601107_เทศน์กัณฑ์พิเศษจากพ่อครู ในวาระย่างเข้า ปีที่ 48 ของการบวช และปีที่ 84 ของชีวิต.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์360 KB
วันที่แก้ไข17 กันยายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

601107_เทศน์กัณฑ์พิเศษ จากพ่อครู ในวาระย่างเข้า ปีที่ 48 ของการบวช และปีที่ 84 ของชีวิต

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน วิธีการแยกสลายอัตภาพอย่างถาวร พ่อครูว่า... วันนี้ วันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน 2560 ที่บวรศาลีอโศก 47 ปีของอาตมา สมณะโพธิรักษ์เกิดโพธิรักขิโต เกิดเป็นสมณะรัก โพธิรักขิโต ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2513 เต็ม 47 ปี ขึ้นปีที่ 48 แล้วอาตมาก็อายุ 84 ปี ชีวิตก็เป็นไป อาตมาชีวิตนี้ ตั้งใจที่สุด ที่จะมาทำให้ธรรมะของสมเด็จพ่อ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ครบ ข้อมูลครบ ความหมายครบความรู้ แล้วก็จะได้เอาไปปฏิบัติจริง ให้มีผลเกิดจริง ผลเกิดของศาสนาพุทธก็ปรากฏ จึงได้มา 30 ถึง 40 ปี จนจะย่างเข้า เริ่มต้นปี 48 วันนี้ ก็จะไป 49 แล้ว ไปอีกครบ 50 ปี ก็อีกสามปี สามปี ไม่นานหรอก ทุกวันนี้ อะไรๆ มันก็เร็ว ความรู้สึกก็เร็ว ความหมุนของโลกเรา จะเร็วหรือเปล่า ไม่รู้หรอก เราไม่รู้กับมัน ไม่รู้จะไปทำยังไงกับมัน เราก็ไปกับโลกลูกนี้แหละ มันอยู่ที่กรรมกิริยาของเรา ของแต่ละคนๆ ศาสนาพุทธ สอนให้รู้จุดสำคัญ คือต้นเหตุที่จะดำเนิน โดยในโลกมีสสารกับพลังงาน พระพุทธเจ้าก็ชัดเจนเรื่องของ สสาร วัตถุกับนามธรรม หรืออรูป เป็น ธรรมะสอง ก็ชัดเจน ธรรมะสองทุกระดับ ไม่ว่าจะธรรมะ 2 ในระดับของอุตุนิยาม ธรรมะ 2 ในระดับพีชนิยาม ในระดับจิตนิยาม แล้วเราก็จัดการให้มันเกิดในกรรมนิยาม ทำให้เกิดกระบวนการให้มันสังเคราะห์ สังขารกัน เรื่องของธรรมะ 2 แยกเป็นภาษาว่า รูปกับนาม รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ นาม คือ สิ่งที่เป็นภาวะแห่งการรู้ ของธาตุจิตวิญญาณ สามารถที่จะรู้ได้ และยังสามารถเข้าไปรู้ได้ ถ้าไม่มีนามธรรม มีแต่รูป วัตถุ อย่าง อุตุนิยาม อุตุนิยามจะหลากหลายอย่างไร มันก็จัดการตัวมันเองไม่ได้ จนกว่าจะมาเป็นพีชะ เป็นเจ

อ่านต่อ

้าของพลังงานตัวมันเอง แล้วดึงเอาวัตถุรูปมาเป็นตัวตนมันเอง ISH สามเส้า มันก็เป็นธรรมะ 2 ไปจัดการธรรมะ 2 ของตัวเอง พีชะ มันก็เป็นตัวมันเอง ดูแต่ตัวมันเอง ไม่ให้บกพร่อง สุดวิสัยบกพร่องบ้าง สุดท้ายบกพร่องมาก ก็ตาย อยู่ไม่รอด ก็สลาย พีชะจึงไม่มีความพยาบาท เป็นภัยอะไรอีกเลย เป็นพลังงานที่จัดการตัวมันเองได้ พลังงานอุตุนิยาม จัดการตัวมันเองไม่ได้ มีพลังงานแสง เสียง แม่เหล็กไฟฟ้า แต่มันก็จัดการตัวเองไม่ได้ อันอื่นทำให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ รวมเป็นสนามแม่เหล็ก เป็นแท่งดิน น้ำ ลม ไฟ จนพัฒนามาเป็นพีชะ แล้วมาเป็นจิตนิยาม จิตนิยาม เจริญกว่า พีชะ มีความยึดตัวตนเหมือนพีชะ แต่ไม่พอ ก็แย่งเอาอันอื่น มาเป็นตัวตน จนกว่าจะรู้ตัวว่า เราอย่าไปเที่ยวได้แย่งอันอื่น มาเป็น ตัวตนเรา มันเป็นหนี้ เป็นภัย เป็นบาป เป็นสิ่งที่ไม่ดี กว่าจะรู้ตัว ก็นาน ไม่รู้ตัว ก็เป็นโลกียะ เห็นแก่ตัวไปอย่างนั้น แล้วก็เป็นผล เบียดเบียนผู้อื่น ทำร้ายผู้อื่น ถึงขั้นฆ่าแกงผู้อื่น ให้ผู้อื่นได้รับความเจ็บปวด ทรมาน ทุกข์กาย ทุกข์ใจ หนักหนาสาหัส เพิ่มขึ้นด้วยเรื่อยๆ จนกลายเป็นอำมหิต หยาบๆก็รู้ชัดเจนได้ง่าย แต่มีภาวะรู้ซ้อนว่า หยาบๆคนเขาเห็น ก็ทำการปิดบัง ทำให้เกิดเหมือนนุ่มนวล อ่อนโยน สุภาพ ซ้อนอีก แต่จิตใจอำมหิต หนักเข้าไปอีก คือจัดเข้าไปอีก เป็นความหมุนรอบเชิงซ้อน แล้วพระพุทธเจ้าก็มาสอน ให้แก้ไข ปมติดยึด กว่าจะหมด เป็นอรหันต์ เป็นพระอรหันต์ได้ ก็จบ หมดพิษภัย หมดวิบาก ก็ช่วยผู้อื่น ให้เป็นเช่นนี้บ้าง ในความเป็นอัตภาพ ที่เราได้รู้จัก การสลายอัตภาพ ของเรา มันสุดยอด ในการรู้จักสลายอัตภาพตัวเอง เป็นความรู้ที่สุดยอดที่สุด เป็นคุณค่าต่อสัตว์โลก แม้แต่ดินน้ำไฟลม หรือพืช ก็ได้รับคุณค่านี้ไปด้วย จึง เป็นสุดยอดแห่งความรู้ ผู้กตัญญูกตเวที ก็มาตอบแทนบุญคุณนี้ ที่ได้กับประโยชน์นี้ ได้ช่วยตนเองหลุดพ้น รอดจากความยึดติด เป็นอัตตา สลายตัวเองได้ เป็นการกตัญญูกตเวทีต่อพระพุทธเจ้า ที่เป็นต้นทางของศาสนา หรือศาสนาพุทธ ความรู้ของสัตว์โลก จิตนิยามมีความกตัญญูนี้ ให้เป็นความจำ ความสมบูรณ์ ของความรู้ ในความเป็น จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม รวบรวมความรู้สะสมไว้ ทั้งรูปและนาม อุตุก็ยังไม่เป็นตัวตน พอเป็นพีชะ ก็สะสมเป็นชีวะ เป็นธาตุรู้ในตัวเอง เป็นตัวตน โดยไม่รบกวนผู้อื่น พระพุทธเจ้าจึงศึกษา ธรรมนิยาม 5 แล้วแก้ไข ปรับเปลี่ยน ปรับปรุง ให้เป็นพลังงานที่ดีสุดยอด เป็นลักษณะ พีชนิยาม สร้างตัวตนให้ดี เป็นความสะอาด บริสุทธิ์แข็งแรง ยืนนาน อย่างไรก็เรียนรู้ได้ครบ ตัวตนได้ครบ แล้วแถมมีพลังงานเหลือ เป็นพลังขั้น จิตนิยาม อีก ก็ใช้พลังงานขั้นจิตนิยาม เจริญไปอีกไป สะสมกรรม กรรมกับธรรมะ ธรรมะเป็นรูป กรรมเป็นนาม ก็รู้ธรรมะสองนี้ รู้กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ทำงานสร้างสรรค์ แม้จะทำลาย ก็ทำด้วย แต่เป็นการ ทำลายสิ่งที่ควรทำลาย อย่างไม่ให้ เกิดการพยาบาท การแก้แค้น ทำลาย อย่างแม้ที่สุด ให้ตัวเอง เขาจัดการตัวเอง เช่น คน ให้เขา ทำลายพลังงาน ที่เป็นเหตุแห่งความชั่วในตัวเอง ด้วยตัวเอง ให้รู้เอง ทำเอง จะได้ไม่ไปก่อเวรภัยกับใครอีก ตัวเองก่อเกิดเอง ก็ทำลายเอง ก็ไม่เกี่ยวกับใคร ก็จบ ไม่เกิดความพยาบาท แก้แค้น ผูกพัน แม้ สัมพันธ์ เกื้อกูลกัน ช่วยเหลือกัน ถ้าไม่เข้าใจ ก็จะไปผูกพัน เกาะตัวกันไป ไม่รู้สิ้นสุด เหมือนกัน ก็ต้องรู้ว่า ก็ไม่ทำลายกันแล้ว แต่ไม่แตก ไม่สลาย ก็ไม่รู้ว่าพลังงาน ที่เป็นอยู่พลังงานที่เกาะเกี่ยว ไม่รู้จักปล่อยวาง ไม่รู้จักแยก ไม่รู้จักจบสิ้น ไม่สิ้นสุด ก็มาเรียนรู้อาการของพลังงาน ที่จะต้องมีการแยก แยกอย่างไร ไม่ทำลาย ต้องทำลายพลังงานที่ชั่ว พฤติกรรมแนวคิดที่ต่ำ เราก็เลิก รูปนามอย่างนั้น ไม่เอา ก็ปล่อยวาง อ่านอาการความรู้สึกในจิตใจ ที่เรียกว่า เวทนา แล้วใช้สัญญา การปรุงแต่งกันขึ้น เป็นสามเส้า เป็น สังขาร เวทนา สัญญา สังขาร รวมตัวเป็นองค์รวม เรียกว่า วิญญาณ ของสามเส้านี้ ก็เข้าใจความก่อเกิดสัมพันธ์ ปรุงแต่งกัน ไปเป็นขั้นตอน สามารถรู้ว่า มันปรุงแต่งกันอย่างไร ให้มันแยกกัน อย่างไรให้แยก ปลดปล่อยอย่างไร โดยไม่มีความพยาบาท ไม่มีการสืบทอด ไม่มีการแก้แค้น ทำลายกันอีก แยกไปเลย แยกกัน ผูกพัน มันคนละอย่าง แยกสำเร็จ ก็แยก ผูกพันสำเร็จ โดยไม่ให้เกิด การ พยาบาทในการผูกพัน ซ้อนนะ แยกกันนี่ แต่อย่าพยาบาทกัน เขายังไม่ยอมเลิก ผูกพันไป ทำให้เขาต้องแยก เขาก็ยังผูกพันอยู่ สุดท้ายพยาบาทอยู่ สุดท้ายตัวเราเอง จึงต้องสูญไปเลย คุณจะพยาบาทอย่างไร เราก็ สูญแล้ว ไม่มีอะไรเกิด ในมหาจักรวาลนี้ แยกธาตุ หมดสิ้นเลย คุณจะผูกพัน หรือพยาบาทอย่างไร ก็บ้าคนเดียว บ้าอยู่คนเดียว บ้าอยู่สิ่งเดียว คู่ไม่มี ไม่มีธรรมะ 2 มีแต่ธรรมะ 1 เดี๋ยวก็หมดแรงตายเอง แล้วก็ยังโง่อยู่ ขึ้นมาชกใหม่ นึกว่ามีคู่ต่อสู้อีก เป็นลมเป็นแล้งไป ทั้งที่ไม่มีตัวตนแล้ว สุดท้ายก็เป็นอย่างนั้น ถ้ายังโง่ต่อ ก็ไปชกกับคู่ลมๆแล้งๆอีก เป็นอุปาทาน นึกว่ามีตัวตน ปั้นลมๆแล้งๆไป นามธรรม เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน แต่ปั้นให้มีขึ้นมาได้อีก อันนี้คือความสุดยอด ของความรู้ของพระพุทธเจ้า แล้วเป็น อุปาทาน กิริยาเรียก อุปาทยติ มันเริ่มก่อตัวยึดขึ้นมา พลังงาน เริ่มตั้งแต่ 2 ตัว 3 ตัว 4 ตัวยึดเกาะกันขึ้นมา ก็อยู่ที่ตัวประธาน รวมพวกนั้นมา เป็นบริวาร เป็นพลังงานรวมตัวกัน

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ภาวะหมุนรอบเชิงซ้อน ของความมี และความไม่มี ผู้ที่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า อย่างชัดเจน ละเอียด อาตมาพูดนี้ ทำมาแล้ว เป็นจริงแล้ว ในตำราไม่มี สาธยายละเอียดอย่างอาตมาพูด นอกจากตำรา อาตมานี่ คนอื่นไม่มีใครพูด ไปค้นหาเลย มีแต่อาตมาเอามาพูดในยุคนี้ จะบอกว่าในยุคก่อนๆ ในสัตว์โลก ในวัฏกัปป์อื่น มีอย่างอาตมาไหม ก็มี แต่เราจะไปพูดทำไม ซ้ำซ้อน เราก็มาพูดในยุคนี้ เช่น ยืนยันเลย ว่ากาละนี้ ปัจจุบันนี้ ยืนยันว่ามีอาตมา อย่างโพธิรักษ์นี้ คนเดียว ไม่มีสอง ถ้าสอง หมายความว่า เป็นพี่ หรือเป็นน้อง ใกล้กัน จนแยกไม่ออก แต่ไม่เท่ากัน มีนัยต่างกัน คนที่ฉลาดรู้ ลิงคะ รู้ความต่างนี้ได้ว่า ต่างกันอย่างไร แค่ไหน จะแยกได้ อย่างใดเหนือกว่า อย่างใด ในเชิงไหน อย่าง อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ อันไหนเหนือกว่าอันไหน หากพลิกทางนี้ อันนี้เหนือกว่า หากพลิกทาง อิตถีภาวะ เหนือกว่าทาง Dynamic จัดจ้าน เร็วแรง ความนิ่งเฉย ความแข็งแกร่ง Static ปุริสภาวะ ถ้าจะเอาความแกร่ง ยิ่งกว่าเขาพระสุเมรุ ไม่กระเทือน ต้องเอาปุริสภาวะ ถ้าจะเอาเร็ว และแรงต้องใช้ Dynamic แล้วแต่จะใช้ อย่างหยุด หรือใช้อย่างเร็วแรง มันก็มีค่า คนละมุม แต่ที่สุดแห่งที่สุดเลย มัน 0 คือ มาหา Static สูญเลย มันไม่มีอะไร ก็มาหา Static นิ่งหยุด ไม่มีกระเทือน ไม่มีการเคลื่อนเลย ก็มาหา Static ในมุมสุดจริงๆ มาหา Static ปุริสธรรม จึงสุดยอด สูญไปเลย หายไปเลย ไม่มีปุริสภาวะ จึงเป็นภาวะที่ศูนย์ และหายไป ใช้พยัญชนะแทน คือปุริสภาวะ คือปุงลิงค์ กับนปุงสกลิงค์ ใน ปุงลิงค์ คือ สภาพที่ยังมี ถ้าเข้าไปถึง นปุงสกลิงค์ ก็คือ สภาพไม่มีแล้ว หนึ่งก็ไม่มี อย่าว่าแต่สองเลย นปุง คือ ไม่มี ปุง คือ ไม่มีแล้ว ผู้จบ จบที่ปุงลิงค์ ถ้ายังมี ก็คือ ยังไม่ปรินิพพาน จะไม่มี เป็นนปุงสกลิงค์ เพราะตัวเราเอง ไม่มีอะไรกับเขาอีกเลย ก็เลิก คนอื่นจะมี ก็ตัวใครตัวมัน แต่เราไม่มีแล้ว ไม่มีอะไรต่อภพภูมิ ไม่มีรัก ไม่มีชัง ไม่มีดูด ไม่มีผลัก เป็นพลังงานที่ศูนย์แล้ว ไม่มีอีกเลย เราก็ทำพลังงานของเราได้ จบในตัวเอง จะจบอีกจริงๆ ในสภาพทั้งรูปและนาม ปรินิพพาน เป็น ปริโยสาน คุณก็ทำเป็น เป็นพระอรหันต์แล้ว ทำเป็น ทำได้แล้ว เหมือนพวงมะม่วง ตัดขั้ว ก็แตกกระจาย ก็เกาะกัน ไม่ติด แม้ในพวงนั้นจะเหลือสองลูก สามลูก แต่พวงมะม่วงใหญ่ ร้อยลูก พันลูก นั้นไม่มีแล้ว มันก็ไม่ใช่องค์ประกอบ ที่สมบูรณ์แบบแล้ว ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ไม่ถึง 1 ใน 4 ไม่ถึงเศษเสี้ยว เหมือนอุกกาบาต ไม่มีฤทธิ์ที่จะคุมตัวเองขึ้นมาได้อีกแล้ว อย่างนี้เป็นต้น พระสมณโคดมบอกว่า ปรินิพพานแล้ว เหมือนพวงมะม่วง ที่ตัดตกลงมาแตกจากขั้ว แล้วกระจายกันไปแล้ว แม้จะเหลือ 1 ลูก 2 ลูกติดกันก็ไม่ถึง 1 ใน 4 แค่ 25% หากจับ ตัวไม่ถึง 25% ก็ไม่มีแรง ที่จะต่อไปอีกได้ ถ้า 25% ก็ยังต่อไปอีกได้ แต่ถ้า 50% นี้ เป็นภาวะที่กลาง นานที่สุด จนกว่าจะหมดพลังงานแห่งตัวมันเอง ถ้าเกินขึ้นไปอีก ก็เป็น Coefficient Coefficient สำหรับโพธิรักษ์ มีเงื่อนไขหลัก ที่จริงไม่ใช่อาตมา เป็นผู้กำหนด มีผู้รู้กำหนดก่อนแล้ว ต้องมีระดับคูณ ไม่ใช่ระดับบวก ระดับบวกนี้ระนาบ แต่คูณนี้ ขึ้นไปแล้วมีองศาแล้ว ยกกำลังนี่ 90 องศาเลย ถ้าบวกนี้แนวระนาบ ถ้าเป็น 45 องศา ก็คูณ แล้วมาถึงยกกำลัง พอมาถึง 90 ก็ยกกำลังเต็มเลย คนที่มีปัญญาพอ จะสามารถรู้ลักษณะดังกล่าวนี้ เพื่อกำหนดหมายอะไรต่างๆ ใช้สัญญากำหนดหมาย เพื่อให้เข้าใจได้ว่า ต่างกันอย่างนี้ มากเป็นอย่างนี้ น้อยเป็นอย่างนี้ มากแบบบวก มากแบบคูณ มากแบบยกกำลัง มากแบบหาร หารสอง หารสี่ หารแปด หารสิบหก หรือลบ ก็แบบเชิงบวกกับลบ ถ้าหารก็ตรงข้ามกับคูณ ยกกำลัง ก็ตรงข้ามกับถอดรูท เป็นภาษาที่สื่อให้รู้จักพลังงานหน่วย ทำให้สลาย ทำให้มี กับไม่มี ก็จบด้วยคำว่า มี กับ ไม่มี ใช้พยัญชนะ มี กับ ไม่มี พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 17 ก็จะใช้คำว่า มีกับไม่มี นี่แหละ ไม่มีก็คือ มาหานิโรธ มีก็คือไปหา โลกสมุทัย หากไม่มี ก็เข้าหา โลกนิโรธ เท่านี้แหละ ต้องรู้จักหน่วย แล้วรู้จักโลกกับสมุทัย ต้องดับเหตุไปเรื่อยๆ จนดับเหตุหมด ก็สูญ ความรู้ที่ใช้พยัญชนะ ไปสื่อแทนคำเรียกสภาวะ เราเข้าใจสภาวะทั้งพยัญชนะ เข้าใจบัญญัติภาษาที่เรียกแล้ว กำหนดถูกตัวไม่ผิดเพี้ยน พยัญชนะตัวนี้ แทนสภาวะอย่างนี้ หยาบ กลาง ละเอียด ก็ไม่ผิดเพี้ยน ไม่เหลื่อม ไม่สับสน ตรงเป๊ะๆๆ การศึกษาพวกนี้ มีประโยชน์มากที่สุด เป็นความรู้สุดยอด เกินกว่าวิทยาศาสตร์ ทางนามธรรม วิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณ ซึ่งยุคนี้เป็นยุคที่จะรู้กันแล้ว พลังงาน ทั้งวัตถุ สสาร ไปไกลแล้ว แต่ผู้เป็นกรรมการทาง nobel prize ก็ไม่มีความรู้ทางนี้ ก็ไม่สามารถให้รางวัลได้ เพราะไม่มีความรู้ เขาจึงให้ความรู้ ผู้ที่มีความรู้ทางนามธรรมไม่ได้ อาตมาจึงไม่แปลกใจว่า รางวัลโนเบล ไม่มาให้อาตมาหรอก เขาไม่รู้เรื่อง เขาไม่รู้เรื่อง จะมาให้ค่าอะไร จนกว่าจะมีผู้สามารถ เข้าไปมีความรู้แล้ว ไปเป็นกรรมการในนั้น ไปชัดเจนว่านี่แหละ ตัวนามธรรมโลกุตระ ต้องอันนี้ ยิ่งยุคนี้ โลกุตระ พูดไปแล้ว ต้องยกตัวเอง ก็เหนียมๆ ผู้ที่เป็นต้นตอโลกุตระในยุคนี้ คือโพธิรักษ์ เป็นสยังอภิญญามาขยายอันนี้ จะบอก ว่าให้ nobel prize แล้วจะให้อย่างไร เพราะเขาไม่รู้ค่าของโพธิรักษ์ อาตมาไม่น้อยใจ เสียใจ ทำไมเขาไม่ให้ค่า ก็เหมือนไปบีบปลาในน้ำ มาให้รู้เหมือนกบ กว่าปลาจะมีเท้าขึ้น มาอยู่บนบกได้ ก็อีกนาน กบจึงจำศีลได้นาน ปลาขึ้นมาอยู่บนบกได้ไม่นาน ก็ต้องตาย มันต้องอยู่ในน้ำ ก็เป็นธรรมดา ธรรมชาติของแต่ละสัญชาติ ไปไหนก็ไม่ได้ง่ายๆ ปลาขึ้นมาบนบก ก็ไม่ได้ สู้กบไม่ได้ ก็เป็นธรรมดา เป็นความรู้ธรรมชาติของ สิ่งทั้งหลาย ในมหาจักรวาล

สื่อธรรมะพ่อครู(อักขรนิทัสสน์) ตอน กั้น ขั้น คั่น ต่างกันอย่างไร ข้อสำคัญที่สำคัญจริงๆ เรื่องความทุกข์ ความทรมาน ทั้งๆที่อยู่ ในภาวะแวดล้อม ความร้อนของน้ำต้มเดือด ร้อนเท่านี้ เราก็อยู่ในนี้ คนอื่นก็อยู่ในนี้ แต่เราสามารถ ทนความร้อนเดือดองศาต่างกันได้ คนหนึ่งทนไม่ไหว ตาย อีกคนหนึ่ง สบายมาก ทนได้ ไม่เดือดร้อน ก็เป็นการสร้างพลังงาน ที่ทนความร้อนได้ นามธรรม ก็เหมือนกัน ทนต่อภาวะสัมผัส สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นเรื่อง ของวัตถุรูป ไม่ประหลาด เป็นเรื่องของยศชั้น เป็นเรื่องยกย่อง ชมเชย สรรเสริญ เป็นเรื่องของสุดยอดคือ เรียกมันว่าสุข เรียกมันว่าทุกข์ ไปจนที่สุด สุข คืออะไร สุขคือ ไม่มีอะไรแล้ว คือ ว่าง สุข คือ ว่าง ดีที่สุด ไม่ว่างอยู่ นั่นแหละมันไม่ดี ทุกข์ นั้นทุก ก ไก่สะกด มันก็จะมีว่าง แต่ ไม่ว่าง ได้ มี ก.ไก่คั่นอยู่ ก.ไก่คือตัวก้าง ตัวสำคัญเลย ตัวกัน ตัวกั้น ก.ไก่นี่ กั้นหนักกว่า คั่น นะ คั่นนี้ยังไม่หนักเท่าไหร่ คั่นนี้แทรกเท่านี้เอง แต่ กั้น นี้ใช้เป็นแผง เลย กำแพงกั้นเลย คั่น นี้แค่บางๆ แต่ถ้ากั้นนี้เป็นภูเขาเลย กั้น ยิ่ง คั่น นี้แทรกเข้าไปใหญ่ กั้น นี้หนาสุด คั่นนี้รองลงมา แต่ขั้น ข.ไข่ เป็นตัวกลาง แต่คั่น ค.ควาย เสียงพ้องกัน แต่พยัญชนะต่าง คั่น บางกว่า ขั้น แต่กั้นนี้สุดแล้ว ขวางอย่างใหญ่ที่สุด สระ อักษร สำเนียง เสียง เสียงพ้องกัน แต่สะกดพยัญชนะคนละอย่าง ขั้น กับ คั่น เป็นนัยซับซ้อนที่เอาทั้งเสียง ทั้งตัวรูปพยัญชนะ หนักเข้าก็ความรู้สึกนาม กับตัวรูปต่างๆ รูปกับนามซ้อนกัน เหมือนอันเดียวกัน แต่สภาวะต่างกัน ขั้น เป็นไม้โท แต่คั่น เป็นไม้เอก แต่เสียงเหมือนกัน สภาวะอันเดียวกัน แต่ก็มีต่างกัน กั้น ขั้น คั่น (มี 1 2 3 ในนาฬิกาพอดี) ในสองเส้า สองเท่ากับหนึ่ง กั้นหนึ่ง ขั้นกับคั่นนี้ สองอันบาง รวมกันหนึ่ง หนาคือกั้น มีนิมิต รูปกับนาม พระพุทธเจ้าอุบัติปุ๊บ แผ่นดินต้องไหว มันต้องอย่างนั้น ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น ก็ไม่ใช่ มันจะต้องมีอะไรรองรับ รูปกับนาม ได้ฟังมานี้เป็น รายละเอียดที่ใหม่ขึ้นไหม แล้วคุณจะรู้เองได้ไหม อาตมาก็ค่อยๆอธิบายไป ก่อนหน้านี้ ทำไมไม่พูด ก็ยังไม่ถึงเวลานี้ เมื่อถึงเวลาของมัน กรรมก็ยังไม่เกิด กรรมมันจะเกิด ต้องถึงเวลาที่สมดุล

สื่อธรรมะพ่อครู(อักขรนิทัสสน์) ตอน กิริยากับกรรม ต่างกันอย่างไร กรรม กับ กาละ กาละกรรมเกิด กับกาละกรรมตาย เพราะฉะนั้นคำว่า ทำกาละเกิด หรือทำกาละตาย คำว่าทำกาละนี้กำกวม แล้วเขาเอาไปใช้กันว่า พระอรหันต์จะทำกาละไป หมายถึงท่านจะตาย เพราะว่าอรหันต์เกิด มันไม่มีปัญหาหรอก แต่ถ้าพระอรหันต์ตายนั่นเสียของแล้ว เพราะว่าถ้าท่านยังอยู่ โลกจะได้ประโยชน์ กรรม กับ กิริยา ถ้าจะแยกรูปกับนาม ตัว กรรมเป็นรูป กิริยาเป็นนาม กิริยา อาการเคลื่อน กรรม คือทำแล้ว กิริยาเป็น Dynamic กรรม เป็น Static ความกลับไปกลับมาระหว่าง Static กับ Dynamic รูปกับนามเท่านี้แหละคือ ธรรมะ 2 ตั้งแต่ความหยาบจนถึงละเอียด ไปหา 0 จนกระทั่ง 0 เท่ากับ 00 0 คือสภาวะนี้ แล้ว 00 คนที่ได้ 0000 ก็เข้ามาลองภูมิคนได้ 00 คนที่ภูมิไม่พอ ก็รู้ไม่ได้ 0000 ถ้าได้เพิ่มอีกเป็น 00000000 เป็นแปด 8 ก็เพิ่มเป็น 16 ก็ต้องกลับขั้วอีก ก็ต้องเพิ่มปัญญา จาก 8 เป็น 16 จะพรวดเดียวไม่ได้ ก็ต้องค่อยเป็นไป 11 12 13 14 ไปเรื่อยๆ อาตมาตั้งใจจริงๆ เริ่มต้นปี 48 นี้ ถ้าอีก 2 ปีกว่าเต็ม 50 แล้วสิบที่จะเต็ม10 ก็เป็นความเริ่มต้น เป็น .5 .6 .7 .8 .9 เป็น 10 กว่าจะ 10 เต็ม 10 อีก ใช้สังขยาเลขเหล่านี้ การเพิ่มภูมิความรู้ ความจริง ในโลกนี้ มีความรู้ 2 อย่างนี้ ความรู้ ทำให้เกิดปัญญา ความจริงก็ซ้อน เป็นธรรมะ 2 ทำงานร่วมกัน เป็นธรรมะ 2 ไปขยายไปอีกมากมาย หลากหลายในโลกีย์นี้

สื่อธรรมะพ่อครู(อักขรนิทัสสน์) ตอน ขนมไม่มีมีที่มาอย่างไร เรื่องที่มีมากในโลกคือ โลกีย์ ก็รู้ ทั้งมี และทำความไม่มีได้ เรียกว่า โลกุตระ ผู้ที่เป็นโลกุตระแล้ว จะอยู่ทั้งโลกีย์ และโลกุตระได้ทั้ง 2 อย่าง มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ ผู้มีอย่างเดียว ทำไม่มีไม่เป็น ก็ได้ แต่มีทุกข์ มีไหม ก็ต้องมีทุกข์ เพราะทำไม่มีไม่เป็น ทิศทางผู้มีเป็นโลกีย์ โลกีย์นั้นมีแต่มาก ไม่มีจบ ไม่มีทางไปหาสูญ เอา ขนมไม่มี เอามากิน? ข้าราชบริภารก็จะเอาขนมอย่างไร ให้มากินขนมไม่มี ก็ไปทำขนมแบบอีกอย่าง ที่ท่านไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเสวย ก็ทำขนมแบบใหม่มา ก็บอกว่าเป็นขนมไม่มี กินแล้ว ก็บอกว่าดี วันหลังเอาขนมไม่มีมาให้กินอีก ถ้าเกิดขนมชนิดใหม่ ชื่อว่าขนมไม่มี ทีนี้ คำว่าไม่มี ก็ถูกจองไว้แล้ว เขาก็ไปตั้งชื่อขนมใหม่ ขนมก็เลยมากมายขึ้น ด้วยประการฉะนี้ ขนม คือ ข น ม ข คือว่าง น คือไม่มี ม คือจิต เพราะฉะนั้น จิตถ้าอยู่ในว่าง กับ ไม่ เป็นพยัญชนะ ว่าง กับ ไม่ อยู่ด้วยกัน กับภาวะ ว่าง กับไม่ สภาวะเดียวกัน แต่พยัญชนะ 2 คือ ว่างกับไม่ ไม่ คือ ไ กับ ม่ กับ ไม่อีกอันคือ ไหม้ ไม่ คือ ไ กับ มี ส่วนไหม้ อันนี้บรรลัยหมดแหละ มีก็บรรลัย ไม่มีก็บรรลัย พยัญชนะมากกว่า แต่ไม่ คือไม่มี มันก็แสดงสภาวะ 2 อย่าง ไม่เป็นรูป ไหม้ เป็น Dynamic นี่มันก็ใช้พยัญชนะ กับสภาวะ ซ้อนกันอย่างนี้ ในภาวะที่เป็นกิริยา ไหม้ ยังมี นะ ถ้า ไม่ คือ ไม่มีแล้ว มันไม่แล้ว แต่เสียงมันยังพ้อง ไหม้ ในกิริยาอยู่นะ เป็นพยัญชนะที่มีสภาวะ และเล่นเสียงสำเนียงในพยัญชนะอีก

สื่อธรรมะพ่อครู(อักขรนิทัสสน์) ตอน เริ่มจากสุขกับทุกข์จนถึงที่สุด เรื่องของธรรมะ เรื่องของ โลกียะ หรือเรื่องของ ธรรมะสอง เรื่องของ รูปกับนาม จึงซ้อนๆๆ ละอียดไปอีกมากมายก่ายกอง แต่ถ้าเราชัดเจนในสภาวะ จะใช้ความละเอียด อย่างไรเล่า เรียกเสียงสำเนียงว่า เป็น บัญญัติ กับตัว สภาวะจริง เราชัดทุกอย่าง เรียกว่า อรรถะ กับ พยัญชนะ อรรถะ คือสภาวะ พยัญชนะ คือ บัญญัติ ไม่สับสนแล้ว นี่คือพยัญชนะ อย่างนี้คือสภาวะ ถ้าชัดเจนแล้ว จะใช้ภาษาละเอียดเข้าไป อีกอย่างไร ก็ดูได้ชัดเจน อาตมาเอาธรรมะกับพยัญชนะ จับคู่กัน เราเข้าใจใช้พยัญชนะกับสภาวะคู่กัน ไม่สับสน ว่าอันไหนหมายถึงอะไร ด้วยวิญญาณ เราสามารถรู้วิญญาณ อ่านเจตนาของเขา ได้ว่า อ๋อ เขาสับสนพยัญชนะ แต่เจตนาเขามีอย่างนี้ คนที่อ่าน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ก็จัดการโดยมี ผัสสะเป็นสมุทัย หากไม่มีสมุทัยก็ปฏิบัติได้ไม่จริง มีแต่สัญญา ก็โมเม ถ้ามีผัสสะแล้ว จัดการเวทนา สัญญา เจตนาได้ เจตนา มี กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ได้ กามตัณหาหยาบหมด ไปมีรูป อรูปเป็นภวตัณหาอีก ก็ล้างต่ออีก จนหมด รูปภพ อรูปภพ ภวตัณหาก็หมด ตัณหา 3 ก็หมด ตัณหา 3 หมดแล้ว แต่คุณยังไม่ปรินิพพาน เป็นปริโยสาน เป็นเรื่องของความรู้ รูปนาม อรรถะ พยัญชนะ เรื่องของพยัญชนะกับนามธรรม ที่อาตมาใช้บัญญัติภาษาแทนสภาวะ สภาวะ คือ สิ่งปรากฏ ของตัวเอง รู้เอง กำหนดเอง เมื่อใช้บัญญัติภาษา สื่อเข้าไปแล้ว คุณก็กำหนดเรียงกำกับ ใส่ให้ถูกฝาถูกตัวนะ ถ้าใส่ถูกตัวไปเรื่อยๆ ก็เกิดรู้ความจริงไปเรื่อยๆ ก็อยู่กับสังคมละเอียดขึ้น รู้ว่าอะไรควรมี อะไรไม่ควรมี คุณก็อยู่กับสิ่งที่มี และไม่มีนี้ ในที่สุด ด้วยความจริงใจ ด้วยความซื่อสัตย์ ก็อยู่กับความมี และความไม่มี พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน เล่ม 16 ข้อ 47 ไว้ว่า ขอใช้คำว่า มี กับ ไม่มี นี่แหละ ในโลก จะจบหรือจะต่อ ก็อยู่กับมีหรือไม่มี จะตายหรือจะเป็น ก็อยู่กับมีกับไม่มี มันจะสูญหรือดิ้นอยู่ ก็แล้วแต่ มันเป็น ธรรมะ 2 เมื่อเราเข้าใจพยัญชนะภาษานี้แล้ว เราก็กำหนดตัวถูกสภาวะต่างๆ แล้วเอามาใช้ได้ เราก็ชัดเจนในคำว่า สุข ทุกข์ คำว่า สุ คือดี ทุ คือไม่ดี ทุกข์จึงต้องมีสามตัว ทุกข ต้องมีสาม ส่วน สุข นั้นมีสองเอง สุข เราไม่เขียน ก.ไก่ใส่ ถ้าเขียน ก.ไก่ใส่ ก็กลับกันกับสุข ถ้ามีแต่สุก นี้อยู่ยาวเลย ถูกต้มแล้ว ต้มเปื่อยอีก แล้วกลับมารวมตัวอีก เป็น สุก คือ ตัวมี แต่ สุข คือ ตัวว่าง เมื่อไม่ยอมว่าง ไม่ยอมหยุด ก็ดำเนินการต่อไป แล้วก็ยังไปสั่งอีก ก็เป็น ฆ.ระฆัง ก็สามเส้า ก ข ฆ สะสมเป็น ฆ ไปเรื่อยๆ ยิ่งสะสมต่อไปเป็นยิ่ง ง.งู โง่ต่อไปเรื่อยๆไม่รู้จักจบ จนกว่าจะเกิด จ ฉ ช ฌ ย ก ข ฆ ค ง คือตัวมี จ ฉ ช ฌ ย คือตัวรู้ ฏ ฐ ฑ คือเริ่มก่อตัว ต ถ ธ ท น คือแน่นเลย ตั้งมั่นเลย เสร็จแล้วก็รวมเรื่องทั้งปวง ป ผ พ ภ ม ป เริ่มต้นทั้งรูป ทั้งนาม ผ คือ ผัสสะ พ คือ พฤติกรรม ลีลา ภ คือ เจริญขึ้น สั่งสมเป็น ม ตัว ม นี้เพิ่มเป็น มม คือ มมัง อาการของมมังนั่นแหละ คือ จิตตัวทุกข์ ตัวยึดมั่นถือมั่น มมังอาการจิต ตัวกูของกู หากขึ้นถึง มมังการ ต่อจาก มมังการ ยังไม่หยุดยังมี อหังการ อหัง คือเศษวรรค อ คือสระ ยังไม่เริ่มต้น ย ร ล ว ส ห ฬ อํ ตัว ฬ นี้ อลังการที่สุด ผู้ใหญ่ไม่มีกำหนดเลย ใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด ใหญ่ไม่มีที่จบ ตัว ฬ ห คือตัวรวม รวมลงมาหมดเลย โยนให้ ฬ เอ็งเอาไปโง่ต่อ โง่ที่สุดคือ ฬ จุฬา รู้ย่อที่สุดคือ จุฬา รู้ย่อที่สุดคือ จุล รู้อย่างละเอียดที่สุด จุล หรือ จุฬ ล กับ ฬ ตัว ล.ลิง จึงเป็นตัวนาม ฬ จึงเป็นตัวรูป ล.ลิง เป็นตัวใช้งาน ส่วน ฬ เป็นตัวเก็บ ใส่ในเซฟ

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน สัมประสิทธิ์ของพระโพธิสัตว์ อาตมาทำงานมา 48 ปี กว่าอาตมาจะทำงานไปจนถึง 70 ปี ก็เหลืออีก 23 ปี 2 กับ 3 อาตมามีต้นทุนที่ 1 แล้วต้องทำอีก 2-3 ถึง 70 แล้วอาตมาก็ไม่คิดจะหยุด แต่อย่างน้อยอาตมาก็น่าจะทำงานไปเท่ากับในหลวง ร.9 นะ เราก็พูดกันว่า จะเดินตาม รอยเท้าพ่อ อาตมาก็น่าจะทำเกิน 70 ปี ถ้าอาตมาทำเกินถึง 70 ปี แล้วอาตมาจะทำให้ เพิ่มอีกก็ต้องเพิ่มนักษัตรต่อไป อีกนักษัตรหนึ่งเป็น 120 ก็ยังสนุก น่าจะบวกอีก 12 เป็น 132 แล้วก็มีโมเมนตัมบวกอีก 12 เป็น 144 หมดลานแล้ว ไขลานไม่ออก ก็อยู่ชมโลกอีก 7 ปี พอ 144 แล้วก็บางทีอาจกระดุกกระดิกไม่ได้ เหมือนหลวงพ่อชา ที่กระดุกกระดิกไม่ได้ ตั้ง 7 ปี ชา แปลว่า รู้ ความรู้ เจโตแท้ๆ แสดงนิมิตให้เห็น แต่ชาในภาษาไทย แปลว่าไม่รู้สึก มันความหมายกลับกัน กับทางบาลี ถ้าพูดไทยเต็มว่า ชินชา แต่ ชิน นี่แปลว่าชนะ ชา นี่คือความรู้ ชินชา คือผู้ชนะด้วยความรู้ แต่แปลกลับเป็น ชินชา คือความเฉยๆ ซ้ำๆ สภาวะกับพยัญชนะกลับกันไปกลับกันมาอีก หากเข้าใจความหมาย คนที่มีความชัดเจนในปัญญา ก็รู้ ไม่งง ถ้ารู้ทัน ก็ไม่งง คนที่จะรู้ทัน ต้องมีความรู้ที่เร็ว สามารถรู้ได้ดี ได้ทัน อันนี้เป็นการอธิบายสภาวะ โดยเอาพยัญชนะมาค่อยๆขยายความ ผู้ที่เรียนรู้ตามก็รู้ได้ แต่ไม่ใช่ว่าพูดไปแล้ว ฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อ คนไม่รู้ตามได้ ใครมีความรู้สึกอย่างนั้นยกมือ ใครรู้เรื่องที่อาตมาอธิบายนี้ยกมือ ...โอ้โห คนฉลาด หรืออาตมาเก่ง ก็ด้วยกันทั้งคู่แหละ ไม่ใช่ว่าใครเก่ง หรือไม่เก่ง มันต้องด้วย กันทั้งคู่ สมพอกัน มันถึงมันพอกิน ถ้าไม่สมพอกัน มันก็มันไม่พอกิน มาพูดถึงปัจจุบัน ที่เราจะเดินต่อไปในอนาคต ตอนนี้เรารู้ ภาวะปัจจุบัน ของสังคม สังคมประเทศไทย มีอะไร ตอนนี้ประเทศไทยมีอะไรเด่น มีน้ำมันมาก มีอะไรเด่น มีทองคำมาก ธนบัตร บาทราคาดีกว่าในโลก หรืออะไรดี อะไรมาก มีกล้วย มันอะไรกันแน่ นี่มะนาวนะ มะนาวอะไรกัน ลูกเบ้อเร่อ มันเปรี้ยว แต่ไม่หอม มะนาวจำลอง ที่นี่ ในปัจจุบันนี้ เรามีอะไรดี มีโลกุตรธรรม ในหลวงเรานี้ทรงมา ไม่เคยรู้กันว่า ในหลวงทรงเป็นรูป คนรู้รูปธรรมออก แต่คนไม่รู้นามธรรม อาตมาก็กำลังขยายความ นามธรรมซึ่งยากกว่า ละเอียดกว่า และเป็นต้นทางของรูปด้วย นามธรรมเป็นประธาน สิ่งทั้งปวง จิตวิญญาณ หรือมโน เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ในธรรมะ 2 ของสัตว์โล

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน