอม ยาสูบ ยาทา มันก็ติดยึดได้ ในการสัมผัสต่างๆ เราไม่ติดยึดสิ่งเหล่านี้ ยาก็คือของรักษาโรค ถ้าเราไม่มีโรค ก็อย่าไปยุ่งกับยา พวกที่ไม่อาศัยยาเลยจนตาย ไปเยอะแล้วก็มี บางคนบอกว่า เอาแต่ยาไทย ไม่เอายาปฏิชีวนะ ก็มีความยึดติดต่างกัน ถ้าเราต้องการจะอยู่ ให้มีชีวิตที่เป็นประโยชน์ เราก็ไม่ต้องไปยึดติด อะไรมากมาย เอาแค่นี้ มันก็เป็นสิ่งที่เป็นตัวอย่างเหมือนกัน ในเรื่องของการพึ่งพาตัวเอง ตัวเองตายเป็นตาย มันก็เป็นจุดเด่นขึ้นมา ของคนแต่ละคนที่จะเป็นตัวอย่าง ก็ทำได้ บ้าน...ก็คือที่พัก ไม่ติดอะไร พระพุทธเจ้าก็บอกว่าใต้ร่มไม้ ก็พอมีที่มุงบัง เรือนว่าง ไม่ติดยึดเป็นของเราด้วย ใครก็มาอาศัยได้ จะกว้างขวางพอสมควร ที่จะใช้ประโยชน์ ใช้ในการอบรม ให้เกิดความรู้ มาปรึกษาหารือ ทำประโยชน์ ก็ว่ากันไป เหมือนอย่างเราชาวอโศก มีโรงเรือนหนึ่ง สร้างขึ้นมาเพื่อทำประโยชน์ ตอนแรกชื่อ เฮือน สวน. แต่ตอนนี้เป็น เฮือน บวร. ก็เป็นองค์รวมในนั้นใน เนื้อที่ 11 ไร่ เป็น อาคาร มี 2 ชั้น รวมกันอยู่ในนั้น มีทั้งตลาดของสด ตลาดของแห้ง ตลาดอาหาร อย่างนี้เป็นต้น มีทั้งสถานที่การศึกษา มีทั้งสถานที่ที่สังคมจะใช้ มีห้องหับที่จะเป็นห้องวิจัย มีห้องสมุด คิดว่าครบ ใช้ได้สำหรับเรา ถ้าจะใหญ่กว่านี้ ก็ว่ากันในอนาคต แต่ทำขนาดนี้ ก็ใช้ได้ประมาณหนึ่ง ในอนาคตค่อยว่ากัน ก่อสร้างกันแบบคนจน จนเป็นรูปร่างขึ้นมา อย่างไม่ต้องไปกู้หนี้ ให้เสียดอกเบี้ยข้างนอกเขา ช่วยเหลือกัน คนละไม้ คนละมือ อาตมาภูมิใจ ชีวิตนี้ทำงานมา ไม่มีคือ ยืมอย่างมีดอกเบี้ย แต่เรายืมกัน อย่าง เงินเกื้อ เงินหนุน ไม่มีดอกเบี้ย ก็ทำกัน แต่ถ้าชักดาบ ก็ไม่ให้เกื้ออีก ก็ทำกันไป การที่จะเอื้อเฟื้อเจือจาน เรามีเงินเกื้อ เราไม่เรียกเงินหนี้ เราเรียกเงินหนุน อยู่ในสังคมของเราเท่าที่มีสังคมแบบนี้มา 30 40 ปี ก็ค่อยๆเจริญพัฒนามา ตัวเศรษฐกิจนี้จะอธิบายกันยาก นิเวศน์วิทยาก็อธิบายไม่ยาก การที่จะทำให้เสมอภาคก็คือ คนที่ดีกว่าจริงๆ ยอมให้แก่คนที่เลวกว่าจริงๆ คนที่ดีกว่าจริงๆ ก็ยอมและให้คนที่เลวกว่าจริงๆ โดยการหยุดคนที่เลวกว่า เลวกว่าจนเราไม่คบ หรือเลวกว่าระดับที่เราคบแล้ว เราจะช่วยให้คนเลวนี้ ดีขึ้นได้ แต่ถ้าเลวแบบเราช่วยไม่ได้ เราก็ไม่คบ หรือดีไม่ดี จะเอาเราลง เราก็ไม่คบ เพราะว่าเราพึ่งพาตัวเองได้แล้ว แล้วเราเจตนาจะช่วยเขา แต่ถ้าเราจะต้องพึ่งพาเขา แน่นอน เราก็ต้องคบกับเขาอยู่ คุณต้องยอมทุกอย่าง แม้แต่ชีวิต ก็ต้องยอมให้เขา สุดท้าย จะฆ่าแกง ก็ต้องยอม เพราะจำนนว่า สิ่งนี้ดีที่สุด อย่างที่เรากำลังภักดี ต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ทุกอย่างดี อย่างไม่มีตำหนิ ตายเป็นตาย มันเป็นสัจจะ เป็น axiom มันจบแล้ว ในความยุติธรรม อธิบายตรงนี้ ก็น่าจะพอ เหลือเรื่องเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ นี่เป็นคนจน poorness เป็นคนจน ที่มีความจน อย่างมีน้อยแล้ว พอใช้ ในแวดวงที่เราร่วมด้วย อย่างไม่เอาไปกักเก็บไว้มาก มันก็ไม่เกิด การเสียเศรษฐกิจ คนรวยที่มีเป็นของตัวเองมาก ที่เลว ขออภัยคนที่มีมาก จะต้องโดนว่า คนที่มีมากแล้ว แต่ก็ยังใช้อัตราเงินที่มีมากของคุณ ออกไปดูด ไปเอาเปรียบคนอื่นมา ไม่รู้จักหยุดหย่อน ทับทวี ทบต้น ทบดอ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive