601112_เอื้อไออุ่น ชาวดอยรายปลายฟ้า และแพทย์วิถีธรรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
601112_เอื้อไออุ่น ชาวดอยรายปลายฟ้า และแพทย์วิถีธรรม
พ่อครูว่า… วันที่ 12 พฤศจิกายน พศ.2560 ที่ ดอยรายปลายฟ้า รายการเอื้อไออุ่น พยายามจะให้เป็นแบบ พ่อๆ ลูกๆ คุยกันได้ทุกที่ ทำไป ทำมา ก็เหมือนจะกลายเป็นรายการวิชาการทางธรรมะไปเสีย ไปจะใช้ไมค์ถามก็เชิญ มีคำถามแห้ง สองแผ่น…
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน พลังจิตคืออะไร ทำอย่างไรจึงจะมีพลังจิต _พลังจิต คืออะไร และทำอย่างไรจึงจะมีพลังจิต พ่อครูว่า… พลังจิต คือคนคนหนึ่ง ที่มีชื่อเล่นว่า นายเปีย … มีน้องชื่อพลังธรรม หลานของอุปัชฌาย์ เดินดิน ก็แวะๆๆไปสนุกหน่อย พลังจิต ก็คือ จิตเรานี่ สามารถที่จะ ถ้าจะแปลตรงๆคือ จิตแข็งแรง จิตมีพลัง ทีนี้จิตใจแข็งแกร่ง มันต้องขยายความ หมายความว่า จิตใจกระด้าง? จิตโง่ ทื่อ ก็เลยแข็ง ไม่ค่อยมีไหวพริบ หรือว่าจิตกระด้าง ดื้อร้น เป็นจิตแข็งกระด้าง ก็ไม่ใช่ จุดแข็งแรงก็คือ จิตมีอินทรีย์ พละ พลังจิตคือ จิตหนึ่งมี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา มีลักษณะ 5 อย่างนี้ เรียกว่าจิตมีพลัง ความหมายที่ชัดเจน เป็นเช่นนี้ ความหมายจิตมีพลัง ควบคุมให้จิตแข็ง แต่พูดเลย ภาษาโลก โลกมันเป็นอย่างไร มันเหมือนกับขนมปัง ทำไว้นาน มันก็เลยแข็งโป๊ก กินไม่ลง อย่างนั้นหรือ จิตแข็งเป็นอย่างไร หรือข้าวหุงไว้นาน ตักออกมาทิ้งไว้นาน ก็เลยแห้ง แข็ง เคี้ยวไม่ลง มันไม่นุ่ม ไม่นิ่ม ก็ไม่ใช่ พลังจิต คือพลังจิตมีอินทรีย์ 5 พละ 5 พลังจิต คืออินทรีย์ 5 พละ 5 อันนี้เป็นของพระพุทธเจ้าตรัส ท่านบอกไว้เลย แล้วทำอย่างไรจึงจะมีพลังจิต ถ้ารู้อย่างนี้ก็ตอบได้ง่าย ทำอย่างไร? ...มีสูตรอยู่แล้ว…. ทำอย่างไรจะมี อินทรีย์ 5 พละ 5 1. มีสติปัฏฐาน 4 2. มีสัมมัปปธาน 4 3. อิทธิบาท 4 แล้วจะเกิด อินทรีย์ 5 พละ 5 และต้องปฏิบัติอยู่ใ
อ่านต่อ
นกรอบของ โพชฌงค์ 7 และ มรรคมีองค์ 8 นี่คือการจะเกิดพลัง ทำอย่างไรจะเกิด ต้องปฏิบัติตาม โพธิปักขิยธรรม 37 นี่คือคำตอบ ถ้าตอบอย่างนี้ ได้เต็มเลย ถ้าตอบผิดไปจากนี้ ตก ทำอย่างไรจะมีพลังจิต ก็ต้องปฏิบัติเรียนรู้ สติปัฏฐาน 4 ปฏิบัติอย่างไร สัมมัปปธาน 4 ปฏิบัติอย่างไร อิทธิบาท 4 ปฏิบัติอย่างไร จึงจะเกิดพลังไปตามลำดับ เรียกว่าอินทรีย์ เรียกว่าพละ คือพลัง และมีเงื่อนไข ว่าต้องอยู่ในกรอบของ โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 ไม่ใช่เลอะเทอะ อย่างไรก็ได้ สติปัฏฐาน 4 ก็คือ โพชฌงค์ 7 เริ่มต้นมีสติ ถ้าปฏิบัติสติได้ดี เข้าใจว่า กายในกาย พิจารณา เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ปฏิบัติอย่างไร ทำถูกต้อง ก็เป็นโพชฌงค์ มีความตรัสรู้ โพชฌงค์ คือองค์แห่งความตรัสรู้ ต้องปฏิบัติสติ รู้จักว่าสติ คือความระลึกรู้ เพื่อพิจารณา กาย เวทนา จิตธรรม แล้วต้องพิจารณาเป็น พิจารณา ใช้เหตุผล ว่ากาย คือธรรมะสอง กายคือรูปกับนาม กาย คือ ปสาทรูป5 โคจรรูป 5 แล้วสัมผัสอะไรขึ้น ก็เกิดวิญญาณ ตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัสอะไรขึ้นมา ก็เรียกว่า ประสาทตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วก็ โคจร ทำงานให้เกิดให้สัมผัส เมื่อสัมผัสก็มี รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ภายนอก หรือเกิดภายใน นั่นคือสภาพของการปฏิบัติ สติปัฏฐาน การจะเกิดสติปัฏฐาน ขยายความให้ชัดเจน ผู้ที่ปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 นั้น ถ้าปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 โดยมีภาษา คำว่า กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เท่านั้น ไม่มีธรรมวิจัย มีแต่ สติปัฏฐาน 4 ไม่มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ ไม่ได้ พยายามพากเพียร มีอิทธิบาท ก็ไม่สามารถที่จะเกิดสภาพของผลสำเร็จ ของการพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม การ พิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม ต้องมีธรรมวิจัย วิจัยว่า รูปกับนาม คืออะไร เป็นต้น เรียกว่ากาย รูปกับนาม เป็นธรรมะ 2 มันจะเชื่อมต่อเป็นเวทนา เชื่อมต่อเป็นจิต เชื่อมต่อเป็นธรรมะ เป็นอิทัปปัจจยตา ไม่ใช่อยู่โดดเดี่ยว กาย เวทนา จิต ธรรม การเรียนรู้ ศึกษา ฝึกฝน ไม่ได้แยกกัน ก็จะต่อเนื่อง เป็นธรรม คือกุศล ไม่ใช่อกุศลธรรม ผู้จะปฏิบัติธรรมในธรรมให้เป็นผล ก็ต้องมี สัมมัปปธาน 4 สัมมัปปธาน 4 มีอะไร 1. สังวรปธาน 2. ปหานประธาน 3. ภาวนาปธาน 4. อนุรักขนาปธาน สังวรปธาน ต้องสำรวม สังวรณ์ อินทรีย์ 6 ก็เลยเป็นข้อบังคับว่า การพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม ไม่ใช่นั่งหลับตา ต้องลืมตาปฏิบัติ พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม ไม่ใช่นั่งหลับตา ต้องลืมตาปฏิบัติ ก็ต้องลืมตาเป็นปกติ สามัญ ของมนุษย์ ได้พยายามปฏิบัติตัว อิทธิบาท 4 คำว่ายินดี ฉันทะ มัน เป็นคำสำคัญ การปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้า หากไม่มีฉันทะมาทำเลย ไม่เกิดผลอะไร ไม่มีความยินดีพอใจ จะทำแล้ว ก็จะทำอย่างซังกะตายไป ทำชั่วเถอะยังจะมีผล ปฏิบัติธรรมที่ดีมากๆ ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า แล้วก็ดียกกำลังด้วย ไม่ใช่ดีธรรมดา ปฏิบัติแบบโลกุตระ จึงเป็นศาสนาพุทธ คือ หากไม่มี เราก็จะไม่เข้ากระแสศาสนาพุทธ หากปฏิบัติอย่างไม่มีความรู้ ปฏิบัติไปตามโลก ศาสนาอื่นก็รู้ว่า ปฏิบัติดี ไม่ไปปฏิบัติชั่ว แม้ไม่มีศาสนาก็รู้ ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องมีผู้รู้มาสอน ใครก็รู้ เป็นสามัญปกติ แต่ทฤษฎีของศาสนา ที่มีพระศาสดา ก็จะต้องมีหลักเกณฑ์ มีระบบระเบียบ ศาสนาในไหน เขาก็มีของเขา ศาสนาพุทธก็มี มีหลักเกณฑ์ของพุทธ ผู้ประพฤติปฏิบัติ ทำให้เกิดพลังของจิต เกิดอินทรีย์ 5 พละ 5 ก็ตอบประมาณนี้
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน แยกเคหสิตะ กับเนกขัมมะ _ขอให้พ่อครูอธิบายการปฏิบัติ ที่ใช้แยกเคหสิตะ กับเนกขัมมะ เพื่อเป็นรั้วล้อมให้ปฏิบัติให้ถูก พ่อครูว่า… หากไม่รู้แล้ว แยกแยะไม่ถูก แทนที่จะล้อมรั้ว เป็นโรงตีไก่ ก็กลายเป็น โรงชนวัว อย่างนี้ เป็นต้น ดี ถามมาดี ตั้งใจฟังดีๆ สำคัญนะ เคหสิตะเวทนา กับ เนกขัมมะสิตเวทนา การปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า คือปฏิบัติที่ตัวเวทนาเป็นหลัก ต้องรู้จัก อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ของความเป็นเวทนา เวทนาต่างจาก สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างไร เวทนา สัญญา สังขาร ก็คือ หมู่หมวดของ เจตสิก รวมแล้ว ก็เรียกว่า วิญญาณ วิญญาณแยกเป็น เวทนา สัญญา สังขาร ก็พิจารณาเรียนรู้ ธรรมะพระพุทธเจ้า ต้องรู้เวทนาเป็นสำคัญ เป็นหลักสูตรเลย เวทนา 108 เดี๋ยวนี้ไม่ได้ปฏิบัติธรรม ไม่ได้เรียนธรรมะของศาสนาพุทธ ไม่ได้ใส่ใจศึกษาเวทนา 108 มันลืมเพี้ยนไปไกล บอกว่าเป็นกรรมฐาน การปฏิบัติธรรม ก็ไปเพ่ง ดิน น้ำ ไฟ ลม มี 40 กสิณ มันคือ การปฏิบัติธรรมที่มีกรรมฐาน ฐานแห่งการปฏิบัติ คือเพ่งกสิณ จดจ่อ จดจ้อง เป็นมิจฉาทิฐิ ผิดเพี้ยน ไปไกลจากศาสนาพุทธเลย ที่รู้กัน และการปฏิบัติ ไม่ว่าสำนักไหน ปฏิบัติให้จิตเป็น เอกัคคตาจิต เป็นสมาธิ ให้จิตใจมีความเป็นยอด เป็นเอก อย่างอัคคะ ยอดเยี่ยม เป็นหนึ่ง เลย เอกัคคตา ก็คือคำนาม ทำอย่างไร ก็คือ นี่แหละ โพธิปักขิยธรรม 37 เริ่มต้นด้วย สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 แล้ว จะเกิดผล จิตเอกัคคตา ตัวสำคัญที่จะปฏิบัติคือเวทนา แล้วพระพุทธเจ้าแตกเวทนาเป็น 108 ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พรหมชาลสูตร ก็มีพระพุทธเจ้าบอกไว้ว่า เล่ม9 ข้อ87 [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้ว จะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ สมาธินั้นเขาเข้าใจผิดว่า ต้องไปนั่งหลับตา ไม่งั้น ไม่เป็นสมาธิ แต่มันได้ เป็นสมาธินอกรีต หลุดไปจากศาสนาพุทธแล้ว อาตมาก็พยายามดึงขึ้นมา กระชากขึ้นมา ซึ่งก็เป็นเรื่องหนักหนา เขาไม่พยายามพิจารณาตาม ไม่ยอมแก้ไข เห็นแล้ว ก็น่าสงสาร อะไรกัน หลงผิดจนกระทั่ง เตือนก็ไม่รู้ ไม่ฟัง อาตมามันไม่มีเครดิต ผู้รู้ทั้งหลายแหล่ ในสังคมศาสนา ปางนี้มันจะต้องเป็นเช่นนี้ พิสูจน์ผู้มีปัญญา ผู้ที่แสวงหามีปัญญา จึงจะรู้ที่อาตมาพูด ว่านี่คือสัมมาทิฏฐิ ที่เรียนกันอยู่ ยึดถือกันอยู่ ในนี้มันผิด เป็นมิจฉา พูดมันชัดๆอย่างนี้ ไปนั่งหลับตาสมาธินั้น ผิดหมด ไม่ใช่ทางของศาสนาพุทธ เลย แล้วยิ่งในมหาจัตตารีสกสูตร ยิ่งชัดเลย ท่านตรัสไว้ชัดว่า ภิกษุทั้งหลาย เราจะบอกจะพูดบรรยายสมาธิที่เป็นอาริยะ สมาธิของพุทธนั้นเกิดจาก มรรคทั้ง 7 องค์ มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน สัมมาวายามะ สัมมาสติเป็นผู้ช่วย เป็นอัศวินซ้ายขวา เป็นหวังเฉาหม่าฮั่น ถ้าหากสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน ที่มิจฉา ก็ออกนอกทางหมด ทิฏฐิ 10 ที่เป็นสัมมาคือ 1. ทำทาน 2. วิธีปฏิบัติ คือยิฏฐัง 3. ทำแล้วเกิดผลอะไร เป็นหุตัง ต้องปฏิบัติตามข้อนี้เข้าใจจึงจะรู้จักความเป็นโลก โลกปัจจุบันโลกโลกีย์ กับโลกที่เดินทางต่อไป เรียกว่าโลกหน้า ก็ต้องเข้าใจว่า โลกนี้(อยังโลโก) โลกหน้า(ปรโลก) เป็นอย่างไร แล้วปฏิบัติ สุกตทุกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก ทำให้ทุกฏัง เป็น สุกตัง ทำให้เป็นสิ่งที่ดี สั่งสมเป็นวิบาก เป็นผลวิบาก หากเข้าใจอย่างนี้ไม่ถูก ปฏิบัติกรรมฐาน ก็ไม่ถูก การปฏิบัติ กรรมฐาน 40 นั้นเป็นเรื่องนอกรีตศาสนาพุทธ ไปทำตามวิสุทธิมรรคของ พุทธโฆษาจารย์ ก็เป็นเรื่องที่ผิดไปหมด ประเทศไทยปฏิบัติตาม วิสุทธิมรรค ของพุทธโฆษาจารย์ ซึ่งเป็นเทวนิยม แต่ก็มีคำบัญญัติของพระพุทธเจ้าอยู่เยอะ แต่อธิบายองค์รวมแล้ว เป็นเทวนิยม ไม่เข้ากระแส โลกุตรธรรม นี่คือเครื่องมือ ที่บอกว่าศาสนาพุทธเสื่อม เขาเรียนรู้จนได้เปรียญ 9 ประโยค เรียนวิสุทธิมรรค มีภาษาบัญญัติ แต่อธิบายไปเป็นเทวนิยม ไม่ใช่โลกุตตระ อาตมาพูดอย่างอวดใหญ่โต สถาบันเขาก็มี บางคนก็ไปเป็นนายพล เป็นสายอนุศาสนาจารย์ อยู่ในกระทรวงเต็มไปหมด เยอะแยะ เป็นอาจารย์ เป็นศาสตราจารย์ ก็เรียนจบเปรียญ ก็เลยเผยแพร่ความผิดกันไปหมด ขออภัย อธิบายวิชาการ สาธยายความรู้ศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้า พูดวิชาการ ความถูกความผิดที่แท้จริง เขาผิดจริง ก็พูด ไม่ใช่ความอวดดีอะไร เป็นความเห็นของอาตมา อาตมาแสดงธรรม แสดงสัจธรรม ผิดก็ว่าผิด ถูกก็ว่าถูก คนฟังแล้วหาว่าเพ่งโทษ ดูถูก ก็ขอยืนยันว่าอาตาพูดถูก ไปหาว่าอาตมาว่า ก็ว่าความถูก ความผิดให้ฟัง แล้วให้พิจารณา ถ้าพูดแล้วไม่ถูกต้อง ก็ไปแก้ไขให้ถูกต้อง ถ้าพูดผิด ก็มาต่อว่า ยืนยันกับอาตมาได้ ทุกวันนี้อาตมาสาธยายธรรมมาเข้าปีที่ 48 แล้ว ผ่านมรสุม ที่เขามาเล่นงานอาตมา อาตมาก็อธิบายธรรมะเฉย ไม่เห็นมีใครจะกล้าท้วง เพราะอาตมายืนยันพระไตรปิฎก ถ้ามันสงสัยเข้าตรงไหน เอามาเปิดดู ชี้กัน จะเอาตรงไหน อาตมามั่นใจว่า ไม่ได้พูดผิด เพราะฉะนั้น อาตมาก็ขอยืนยันว่า ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกว่า สัมมาทิฏฐิมี 10 ข้อนั้น ข้อที่10 อาตมาพูด 1 2 3 แล้วขอผ่าน 4 5 6 7 8 9 ไปคลอดที่ 10 เลย 10.สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) สยังอภิญญา คือรองจาก สยัมภู (เป็นเจ้าของธรรมะเองเลย) แต่สยังอภิญญา คือมีความรู้ของตนข้ามภพชาติมา แม้ชาตินี้ไม่มีครูบาอาจารย์ ท่านก็รู้เอง เช่น อาตมาเกิดมาชาตินี้ ไม่มีครูบาอาจารย์ เขาก็หาว่าอวดดี บอกว่าตรัสรู้เอง หรืออย่างไร ก็ความรู้เอง ไม่มีสองขั้น สยังอภิญญากับสยัมภู อาตมาบอกว่าตัวเอง ไม่ใช่พระพุทธเจ้า มีแต่ความรู้แบบสยัง อภิญญา ก็เป็นพระโพธิสัตว์ สยัมภูเป็นความรู้ระดับพระพุทธเจ้า แต่คนภูมิไม่ถึง ก็ตู่ท้วง อาตมาอวดดี ถูกต้องด้วย แต่คุณนี่แหละ เห็นไม่ดี ไม่ถูกต้อง อาตมาไม่ได้ว่าใครนะ ไม่ได้ข่มใครนะ อธิบายธรรมะ อาตมาก็มายืนยันว่า อาตมานี่แหละ ตรงตามพระพุทธเจ้าตรัส ว่าโลกนี้ โลกหน้า เป็นอย่างนี้นะ แล้วมีผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นผู้มีความรู้เอง เพราะท่านมีสยังอภิญญา จึงยืนยันตัวเองได้ คนที่ไม่มีภูมิปัญญา ก็หาว่าอวดดี ว่าตัวเองรู้เองได้อย่างไร ก็รู้อย่างสยังอภิญญาไง มีตรัสไว้ในไตรปิฎกก็มี ก็ยืนยันอย่างนี้ จะมาตัดหัวอาตมา ถ้าจะมาหายไป ก็แล้วไป แต่ถ้ายังไม่เป็นอย่างนั้น ก็มีเสียงพูดได้อยู่ ก็จะพูดอย่างนี้ เพราะพูดความจริง ไม่พูดจาไม่จริง พูดไม่เป็น ความไม่จริง พูดเป็นแต่ความจริง พูดความไม่จริงไม่เป็น นี่อาตมา ผู้ที่รู้สึกว่าอาตมาอวดดี อวดตัว เขามีความรู้สึกอย่างไร อาตมาพูดไม่ถูกต้อง เป็นคำที่ผิดเชิงตำหนิดูถูก อวดดี อวดตัว แม้จะถูกต้อง ก็อวดตัวอีก อวดดี กับอวดตัวต่างกัน ก็คือ อวดดี คือ พูดความดี เอาดีมาอวด อาตมาก็อวดดี เอาดีมาแสดง เอามาบรรยายประกาศสื่อให้คนอื่นรู้ แสดงดี โชว์ดี อวดดี ประกาศดี บรรยายดี อวดตัว นั้น เป็นคนมีอัตตา เอาตัวเองมาอวด ถ้าตัวเองเป็นคนดี เป็นคนถูกต้อง แล้วอวดก็ควรอวด สองอัตตานี่เป็นกิเลส คุณถูกต้องก็ตาม แต่คุณอยากอวดตัว ว่าเก่ง ว่าดี ว่ารู้ เป็นสาเฐยจิต คนนี้ก็กิเลสอ้วนหนา ปุถุ เขาก็มีกิเลส อ้วนขึ้น หนาขึ้น ใหญ่ขึ้น เขาก็เป็นปุถุชน แต่อาตมาเป็นอาริยชน ทุกวันนี้อาตมาพูดภาษาธรรมะ ไม่ได้เกรงใจ พูดตรงไปหมดแล้ว ไม่ได้มีตัวตนด้วย พูดว่าอันนี้ เป็นอันนี้ โป้งๆๆๆ เลย ให้มองว่าอาตมาอวดดี อวดตัวตน คนนั้นเป็นคนเพ่งโทษอาตมา คือเพ่งผิด คุณดูถูกอาตมาสิ คุณดูให้ถูก ถ้าดูไม่ถูก อาตมาก็เพ่งโทษ อาตมาเป็นใคร พูดถูก หรีอผิด ก็ที่จริงถูก แต่คุณเข้าใจผิดไปหมด เอาไปตรวจสอบ ในพระไตรปิฎกเลย อาตมาพูดตรงสิ่งใดเห็นว่าผิด ก็พูดมาสิ สิ่งใดถูก ก็ว่าถูก
ทีนี้ ถามมา เนกขัมมสิตเวทนา เป็นเวทนา เป็น มโนปวิจาร18 เคหสิตเวทนา18 เนกขัมมสิตเวทนา หากไม่มีความรู้เรื่องนี้ สอนบรรยายอย่างไร มันก็ไม่ถึงจุดสำคัญ คนจะบรรลุธรรมศาสนาพุทธ ต้องรู้จักธรรมะที่เรียกว่า เคหสิตเวทนา ต้องรู้จัก เนกขัมสิตเวทนา หากจิตตนเป็น เคหสิตเวทนา คุณต้องเปลี่ยนให้เป็น เนกขัมมะ คนปุถุชน ก็คือ มีกิเลส เป็นธรรมดาสามัญ ก็ต้องทำกิเลสออก เรียกว่าเนกขัมมะให้ได้ ทำได้ คุณก็นั่นแหละ เรื่องธรรมะของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า ทุกตัว ทุกสภาวะธรรม และทำให้กิเลสลดลง ออกไป ให้กาม พยาบาท ลดลงได้ ทำอย่างรู้ด้วย ไม่ใช่งมคลำ ยิ่งไปหลับตา เทศนานั้น ไม่มีทางรู้ จะต้องเปิดทวาร มีวิจัยให้รู้จัก ธรรมะ 2 เวทนา 2 ทำให้ เวทนาเทียม ล้างเหตุที่ทำให้เกิดกิเลสมาปรุงแต่ง เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นไม่สุขไม่ทุกข์ ล้างให้หมด ทำสำเร็จ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) พระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60 จะต้องรู้จักกรรมของตัวเอง สุกตทุกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก ต้องรู้ในขณะมีความคิด พูด ทำ และอาชีพ มีธรรมวิจัย แยกตัวติดกับกิเลส ออกให้ได้ แล้วกำจัดแต่กิเลส การไปนั่งสมาธินั้น เป็นการกำจัดแบบมั่ว มีแต่ให้เป็นหนึ่ง จุดๆๆ ไม่ใช่ของพุทธเลย เขาไม่เชื่อถืออาตมา ก็เลยเป็นอาจารย์ทางศาสนาไม่ได้ ไม่มีตำแหน่งอะไร ไม่ต้องพูดถึงศาสนาจารย์ ไม่มีหรอก คำว่าศาสนาจารย์ ใช้เรียกอาจารย์ทางศาสนา เรียกศาสนาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาอื่นๆก็ตาม เรียกศาสนาจารย์ ถ้าระบุว่าศาสนาจารย์ทางศาสนาพุทธ เป็นต้น จิตมีพฤติ มีวิจาร อ่านวิจารให้ได้ ว่ามีจิตปรุงแต่งด้วยกาม ด้วยพยาบาท หรืออัพยกฤต คุณแยกไม่ออก อัพยกฤต ต้องแยกให้ออก ว่าเป็นจิตใจส่วนลึก จิตสุข เป็นอาการของโลกียะทุกข์ ก็เป็น อาการโลกียะ ความสุข นั้นไม่ต้องเรียน มัน เป็นของเท็จ เกิดอาการในจิตใคร ก็แล้วแต่ เป็นไปในทางกามโลกีย์ ได้รับยศ สรรเสริญ สุข ก็ สุขเป็นของเก๊ ทั้งนั้น ได้ลาภแล้วมีสุข คนใดมีความสุข ก็นั่นแหละ มีความทุกข์ สุขกับทุกข์ เป็นเหรียญสองด้าน มีสุขเมื่อไหร่ ทุกข์ก็มีเมื่อนั้น จิตของคุณ ไม่มีสุขเมื่อไหร่ ถ้าคุณรู้จักเหตุที่ทำให้เกิดมีสุข คุณดับเหตุได้ ถ้าไม่ดับเหตุ มันเกิดทุกข์ เพราะสุขนั้น คือทุกข์ คือสุข ถ้าคุณ ดับเหตุแห่งทุกข์ได้ สุขก็หมดไป ไม่ต้องทำอะไรกับสุข เพราะความสุขมันเป็นของเก๊ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป พระอรหันต์ทุกองค์จะพูดเช่นนี้ ศาสนาพุทธไม่ไปวุ่นวายกับความสุข ใครงมโข่งกับความผิด ก็ยังต้องวนเวียนต่อไป คนที่ยังต้องแสวงหาสุข ก็งงต่อไป ไม่ต้องไปแสวงหาสุขหรอก ผู้ที่เข้าใจดี ความสุขนั้นไม่มี มีแต่รู้ความจริงตามความเป็นจริงว่า สิ่งนี้คือสิ่งนี้ มันยาก มันลำบาก ฝืนๆ ทนได้ยาก ทนได้ลำบาก ก็เรียกว่าทุกข์ ไฟมันร้อนมาที่ผิวหนัง มาแตะผิวหนัง เราก็รู้ หรือทางปากมันเผ็ดเกิน ก็ทุกข์ มีความเผ็ดแสบร้อน เค็มไป หวานไปก็ทุกข์ เหม็นไป ดำไป แรงไป สัมผัสเย็นร้อน อ่อนแข็ง ทุกข์เกินไป รับไม่ไหว ไม่พอเหมาะ รับไหวก็สุข ดีไม่ดีชอบแรงๆด้วย พวก masochism หรือที่แรงนี้ คนอื่นโดน เราชอบดู พวก sadism แต่ถ้ามันชอบ ให้ข้านี้แหละเจ็บดี ก็ masochism พวกชอบรุนแรง พวกชอบดูมวย ชอบดูคนเขาตีกัน ก็พวก sadism สงสัยเป็นกามนิตวาสิฏฐีไปอีกล้านชาติ จะต้องไปเป็นคู่อีกนาน ก็จะรักกัน มีอะไรไป คุณก็คือ ตัวต่อเผ่าพันธุ์ เป็นตัวสืบพันธุ์ อยู่ต่อไป ไม่มีจบสิ้น อธิบายสัจธรรม โดยให้ภาษามันชัด ใครไม่มีสิ่งเหล่านี้ ไม่ต้องแล้ว มันก็จบ ไม่ต้องมีอะไรเกิดอีก จบชาติ เคหสิตะ คือจิตเจตสิก ที่เกิดทางตาหูจมูกลิ้นกาย กระทบแล้ว ก็เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นไม่สุขไม่ทุกข์ เจตสิกทุกข์ กายิกทุกข์ ก็ตาม หรือแยกละเอียด เป็น เวทนา 5 สุข ทุกข์ โทมนัส โสมนัส กับอุเบกขา หรือเป็นทางเข้าบ้าน ก่อความสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ลักษณะ 3 อย่าง ก็เกิดสามอย่างนี้ได้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เกิดอย่างนี้ได้ 3 อย่าง เป็นเวทนา 18 แล้วคุณก็สามารถแยกว่า อันนี้เป็นกิเลส เคหสิตะ แล้วทำให้กิเลสออก ก็เป็นเนกขัมมะ การศึกษาของพระพุทธเจ้าจึงรู้ว่า จิตมีเคหสิตะ แล้วแยกแยะ เอากามออก พยาบาทออก เหลือวิหิงสา เป็นรูปราคะ อรูปราคะต่อไป เป็นวิภวตัณหา ก็ค่อยๆกำจัดไปอีก ตามลำดับ ทำเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ไปตามลำดับ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา เข้าไปในภวังค์ ในภพเลย ไม่ได้ศึกษาฝึกฝนแต่กายภายนอก มันไม่ใช่การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าเลย ต้องทำกิเลสกามดับไป ให้ภายในดับ จนหมด เหลือรูปภพ อรูปภพ คุณก็ยังลืมตา หู จมูก ลิ้น กายอยู่ภายนอก แต่ไม่มีกิเลสกาม ภายนอกทำอะไรเราไม่ได้แล้ว เป็นอนาคามี กระทบแล้วก็เกิดกิเลส มีแต่ รูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ก็อ่านกิเลสในภูมิอนาคามีต่อไป ไม่ได้หลับตาเลย มีผัสสะธรรมดา การปฏิบัติธรรมให้ถ่องแท้ ก็เลยไม่เป็นขั้นตอน แต่ศาสนาพุทธ สอนปฏิบัติ นั่งสมาธิเอาเลย ไม่เป็นลำดับ เป็นสิ่งที่ผิดเพี้ยนจากคำสอน จากพระพุทธเจ้า กรรมฐานพุทธต้องเน้น เป็นพัฒนาหลัก และต้องทำให้เป็น เนกขัมสิตเวทนา ผู้ใดก็ตามปฏิบัติเช่นนี้ได้ เป็นผู้แสวงหาโมกขธรรม นี่คือหัวใจศาสนาเลย ขอย้ำ เคหสิตะ กับ เนกขัมมะ เพราะผู้ใดไม่เน้นตรงนี้ ไม่ปฏิบัติตรงนี้ ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้ผล
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ปัญญาทางโลกกับปัญญาทางธรรม _ปัญญาทางโลก กับปัญญาทางธรรม ต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า… อันนี้ก็สำคัญ โลก คือโลกียะ ปุถุชน ธรรมะ หมายถึง โลกุตระธรรม เมื่อแยกแยะ โลกกับธรรม ต้องต่างกัน อันหนึ่งเป็นโลกเลย แต่อีกอันหนึ่งที่ต่างกันไป เป็น อัญญา ที่เป็นโลกุตระ คุณต้องมีความรู้เรื่อง อัญญา อัญญาก็เป็นความรู้อื่น เป็นตัวธาตุรู้ อันแยกจาก เฉกา เฉกะ เป็นธาตุรู้ ที่ ฉลาดอย่างเฉกะ ปุถุชนที่ไม่มีโลกุตรธรรม ไม่มีปัญญา ทั้งนั้นแหละ มีแต่ ความฉลาด เฉกา ความฉลาด จึงเป็นพยัญชนะที่ เป็นโลกุตระธรรม ปัญญาเอามาใช้ดาษดื่น ทำให้ธรรมะพระพุทธเจ้าเสียหมด ไปปนกับเฉโก เอาปัญญาไปเรียกคุณสมบัติ ที่จริง เป็นโทษสมบัติ จะเรียกโดยปริยายว่าคุณสมบัติก็ตาม เรียกว่าความเฉลียวฉลาดของใครก็ตาม ที่เรียกว่า ฉลาด จัง มัน ไม่ใช่ปัญญา แต่ ฉลาดของโลกุตตระ เป็น ปัญญา ต้องรู้จัก ปุญญะ เป็นธาตุรู้ ที่รู้จักสัจธรรม คือโลกุตรธรรม จะรู้จักเหตุแห่งทุกข์ จะกำจัดเหตุแห่งทุกข์ได้ ถ้ามีความรู้อย่างนี้แล้ว ก็รู้ว่าวิธีนี้ทำอย่างนี้ คนที่ อัญญธาตุ เกิดในจิต เป็นธาตุความรู้ยิ่ง คนที่มีความรู้อันนี้ ได้คนแรกที่สุด คือ อัญญาโกณฑัญญะ พระพุทธเจ้าเทศนา ความรู้โลกุตรธรรม ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อนัตตลักขณสูตร คนสัญญาเข้าใจได้เลย ว่าโลกนี้ประกอบด้วย กาม กับ อัตตา มัน ไม่ใช่ของจริง เป็น อนัตตา ธาตุรู้ที่รู้โลกุตรธรรมนี้ เกิดในจิต ใน คนแรกของศาสนาพุทธ เริ่มรู้คนแรกในพราหมณ์ 5 คน คือ โกณฑัญญะ รู้ก่อน พระพุทธเจ้าได้เห็นโกณฑัญญะจึงเรียกว่า อัญญาสิ วตโพโกณทัญโญ แปลว่า มีจิตที่เจริญพัฒนาขึ้น พัฒนาธาตุรู้ อันนี้ขึ้นมาได้ ปุถุชนนั้น ไม่เกิดความรู้นี้เลย มีแต่ความรู้โลกีย์ ไม่ใช่ปัญญา ไม่ใช่โลกุตตระ ไม่มีใครยอมรับหรอก ว่ามาบอกว่า เป็นคนเฉโกจังเลย ฉลาดมากเลย เขาก็ไม่ชอบใจหรอก มันไม่ใช่ความบริสุทธิ์ สะอาด คนที่พูดความฉลาด ที่ไม่ใช่ปัญญา ปัญญาคือรู้กิเลสให้ได้ แล้วกำจัดกิเลสให้ได้ แต่ทุกวันนี้เอาปัญญาไปใช้ผิด ศาสนาพุทธ จึงแยก เนกขัมมะกับเคหสิตะ ไม่ออก ปัญญาทางโลก ที่คุณพูดนี้ แทนคำว่า เฉโก ส่วน ปัญญาทางธรรม ก็คือ ปัญญาโลกุตระ ปัญญาทางโลกคือ โลกียะ
_แนวโน้ม ธรรมะของอโศก อนาคตจะเป็นอย่างไร คะ พ่อครูว่า... ก็มีแต่เจริญๆๆ แนวโน้มเป็นอย่างนั้น หรือ ใครจะไม่เจริญ ยกมือขึ้น ไม่มีใครกล้าสักคน คนที่เข้าใจอโศกแล้ว มาศึกษาฝึกฝนกับอโศก มีแต่เจริญ
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน เสียสละนั้นง่ายกว่าเอาเปรียบ _ปฏิบัติแนวหลอกดูเหมือนง่าย แต่ทำไมเอาเข้าจริงๆ ปฏิบัติไปยิ่งยากขึ้น ยิ่งยาก พ่อครูว่า... แสดงว่าคุณเจริญ คุณรู้ว่ายาก ยิ่งคุณรู้ว่าง่ายขึ้นๆ ยิ่งเจริญใหญ่ แค่รู้ว่า ยากขึ้นๆก็เจริญแล้ว ผู้ที่ ปฏิบัติธรรมในอโศกจะรู้ว่ามันยาก ถ้าใครรู้ว่าปฏิบัติธรรมอโศกง่ายนั้น เจริญยิ่งกว่า ปฏิบัติอย่างอโศกง่าย คนเห็นเช่นนี้ดี อาตมาก็เห็นว่าง่าย ปฏิบัติแบบนี้ ไปต่อสู้กับทางโลก ปฏิบัติแบบโลกทั้งนั้น ยาก มีคู่ต่อสู้เยอะ ปฏิบัติอย่างอโศกนั้น ให้เสียสละ อย่าเห็นแก่ตัว ... ง่ายจะตาย ชัก การไปแย่งชิง ตีรันฟันแทงกับเขา จะเอาโน่นเอานี่ แย่งรับ ยศ สรรเสริญ สุข โลกีย์ขี้หมู ขี้หมา เมื่อไหร่จะหยุดแย่งกันสักที เหมือนเด็กคนหนึ่ง เห็นคนแย่งลูกบอลในสนาม เด็กคนนี้ก็เลยถือลูกบอล เดินเข้าไปกลางสนาม เอาไปให้เขา ไลน์แมนปล่อยให้เข้ามาอย่างไรไม่รู้ เด็กรู้สึกสงสาร สงสารคน 22 คนอยู่ในสนาม แย่งลูกบอลกันอยู่ได้ เด็กนักเรียนอนุบาลยื่นอีกลูกให้ เหมือนกับไปแย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุขทำไม อาตมาเหมือนเด็กน้อยคนนั้น เอาไหมล่ะลูกบอล จะเอานะ โลกธรรม ที่แย่งชิงกันนั้น เป็นโลกธรรมทั้งนั้น แต่อาตมาไม่เอาแล้ว มาเอาโลกุตระ หยุดแย่งกันและกัน ทำไม มากอดคอกันเสีย แม้จะมีกติกาให้ใบเหลืองใบแดง แล้วไปเตะกันทำไม ถ้าไม่เตะก็ไม่ถูกก้านคอกันหรอก หยุดเตะกันเถอะ อธิบายธรรมะมันง่ายดี เข้าท่าไหม ให้หยุดเตะบอลกัน ก็เอาสนามบอลมาปลูกผัก เสียสนามไปเยอะนะ กว้างไม่ใช่เล่น จะมาเตะเราก็ยิ่งร้ายใหญ่ เตะคนนี้แรงมาก ไม่ไหว แย่เลย อย่าคิดอย่างนี้สิ
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อรหันต์ต่างจากอรหัง _อรหัง หรือ อรหันต์ มีความหมายเหมือน หรือต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า... ตอบอย่างวิชาการไม่ได้ เขาตอบอย่างลูกทุ่ง อะระหัง เป็นคำกลางๆ แปลว่าไม่ลึกลับ อรหะ แปลว่า ความไม่ลึกลับ แล้ว เรียกว่า เริ่มรู้ก็ได้ แล้วรู้จนถึงที่สุดเรียกว่า อรหันต์ มีอันตะอีกคำ มาเป็นปัจจัยขยายอรหันต์ ก็กลายเป็นอรหันต์ อันตะ แปลว่า สิ้นสุดสูงสุด ความลับนั้นได้สิ้นสุดลง อรหะนั้นเริ่มไม่มีความลับ ท่านก็ไปแปลว่า คนมีกิเลส ก็เรียนรู้กิเลส แล้วล้างกิเลสออกไป ล้างกิเลสหมด ก็เป็นอรหันต์ สิ่งที่ลึกลับ คือ กิเลส เพราะฉะนั้นรู้จักกิเลสแล้วเอากิเลสออก ผู้เป็นอรหะ คือผู้ที่เริ่มไม่มีความลับแล้ว ความลับอะไร ก็ไม่เข้าท่า ความลับที่เป็นกิเลส ก็ปล่อยให้มันอยู่ในตัวเอง เราต้องรู้มันให้ได้แล้ว เป็น อรหันต์ แล้วกำจัดกิเลสให้หมด ก็เป็นอะไรกัน
สื่อธรรมะพ่อครู(อักขรนิทัสสน์) ตอน มรรคมีองค์ 8 กับอริยมรรคมีองค์ 8 ต่างกันอย่างไร _มรรคมีองค์ 8 กับอริยมรรคมีองค์ 8 ต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า… มรรค คือ ทาง แต่ถ้าคุณเป็นอริยะ รู้มรรค ก็เป็น อริยมรรค ก็รู้ให้หมดทั้ง 8 แล้วปฏิบัติให้ครบ อริยมรรค มีองค์ 8
_สมัยเด็ก เคยท่อง วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ เคยคิดว่าจะมีประโยชน์อะไร เพิ่งเข้าใจตอนที่พ่อครูเทศน์ในวันอโศกรำลึก ขอให้พ่อครูเทศน์ และอธิบายเพิ่มเติม พ่อครูว่า... พยัญชนะทั้งหมด เป็นการสร้างโดยผู้รู้ แต่ละตัวมันมีความหมาย ในตัวของมันเอง อาตมาก็ขอขยายความ ยกตัวอย่าง ก คือสิ่งที่เกิด ภาษาบาลีกับไทย เป็นอันเดียวกั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive