601120 ตายแน่ มุ่งมาจน สัมภาษณ์พ่อครู เรื่อง จะทำตามศาสตร์พระราชาอย่างไร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์338 KB
วันที่แก้ไข19 ตุลาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

601120_ ตายแน่ มุ่งมาจน สัมภาษณ์พ่อครู เรื่อง จะทำตามศาสตร์พระราชาอย่างไร

พ่อครูว่า… ทำตามในหลวง ก็คำสองคำ 2 ชุด ชุดหนึ่งก็คือ ทำแบบคนจน อีกชุดหนึ่งคือ ต้องให้รู้ว่าเราต้องขาดทุน ขาดทุนของเรา นั่นแหละคือกำไรของเรา ต้องให้ขาดทุน ต้องเข้าใจอันนี้ เข้าใจ 2 อันนี้ให้ได้ จึงจะถือว่านี่คือ ศาสตร์พระราชาที่แท้ ไม่ใช่พูดไปนี้เป็นเชิงที่จะไปกดข่ม ต้องมีปัญญา ต้องรู้ว่า มาอยู่อย่างจน ทำอย่างจน ไม่ต้องไปรวยนี้ มันมีองค์ประกอบอะไร ไปเป็นคนจน อะไรประกอบไปเป็นคนรวย ถ้าคนไม่รวย คือคนจน แล้วคนจนนี่ มันสามารถ มีความอุดมสมบูรณ์ในตัวเองได้ไหม ถ้าเรามีความรู้ มีความสามารถในตัว ฝึกฝนตนให้มีความรู้ ฝึกฝนตนเองให้มีความสามารถ แล้วเราก็ขยันทำ ตามความรู้ความสามารถของเรา ทำ มันก็ต้องเกิดผล ส่วนผลผลิต ผลแรงงาน มันก็ต้องเกิดขึ้นมา เราทำมาก มันก็เกิดขึ้นมาก เราจะไม่เรียกว่ารวย มันก็มีเพราะว่า มันเกิดขึ้นมาก ก็มีมาก ที่มากนั้น ถ้าเราเอาไปให้คนอื่น ไม่เอาเงินแลกคืนมา มันก็ไม่มีเงิน เราก็ไม่ได้รวยอะไร คนรวยเขาบอกว่าคือ คนมีเงิน แล้วเอาเงินไปซื้อทอง ซื้อเพชรพลอย ข้าวของอะไร ได้มากๆแล้ว เขาก็มีส่วนข้าวของนั้นมากๆ ก็ บอก ด้วย เราก็ไม่ได้มีมาก เราทำผลผลิตขึ้นมาได้มากแล้ว ก็ให้คนอื่นไป ด้วยการเสียสละ ด้วยการให้ เรามั่นใจในตัวเองไหมว่า เรามีสมรรถนะ มีความรู้ ความสามารถ แล้วเราก็ขยัน ที่จะสร้าง เราก็มี มีขึ้นมากิน มีขึ้นมาใช้ สำคัญคือ มีขึ้นมากิน มาใช้แล้ว มันก็เหลือ มันเหลือ เราก็ให้คนอื่นได้อีก แม้ว่าการให้คนอื่นไปแล้ว เราก็หมดแน่ เราก็มี เราก็ต้องหาใหม่ เราก็ขยันใหม่ เราจะหยุดขยันหรือ ถ้าเราขยันอยู่ตลอดเวลา ต่อเนื่อง มันก็ต้องมีขึ้นมาแน่ๆ เรามาฝึกฝนตนเอง เป็นคนกินให้รู้จักพอ ใช้ให้รู้จักพอ มีเศรษฐกิจพอเพ

อ่านต่อ

ียง กินเท่านี้ก็พอ ใช้เท่านี้ก็พอ ใครจะมาโฆษณา มาครอบงำ หลอกลวง ให้หลงอย่างโน้น อย่างนี้ เราก็มีปัญญารู้ ความฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย มันเปลืองเปล่า คนมีปัญญาอย่างนี้ ก็ไม่ลองไปกับโลก จะรู้ปัจจัยสำคัญของชีวิต เมื่อมีปัจจัยสำคัญชีวิตพอแล้ว คนมีสมรรถนะ มีความรู้ ขยันหมั่นเพียร มีความสามารถ ทำได้มากเกินที่เรากินเราใช้ได้ มากเกินหลายเท่า หลายต่อ เป็นร้อยๆเท่า มากเกินที่เรากินเราใช้ เป็นร้อยๆเท่าได้เลย อันนี้ยืนยันได้ ขอยืนยันได้ พิสูจน์ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเรายิ่งอยู่เป็นสังคมกลุ่ม คนหนึ่งก็เหลือ 90 เท่า 80 เท่า ร่วมกันมันจะเป็นเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น มันไม่มีวันที่จะหมด คนนี้ป่วย คนนี้เจ็บ คนที่ตายหายไป คนอยู่ก็ทำอยู่ในนั้น ทดแทนคนป่วย คนเจ็บ คนตาย มันไม่มากกว่าคนทำหรอก คนที่ทำ คนที่มีเรี่ยวแรง มีชีวิตเต็มที่อยู่ เขาก็ทำ เพราะฉะนั้นถ้าสังคม มันเกิดโรคห่ามา ป่วยเจ็บ ไม่มีแรงทำเลย ก็แน่นอน มันจะไม่พอ แต่มันไม่เป็นเหตุการณ์อย่างนั้น สามัญปกติ มันก็มีเหลือ สรุปแล้ว มาพิสูจน์ความจริงกันเลย เหลือแน่ๆ อย่างเช่น ชาวอโศก ได้พิสูจน์มาแล้ว เราเหลือ แล้วเราก็ไม่สะสม เราก็ไม่มีมาก คนชาวอโศกไม่สะสมเงิน ในตัวเองเลย อาจจะมีติดตัว 10 บาท 100 บาท สูงมากมายก็พันบาท ไปโน่นไปนี่ ไม่ได้กังวลเลย เพราะพวกเราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น เป็นของตัว ของตน มีไว้เผื่อแผ่เกื้อกูลกัน คนหนึ่ง สองคน นอกจากไปหลายคน ก็เบิกจากส่วนกลางไปมากหน่อย ถ้าไป 2 คน 3 คน ก็ถามกัน มีพอแล้วหรือยัง ก็ใช้ไป เป็นการทดสอบจริงๆนะ คนเรามีปฏิภาณให้ตัวเองไม่ขาด ไม่เกิน ในการหมุนเวียน การเป็นอยู่ดำเนินชีวิตในสังคม สรุปแล้ว เป็นคน ไม่ได้มีก้อนเงิน ก้อนทอง เป็นกอบกำ มากมาย นั่นคือ เป็นเครื่องชี้วัดความเป็นคนจน เรามาเป็นคนจนให้ตรงตามพระราชดำรัส เพราะว่าพระราชดำรัสนี้ เป็น ศาสตร์อันยิ่งใหญ่ แบบคนจน ก็เป็นศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา ก็เป็นศาสตร์อันยิ่งใหญ่ นี่แหละคือ ศาสตร์พระราชา ที่ท้าทายให้พิสูจน์จริงๆ เพราะฉะนั้นอโศกมั่นใจว่า เราได้พิสูจน์ศาสตร์พระราชานี้ได้ ได้อย่างมั่นใจ ได้อย่างที่ให้พิสูจน์เลยว่า เราเป็นคนจนจริงๆ ไม่ใช่เป็นคนสะสมเงินทอง ข้าวของอะไร ไม่ได้ซุกซ่อน ไม่ได้โกหก ไม่ได้แฝง ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือว่าการอำพราง เป็นคนเปิดเผย ใจซื่อสัตย์ จริงใจ สะอาด บริสุทธิ์ เราจึงมั่นใจในความจริง ที่เราสะอาดบริสุทธิ์นี้กัน และพิสูจน์จึงจำได้ว่า พูดไม่ใช่พูดปากเปล่า แต่เราได้พิสูจน์กันมาแล้ว ตั้งแต่เป็น 30 ถึง 40 ปีขึ้นมาแล้ว ที่สุดกลุ่มหมู่ชาวอโศก ในภาวะนี้เราจึงมั่นใจ เราจึงเชื่อในความเป็นไปได้จริงๆ อันนี้ นี่คือ ศาสตร์พระราชาที่แท้จริง ที่เรายืนยันว่าอันนี้ ทำให้พวกเราไม่เดือดร้อน 1 สังคมของเรา ไม่ได้เป็นหนี้ ไม่ได้ไปกู้หนี้ ยืมสิน จากข้างนอกใดๆเลย เราหมุนเวียนกัน ผ่องถ่าย ยืมกันใช้ในนี้ ไม่มีดอกเบี้ย ขาดเหลือบ้าง ก็ยืมกันมาหมุนเวียน แล้วก็คืนเขาไป ไม่ได้มีดอกเบี้ย จึงไม่เกิดความเดือดร้อนอะไร ตลอดเวลาที่เป็นมา การยืมเงิน เราก็เรียกว่า การเกื้อ ไม่ใช่เรียกว่ากู้ ดอกเบี้ยเราไม่มี เราก็เป็น ดอกบุญ เงินที่ค้างอยู่ เราไม่ได้ว่าเงินหนึ้ เราเรียกว่า เงินหนุน อย่างนี้เป็นต้น เรามีพยัญชนะ ใช้ศัพท์เรียกพยัญชนะนี้เหมือนกัน แต่มันมันไม่แพร่หลาย เราก็ไม่ได้ทำกันอย่างมากมาย มีเล็กมีน้อย ที่ทำกันเท่านั้น เงินหนุนก็น้อย เงินเกื้อก็น้อย ก็เลยไม่มีภาษาเหล่านี้ หมุนในสังคมเท่าไหร่ ไม่วุ่นวายเท่าไหร่ ก็เลยทำได้สอดคล้องกัน ตามที่เราเข้าใจเจตนารมณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า แบบคนจนนี้ คือแบบขาดทุนคือกำไร คือแบบว่ามีน้อยก็พอ เรามีน้อยเท่านี้ ก็พอนะ ไม่ใช่กระเบียดกระเสียรกันไป มันลดน้อยกว่านี้ได้อีกหรือไม่ ถ้าได้อีก จนถึงขีดที่สุดวิสัย เรากินวันละ 1 มื้อนี้มันสุดวิสัยแล้ว ถือว่าพอดี พอเหมาะแล้ว น้อยกว่านี้ไม่ไหวแล้ว เป็นต้น ใช้เงินเท่านี้ วันหนึ่ง เดือนหนึ่ง ประมาณแล้ว เฉลี่ยเท่านี้ มันพอจริงๆชีวิตเรา อย่างนี้เป็นต้น สำหรับเงินที่จะใช้ในงานนั้นงานนี้ ที่ไม่ใช่งาน routine เราก็มี เราก็เข้าใจ 1 เราไม่เป็นหนี้ ในกระบวนการกู้หนี้ยืมสินอะไรเราไม่มี สำหรับทฤษฎีกู้หนี้ ยืมสิน ของชาวทุนนิยม เราไม่ไปสัมพันธ์ ไม่เกี่ยวข้องเลย เราอยู่ในพวกเรา เราไม่เป็นหนี้ พึ่งพาตนเองรอด เพราะว่าขยันหมั่นเพียร คุ้มกิน คุ้มใช้ อัตตาหิ อัตโนนาโถ ได้จริง พึ่งตนเองได้ และสร้างให้เกิน มีของจริง ของดี ที่เราใช้เป็นปัจจัยชีวิตต่างๆ ที่สมควรจะสร้าง มันเหลือมันเกินจริงๆ เพราะฉะนั้นการเหลือการเกิน เราจึงสะพัดออก ต้องให้ผู้อื่นได้ การสะพัดให้ผู้อื่นได้ ก็อยู่ที่ตามฐานะของแต่ละคน อันไม่เท่าเทียม เช่น บางคนจะต้องแลกกลับมามากมาย เพราะว่าอยู่ในช่วงก่อร่างสร้างตัว ก็อาจจะขาย หรือแลกเปลี่ยน ราคาว่าจะต้องเกินทุนหน่อย เพราะว่าถ้าไม่เกินทุน เราไม่พอหมุนเวียนไม่รอด แต่เรามีกฎเกณฑ์ว่า มี 4 ระดับ 1. เกินกว่าทุน แต่อย่าเกินกว่าราคาเฉลี่ยของตลาดเขา ให้ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยของตลาดนี้ เราถือว่าแย่ที่สุดแล้ว ชีวิตเรา เราจะค้าจะขายได้มาเกินราคาทุน แต่ต่ำกว่าราคาตลาด ถ้าเราต่ำกว่าราคาตลาดได้มากขึ้น มากขึ้น แต่เราก็ยังมีเหลือพอ ค่าแรงงาน ค่าแรงต่างๆของเรา มันก็ยังพอกินพอใช้ เหลือ จนกระทั่งเท่าทุน เราก็ยังมีเหลือ เพราะว่าเราหักค่าแรงงานของเราเสร็จ เป็นทุน มันก็ยังเหลือ หักค่าแรงงานของเราลงไปอีก คราวนี้ต่ำกว่าทุน การขายต่ำกว่าทุน ก็เคยหักค่าแรงงานของตัวเอง แต่ละคนๆ นี่แหละ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นร้อยคน พันคน หักค่าแรงมารวมกัน มันก็เป็นเงินก้อน ไม่ใช่น้อย ถ้าผู้ใดลดใช้ได้จริงๆ ด้วยความจริงใจ ไม่สะสม ไม่ต้องการจะไม่มาก ก็ลดลงไปได้เรื่อยๆ ก็ต่ำกว่าทุนไปได้เรื่อยๆ ในการต่ำกว่าทุนเราก็ทำได้ มากสุดจนถึงต่ำที่สุด ก็คือไม่เอาอะไร แลกเปลี่ยนกลับมาเลย แจกฟรี ในบรรดาชาวอโศก ที่มีอยู่นี้หลายคน ยึดถือพฤติกรรมชีวิตเลยว่า ไม่แลกมาให้ส่วนตัวเลย ทำให้ฟรี ตนเองอยู่กับหมู่ฝูง ไม่มีเงินทอง ไม่ต้องพกเงิน ไม่สะสมเงินในส่วนตัวเองเลย คนชาวอโศกแบบนี้ มีไม่ใช่น้อย จนถึงกระทั่งศูนย์เลย ไม่มีส่วนตัวเลย มีขนาด อนาคาริกชน คนไม่มีทรัพย์สิน เงินทอง บ้านช่อง เรือนชาน เป็นของตนเอง เราพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้าถึงขั้นนี้ ที่ท่านสอนให้เป็นอนาคาริกชน ทำงานไม่เอา ลาภแลกลาภ ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ตรงตามพระอนุสาสนี ของพระพุทธเจ้า สอดคล้องอันเดียวกัน กับคำตรัส หรือพระราชดำรัสของในหลวง พอเพียง แล้วก็สะสมให้น้อย มีแต่น้อย ให้เป็นคนจน จนกระทั่งทำงาน ไม่ใช้การแลกเปลี่ยน เอาลาภแลกลาภ ให้ฟรี นี่เป็นการพิสูจน์ ธรรมะอันสูงสุด ลึกซึ้ง ที่หมดตัวตน ไม่เห็นแก่ตัวตนเลย เป็นการพิสูจน์ เป็นเครื่องชี้บอกความจริงว่า นี่แหละ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีตัวตนเลย ไม่ใช่ปรัชญา ไม่ใช่ภาษาโก้ๆ ที่เอามาคุยต่อ แต่นี่คือความจริง ที่เอามาประพฤติได้ เป็นอกาลิโก เอหิปัสสิโก เป็นได้ทุกกาละ ทุกยุค ที่พูดอยู่นี้ ก็ทำได้ จะบอกว่า ในยุคนี้ เป็นไม่ได้ แต่เราเป็นได้ เอหิปัสสิโก ไม่ได้หลอกลวง ไม่ได้โกหก มากที่สุดได้ เชิญให้มาตรวจสอบ จะสอบทานกันอย่างไรก็ได้ ไม่มีซ่อนแฝง มีความจริง เปิดเผยได้ทุกอย่าง ที่สุดในความจริงที่ยาก เราก็รู้ว่า ไม่ง่าย แต่เราทำได้แล้ว ไม่ยากเลยนะ ผู้ที่ทำได้อยู่ในหมู่กลุ่มนี้ ไม่ยากเลย แต่มันมีนัยซับซ้อน ลึกซึ้ง ตามความเป็นจริงของสัจธรรมของโลก คนที่มีกิเลส ติดยึด ทำไม่ได้ เขาจะเห็นว่ายาก คุณจะรู้สึกว่ายาก กิเลสมากเท่าไหร่ ก็ยากเท่านั้น แต่คนที่ไม่มีกิเลสเลย เขาไม่ยาก เขาทำได้ง่าย ง่ายจริงๆ ทั้งๆที่ภาวะเดียวกัน คนไม่มีสิ่งนี้ ยากมาก แต่เราไม่มีสิ่งนี้ ง่ายมาก ภาวะเดียวกัน แต่ประพฤติได้ ง่ายยากต่างกัน มายืนยันพิสูจน์ได้ ไม่ใช่พูดโม้เล่นเปล่าๆ แต่นี่เป็นสัจจะ ถ้าทำได้อย่างนี้ เราเรียกว่าเศรษฐกิจสูงสุด ที่เรียกรวมรวมว่าเศรษฐกิจสาธารณโภคี ในขั้นที่รวมกัน เป็นส่วนกลาง แล้วทุกคนก็อยู่ในส่วนกลาง กินใช้กับของส่วนกลางทุกคน ไม่ยึดถือเป็นตัวตน เป็นของเรา ของเขา แต่เป็นของส่วนกลาง ใช้ร่วมกัน ซึ่งเป็นความประเสริฐสูงสุดของมนุษย์ ของสังคมมนุษย์ มนุษย์แต่ละคน เป็นได้ สังคมมนุษย์ ก็เป็นได้ ก็ยืนยันอย่างนี้ ก็มาศึกษา ทุกคนมีปัญญา มีความเจริญ ฉลาดเป็นของตัวเอง ก็ใช้ความเฉลียวฉลาดตนเอง มายืนยันพิสูจน์ เมื่อสัมผัสความจริง รู้ความจริง มาเห็นจริง จะสัมผัสพิสูจน์ อยู่กี่เดือน กี่ปี กี่ชาติ ก็เอา เรายินดี ก็อย่ามารบกวนมากในนี้ ถ้ามารบกวนมาก เราก็เชิญออก ถ้าถึงขั้น บุกรุก ทำร้าย ทำลาย แน่นอนเราไม่ให้คนเดียวแน่นอน เราก็ต้องให้เจ้าหน้าที่มาขอเชิญเอาไป ก็เท่านั้นเอง เราไม่มีอะไร ที่พูดนี้ ไม่ได้หมายความว่า รุนแรง แต่เราต้องขอรักษาสวัสดิภาพของเราบ้าง เท่านั้นเอง นี่ก็คือ สัจจะของชีวิตมนุษย์ ที่อาตมามั่นใจว่า เข้าใจอย่างนี้ตรงกัน กับความรู้ หรือศาสตร์ของพระเจ้าอยู่หัว ตรงกันกับความรู้พระเจ้าอยู่หัว หรือศาสตร์ของพระราชา เรารู้อย่างนี้ ตรงกับของพระองค์ แต่ไม่ได้ว่า เราตีตัวเสมอท่านนะ แต่มันมีสัจจะอันเสมอสมานกัน มันเป็นสัจจะอันเดียวกัน เท่านั้นเอง เป็นคุณธรรมอันเป็นสากล คุณธรรมที่เป็นสาธารณะ คนทำส่วนกลาง ที่มันมีคุณลักษณะ คุณสมบัติ มีคุณธรรมหรือคุณวิเศษ ที่มันยากจะเป็นได้ มันเหมือนกันอันเดียวกัน เมื่อถึงยุคนี้ คนฉลาดมากเพียงพอ แล้วก็เชิญใช้ความฉลาดนั้น มาพิสูจน์ความจริง เรามั่นใจว่า เราทำได้ เราเห็นว่าสังคมใด ทำอย่างนี้ได้ ก็จะอยู่เย็นเป็นสุข ถ้าต่างคนต่างเป็น อย่างนี้มากไปในโลก เราไม่ฝันว่า จะเป็นได้ทั้งโลก จะให้มันมากเท่าไหร่ๆได้ ขอโทษที่เราจะพยายามได้ก็ทำเสีย ก็น่าจะจบแล้วนะที่พูดนี้ …จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน