320809 นักข่าวสัมภาษณ์ ท่านโพธิรักษ์ วันเชิญสมณพราหมณ์ไปสอบ ที่กองปราบจลาจล.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2532
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์354 KB
วันที่แก้ไข26 พฤศจิกายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

320809 นักข่าวสัมภาษณ์ ท่านโพธิรักษ์ วันเชิญสมณพราหมณ์ไปสอบ ที่กองปราบจลาจล

บางส่วนวันเชิญสมณพราหมณ์ไปสอบที่กองกำกับการป้องกันและปราบปรามการจลาจล เมื่อ 9 สิงหาคม 2532 นักข่าวสัมภาษณ์ ท่านโพธิรักษ์

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2532 เหตุการณ์เมื่อบ่ายวันนั้นที่ กองกำกับการป้องกันและปราบปรามการจลาจล พ่อท่านได้ติดตามไปกับคณะ ได้นั่งอยู่ที่ใต้ร่มหูกวาง ระหว่างที่นั่งกับกลุ่มญาติธรรมนั้น ผู้สื่อข่าวได้มาสัมภาษณ์ พ่อท่านได้ชี้แจงดังนี้ ท่านโพธิรักษ์ : ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรหรอก ความเห็นมันต่างกัน มันก็เป็นธรรมดาที่จะต้องจะต้องให้...เป็นไปได้มั้ย มันเป็นไปได้ มันดี มันพอที่จะเป็นไปก็เป็นไป อันไหนมันไม่ดีไม่งามเราก็ มัน ไม่หนักหนาสากรรจ์ ก็ค่อยๆปรามกันลง แต่ถ้าอะไรมันพอจะเป็นไปได้ก็เป็นไป นักข่าว : แล้วท่านคิดว่าการตัดสินที่ออกมานั้นจะเป็นในรูปแบบใด ท่านโพธิรักษ์ : อาตมาไม่ใช่นักเดา ไม่ชัด อาตมาไม่อยากเดาอะไรทั้งนั้นแหละนะ ไม่อยากจะเดา ไม่อยากจะพูดอะไรไปก่อนหรอก ก็เป็นไป ก็สมควรก็รู้หลักรู้เกณฑ์ ก็ทำกันไปตามความปรารถนาดี นักข่าว : ขณะนี้ท่านได้ยอมแล้วใช่มั้ย ท่านโพธิรักษ์ : อะไร? ยอมอะไร? นักข่าว : หมายถึงยอมให้สอบสวน ท่านโพธิรักษ์ : ก็ถูกแล้วซิ เรื่องยังนี้อยู่ในเมืองไหนก็จะต้องมีการสอบสวน ที่เขามีหน้าที่จะต้องมีการกล่าวร้อง กล่าวหา แล้วยังสงสัยอะไรต่ออะไร ก็ว่ากันไป เอาความจริงกันออกมา ก็ดีแล้ว นักข่าวหญิง : ในครั้งนี้นักกฎหมายของสันติอโศกได้ปรึกษากันแล้วยังคะ ว่าจะนำหลักทรัพย์อะไรมาประกัน พระโพธิรักษ์ : ไม่ได้คิดว่าจะประกันอะไร นักข่าวหญิง : ในครั้งนี้ท่านจะไม่ประกันใช่มั้ยคะ ท่านโพธิรักษ์ : ยังไม่รู้ อาตมายังไม่ได้เที่ยวขออะไรใครมาประกันหรอก อยู

อ่านต่อ

่เฉยๆเราไม่ได้เดือดร้อนอะไร ประกันก็ได้ไม่ประกันก็ได้ ไม่มีปัญหาอะไรหรอก นักข่าวหญิง : ท่านคะ สำหรับสิกขมาตที่ตำรวจเชิญตัวมาท่านมีความเห็นว่าอย่างไรคะ ท่านโพธิรักษ์ : ก็มีความเห็นว่ามีผู้ไปกล่าวข้อหาอะไร เขาก็อยากจะรู้ความจริง เราก็มาให้ข้อมูลความจริง นักข่าวหญิง : คิดว่าสิกขมาตนี้ ตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหาเดียวกับสมณะนี่ ท่านคิดว่าถูกต้องมั้ยคะ? ท่านโพธิรักษ์ : ตามความเห็นของอาตมานี่คิดว่าไม่ถูกต้อง ข้อหาว่าผิด 208 เพราะว่าเราไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่จะเป็น จะเป็นอะไรล่ะในเมืองไทยที่จะเป็นผู้หญิง เป็นนักบวช ไม่มี จะเป็นภิกษุ มันก็เป็นไม่ได้อยู่แล้ว แล้วมันก็ภิกษุณีก็ไม่เคยมีในเมืองไทย แล้ว เราก็ไม่เคยเป็นอย่างนั้น เหมือนอะไร หึ หึ อาตมาก็ยังข้องๆใจเหมือนกันว่า เอ๊ะ! กล่าวหาเรื่องอะไรสำหรับผู้หญิง เออ.ถ้าอย่างผู้ชายนะก็ยังพอมีเค้า มีข้อมูล มีเงื่อน มีเชิง อะไรต่ออะไร ผู้หญิงนี่อาตมายังงงๆเหมือนกันว่ากล่าวหาเรื่องอะไร นักข่าวชาย : ท่านฮะในข้อกล่าวหาที่ระบุว่ากาารแต่งกายที่เหมือนกับพระภิกษุนี่ ท่านโพธิรักษ์ : โอ๊ย!เหมือนไม่เป็นไรๆ เหมือน อ้ายนี่ต้องพูดกันหลายๆแง่นะอาตมาเอง อาตมาไม่ใช่นักกฎหมาย อาตมามีแต่ความจริง มีแต่ความจริงใจ ที่แต่ความมุ่งหมายปรารถนาดี ไอ้เรื่องเหล่านั้นก็ค่อยๆว่ากันไป นักข่าวหญิง : ท่านคะในวันนี้นะฮะ ถ้าหากเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการให้สมณะก็ดี สิกขมาตก็ดีนี่ เปลี่ยนรูปแบบการแต่งกาย ในเรื่องนี้ ท่านได้เตรียมไว้แล้วยังคะ ท่านโพธิรักษ์ : ไม่ได้เตรียมนะซิ ก็มีชุดไหนก็ใช้อยู่จะเปลี่ยนอะไร ไม่ได้เตรียมอะไร นักข่าวหญิง : ซึ่งถ้าจะเปลี่ยนรูปแบบในขณะนี้นี่นะคะ ท่านจะมีโรงงานที่จะทำเสื้อทันมั้ยคะ? เหมือนกับท่านนะคะ ท่านโพธิรักษ์ : ยังไม่รู้เลย(หัวเราะ) ยังไม่รู้จะมีโรงงานหรือเปล่า นักข่าวหญิง : แล้วท่านจะยอมตามที่พนักงานสอบสวนยื่นข้อกำหนดให้มั้ยคะ? ท่านโพธิรักษ์ : ตอบยังไม่ได้ ตอบยังไม่ได้เพราะว่าข้อมูลเงื่อนไขอะไร แล้วก็เหตุผลหรือหลักฐานหรือเรื่องอะไร อาตมาก็ยังไม่รู้เรื่อง กฎหมายเนี่ยอาตมาไม่เก่ง ไม่รู้ว่ากฎหมายมันเป็นยังไง มันผิดมันถูกยังไงมากมายนัก มันรายละเอียดยังไงนะว่ากันจริงๆ เราก็ต้องฟังตามแง่กฎหมายเค้า นักข่าวหญิง : การสอบสวนนี่ทั้งคืนหรือว่านาน แล้วท่านจะรออยู่ตรงนี้มั้ยคะ ท่านโพธิรักษ์ : ยังตอบไม่ได้หรอก อนาคตอาตมาไม่รู้ ยังตอบไม่ได้ นักข่าวหญิง : หรือวันนี้ท่านมาหมายความว่า จะมานั่งให้กำลังใจใช่มั้ยคะ ท่านโพธิรักษ์ : ให้กำลังใจด้วยซิ มาดูแลว่ามีอะไรขาดตกบกพร่องจะได้ช่วยเหลืออะไรได้ อะไรช่วยได้ก็อยู่ช่วย ก็ช่วย ถ้าอะไรช่วยไม่ได้มันก็ไม่ได้ช่วยแหละก็เท่านั้นเอง ไม่ชัด ยังไม่แน่ ยังไม่แน่ว่าจะกลับหรือไม่กลับหรือว่าจะอยู่แค่ไหน ยังตอบไม่ได้ ไม่ชัด นักข่าวหญิง : สมมติว่า ถ้าเผื่อ ไม่สมมติคะ มาในครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เปลี่ยนรูปแบบ ถ้าเรามีการเปลี่ยนรูปแบบนี้ จะเป็นอุปสรรคในการที่เราปฏิบัติธรรมหรือไม่ พระโพธิรักษ์ : ไม่รู้ตอบไม่ได้ ไม่รู้เป็นยังไง นักข่าวหญิง : แล้วถ้ามีการเปลี่ยนรูปแบบแล้ว ก็จะไม่มีการบิณฑบาตหรือไม่คะ ในเรื่องนี้ท่านมีความเห็นอย่างไรคะ ท่านโพธิรักษ์ : ก็ยังไม่รู้ซิ ให้ตอบข้างหน้าข้างหน้าเดาๆนี่อาตมาไม่เก่งจริงๆ อาตมาเก่งเฉพาะที่มีมาเล้วชัดๆนี่เก่ง จะให้ตอบเดาๆข้างหน้านี่ ไม่เก่งจริงๆ เดาไม่ได้ พยากรณ์ไม่ได้ แล้วก็ไม่ถนัดเดาด้วย ไม่ถนัดคาดคะเน นักข่าวชาย : ขอให้ท่านกล่าวอะไรสักนิดนึงกับลูกศิษย์ลูกหาของท่านสักนิดนึง ท่านโพธิรักษ์ : ทำไมละกล่าวได้ไง คุณจะเอาไปให้ลูกศิษย์ได้ไง นักข่าวชาย : อยากจะฝากทางด้านศาสนิกชนว่าไง ว่าต้องการให้อยู่ในความสงบ หรืออะไรอย่างนี้ ท่านโพธิรักษ์ : ก็สงบเรื่องราวมันไม่ควรจะเป็นเรื่องร้ายแรงอะไร เราเป็นคนมีศีลมีธรรมกัน สงบๆเรียบร้อยกันซิ ไม่มีอะไรนี่ นักข่าวชาย : มีอะไรอีกมั้ยครับที่ต้องการอยากแถลงสักนิดนึง ท่านโพธิรักษ์ : อาตมาไม่มีอะไร เราไม่มีปัญหาอะไร แล้วเราไม่ได้ข้องใจอะไร เราไม่ได้ข้องใจ เราไม่มีปัญหา เป็นแต่เพียงเราเห็นว่า อ้อ!ทางโน้นเขาข้องใจทางโน้นเขาสงสัย แต่เราเองเราไม่สงสัยนะว่าเราทำอะไรเราเป็นอะไร เราไม่สงสัย นักข่าว : O.K.ครับผม ขอบคุณมาก

จบ นักข่าวสัมภาษณ์ พ่อท่าน ที่ บางเขน 9.8.2532 ถอดโดย พรธิภา ประยูรสิงห์ ตรวจ 1 โดย สิกขมาตปราณี 24 ส.ค. 32 พิมพ์โดย อนงค์ศรี 27 ส.ค. 32 ตรวจ 2 โดย โครงงานถอดเท็ป 5 ก.ย.32

.pa นักข่าวสัมภาษณ์ พล.ต.ต.วิโรจน์ เปาอินทร์ ณ กองกำกับการป้องกันและปราบปรามการจลาจล เมื่อ พุธที่ 9 สิงหาคม 2532

ในบ่ายวันเดียวกันนั้น ท่านรองฯ พลตำรวจตรีวิโรจน์ เปาอินทร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวหลังจากคณะได้สอบสวนไปช่วงหนึ่งดังนี้ พล.ต.ต.วิโรจน์ : เวลานี้เราก็กำลังแจ้งให้ท่านทราบว่า เครื่องแต่งกายของท่านนั้นเราจำเป็นต้องยึดเป็นของกลาง รวมทั้งอัฏฐบริขารที่ท่านใช้อยู่ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของงานสอบสวนในการรวบรวม เพื่อแสดงว่าท่านเป็นพระภิกษุที่แต่งกายเป็นพระภิกษุ นักข่าวชาย : เราสามารถแจ้งข้อหาได้ในวันนี้เลยใช่มั้ยครับ พล.ต.ต.วิโรจน์ : ครับถ้าเผื่อสอบสวนข้อหาวันนี้ นักข่าวหญิง : จะมีการประกันตัว? พล.ต.ต.วิโรจน์ : เอ้อ!เวลานี้ก็มีทางญาติธรรมก็ติดต่อมา ขอยื่นประกันตัว ผมก็แนะนำว่าถ้าจะยื่นประกันก็ให้ไปหาหลักทรัพย์มานะฮะ นักข่าวชาย : ข้อกล่าวหานี้มีเป็นข้อๆมีอะไรบ้างครับ? พล.ต.ต.วิโรจน์ : ข้อกล่าวหา ก็มีข้อหาเดียวนะครับ คือข้อกล่าวหาที่ว่าแต่งกายที่แสดงว่าเป็นพระภิกษุหรือสามเณรในพุทธศาสนา เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น โดยมิชอบ นี้คือข้อกล่าวหา นักข่าวชาย : วงเงินประกันนี่เท่าไหร่? พล.ต.ต.วิโรจน์ : เรื่องค่าตัวประกันนี่ เวลานี้เรายังไม่ได้พิจารณา เพราะการประกันนั้นเราจะพิจารณาหลายอย่าง เรื่องหลักทรัพย์ที่ใช้ประกัน ผู้ที่ยื่นประกันนะครับ รวมทั้ง...ข้อหาก็ไม่หนักหนาอะไร คงจะพิจารณาในทางที่ที่เห็นสมควร นักข่าวหญิง : พระสงฆ์ที่บวชถูกต้องนี่นะฮะ เมื่อเราคัดเลือกออกมาแล้วนี่ เราจะดำเนินการต่อไปยังไงดี พล.ต.ต.วิโรจน์ : ก็เวลานี้เราสอบปากคำไว้นะครับ เราคงจะปล่อยไปก่อน เพื่อให้กรมศาสนาได้ตรวจสอบว่า ที่อ้างว่าบวชด้วยอุปัชฌาย์องค์นั้นคู่สวดองค์นั้น ที่วัดนั้นนะ เป็นจริงมั้ย ถ้าจริงก็คงไม่ผิดกฎหมาย เพราะท่านเป็นพระที่ถูกต้อง แต่ถ้าไม่จริง เราก็ให้จับตัวมาดำเนินคดีใหม่ นักข่าวหญิง : ท่านคะในกรณีของ สิกขมาตกับสมณพราหมณ์นี่ เราจะดำเนินการในข้อหาเดียวกันมั้ยคะ? พล.ต.ต.วิโรจน์ : ข้อหาเดียวกัน เพราะว่าสิกขมาตนี่นะครับ จากรูปแบบการแต่งกาย หรือวัตรปฏิบัติก็ดีเหมือนสงฆ์ทุกประการ เราก็ดำเนินคดีในข้อหาเดียวกัน นักข่าวชาย : ใช้เวลาในการสอบสวนนานมั้ยครับ? พล.ต.ต.วิโรจน์ : เราก็คงจะเอาตัวไว้ที่นี่ไม่เกิน 72 ชั่วโมงนะฮะ ถ้าไม่ประกันเราก็เอาตัวไปฝากขังต่อที่ศาลแขวง นักข่าวหญิง : ท่านคะในกรณีที่พันตำรวจโทรุ่งโรจน์ ถามว่าจะเป็นการประกันตัวเองไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ประกันก็ได้ พล.ต.ต.วิโรจน์ : เรื่องการประกันนั้นนะครับ โดยการปฏิบัติปัจจุบันนี้นะ เราก็ต้องใช้หลักทรัพย์ประกัน นักข่าวชาย : แล้วตามที่ท่านเขาขอว่า จะให้มีการออกบิณฑบาตในช่วงเช้า ขณะที่ทำการสอบสวนไม่เสร็จสิ้นนี่ เรามีมาตรการอย่างไรบ้างครับ? พล.ต.ต.วิโรจน์ : เมื่อท่านเป็นผู้ต้องหา เราคงจะทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ นักข่าวหญิง : ในกรณีที่ว่าจะใช้มาตรา 106 ...ไม่ชัด... พล.ต.ต.วิโรจน์ : ก็อย่างที่ผมเรียนให้ทราบแล้วว่า ในทางปฏิบัติของเรานั้นนะครับ คดีที่มีอัตราโทษอย่างนี้นะครับ 1 ปี นี่ก็ถือว่าหนักแล้วไม่ใช่ว่าลหุโทษ ฉะนั้นการประกันนี่วิธีปฏิบัติเราใช้หลักทรัพย์ประกัน 20 กว่าคนครับกำลังสอบ จบ นักข่าวสัมภาษณ์ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์

คุณไชยวัฒน์เล่าบรรยากาศที่บางเขนในเย็นของวันนั้นคือวันที่ 8 สิงหาคม 2532 ระหว่างที่ยังมีการสอบสวนอยู่นั้น คุณไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ได้มารายงานให้พ่อท่านทราบ ในห้องประชุมซึ่งในระหว่างที่รออยู่นั่น ฝนได้ตกกระหน่ำลงมา ทางเจ้าหน้าที่ได้อนุญาตให้ใช้ห้องประชุมเป็นที่หลบฝน พ่อท่านและญาติโยมได้ไปพักในนั้น คุณไชยวัฒน์ได้เข้ามารายงานแจ้งให้พ่อท่านทราบดังนี้ ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ : ยังไม่ได้พิจารณา คงจะต้องเพราะว่า ตอนนี้ข้างบนยังยุ่งยากในเรื่องพิมพ์มือ เรื่องสอบสวน ตอนนี้เริ่มสอบสวนไปแล้วนะครับ เป็นหมู่ๆสอบสวนสมณพราหมณ์เป็นหมู่ๆ ฝ่ายที่พ่อท่านบวชเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายที่เคยบวชจากที่อื่นมา ก็เจ้าหน้าที่กรมการศาสนาสอบ ชาย : สอบครั้งละกี่คนครับ คุณไชยวัฒน์ : ก็แล้วแต่ สำหรับแม่เณรครั้งละ 4 สมณพราหมณ์ก็รู้สึกว่าจะ 4-5 นี่แหละ ชาย : ใช้เวลานานเท่าไหร่? คุณไชยวัฒน์ : ก็ไม่นาน ของพ่อท่านนี่นานเต็มเหยียดเลย ชาย : ครึ่งชั่วโมงได้มั้ย ที่ว่าสอบสวนนะ ท่านโพธิรักษ์ : โอ๊ย!รับรองยังไงๆเขาเตรียมข้อหาไว้ให้แล้ว เขาสอบเป็นพิธี คุณไชยวัฒน์ : เขารวมหมดนะครับ ห้องพัก เป็นห้องโถง แม่เณรอยู่ชั้นนึง ชั้นบนก็เป็นสมณพราหมณ์อยู่เป็นห้องโถง อ๋อ!ชั้น 2 ชั้น 3 มีห้องน้ำห้องท่ารวมกันอยู่(ไม่มีห้องน้ำจะอยู่ได้ยังไง) ส่วนเรื่องเกี่ยวกับวันพรุ่งนี้นะครับ รู้สึกทางเจ้าหน้าที่จะยอมให้อยู่กันประมาณ 10 คน ที่จะพอรับใช้ดูแล คือคอยรับใช้คอยถวายอะไรเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ(ประเคนอาหาร) คงจะเป็นฝ่ายชาย 7 ฝ่ายหญิง 4 แต่ว่าเราขอถึง 12 คน เขาบอกว่าไม่งั้นทางผู้สื่อข่าวจะขอขึ้นบ้าง ชาย : แล้วญาติธรรมที่เราจะเอากับข้าวอะไรต่ออะไรมา คุณไชยวัฒน์ : แต่ว่าคราวพ่อท่านทางเจ้าหน้าที่ยอมให้ 1 เดียว คราวนี้เจ้าหน้าที่ผ่อนปรนให้ 10-12 12 นี่ยังต่อรองกันอยู่นะ 10 ผ่านไปแล้วในหลักการ พ่อท่าน : ก็มันตั้ง 80 เกือบ 100 (1:8 ครับ) คุณไชยวัฒน์ : ใครมีข้อที่ยังติดอยู่ในใจจะถามเรื่องอะไรเกี่ยวกับข้างบน หญิง : ได้ไม่มีปัญหาเหมือนกับอารุ่งโรจน์อยู่ด้านล่าง หญิง : พรุ่งนี้ถ้าหากว่าเราจะทำบุญ คุณไชยวัฒน์ : พรุ่งนี้ที่เราเสนอที่สันติอโศก เราเสนอให้บิณฑบาตบริเวณนี้ได้ คำตอบนี้ยังไม่ได้รับลงมานะครับ แต่ว่าผมว่าที่แน่ๆก็คืออาหารก็คงหามาแน่นอนเอาหม้อใหญ่มาแน่นอนนะครับ ทางเจ้าหน้าที่มีอำนาจควบคุมไว้ 3 วัน หลังจาก 72 ชั่วโมงไปนี่เป็นนับจากบ่ายกี่ โมงไปนี่ที่มาถึง เรื่องอาหารนี่ จากประสบการณ์คราวแล้วนี่บางครั้งเราเอามาเยอะแยะเลยนะครับ ลองแบ่งๆกันดูนะครับใครจะใช้หม้อใหญ่ พ่อท่าน : โอ๊ย!คราวนี้มันเยอะนะ 70-80 คราวนั้นมันคนเดียว มันต่างกัน ชาย : ครูหนูเขาเสนอว่าให้ชมร.ทำมา ได้มั้ย ได้มั้ย ..ไม่ชัด.. ทางตำรวจนี่นะครับ คุณไชยวัฒน์ : ทางตำรวจเขาจะแยกว่า ถ้าเราไปบวชที่อื่นมานี่ผิด แต่งกายเป็นพระภิกษุเป็นหน้าที่ตำรวจต้องควบคุมตัวไว้ ถ้าลองบวชจากเถระมาแล้วนี่ เป็นเรื่องที่เถระจะจัดการทีหลัง ฉะนั้นวันนี้ก็คงจะกลับไปก่อนเท่าที่คุยกันมาเมื่อกี้นี้นะ พระโพธิรักษ์ : แล้วที่ไม่มีอุปัชฌาย์นี่ละ? คุณไชยวัฒน์ : ทางเถระเขาจะดำเนินการยังไงตำรวจบอกว่าเขาไม่เกี่ยว แต่ว่าวันนี้ที่เอามาหมดเนี่ย ที่เอามาหมดก่อน เพราะว่าไม่รู้ว่าใครเป็นใคร พ่อท่าน : เขากลัวถูกฟ้องกลับถ้าไปจับที่เป็นจริงเข้า พระโพธิรักษ์ : ตำรวจเขาไม่กล้ากลัวถูกฟ้องกลับ ไม่ถ้างั้นเขาเอาอย่างนั้นแน่ เขาต้องแยกออกมาเนี่ย แยกออกมาได้ก็แยกไปเราก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะเราเท่ากับได้ฟรี ส่วนเถระเขาจะมาเล่นกับเราก็ให้เล่นไป เพราะเล่นกันมาแต่ไหนๆอยู่แล้ว คุณไชยวัฒน์ : ใครมีอะไรสงสัยอีกมั้ยครับ? หรือมีข้อฝากอะไรผมจะได้ไปบอกข้างบน ไม่มีเหรอฮะไม่มีหรือ เสียงผู้ชาย : คุณไชยวัฒน์ได้ปรึกษากับทนายหรือเปล่า? ตอนนี้ช่วงนี้ได้ปรึกษากันบ้างไหม? คุณไชยวัฒน์ : ทนายยังอยู่ชั้นสองเนี่ย ท่านใดมีปัญหาก็ออกมาปรึกษาได้ เพราะว่าทนายเข้าไปไม่ได้ เขาไม่ให้เข้า เขาเสนอให้เราเปลี่ยน เรายังไม่ยอม เสนอให้เปลี่ยนคือ เขาก็มีเหตุผลนะ เพราะว่าเวลานี้เครื่องแต่งกายนี่เขาถือว่า ดูแล้วเป็นพระ ก็ได้เสนอให้เปลี่ยนเป็นแบบพ่อท่านเพื่อดูไม่ให้เป็นพระ พ่อท่าน : ไม่ได้ เราเป็นพระก็เราเป็นพระ จะไปถือยังงั้นได้ยังไงว่าคนธรรมดา อันนี้ต้องไปบอกกำชับกำชากันให้ดีนะทุกคนทั้งทนายทั้งอะไรต่ออะไร ให้ซับทราบว่าอันนี้เราต่อสู้กัน เราเป็นพระจะให้เป็นอย่างนี้ได้อย่างไร แต่อาตมานั้นถือว่า ต้องทำให้สึกตามกฎหมาย มันคนละประเด็น คนละเรื่องกัน จะให้ไปเหมือนกันได้ยังไง บอก โอ๊ย!คดีคนละคดี มาตราก็คนละมาตรา จะไปเหมือนกันได้ยังไง ไม่ได้ อย่าไปอ้างว่าให้เหมือนอย่างเรา ข้อหาคนละอย่างจะมาให้เหมือนอาตมา มันก็ไม่ได้ซิ เท่ากับเรายอมรับอันนึงเลยนะ ได้มาเป็นอย่างนี้เท่ากับยอมรับว่า เราไม่ใช่พระ เป็นข้อหา เอามาปรักปรำไม่ได้หรอก เราเป็นพระถูกต้องตามกฎหมาย ถูกต้องตามธรรมเนียมต้องยืนยัน คุณไชยวัฒน์ : เขากล่าวหาเพราะถือว่าเราไม่ใช่พระ ถ้าเราเป็นพระนี่เขาจะไม่มีข้อกล่าวหา นึกออกมั้ยฮะ ประเด็นที่ 1 เขาจะต้องบอกว่า ไม่ใช่พระก่อน ถึงจะมีความผิดที่มา แต่งเครื่องแต่งกายอย่างนี้ แต่ว่าของฝ่ายเราบอกว่า เราเป็นพระแต่งได้ มันคนละมุมกันนะ พ่อท่าน : มันซ้อนอีก คือซ้อนอีก เราบอกว่า เราเป็นพระ เขาบอกว่าไม่ใช่พระถ้าไม่ใช่พระแล้วเครื่องแต่งกายแบบนี้ เหมือนคุณวิโรจน์พูดนะ คุณวิโรจน์ว่ายังงี้ แต่งกายไม่ใช่พระ เมื่อไม่ใช่พระแล้วเปลี่ยนทำไมล่ะ ก็ให้เขาแต่งไปซิ ทำไมไม่ย้อนให้ไปชัดเจนล่ะ ใช่มั้ย ! คุณไชยวัฒน์ : คือ ผู้เสนอนี่ เป็นรองท่านมาท่านไม่พูดเอง แต่ท่านกลับไปแล้วๆ ใช่มั้ย ! (วิโรจน์น่ะเหรอ) ท่านให้รองท่านนี่ ซึ่งศึกษากฎหมายนี่ พูดกับเรา ฉะนั้น บางทีความเห็นมันก็ต่างกัน พ่อท่าน : เป็นคดีแรกในเมืองไทยนะ ไม่เป็นไรหรอก ทนายก็ต้องปวดขมับพอดูเหมือนกันแหละ ผู้พิพากษาก็ต้องยังไงกันโว้ย งวดนี้ก็ไปอ่านพระไตรปิฎกส่งไปเลย ไม่มีเงื่อนงำหรอก ยังไม่กระจ่าง ยังไม่รู้ ผู้ถาม : ไชยวัฒน์ ตำรวจที่สอบสวนนี่ มีทั้งหมดกี่คนล่ะ คุณไชยวัฒน์ : ผมก็ไม่รู้จำนวนน่ะ เพราะว่าอยู่ในห้อง เขาไม่ให้ผมเข้าไปดู คุณกมล : ประมาณยี่สิบฮะ พ่อท่าน : โอ้โห ! ผู้ชาย : เขาตั้งเป็นแถวยาวเข้าไปทีละชุด ทีละชุด เหมือนสอบสัมภาษณ์ นักเรียนไง พ่อท่าน : เราไม่มีปัญหาแล้ว เราทำมาหากินพออยู่แล้ว ถ้าเป็นที่อื่น เขาทำอย่างเราไม่ได้หรอก อย่างเรานี่ ไม่มีปัญหามาก พวกเรานอนค้างนี่ จะได้นอนปักกลดที่นี่ ผู้ชาย : เขาจะอนุญาตไม่ฮะ คุณไชยวัฒน์ : อันนี้ ผมตอบแทนคงจะไม่ได้ ผู้ชาย : คือ มีญาติธรรมหลายท่าน ที่มีความประสงค์ พ่อท่าน : แบบผู้ที่ไปนอนประท้วงไง ไปนอนที่หน้าทำเนียบอะไรแบบนั้น แล้วสื่อมวลชนก็ถ่ายรูปไป แล้วก็ลงข่าว ต่อไปเขาก็แย่ คุณไชยวัฒน์ : ไว้ไม่เกิน 10 หรือ 12 คน ตอนนี้ มันเกินจำนวนอยู่ (เสียงหัวเราะ) พ่อท่าน : เขาไม่ยอมให้อยู่ทั้งคืนหรือ เอ๊ะ ! ทำไมตอนเราอยู่ ตื่นมาตี 3 ตี 4 ก็ยังเห็นมีคนอยู่เลย พวกหนังสือพิมพ์นี่ยังอยู่ คุณไชยวัฒน์ : ตอนนั้นพ่อท่านข่าวใหญ่ นักข่าวก็เฝ้าข้างนอก ผู้สื่อข่าวเขาคง....ไม่ใช่เขาคงทำเป็น เอ้ายอมกันไป แต่พวกเรามานอนกันหมด เขาก็คงไม่ยอม จำนวนมันมาก คุณไชยวัฒน์ : เดี๋ยวเอายังงี้ดีกว่านะครับ ผมจะลองไปถามดูว่า ถ้าเราจะขอนอนสนามเขาจะยอมไหม ? พ่อท่าน : โอเค โอเค คุณไชยวัฒน์ : คือ ไม่ได้เท่าเก่า ได้มั้ยครับ ไม่ขัด อะไรครับ เดี๋ยวผมไปถามเขาดูนะครับ ผู้ชาย : เมื่อกี้นี้ พ่อท่านบอกว่า ไม่ค่อยมีผู้สื่อข่าวมารอข่าว ก็เลยไปกันสองคน คุณไชยวัฒน์ก็มาพอดี คุณไชยวัฒน์ : มีอะไรอีกมั้ยครับ ที่จะขอเขาน่ะ ในเวลาต่อมา คุณไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ได้มาชี้แจงกับพ่อท่าน และคณะญาติโยมอีกดังนี้ คุณไชยวัฒน์ : คือ ตอนนี้ มันอย่างนี้นะครับ พูดกันง่ายๆ คือ มีสมณะ 26 คือในส่วนที่บวชที่อื่นมาก่อน 26 นี่ ตอนนี่ 60 นะครับ กำลังทะยอยทำประวัติ ส่วนทางสิกขมาตนี่เสร็จแล้ว ก็ 60 กำลังทำเรื่องนี้อยู่ ตอนนี้เกี่ยวกับท่านที่ อยู่ในส่วน 26 นะสอบจากเจ้าหน้าที่ศาสนาเสร็จ ทางตำรวจขอสอบเป็นพยาน กำลังสอบอยู่ คิดว่าวันนี้คงจะจบกันแค่ 26 เนี่ย แต่ว่าคืนนี้ ไม่รู้จะทะยอยสอบทางแม่เณร หรือทางสิกขมาต หรือทางพระอีก หรือเปล่า พ่อท่าน : เจ้าหน้าที่กรมการศาสนานี่ เขามาสอบใคร ? คุณไชยวัฒน์ : เขาสอบที่เคยบวชกับเถระมาก่อนครับ คือ มาสอบประเด็นว่า บวชที่เถระนี่บวชที่วัดไหน อะไรอย่างนี้ บวชเมื่อ ไหร่ แล้วก็บวชที่สันติอโศกอโศก บวชเมื่อไหร่ แล้วก็สวดปาฏิโมกข์หรือไม่ ประเด็นสำคัญๆ นะครับ มีประวัติ บวชทางเถระเมื่อไหร่ บวชทางสันติอโศกเมื่อไหร่ สวดปาฏิโมกข์หรือไม่สวดปาฏิโมกข์หรือว่า แบบพ่อท่านอย่างนี้นะครับ (เสียงหัวเราะ) ส่วนทางเจ้าหน้าที่ สอบในลักษณะเป็นพยาน ไม่ได้เป็นลักษณะกล่าวหาว่า แต่งกายเป็นพระ แตกต่างกันที่ตรงนี้นะครับ พ่อท่าน : ขณะนี้นี่นะ เจ้าหน้าที่กรมการศาสนานี่ เขาไม่ได้สอบพระพวกเราใช่มั้ย ไม่ได้สอบพระพวกเรานะ คุณไชยวัฒน์ : ไม่ ! สอบเฉพาะที่เคยบวชมาแล้ว ไม่ใช่หมายความว่าให้โจทย์มาสอบคำเลยนะ เรื่องนี้นี่กรมการศาสนาเป็นโจทก์ใช่มั้ย! คุณไชยวัฒน์ : เรื่องนี้ เป็นผู้กล่าวหา พ่อท่าน : นั่นแหละเป็นโจทก์ใช่มั้ย (เสียงหัวเราะ) นักกฎหมายคนนี้นี่ผู้กล่าวหากับโจทก์มันต่างกันมากน้อยแค่ไหน คุณไชยวัฒน์ : คือ โจทก์ นี่คือ ผู้ยื่นคำฟ้องต่อศาล พ่อท่าน : ผู้กล่าวหาตอนแรกนี่ เหมือนผู้ดำเนิน ทำตัวเป็นโจทก์นั่นแหละ เสร็จแล้ว อาตมากำลังตั้งข้อสังเกตอยู่นี่ว่า เอ๊ ! เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา มาแล้วเขามีหน้าที่ไปสอบด้วย เอ๊ะ ! เอาโจทก์มาสอบจำเลย มันก็ผิดวันยังค่ำ (เสียงหัวเราะ) เอาโจทก์มาสอบจำเลย มันก็เสร็จซินะ เจ้าหน้าที่คือโจทก์แล้วก็ให้คำสรุปส่งฟ้องด้วย โอ๊ะ ! สวยซิเนาะ ! เอาโจทก์มาสอบเลย ก็เสร็จซิ คุณไชยวัฒน์ : ที่ 60 นี่ไม่เกี่ยว พ่อท่าน : นี่แหละ กำลังตั้งข้อสังเกตอยู่ว่า เอ๊ะ!เจ้าหน้าที่กรมการศาสนาเขามายังไง มาแล้วเขามีหน้าที่สอบด้วย เอ๊ะ!สอบ ได้ยังไง เขาเป็นโจทก์ แล้วก็มาสอบจำเลย สวย! คุณไชยวัฒน์ : คือเขามาแค่ว่าเขามาเพื่อซักประวัตินะครับ ที่เคยบวชเถระมา เพื่อเขาจะได้หาทางว่ายังไงต่อไป ผู้หญิง : เชื่อหรือเปล่าว่าพ่อท่านเป็นอริยะหรืออะไร คุณไชยวัฒน์ : อันนี้ประเด็นนอกประเด็นเราได้ขอถอนแล้ว ไม่ขอให้ความเห็น เพราะงั้นมันจะกระทบถึงพ่อท่าน คุณกมล รายรุจิ : ในกรณีที่สอบสมณะเสร็จแล้วนี่ สิกขมาตที่อาพาธจะได้กลับหรือเปล่า? คุณไชยวัฒน์ : อันนี้เดี๋ยวผมจะคุยต่อยังไม่ได้คุยเลย แต่ว่าผมว่ามันอยู่ที่ว่าเราจะประกันตัวหรือไม่ ผู้หญิง : เขายังไม่ได้เรา? คุณไชยวัฒน์ : ยัง! เพราะเราก็ยังไม่ได้ถาม พ่อท่าน : เราไม่ยอมหรอกอันนี้เราไม่ยอมหรอก ทางเถรสมาคมบอกเราเป็นพระทางสันติอโศกแล้ว แต่เขาปล่อยไปก็ขอบคุณเขา เขาไม่ยอมหรอก แต่ถ้าเขาถือว่าบวชมาจากเขาแล้วเป็นเรื่องราวไว้ได้ก็แล้วแต่ เมื่อเขาจะขอเราก็บอกว่าเราไม่ยอม เราจะเป็นอย่างนี้ก็แล้วกัน อันนี้ก็คงจะมีเรื่องราวต่อ ก็ยังตอบอะไรก็ตอบไปคร่าวๆ แล้วส่วนพระจะต้องต่อสู้กันยังไงเราก็ยังไม่รู้ คดีนี้มันเป็นคดีแรกในโลกก็ว่ากันไปเถอะยังไม่รู้เรื่องอะไร แม้แต่เจ้าหน้าที่สอบก็ไม่รู้ว่าจะสอบว่ายังไงกันมั่ง คือมันเรียกว่ายังเมาๆหมัดกันอยู่ทั้งนั้นนะ(เสียงหัวเราะ) เพราะเป็นเรื่องที่มันไม่เคยเป็นเคยมีนะ ก็ว่ากันไป อ้ายที่คนไปปลอมบวช ไปปลอมตัวบวช เที่ยวเรี่ยไร เที่ยวอะไรต่ออะไรนั่นมันชัดๆอยู่แล้ว กรณี 208 มันก็มีอยู่ตามเรื่องตามราว แต่ยังงี้มันไม่ใช่เลย มันไม่เคยมีไม่เป็นยังงี้มาเก่าแก่เก่าก่อน มันบวชจริงๆเอาจริงๆถ้าว่ากันลึกๆแล้วใครยิ่งกว่าใครด้วยซ้ำ คุณไชยวัฒน์ : มันมีเรื่องที่พวกเราขอไปที่ขอปักกลดที่สนามหญ้านะครับ ผมคุยกับท่านสารวัตรไปแล้วเมื่อคราวที่แล้วนะ ท่านสารวัตรบอกว่าผู้สื่อข่าวดื้อ ประเด็นนี้คงไม่ยอม พ่อท่าน : อ้อ!เราต้องไม่ดื้ออย่างผู้สื่อข่าวใช่มั้ย (เสียงหัวเราะ) เขาตอบมาแล้วว่าผู้สื่อข่าวดื้ออยู่จนได้ใช่มั้ย! ส่วนพวกเราคิดว่า คงไม่ดื้ออย่างผู้สื่อข่าว(เสียงหัวเราะ) ผู้หญิง : ที่บอกว่าฆราวาสอยู่ได้จำนวนเท่าไรแน่ พ่อท่าน : เรายังไม่รู้ แต่ขอต่ออีกเพิ่มเป็นโหลเลย ดูแลเลยเข้านอกออกในเหมือนคุณรุ่งโรจน์คอยดูแล ไชยวัฒน์ : ยังไม่ได้คุยเรื่องบิณฑบาตล่ะ เพราะเห็นยุ่งๆอยู่กับการสอบสวน พ่อท่าน : อ๋อ!ไม่ให้ส่งอาหารก็ตายน่ะซิ(เสียงหัวเราะ) ขนาดขังคุกมืดเขายังให้ส่งอาหารให้เลย เรื่องเท่านี้ แหม! เรื่องมันธรรมดาอยู่แล้ว เดี๋ยวก็รู้เองสิบคนนี่เดี๋ยวก็รู้ใคร ........ไม่ชัด... เขาว่ากัน ยังไม่ได้ ก็ไปบอกเขาให้ดีเพราะว่าเราไม่ค่อย... มันก็ไม่ใช่... อ้าคิดไปยังไงก็ได้ ไชยวัฒน์ : ไม่ชัด พ่อท่าน : เขาเอาตัวบุคคลไปยืนยันแล้ว ขณะนี้... ไชยวัฒน์ : ถ้าตกลงเป็นพยานนี้ พยานฝ่ายไหน? ตำรวจกันตัวเป็นพยาน พยานฝ่ายไหน? ไชยวัฒน์ : คือมันอย่างงี้นะคือที่มาวันนี้นะ หมู่หกสิบนี่เป็นผู้ถูกกล่าวหา คือเป็นจำเลย แล้วก็หมู่ยี่สิบหกนี่กลายเป็นพยาน : ฝ่ายตำรวจละ? : ฝ่ายโจทก์ ตำรวจบอกว่าถ้าลองต่อไปโจทก์อาจเป็นผู้ ต้องหาได้ ตอนนี้อยู่ในขั้นว่า ยังยอมรับในขั้นพยานอยู่ แต่พอพูดคุยแล้ว เขาอาจจะเปลี่ยนจากพยานเป็นผู้ต้องหาได้ ตอนนี้ข้อมูลยังเป็นพยานอยู่...ไม่ชัด.... คุณไชยวัฒน์ : แต่เท่าที่ผู้ใหญ่สองท่านก็คือ ท่านวิโรจน์กับท่านรองฯ ท่านก็ยืนยันว่าในส่วนของยี่สิบหกท่าน หลังจากสอบสวนเสร็จก็คงจะได้กลับ ก็คงได้ เดี๋ยวผมว่าฟังผลดีกว่ามั้ยครับไม่ใช่นะครับส่วนยี่สิบหกท่านนี้ เปลี่ยนไม่ได้อยู่แล้วเพราะว่ายังเป็นพระถูกต้องถ้าครบ 72 ชั่วโมง ก็เป็นอำนาจของศาล คุณไชยวัฒน์ : สมมุติว่า ถ้าอย่างนั้น ถ้าสมมุติว่าเหมือนอย่างที่พ่อท่านบอก... แต่เดี๋ยวนี้พระที่บวชในเถระไม่ได้ผิดในข้อหาแบบนั้นนี้ เขาก็จะมากล่าวหาแบบ... ไม่สังกัดกับใคร อยู่นอกการปกครองของอุปัชฌาย์... ไม่ชัด พ่อท่าน : พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้บอกว่าให้อยู่วัดนั้นวัดนี้ เวลาจำพรรษาให้อยู่กับที่เท่านั้น ให้อธิษฐานพรรษาแล้วอยู่ที่นั้นจนหมดพรรษา และในเวลาต่อมาในขณะที่พล.ต.ต.วิโรจน์ เปาอินทร์ ลงมาด้านล่างคณะผู้สื่อข่าวก็ได้ไปสัมภาษณ์ พร้อมกันนั้นบรรดาญาติโยมต่างก็ มีญาติโยมท่านหนึ่งเข้าไปแสดงความรู้สึกกับท่านดังนี้ : คือว่าท่านไม่ใช่ผู้ต้องหาใช่มั้ย พล.ต.ต.วิโรจน์ : ไม่ใช่ ญาติธรรม : ให้ความเป็นธรรมกับประชาชนหน่อยนะคะ

สมณพราหมณ์ เล่าเรื่องการสอบสวน ณ กองกำกับการป้องกันและปราบปรามการจลาจล เมื่อตอนดึกวันที่ 8 สิงหาคม 2532

ในเวลาต่อมา เวลาในขณะนั้น

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน