601117_เทศน์ก่อนฉัน ชมร.เชียงใหม่ ความจริงของบุญอันสูงสุด.docx
เนื้อหาในไฟล์
601117_เทศน์ก่อนฉัน ชมร.เชียงใหม่ ความจริงของบุญอันสูงสุด
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ความดีสองแบบในโลก พ่อครูว่า... วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2560 วันนี้มาอยู่ที่เชียงใหม่ ที่นี่คือ ชมรมมังสวิรัติแห่งประเทศไทย สาขาจังหวัดเชียงใหม่ (ชมร.เชียงใหม่) เปิดมาได้ตั้งแต่ปี 2535 ปีนี้ปี 2560 ดูซิ เท่ากับกี่ปี 25 ปีแล้ว 25 ปีแล้ว ยังรุ่งเรืองอยู่ รุ่งเรืองจำกัด ท่านที่นี่ ไปมา กินฟรีก็ได้ ซื้อก็ขาย จะจ่ายตังค์ก็เอา มันมีความเจริญถึงขนาดนั้น ในการค้าขาย การค้าขายที่เจริญที่สุด ก็คือ ค้าขายอย่างที่เรียกว่า ไม่ต้องเอาอะไรแลก ขยันให้ตอบแทนมาก็ได้ ไม่ตอบแทน ก็แล้วไป เป็นเรื่องของ อิสระเสรีภาพ และเป็นเรื่องเกื้อกูล ช่วยเหลือกัน อาตมาบวชมา 47 พรรษา เต็มย่างเข้า 48 พรรษา ในขณะที่อาตมาอายุ 83 ปี ย่าง 84 ปีเหมือนกัน ชีวิตที่มาบวชนี้ บวชแล้วมาถึงวันนี้ เห็นได้ว่าชีวิตเราคิดถูกมาก ถ้าอาตมา ยังไปจมกับทางโลก ป่านนี้ นึกถึงวันนี้แล้ว อาตมาจะเสียดายชีวิตมากเลย ชีวิตเรานี้ เอามาทิ้งเสีย ก็ไม่เข้าท่า แต่มาถึงวันนี้แล้ว นึกได้ คิดทัน แต่ก็ยังเสียเวลาไปตั้งเยอะ เสียไปตั้ง 36 ปี กว่าจะออกมาบวช ไม่ใช่ไม่น้อยๆนะ 3 นักษัตร นี่ก็บวชมาได้กว่า 3 นักษัตรแล้ว เลยเข้า นักษัตรที่ 4 ชีวิตนี้ ก็ใช้ได้ เห็นว่าชีวิตเรามีคุณค่า ที่ได้มาจากการเอาธรรมะพระพุทธเจ้า มาบรรยาย เปิดเผย บอกให้รู้ว่า ชีวิตนี้มันไม่มีอะไรหรอก มันมีแต่ความหลอก สิ่งที่ดี ที่ถูกต้อง ในโลกมันมีอยู่สองอย่าง มีดีสองอย่าง พระพุทธเจ้า บอก สอนความดี 2 อย่าง ดีอย่างที่ 1 ก็คือ ดีอย่างโลกียะ ดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ ดีอย่างโลกุตระ ดีอย่างโลกียะ ก็คือ ดีแต่ ไม่สิ้นวัฏฏะ มีแต่ความดีงาม มีความประเสริฐ มีประโยชน์มีคุณค่า อย่างนี้เป็นต้น เรียกว่
อ่านต่อ
าดี แต่ไม่ได้หลุดพ้น ศาสนาพุทธมีตัวสำคัญคือ มีดีอันที่สองคือ ความดีชนิดโลกุตตระ คือ ความดีอย่างหลุดพ้น ดีอย่างพ้นวัฏสงสารได้ ดีอย่างดับกิเลสได้หมดสิ้น เป็นศาสนาเดียวในโลก ที่เป็นศาสนาที่รู้จักกิเลส และมีวิธีฆ่ากิเลส ให้หมดสิ้นไปได้อย่างจริงจัง หมดไปได้อย่างจริงเลย Absolute Ultimate สูงสุดสัมบูรณ์ Axiom จบหมดไปได้อย่าง Axiom ภาษาอังกฤษ แปลว่า ความแท้จริงอันไม่ต้องพิสูจน์อีกแล้ว จบ จบอย่างสมบูรณ์ บริบูรณ์ สูงสุดหมด ไม่มีอะไรเปรียบเทียบ ซึ่งอาตมาพูดไปนี่ พูดด้วยความมั่นใจ เพราะว่าจะมาปฏิบัติธรรมะ พระพุทธเจ้า และได้ความจริงอันนี้ ได้ Axiom บรรลุอันนี้ จึงได้ยืนยันอย่างมั่นใจ มั่นคง ยืนยันอย่างไม่มีอะไรที่จะมาต้าน มาลบล้าง มาค้านมาแย้ง ก็มีคนเขาค้านแย้ง ต้านก็ช่างเขา เขาก็คิดก็เชื่อของเขา แต่เราเองไม่มีปัญหา ใครจะค้านแย้งอย่างไร ก็เข้าใจเขาอยู่ คนไหนที่เขาเข้าใจถูกต้อง อย่างที่อาตมาเข้าใจ จะไม่ค้านแย้งเลย รู้จริงในสัจธรรมเป็น axiom แล้ว เป็นที่จบ Absolute Ultimate จึงมั่นใจ และทำงานอย่าง สงสารมนุษย์โลก
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน อภิสังขารให้เกิดพลังงานบุญ พ่อครูว่า… ยิ่งใน เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ มีพุทธศาสนามาตั้งแต่เกิดเลย เมืองไทย ก่อนจะมาเป็นเมืองไทย ก็เป็นพุทธมาแล้ว ในย่านนี้ รัฐนี้ มีมาแล้ว จนกระทั่งทุกวันนี้ ก็ยังเป็นพุทธศาสนาอยู่ แต่เนื้อแท้ของพุทธศาสนานั้น มาถึง ทุกวันนี้ ไม่มีสาระของโลกุตระเลย เนื้อแท้โลกุตระ อาตมากล่าวได้ว่า สูญหมดจริงๆ ใช้ภาษาสื่อให้รู้เนื้อแท้ เนื้อหาสาระของธรรมะ ภาษาที่ใช้พูดกันอยู่ เรียกกันอยู่ ยกตัวอย่าง เป็นเครื่องยืนยัน เครื่องบอกเลยว่า ศาสนาพุทธมันเสื่อมสูญ ไม่มีโลกุตระ ก็คือ คำว่า บุญ ก็เข้าใจไม่ได้ก็ผิดเพี้ยนแล้ว ความหมายของบุญ ที่สูงสุด เป็นโลกุตระ ถ่ายเดียว ไม่มีโลกียะเลย ความหมายของโลกุตระ คือ ทำเสร็จแล้ว ก็สูญ บุญก็หายไป อันนี้เป็นเครื่องยืนยันชัดเจน ว่าศาสนาพุทธได้ผิดเพี้ยนไป แม้แต่ผู้รู้ที่นับถือกันว่าเป็นปราชญ์เอกของศาสนาพุทธ ก็ยังเข้าใจความหมายคำว่า บุญ หรือ ปุญญะ นี้ไม่ได้ ที่ไม่ได้คือ อาตมาเห็นท่านแปลในพจนานุกรม หนังสือหลักฐานของท่าน ท่านยืนยันว่า บุญเป็นวิภัชวาที ยังแยกแยะได้เป็นดีเป็นชั่ว เป็นธรรมะสอง แต่ที่จริง บุญ มีหน้าที่เดียว ทำกิจเสร็จก็จบ บุญก็หมดไป หลักฐานพยัญชนะบาลี ที่ยืนยันว่าบุญนี้ ทำหน้าที่เดียว เป็นเอกังสวาที มีถ่ายเดียว ทำหน้าที่กำจัดกิเลส กำจัดกิเลสเสร็จ บุญก็หายไปหมดไป มีคำว่า ปุญญปาปปริกขีโณ เป็นคำยืนยันว่า ทำหน้าที่กำจัดบาป เมื่อกำจัดบาปได้แล้ว บุญก็หมดไป ไม่มีการสะสม ไม่มีซากเหลือ ทำหน้าที่เสร็จแล้ว ก็จบ นี่เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก คนทุกวันนี้ เมื่อเข้าใจคำว่าบุญ บุญเป็นเครื่องชำระ สามารถที่จะสร้างพลังงาน พลังงานทางจิต ให้จิตเป็นพลังงานฌาน ฌาน คือ อุณหธาตุ คือธาตุพลังงานที่เรียกว่า ไฟ มันร้อน มีฤทธิ์อำนาจดีกรีของมัน สามารถ ละลายไฟราคะ โทสะ โมหะ ได้ พลังงานไฟฌาน มีพลังงานเหนือกว่า ราคะ โทสะ โมหะ ผู้ใดสามารถสร้างพลังงานไฟฌานได้สำเร็จ มันก็จะสลาย ราคะ โทสะ โมหะ ได้จริง ผู้ใดสามารถทำฌานได้ถูกต้อง ก็จะเกิดบุญที่ถูกต้อง พลังงานนี้ จะสลายพลังงาน ราคะ โทสะ โมหะได้ สลายได้ ได้แล้วก็หมด บุญ เกิดในขณะที่มีการอภิสังขาร create ปรุง สร้างมาอย่าง ทันที ทันใด เป็นพลังงานไฟฌานได้ ก็ทำการชำระ ราคะ โทสะ โมหะ ได้ เมื่อ ทำลายสิ้นก็ไม่เหลือเชื้อของกิเลส บุญก็ไม่มี หายไปหมด สุญญ ปุญญปาปปริกขีโณ สูญสิ้นไปหมด ทุกวันนี้ เข้าใจบุญอย่างนี้ไม่ได้ แล้วเข้าใจกลับกันเลย บุญมีหน้าที่เผาบาปอย่างเดียว สิ่งที่ไม่ใช่บาปไม่เกี่ยว บุญคู่อาฆาตของบาปอย่างเดียว จัดการบาปอย่างเดียว เมื่อสั่งให้บุญเกิดในปัจจุบันได้ ก็มีหน้าที่สลายบาป ให้ไม่มีในตัวเรา ผู้ใดสร้างพลังงานบุญให้เกิดได้ ก็จะทำหน้าที่ แล้วเราสามารถกำหนดรู้พลังงานบาป พลังงานอกุศลจิต สามารถจับตัวอกุศลจิตของตัวเองได้ มาให้สร้างพลังงานบุญได้ สร้างพลังงานอาวุธ จับตัวนี้มาให้บุญ ได้บุญนั้น ก็ทำหน้าที่บั่นคอสลาย สลายอกุศลไป ศาสนาพุทธนั้น ชำระ ประหารกิเลส ให้ตายจริงๆ ตายแล้วไม่ฟื้น ตายแล้วไม่กลับมาเกิดอีก เป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) อาตมาเห็นแล้วว่า ศาสนาพุทธไม่สูญหายไปไหนหรอก ก็จึงได้เอากลับคืนมา แต่ก็ยังยากเพราะว่า ศาสนากระแสหลักลองผิดไป เป็นศาสนาเลอะเทอะ ไร้แก่นสาร อาตมาทุกวันนี้บรรยายธรรมะอย่างไม่ไว้หน้า ไม่เกรงใจ พูดตรงตามสัจจะ อาตมาถือว่าอายุปูนนี้แล้ว ทำงานศาสนามาจะ 50 ปีแล้ว มาทำเป็นไม่เดียงสา ไม่ได้แล้ว ให้อาตมาเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ พูดอย่างจริงใจ ปรารถนาดี ให้พูดตรงๆเถอะ อย่าให้ต้องลดเลี้ยวเลย พูดตรงๆ สั้นๆเลย
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปัญญาพาให้เกิดพลังงานบุญที่แท้ พ่อครูว่า… ศาสนาพุทธทุกวันนี้ ไม่มีโลกุตระอย่างที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ใน อาณิสูตร พอนานเข้า ท่านก็ว่า ต่อไปศาสนาพุทธทุกวันนี้ จะไม่เหลือเนื้อ มีแต่ชื่อ เรียกว่าพุทธ แต่เนื้อไม่ใช่ อาตมาเลยต้องเอาเนื้อคืนมาให้ได้มากที่สุด แต่ก็ยากมาก เพราะว่าเขายึดถือกันอย่าง หน้ามืด ตามัว เช่น วิธีปฏิบัติสมาธิ ก็ไปนั่งหลับตากัน ไปสะกดจิตกันไป ซึ่งบอกว่า อันนั้นไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้า มันเป็นของฤาษีอาฬารดาบส อุทกดาบส พูดไปเถอะ เขาก็ไขหูฟัง เป็นใคร โพธิรักษ์มาพูด ฉันมีอาจารย์นะ แล้วใครเป็นอาจารย์ของโพธิรักษ์ พอบอกว่าไม่มีอาจารย์ เขาก็ว่า จะเคารพได้อย่างไร ชาตินี้ใครมาเป็นอาจารย์อาตมาไม่ได้หรอก เพราะชาตินี้ต้องมาเป็นอาจารย์ใหญ่ มันไม่เหมือนใครๆหรอก เขาก็ยิ่งจะอ้วกเลย อาเจียนเป็นโลหิตร้อนออกจากปาก อาตมาพูดอะไร เขาก็ไม่เอาเลย น่าสงสาร ตอนนี้พูดตรงอย่างเดียวแล้ว ไม่หวาน ไม่แข็งแล้ว พูดอย่างเอกังสวาที ตอนนี้ขอยืนยัน ไม่เหลาะแหละแล้ว จะลากสังขารต่อไปอีก อายุต่อไป 90 100 ก็จะแข็งแรงอย่างนี้อีก พูดอย่างนี้ต่อไป อย่าตายก่อนอาตมา รอฟังเสียงอาตมาพูด อาตมา will try ตั้งใจจะอยู่ไปยืนยาวให้เท่าที่จะเป็นไปได้ มาวันนี้ ก็ไม่เจตนาสาธยายเนื้อหาสาระธรรมะอะไรมากมายหรอก มีเวลาเหลืออีก 15 นาที เท่านั้น ก็มาพูดอะไรเปรยปรายตัวเองบ้าง ทักทายพวกเราบ้าง เป็นอย่างไร? ติดตามอาตมาศึกษาอาตมามา หลายผู้ หลายคน ชีวิตก็เปลี่ยนไป เริ่มตั้งหน้าตั้งตาจะเป็นเศรษฐี ตั้งหน้าตั้งตาจะเป็นคนดัง มียศศักดิ์สูงส่ง เมื่อมาศึกษาอาตมา อาตมามาหักแข้ง หักขา ฉีกกระเป๋า มาถึงวันนี้แล้ว ไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังตั้งใจไว้ ...เสียใจไหม... ทำไม? ก็ไม่ได้รวย ไม่ได้ยศศักดิ์สูงส่งอะไร ไม่เสียใจหรือ ?.. ถ้าไม่เสียใจ นี้แสดงว่ามีปัญญา มีความรู้ ความรู้ที่ชัดเจนในสัจธรรม ปัญญา คือ ความรู้ ธาตุรู้ที่รู้สัจธรรม ต่างจาก เฉกา หรือเฉโก ภาษาบาลีมีคำว่าฉลาดอยู่ 2 คำ คือคำว่า เฉโก กับ ปัญญา เป็นความฉลาดทั้ง 2 อย่าง ฉลาดอย่าง เฉกา คือความฉลาดอย่างปุถุชน คนสามัญ ที่ไม่สามารถเข้าใจ เนื้อหาโลกุตระได้ เข้าใจความหมายธรรมะที่เป็นโลกียะได้ เท่านั้น แม้จะสูงส่ง วิเศษขนาดไหน ก็ไม่ใช่โลกุตระ ความฉลาดอันนั้น เป็นความฉลาด เฉกา หรือเฉโก ไม่ใช่ปัญญาเลย คำว่า ปัญญา นั้น เป็น ความเฉลียวฉลาดที่รู้จัก โลกุตรธาตุ ธาตุที่เป็น โลกุตรธรรม คนที่รู้จักธาตุโลกุตรธรรม ในศาสนาพุทธ ของพระสมณโคดม คือ อัญญาโกณฑัญญะ เมื่อท่านได้เริ่มเทศนาพุทธธรรมกัณฑ์แรก ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อนัตตลักขณสูตร ไม่รวมเทศนาคนที่รู้ และเข้าใจได้ เป็นความรู้ที่เข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้า 5 คน พราหมณ์ห้าคน เข้าใจได้คนเดียว คืออัญญาโกณฑัญญะ อีก 4 คน เข้าใจยังไม่ได้ ฟังเทศนาในวาระเดียวกันนี้ โกณฑัญญะเข้าใจได้คนเดียว อัญญาสิวตโพโกณทัญโญ โกณฑัญญะเกิดอัญญะแล้ว เป็นความรู้ชนิดอื่น ไม่ใช่ความรู้ชนิดที่ คนในโลก เขามีกัน อัญญะ แปลว่า อื่น ถ้าปัญญา จึงแปลว่า ความรู้ อัญญะคือ อันอื่นต่างจากอีกอัน ปร ก็แปลว่าอื่น แต่ปร นั้น เป็นสามัญนาม เป็นคำนามที่ระบุทั่วไปกลางๆ มีนัยเยอะแยะ แต่ อัญญะ นี้ เป็นวิสามัญนาม proper noun ระบุเจาะจงว่า เป็นอาริยธรรมเท่านั้น ซึ่งไม่มีอะไรเหมือน ศาสนาทุกศาสนาในโลกนี้ ไม่มีโลกุตรธรรม เปลี่ยนความรู้เป็นโลกใหม่ เป็นโลกที่มี อัญญธาตุ ธาตุอื่นจากเดิม เป็นความรู้ ที่แตกต่างจากเฉกาอย่างชัดเจน เป็นปัญญาที่ไม่ใช่ความรู้ ประดามี ในโลก อัญญา จะมาเป็น สัญญา มาเป็น ปัญญา คือมีหน้าที่ ของการทำงาน ของพลังงานจิต จากอัญญะมาเป็นการกระทำ เป็นอัญญา มาเป็นความรู้โลกุตระ พอทำได้ ก็เกิดเป็นปัญญา จาก ปุญญะ เป็น ตัวพลังงานตัดกิเลส ปุญญะทำหน้าที่ เป็นเครื่องประหารหัวหมาของท่านเปา พอตัด ปหานได้ ก็เรียกว่า ปัญญา ถ้ากิเลสถูกลดลง ลดไปได้ เฉือนเข้าไปบ้าง เรียกว่าส่วนบุญ เรียกว่า ปุญญภาคิยา เป็นส่วนบุญ ส่วนที่เฉือนไปได้ คือส่วนทำลาย ปุญญทำงานนี้ ไม่มีอะไรได้ มีแต่เสียอย่างเดียว ส่วนบุญ คือส่วนเสีย ไม่ใช่ส่วนได้ เสขบุคคล เป็นบุคคลที่สามารถใช้ปุญญะ ลดกิเลสได้ เฉือนกิเลสได้บ้าง เป็นส่วนบุญ จับกิเลสได้แล้วเชือดกิเลสลงได้ ล้างแล้ว ได้ส่วนแห่งบุญ หากเชือดกิเลสได้หมดก้อน กิเลสอบาย สิ้นอาสวะ ของอบาย ก็หมดบุญ ปุญญปาปปริกขีโณ ก็ หมดบุญ หมดบาป เป็นอรหัตตผลของอันนี้ เป็นความสมบูรณ์ของอันนี้ บาปบุญหมด จบกิจ แล้วศาสนาพุทธ มีความรู้ ความสามารถ กำจัดกิเลสได้จริง อย่างนี้ จึงมีอรหันต์ มีสมณะที่ 1 2 3 4 พระพุทธเจ้าก็ยืนยันว่าศาสนาใด ที่ไม่มีมรรคมีองค์ 8 ไม่มีหลักสูตรที่แท้จริง ของพระพุทธเจ้า ทุกพระองค์ สอนอย่างเดียวกันนี้ ทุกวันนี้ ฟั้นเฝือไปหมด ต้องมากอบกู้ เอาเนื้อแท้ของศาสนาพุทธมา เพื่อให้มวลมนุษยชาติ ได้มาปฏิบัติ ได้อาศัย จะได้ต่อเชื้ออายุของศาสนาไปถึง 5000 ปี
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สยังอภิญญาผู้มาอธิบาย พลังงานบุญ พ่อครูว่า… อาตมาประกาศไปหมดเนื้อหมดตัวแล้ว ว่าเป็นผู้มากอบกู้โลกุตระ สัมมาทิฏฐิ โดยเฉพาะ สัมมาทิฏฐิ 10 เอามาขยายความให้ใช้ได้ แล้วปฏิบัติให้ได้อย่างถูกต้อง ถ้าหากปฏิบัติไม่ได้ถูกต้อง มันก็ไม่เกิดผล เพราะฉะนั้นความถูกต้องของสัมมาทิฏฐิ 10 นี้แหละ ถ้าเข้าใจไม่ถูกต้อง เข้าใจไม่ตรงกับความเป็นจริงของพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่มีผลอะไร ที่ไม่ถูกต้อง ไม่เรียกว่า นัตถิ ตั้งแต่ทาน แล้วก็วิธีปฏิบัติเรียกว่า ยิฏฐัง ผลสำเร็จของทาน ยิฏฐัง ได้ผลเรียกว่า หุตัง สามข้อแล้ว ข้อที่สี่จะได้ผล ต้องด้วยกรรม สุกตทุกฏานังกัมมานังผลังวิปาโก ผู้ที่ทำทานแล้วเกิดผล เป็นโลกุตระ ปฏิบัติด้วยวิธีใด ก็แล้วแต่ พระพุทธเจ้านั้น มีวิธีเดียวทางเดียว เอเสวมัคโค นัตถัญญโญ มีทางนี้ทางเดียว แต่ไปพูดไปสอนกันว่า มีหลายทาง ก็ไปถึงจุดหมายได้ พูดอย่างนี้ ก็ขัดแย้งกับ พระพุทธเจ้า ที่บอกว่า ทางนี้ทางเดียว ไม่มีทางอื่น “ มรรค มีองค์ 8 " นั้นคือ " ทางเอกทางเดียว ไม่มีทางอื่น " (เอเสวมัคโค นัตถัญโญ) เล่ม 25 ข้อ 30 จะไปอธิบายอย่างอื่น แตกต่างจากที่อาตมาพาอธิบายนี้ ทางเดียวนี้ แล้วบอกว่าทางโน้นทางนี้ ก็ได้มันผิดหมด ทางนั้นก็คือ มรรคมีองค์ 8 ก็คือ โพธิปักขิยธรรม 37 เท่านั้น ปฏิบัติถูกต้อง จึงจะได้ผล จะรู้จัก อยังโลโก ปโรโลโก อยังโลโก คือ โลกโลกียะ ปโรโลโก คือ โลกโลุกตระ ปฏิบัติแล้วจะเข้ากระแสเข้าสู่โลกใหม่ เรียกว่า โลกุตระ เข้ากระแส โสตาปันนะ คือ เข้าสู่กระแสของโสดาบัน จึงจะเป็น สกิทาคามี อนาคามี จนไปสู่ที่สูงที่สุด สัมโพธิปรายนะ ผู้ที่สามารถรู้จักโลกนี้ โลกหน้าว่า ปฏิบัติอย่างนี้ จึงสัมมาทิฏฐิ ถึงจะเกิดผล มีธรรมะ 2 คือมี มาตา ปิตา มีแม่ มีพ่อ ช่วยทำให้เกิด เรียกว่า สัตว์โอปปาติกะ เป็นการเกิดทางจิตวิญญาณ โอปปาติกะโยนิ เป็นพ่อแม่ ที่เป็นนามธรรม ไม่ใช่แม่ และพ่อที่เป็นรูปร่าง ตัวตนเก่าๆ แต่เป็น พ่อแม่ทางจิตวิญญาณ ปัญญาเป็นพ่อ ศีลเป็นแม่ อธิศีล อธิปัญญา ทำให้เกิด อธิจิต เป็น โอปปาติกะ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ การเกิดโอปปปาติกโยนิ คือผู้ที่สามารถดูอาการของจิต สร้างพลังงานจิต ให้เกิดพลังงาน ปุญญะ สามารถละลายเฉือนกิเลสได้ เฉือนไป ก็ยังไม่หมด เพราะกิเลสมันหนังเหนียวมาก นอกจากเฉือนไม่ค่อยเข้าแล้ว มันก็กลับเข้ามาใหม่อีก มันดันกลับเข้ามาอีก ความยืดหยุ่นของกิเลสนี้ มันทั้งแข็ง ทั้งเหนียว เก่ง เหนียวมาก กลับไปกลับมา ทำได้เป็นส่วนส่วน เรียกว่า ปุญญภาคิยา ปุญญภาค ส่วนแห่งบุญ บุญ นี้คือ เอาออก ไม่ใช่ได้ ก็เลยเข้าใจไปอีกอย่าง บุญคือ ส่วนเสีย ไม่ใช่ส่วนได้ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพระโพธิสัตว์ เข้าใจโลกุตระ ที่ท่านตรัสว่า ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา เราเสียนี่แหละ คือเราได้ มันก็ฟังไม่ขึ้น ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง แล้วคนเรามันมีกิเลส กิเลสมันบิดเบี้ยว ทำให้ฟังไม่ค่อยเข้าใจ เสียนั่นแหละเราได้ ก็เสียนั่นแหละ มันจะได้อย่างไร ไปยึดมั่นถือมั่นว่า เสียอย่างเดียว แต่ที่จริง เสีย คือเสีย สิ่งที่ควรเสีย คือกิเลส นั่นแหละคือเราได้ คุณจะต้องมาเสีย คือเราเสียกิเลส หรือเสียในความยึดมั่นถือมั่น ในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข โดยเฉพาะความสุข สุขนั้นมันไม่มีหรอก มันมีแต่ ทุกข์เท่านั้น ที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้น ที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้น ที่ดับไป พูดไปพูดมาก็เพิ่งจะเข้าเรื่อง ...แต่หมดเวลาแล้ว …จบ