150729 ปรับจิตสู่นิพพาน-พ่อท่าน-วัดนรนาถสุนทริการาม.txt

โฟลเดอร์2515 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์79 KB
วันที่แก้ไข17 เมษายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

ฤกษ์นั้นมันหมายความว่าความพร้อมเมื่อเราพร้อมกันได้ด้วยประการทั้งปวงเราก็ได้ร่วมกระทำจิตร่วมกันลงไปได้สำหรับจิตที่เราจะร่วมกระทำไปด้วยกันนี้ก็เป็นกิจอันนึงที่เราเรียกว่าเจริญกิจเจริญกิจก็คือจิตที่จะพึงเดินทางหรือว่าประพฤติเดินทางหรือประพฤติไปสู่จุดที่หมายที่พระพุทธเจ้าของเราวางเอาไว้เรียกว่าเจริญกิจจิตนั้นมีเยอะแยะทั้งปวง การะเกดก็เป็นกิจอันพึงทำเหมือนกันแต่พึงทำไปไม่มีจุดหมายอาจจะทำไปเป็นทางโลกเป็นใหญ่กรณีเรียกว่าเป็นเรื่องเป็นคดีเป็นกำอะไรก็ตามแต่เป็นคณะกรรมกรต่างๆทุกอย่างมันก็เป็นไปตามโลกได้มากมายแปลว่าถ้าจะเป็นธรรมะที่จะเป็นไปด้วยทางที่ถูกและต้องเป็นกัมมะจรณะคือเป็นการกระทำเป็นไปทางจรณะอันดีที่เราได้เป็นไปที่เรามานี้ก็เป็นการเพิ่มพหุจักรวาล ในเรื่องความแท้จริงหรือสัจจะทั้งหลายแหล่เรียกว่าเพิ่มพหุสัจจะขึ้นไปเรามารวมกันฟังแล้วก็รวมกันคิดแล้วก็รวมกันเอาไปปฏิบัติอาตมาตั้งใจเอาไว้ว่าถ้าพูดประจำอยู่ที่นี่เสาร์ต้นเดือนเสาร์ที่ 1 ของเดือนนี้อาตมาจะเปิดเป็นใครใคร่ถามเชิญถามทุกต้นเดือนเป็นเสาร์แรกของเดือนเป็นชื่อหรือเป็นกิจกรรมเลยทีเดียวเพราะฉะนั้นใครจะถามอะไรที่มันน่าสงสัยเกี่ยวกับชีวิตเกี่ยวกับเรื่องที่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ไม่ใช่ไปเอาเรื่องราวส่วนตัวเอาเรื่องราวที่ไปท้าทายต่อสู้หรือว่าไปรบราฆ่าฟันอะไรกันมามันไข่มาถามเฉยๆอย่างนั้นมันไม่ ถ้าเรื่องที่จะมาถามกันเป็นเรื่องที่จะเป็นไปเพื่อความรู้เป็นไปเพื่อความที่จะเอามาประพฤติปฏิบัติเอามาช่วยชีวิตตนได้แล้วก็เอามาถามทีเดียวจะถามไปถึงขั้นไหนอะไรยังไงก็เชิญได้ตลอดเวลาแต่ส่วนเรื่องที่มันเป็นไปเพื่อการเขียนโต้เถียงตีรันฟันแทงฆ่าฟันกันโดยไม่เข้าเหตุเข้ายานะอย่าเลยเหนื่อยเหนื่อยมันเหนื่อยเอาเรื่องที่จะเป็นประโยชน์เฉพาะตนนี่ให้มากๆเป็นประโยชน์

อ่านต่อ

ในการที่จะทำความหน่ายความคลายเป็นประโยชน์เพื่อจะยกจิตของเราให้สู่ระดับสูงขึ้นนี่ให้มากที่สุดนะเราพยายามกันอย่างนั้นเราพยายามทำตนให้เป็นประโยชน์แก่ตนให้มากที่สุดซะก่อนและก็ เมื่อมีประโยชน์ตนมากพอแล้วค่อยเอาประโยชน์ที่เราได้นั้นหรือว่าปัญญาหรือดวงประทีปของตนนั้นดวงประทีปอันเป็นธรรมประทีปนั้นออกเป็นประโยชน์ท่านเผยแผ่แก่ท่านอย่างนี้แล้วก็จะเกิดประโยชน์ที่ถูกต้องดีที่สุดมากที่สุดนะเราก็เป็นอันว่าอาตมาจะขอเริ่มใครจะมีคำถามอะไรใครถามเชิญส่งมาได้เลยจะมาถามเองโดยตนหรือจะส่งเป็นกระดาษขึ้นมาก็ตามใจเอ้าเริ่มต้นเลยส่งเป็นกระดาษคำถามเหรออ้าวๆส่งเป็นกระดาษคำถามมาแหมมากมาย นี่มากส่งเป็นกระดาษคำถามมามากก็เมื่อมากอาตมาก็จะแบ่งตอบเป็นชุดๆไปเปิดโอกาสให้คนอื่นบ้างนะผู้ที่นิคมมาก 14 ข้อนี่ก็เป็นหมวดหมู่ 4 มั่ง 2 มั่ง 3 มั่ง 5 มั่งก็เยอะอยู่นะอ้าวดีแล้วล่ะอาตมาจะเอาวิธีนี้นะเอาวิธีการสดบ้างเอาวิธีกลอนแห้งบ้างสลับกันไปโดยอาตมาจะใช้แบบวิธีเดินคำถามจากกระดาษนี่เป็นชุดๆไปชุดนึงแล้วก็พักเอาจากกระดาษแล้วทีนี้ใครจะออกมาถามส่วนตัวให้เอาให้ออกมาถามส่วนตัวได้เนี่ยอาตมาจะเรียงลำดับนะใครส่งก่อนถามก่อนใครส่งหลังทำหลังเป็นระดับๆ อ้าวซะงั้นก็เริ่มต้นซะก่อนเดี๋ยวจะเดี๋ยวตอนนี้ขอตอบจากกระดาษนี้ซะก่อนคำถามที่ส่งมาเมื่อตอนจากคำถามที่ส่งมาแล้วแล้วก็จะเปิดโอกาสให้ออกมาถามปากเปล่าซัดกันได้ทันทีทันควันอย่างนั้นก็ดีเหมือนกันอะเริ่มต้นปัญหาชุดแรกนี้ก่อนชุดแรกนี้คำถามมีอยู่ว่าจิตและเจตสิกต่างกันหรือไม่มีคำถามข้อที่ 1 รู้สึกว่าเอาแรงเหมือนกันนะขึ้นต้นข้อที่ 1 เล่มจิตก็เจ็บนั้นโดยสภาวะที่ละเอียดต่างกันฟังให้ดีนะโดยสภาวะ หยาบๆไม่ต่างกันเลยทำไมถึงว่าไม่ต่างกันเลยที่ว่าไม่ต่างกันเลยก็เพราะเหตุว่าถ้าใครยังแยกแยะไม่ออกแล้วล่ะก็จะไปรู้ว่าไอ้นี่คือจิตไอ้นี่คือเจตสิกนั้นไม่ได้เพราะลำพังแต่จิตนั้นมันก็เร็วเหลือแสนที่มันเกิดมันดับเจอแต่สิ่งยิ่งไปสอดแทรกอยู่ในใจกลางของจิตอีกทีนึงเป็นอากัปกิริยาเป็นบทบาทเป็นสิ่งที่ซ่อนที่ซ้อนอยู่ในจิตนั้นอีกทีนึงเพราะฉะนั้นถ้าจะไปแยกความละเอียดอันนั้นออกมาอีกทีก็หมายความว่าผู้นั้นจะต้องมีปัญญาญาณรู้จิตจริงๆเมื่อยังไม่รู้จิตจริงๆแล้วจะไปรู้ใจแต่สิ่งนั้นเป็นไป ได้เป็นไปไม่ได้ต้องเข้าใจซะก่อนว่าจิตคืออะไรแน่ๆแท้ๆแล้วจับจิตของตัวเองได้ด้วยจริงๆอ่านจิตและรู้จิตของตัวเองได้ด้วยจึงจะสามารถรู้สิ่งที่ละเอียดยิ่งกว่าจิตเข้าไปอีกอีกทีนึงที่ซ้อนกันอยู่เพราะฉะนั้นคำถามของคำตอบของอาตมาถึงไม่ตอบว่าถ้ายางๆๆแล้วจิตกะใจจะติดตัวเดียวกันถ้าอย่างละเอียดแล้วจิตก็เจอแต่สิ่งคนละตัวมีสภาพแตกต่างกันถ้าใครรู้ละเอียดแล้วจิตคือรูปแก่แต่สิ่งคือนามถ้าใครรู้ละเอียดถ้าใครไม่รู้ละเอียดแล้วจิตกะใจจะติดเป็นนามด้วยกันทั้งคู่คือตัวเดียวกันนั่นแหละเพราะฉะนั้นรู้ความเป็นนามของมันให้ได้ก็แล้วกัน ถ้าใครรู้แล้วแบ่งออกได้อีกทีนึงจิตกะใจศักดิ์สิทธิ์จิตเป็นรูปเจสิคเป็นนามมีสภาพแตกต่างกันโดยแตกต่างกัน 1 ด้วยอาการก็แตกต่างกันแตกต่างกันนะอาการก็แตกต่างกันในพระอภิธรรมอธิบายว่าอาการของจิตกะใจจะติดเหมือนกันเหมือนอย่างเดียวกันแต่ไม่จริงสภาพการณ์ของจิตไม่เหมือนกันทีเดียวจิตก็เจอแต่สิ่งมีอาการแตกต่างกันมีรึงคะหมายความว่าความแตกต่างกันหรือคะนี่หมายความว่าเพศหรือความแตกต่างกันมีนิมิตมีนิมิตหมายความว่ามีลักษณะหรือรูปร่างหรือสิ่งที่กำหนดหมายลงไปเป็นนิมิตเป็นลักษณะที่จะรู้ได้ก็แตกต่างกันมีอุเทศมีข้อความที่จะยก เอามาอธิบายขึ้นให้แตกต่างกันได้ด้วยเรียกว่ารู้ซึ้งเข้าไปถึงสภาวะจิตของเจตสิกจริงๆแต่ถ้าไม่รู้ถึงขนาดนั้นแล้วจิตกะใจศักดิ์สิทธิ์ตัวเดียวกันเหมือนกันอย่างที่พระอภิธรรมอธิบายว่าจิตก็เจอแต่สิ่งมันมีความเกิดก็พร้อมกันดับก็พร้อมกันมีสภาวะเหมือนกันมีที่อาศัยเหมือนกันมีลักษณะอะไรต่างๆเหมือนกันถึง 5 ประการเนี่ยในพระอภิธรรมอธิบายซึ่งก็ไม่ผิดซึ่งก็ไม่ผิดแต่ถ้าจะรู้ถึงสภาวะที่มันไม่เหมือนกันบ้างคนนั้นก็รู้คือเพิ่มขึ้นไปได้อาตมาไม่เห็นว่าประหลาดเหมือนกันได้จิตกะใจจะติดเหมือนกันได้แต่ไม่เหมือนกันก็ได้แต่ต้องรู้ถ้าไม่รู้ก็เหมือนไม่เหมือนกัน ไม่ใช่สภาพที่ถามกันง่ายๆเลยนี่คำถามโมโหนี่ฉันมหาอภิธรรมนะไม่ใช่ชั้นอภิธรรมธรรมดานะฉันอภิธรรมธรรมดาก็เรียนแค่จิตไปเจอแต่สิ่งที่มีอาการเกิดพร้อมกันดับพร้อมกันมีลักษณะมีที่อยู่อาศัยอันเดียวกันอะไรต่างๆเนี่ยเค้าเหมือนกันถึง 5 ประการนะเพียงแต่ใจในสิ่งที่ท่านอภิธรรมเขาเรียนแค่นี้นะแต่อาตมาอธิบายมหาอภิธรรมเศรษฐกิจที่มันออกทำงานอยู่ถ้าจิตและหมายความว่ามันคลุมเชิงอยู่เลยทีเดียวคุมเชิงอยู่ธรรมดามันออกมาทำงานคนทุกคนมีจิตถ้าเผื่อว่าผู้ใดมีจิตแต่และจิตของคนบางคนในขณะบางขณะไม่ ไม่มีเจตคติก็มีก็เป็นเจตสิกข้อ 2 อารมณ์เกิดจากจิตใช่ไหมใช่อารมณ์เกิดจากจิตถ้าไม่มีจิตเสียได้นะคนตายแล้วไม่มีจิตไม่มีอารมณ์ไม่มีอารมณ์อะไรเลยหรือคนสลบไปก็ไม่มีอารมณ์เพราะฉะนั้นอารมณ์จะเกิดได้ต่อเมื่อจิตขึ้นทำงานอย่างเต็มรูปเรียกว่าขึ้นสู่วิถีเต็มรูปเป็นอารมณ์ที่เรารับรถได้แต่ถึงแม้ไม่ขึ้นสู่วิถีอยู่ในภวังค์จิตก็เป็นอารมณ์ได้อีกเป็นอารมณ์มันลึกละเอียดสำหรับผู้ที่จะเข้าไปหยั่งรู้จิตในจิตของตัวเองแล้วไปลิ้มรสลิ้นอารมณ์ในจิตของเราในขณะที่มันลึกเข้าไปในภวังค์คือจิตนั้น ผู้นั้นก็มีจิตเช่นเดียวกันกับผู้ที่นั่งสมาธิฌานได้ข้างนอกไม่รู้แล้วทวารทั้ง 5 ปิดหมดเลยแต่ไปอยู่ในจิตแท้นั่งเสพชานอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนะเนี่ยเข้าไปอยู่ในสภาพนั้นน่ะลึกละเอียดเลยจนกระทั่งถึงระดับอรูปฌานชั้นที่ 8 ข้างนอกไม่รู้เรื่องแล้วนะเขาจะเป็นจะตายฝนจะตกฟ้าจะร้องอะไรก็ไม่รู้เรื่องแล้วนะแต่เขาก็อร่อยมีอารมณ์อร่อยมามันว่างเบาสบายดีจริงเนาะเสพนี่เป็นอารมณ์ในภวังค์ขจิตได้เหมือนกันแต่ในระดับของคนธรรมดานี้อารมณ์นี้สู่วิถีนี่ก็เกิดจากจิตตัวนี้แหละแต่ทีนี้จิตต้องมีระดับไปตั้งแต่ชั้นอารมณ์นอกนอกเรียกว่ากามกิจชั้น ประกิตก็เป็นอารมณ์จิตที่มันซ้อนเข้าไปลึกอีกนิดนึงอรูปจิตเข้าไปไกลลิบเรียกว่ารูปาวจรจิตก็ได้หรืออรูปาวผจญจิตก็ได้ที่มันจะเข้าไปเดินไปเสพอยู่ข้างในจิตลึกๆเป็นระดับเข้าไปโน้นก็เป็นอารมณ์เหมือนกันนะต้องเรียนรู้จิตเป็นระดับๆขึ้นไปถ้าไม่มีจิตก็ไม่มีอารมณ์ถ้ามีจิตอยู่ก็มีอารมณ์ 3 7 กับวิญญาณเหมือนกันหรือไม่จิตกับวิญญาณถ้าจะต่อกันโดยภาษาเหมือนกันกับเมื่อกี้นี้จิตกะใจแต่สิ่งเหมือนกันหรือไม่และต่างกันหรือไม่ก็ตอบได้ว่าจิตกับวิญญาณนั้นอย่างๆๆเหมือนกันถ้าอย่างละเอียดลึกซึ้งไม่เหมือนกันอีกและไม่เหมือนกันอีกแหละเพราะถ้า แปลว่าขันธ์ 5 รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณเป็น 5 ขันธ์ 5 ของคนธรรมดานี่มีอยู่แค่นี้ถ้าเราบอกว่าจิตล่ะจิตขันธ์เวทนาก็ไปติดขันสัญญาก็ไปติดขันธ์สังขารก็ไปติดขันวิญญาณก็ไปติดขันพฤติกรรมทั้ง 4 ตัวเพราะฉะนั้นถ้าเราจะบอกว่าวิญญาณก็จิตมันแตกต่างกันไหมก็ 4 อันนี้เป็นถือว่าจิตหมดแต่ยังแถมมีวิญญาณอยู่ในนี้ด้วยมีวิญญาณอยู่ในนี้ด้วยเป็นครั้งหนึ่งของจิตเท่านั้นเองเพราะฉะนั้นถ้าอย่างละเอียดแล้วเราก็วิญญาณก็ไม่เหมือนกับจิตแต่ถ้ายังอยากๆแล้วก็จิตก็วิญญาณก็เหมือนกันนั่นแหละคุณเรียนรู้จิตเรียนรู้วิญญาณเรียนรู้จิตให้ดีซะก่อนแล้วคุณตามเข้าไปรู้วิญญาณทีหลังต้องต่อ ดับไปอย่างนี้น่าจะไปอธิบายละเอียดทีเดียวไม่ไหวหรอกนี่มันไม่หมดถ้าให้อาตมาอธิบายข้อเดียวก็กินแยกจิตให้อ่านออกอารมณ์ให้อ่านอารมณ์ออกครับแท้จริงนั้นอารมณ์นั่นแหละคือวิญญาณอารมณ์นั่นแหละคือวิญญาณโดยเฉพาะที่เรายังไม่ตายนี่เรามีจิตเรามีจิตขันแต่ว่าสิ่งที่มันปรุงขึ้นอยู่เป็นเรื่องเป็นรูปเป็นร่างเป็นอะไรที่เราเสพอยู่นั่นเป็นวิญญาณขันธ์ตัววิญญาณผันตัวนั้นแหละคืออารมณ์คืออารมณ์วิญญาณขันธ์นั่นแหละคืออารมณ์อ่านี่เดี๋ยวเอาอีกสัก 2 ข้อข้อ 1 ในชุดที่ 2 ถามว่ารูปประธรรมนามธรรมคืออะไรแหมนี่คำถามครอบ รูปประธรรมกับนามธรรมคืออะไรรูปธรรมนามธรรมรูปธรรมคือสภาพอย่างหนึ่งของสภาพธรรมที่มีอาการอย่างนั้นอย่างนั้นมีความแตกต่างกับสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งในโลกนี้มีสภาพธรรมอยู่ 2 อย่างอย่างหนึ่งเรียกว่าลูกอย่างหนึ่งเรียกว่านามสภาพรูปก็ทำก็หมายความว่าสภาพที่มีอาการอย่างนี้อย่างนี้แตกต่างกับไอ้อย่างนี้อย่างนี้ล่ะแล้วก็มีลักษณะอย่างนี้ถ้าเราจะเข้าใจมีอุเทศมีหัวข้อที่ยกขึ้นมาอธิบายได้เข้าใจเพียงพอนะก็สามารถจะอธิบายได้ว่ามันแตกต่างกันหรือว่ามันเป็นอย่างนี้อย่างนี้ซึ่งไม่เหมือนกับนามธรรมอย่างนี้ล่ะจึงเรียกว่ารูปกับนามเป็นสภาวะ 2 สิ่งอยู่ในโลก เราจะต้องเข้าใจถึงอาการเข้าใจถึงลืมคะเข้าใจถึงนิมิตเข้าใจถึงสุเทพ 4 อย่างนี้ของมันให้ครบแล้วเราก็จะแยกรูปประธรรมกับนามธรรม 2 อย่างนี้ออกซึ่งกันและกันได้ไม่ว่าอย่างไรไม่ว่ากายไม่ว่าเวทนาไม่ว่าจิตไม่ว่าทำทุกอย่างมีสภาพรูปธรรมนามธรรมอยู่ในตัวของมันเองทั้งหมดถ้าเข้าใจได้อาตมาเคยพูดว่าเวทนาก็เป็นรูปเคยพูดที่วัดมหาธาตุก็เคยพูดและที่นี่ก็พูดได้ถ้าถึงเวลาตอนนี้ยังอธิบายถึงละเอียดถึงขนาดนั้นไม่ได้ฟังไปพลางๆก่อนนะบางทีอาจจะมีคนไม่สบายแล้วมีแล้วล่ะคนหาว่าอาตมานี่บรรยายนอกพระสูตรนอกเขาทำปลาเราไม่ได้บรรยายนอกเลยบรรยายอยู่ในอยู่ในนั้นไม่ได้มีนอกแล้วอาตมาอ้างเนี่ยผมก็จะจ้างท่านสอนว่าจะต้องรู้รูปรู้นามเข้ามาให้ชัด ความชัดของรูปนามที่จะชัดละเอียดจะต้องรู้อาการรู้ลืมค่าลูกนิมิตรู้อุเทศให้ชัดด้วยความแตกต่างของรูปนามเราถึงจะแยกแยะออกได้ชัดท่านก็อธิบายท่านอธิบายให้พระอานนท์ฟังในมหานิทานเปิดอธิบายชัดพอ 2 รูปประธรรมนามธรรมมีลักษณะเป็นอย่างไรเกิดเมื่อไรรูปประธรรมกับนามธรรมมีลักษณะอย่างไรนั้นอธิบายให้ละเอียดละออเดี๋ยวนี้ไม่ไหวนะเกิดเมื่อไรอันนี้ตอบได้เกิดเมื่อมีอุปทานเกิดเมื่อมีอุปทานก็มีรูปธรรมนามธรรมเพราะฉะนั้นผู้ใดหมดอุปทานนามธรรมและรูปธรรมตั้งอยู่ไม่ได้เป็นวิญญาณนาง มหาภูตะรูปังอุปาทายไม่มีเลยตั้งอยู่ไม่ได้ณที่นี้วิญญาณนะสะนิโรจนะเรียกว่าวิญญาณเกิดในโลกนี้ดับสิ้นลงไปด้วยไม่เหลือหรอกนี่เรียกว่าสภาพของนิพพานนามและรูปย่อมตั้งอยู่ไม่ได้อยู่ในธรรมชาตินี้เองนี่แหละท่านเรียกว่าอย่างนี้นะที่สูงนะไอ้เนี่ยถามว่าสูงๆทั้งนั้นซึ่งอาตมาคิดว่าจะเป็นภาษาง่ายๆหน่อยว่าถามรายละเอียดละออนะถามว่าสูงรูปธรรมนามธรรมก็มีลักษณะเอาอธิบายให้ฟังเล็กน้อยคร่าวๆว่าให้สังเกตให้ดีว่าสิ่งใดเป็นรูปสิ่งนั้นคือสิ่งที่จะมีบทบาทน้อยกว่ามีฤทธิ์น้อยกว่าในทางที่จะดีดดิ้นสิ่ง เวียดนามสิ่งนั้นมีฤทธิ์มีความดีดดิ้นมีบทบาทที่จะเรียกว่าทำให้ปรุงแต่งทำให้ใจเราปรุงแต่งได้มากขึ้นและเรียกว่านามธรรมเนี่ยอาตมาให้คำจำกัดความง่ายๆอย่างงี้ให้คำจำกัดความง่ายๆนี้นะเอาลักษณะของมันง่ายๆอย่างนี้ไปก่อนส่วนลักษณะละเอียดก็ต้องพูดกันอีกนานมีอาตมาเองก็ยังไม่อยากจะพูดกันมากเพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องลึกลูกกับนางลึกมากเรารู้ทุกสิ่งทุกอย่างครบในโลกเป็นรูปนามชัดมันก็ไม่มีปัญหานะอ้าวทีนี้ขอตอบคำถามของชิ้นที่ 2 สักข้อ 2 ข้อมีชิ้นที่ 1 ไปแล้วนะอาตมาขีดไว้ก่อนก็แล้วข้อ 1 ทำไมมโนแล้วทำไมนะ นะโมต้องว่า 3 จบว่าจบเดียวไม่ได้เพราะเหตุใดไม่มีใครห้ามนี่จะว่าจบแล้วก็ได้นะโมไม่เป็นไรนะโมตัสสะภะคะวะโตอะระหะโตสัมมาสัมพุทธัสสะนี่หมายความว่าเราระลึกถึงคุณทีนี้ในในในทุกสิ่งทุกอย่างนี่นะสภาวะของศาลนี่นะมันเป็นสภาวะที่ดีที่สุดที่เราจะระลึกรอบเป็นสภาวะสามัญท่านเรียกว่าไตรลักษณ์เป็นสภาวะสามัญเมื่อไตรลักษณ์ 3 สิ่งนี้เกิดแล้วมีสภาวะถึง 3 จุดขึ้นมาแล้วมันจะเกิดวัฏฏะเกิดความสิ้นรอบท่านถึงพยายามที่สุดที่จะทำอะไรให้มันครบ 3 มันจึงจะเป็น สภาวะที่หนุนแน่ใจขึ้นมากแม้แต่ใครไปเตือนพระพุทธองค์นี้นะถ้าเตือนท่านหรือขอท่านครั้งที่ 1 เนี่ยบางทีท่านจะปฏิเสธตัดครั้งที่ 2 ท่านก็ปฏิเสธได้อีกแต่ครั้งที่ 3 บางทีท่านก็ยอมเหมือนกันนี่ส่วนมากพยายามไม่แน่ใจนะถ้าแน่ใจตรงกันถึง 3 ครั้งแล้วยังยืนยันอย่างที่อาตมาเคยบรรยายที่นี่เรื่องนี้เมฆิยะสูตรน่ะที่ว่าเมียขี้ยาท่านขอบอกว่าจะไปประพฤติธรรมที่สวนนู้นแหละขอไปเถอะพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเดี๋ยวก่อนยังไม่มีใครมาเฝ้าแทนให้ใครรอใครสักคนมาเฝ้าแทนก่อนแล้วค่อยไปพ่อแม่ขี้ยาก็ยืนยันก็บอกพระพุทธองค์หมดหน้าที่หมดสิทธิ์ที่จะต้องทำแล้วนี่ 9 กับผมยังมีสิทธิ์ที่จะต้องทำยังไม่บรรลุยังไม่หลุดพ้นก็อยากจะไปทำพระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่าแต่ท่านก็บอกว่ายังก่อนแม้ครั้งที่ 2 เธอยืนยันว่าเธอจะต้องไปต้องไปจะต้องมีจิตภาระไปขอบำเพ็ญให้บรรลุเราจะไม่ว่าเธอยังไงล่ะก็ไปเถอะพระพุทธเจ้าท่านก็ยอมอย่างนี้เป็นต้นเพราะงั้นไอ้คำว่าคำรบ 3 นี่นะมันเป็นของดีเหมือนกันว่าให้ไตร่ตรองให้พากเพียรให้พยายามรู้ว่าจากการคิดยั้งชั่งใจให้ได้ดังนั้นการที่ตั้งจะตั้งนะโมถึง 3 จบก็ตามก็หมายความว่าเราพยายามที่จะระลึกถึงพระพุทธให้มากๆให้แน่นอนพยายามยืนยันนะโมตัสสะถึง 3 ครั้งแต่ท่านที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลยใช่ไหมนะโม ทั้ง 3 ประโยคก็เหมือนกันทุกประการแต่ว่าบทเดียวก็ได้แต่คุณจะว่าหรือคุณจะว่า 6 ก็ได้คุณจะว่าก้าวเที่ยวก็ได้ไม่เป็นไรนะข้อ 2 จิตใต้สำนึกกับวิถีจิตเหมือนกันหรือต่างกันก็นิทานดีจิตใต้สำนึกเป็นภาษาสมัยใหม่วิธีติดเป็นภาษาสมัยเก่าเออเอามาถามปนกันก็ดีเหมือนกันจิตใต้สำนึกนั้นหมายความว่าเขาวางขจิตจิตใต้สำนึกหมายความว่าภวังค์จิตคือจิตที่มันอยู่ในส่วนที่มันไม่พุ่งขึ้นมาอยู่ข้างบนหรือว่ารู้รู้ได้ง่ายๆจิตใต้สำนึก ซึ่งเราเรียกว่าภาษาฝรั่งเขาเรียกอยู่แล้วว่าไอ้ทรัพย์คนเครียดคือที่มันรู้กันอยู่ข้างใต้เรียกว่าภาษาบาลีตรงกับคำว่าภวังจิตส่วนวิถีจิตนั้นคือคนเครียดไมล์คือจิตที่มันขึ้นสู่วิถีเต็มตัวเลยนะวิธีติดตั้งก็แบ่งไว้ 2 อย่างเนี่ยเพราะว่าวิถี 7 คือมีซับความเครียดกับความเครียด 2 อย่างนี่แหละเพราะฉะนั้นเมื่ออธิบายอย่างนี้แล้วคุณก็เหมือนกันไหมล่ะมันก็ไม่เหมือนกันเพราะอันนึงมันเครียดอีกอันนึงมันคนเครียดหรืออันนึงคือพลังจิตเรียกว่าจิตใต้สำนึกส่วนวิถีจิตนั้นมันก็ไม่ใช่มันไม่ใช่จิตสำนึกภาษาไทยไทยเราก็เรียกว่าจิตสำนึกก็ได้วิธีจิตในจิตสำนึกธรรมดาธรรมดา ดูได้ก็ 2 นี้เอาทีนี้เอาอีกข้อนึงเอาข้อ 3 อีกข้อนึงนะข้อ 3 ช่วยอธิบายวิธีดับโทสะอย่างย่อย่อเจริญอสุภะแล้วเกิดโทษเจริญอสุภะแล้วเกิดโทษทำไมเจริญอสุภะแล้วเกิดโทษล่ะไปเจริญเอารูปไหนเข้าอ้าวิธีดับโทสะนั้นอาตมาจะบอกให้ย่อๆง่ายๆวิธีดับโทสะก็คือต้องพยายามยกสติขึ้นมาให้ทันไม่มีประตูอื่นเลยไม่มีประตูอื่นเลยที่จะดับโทรศัพท์ อย่างไรจะต้องยกสติขึ้นมาให้ได้ยกสติขึ้นมาเมื่อใดแล้วก็พยายามยั้งพยายามมีสัมปชัญญะต่อให้ได้แล้วถามตัวเองว่าขณะนี้ที่เรากำลังเป็นยักษ์เป็นมารเนี่ยโปรนี้เป็นยักษ์นะคนโกรธและเป็นยักษ์ทุกคนน่ะเป็นญาติโกรธแรงๆนี่เห็นชัดเลยออกหมดยักเลยบางทีนี้ถ้าคนไม่เคยเรียนออกได้จริงๆโปรดเต็มๆที่นี่ถ้าโขนไม่เคยเรียนออกเปรี้ยงเลยถางๆเอามาเลยจริงๆคนโปรดโทรศัพท์เนี่ยใครไม่เชื่อก็คิดดูก็แล้วกันนะไม่เคยเรียนโขนได้โทรศัพท์ที่มันออกมาจัดๆเพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดเกิดโทสะขึ้นมาวิธี ก็คือพยายามนึกถึงว่าอาตมาบอกไว้ว่าให้ยั้งสติให้มีสติระลึกและถามตัวเองขึ้นแล้วเรากำลังเป็นยักษ์หรือเปล่าถ้าเรากำลังเป็นยักษ์อยู่ในท่าไหนถ้าคนที่เรียนนาฏศิลป์มายิ่งจะเข้าใจใหญ่เลยกำลังอยู่ในท่าไหนถ้าญาติไม่มีไม่รู้กี่ท่าเขาเองอาตมาก็ไม่ใช่นักเรียนนาฏศิลป์จริงๆนะกำลังออกท่าไหนแล้วเราจะรู้เลยก็ถ้าคืบเท้าแยกเขี้ยวกำลังถ้าโมโหถ้าอะไรไม่นานนะเพราะฉะนั้นถ้าเรารู้ว่าเรากำลังอยู่ในท่าของยักษ์แล้วก็จงพยายามคิดให้ดีว่าที่เราโกรธเค้าเนี่ยถูกไหมควรไหมแล้วเราทำทุกให้ตนเองหรือเปล่านอกจากทำทุกให้ตนเองแล้วเราก็ทำทุกให้คนอื่นด้วยถ้าเรา สงบเสียหยุดยั้งไม่ออกท่ายากเสียมันจะถึงตายไหมมันจะถึงตายไหมจะทนไหวไหมลองดูขอให้ลองถ้าลองได้แล้วล่ะก็คุณจะเกิดผลว่าบางทีมันเจ็บเหมือนกันแหละบางทีมันเจ็บเหมือนกันแหละเจ็บโดยที่เรียกว่าคุณยังไม่มีปัญญารู้ทันว่าอาการเจ็บเหล่านั้นคุณรับมาให้ตนมันเจ็บใจอย่างอย่างลึกแล้วก็บางทีเจ็บตัวเป็นอย่างง่ายๆเพราะขนาดที่กำลังทะเลาะกันนี่นาแล้วคุณดับโมโหบางทีคนนั้นก็เปรี้ยงปร้างให้คุณบ้างถ้าคุณสงบของคุณได้ไม่ทำตอบนะเรื่องจบลงง่ายเพราะเรื่องจบลงแล้วเราไม่เป็นไรหรอกทานให้เขาตีทีสองทีเวลาเราบางทีอย่างเก่งก็หัวแตกบางทีก็ตายแค่นั้นเองไม่เห็นมีเรื่องอะไรมากบางทีก็แค่ตาย น้าแดงล็อคเองแล้วไม่ต่อล้อต่อเถียงชอบบางทีก็โมโหจะจัดเขามีปืนส่องเฟซเขาให้กีฬาก็ไม่เป็นไรนี่ก็ตายก็จบง่ายๆไม่เห็นเป็นไรแต่คุณตายในขณะที่คุณวางโกรธนะวางโทสะนะคุณจะเกิดอย่างดีสู่สุคติแต่ถ้าคุณเองคุณไม่หยุดยั้งโปรดต้องโกรธไม่รู้หรอกเปรี้ยงๆๆถึงขนาดแรงต่อแรงชกกันเปรี้ยงเลยยิงกันตายทั้งคู่นะแล้วคุณตายแบบไหนตายกำลังเป็นนายจิตกำลังโกรธใช่ไหมคุณลงนรกอาตมาจะชี้ทางให้คุณไปเป็นทุกปีเลยเพราะงั้นคุณจะเอายังไงคุณเอากำไรหรือขาดทุนคุณจะไปทุบภาษีได้ไปสุคติถ้าคุณไปสุคติแม้แต่คุณจะตายคุณก็ตายอย่าไปสุคติดีกว่าอย่าไปตายอย่างไปทุคติเลยมันไม่เข้าท่าเราขาดทุน วิธีดับโทรศัพท์ก็ไม่มีอื่นนอกจากที่จะยั้งสติถามตัวเองให้ได้ว่าเราผิดหรือเราถูกเพราะต้องการถามเราผิดหรือเราถูกถ้าเราผิดกราบคนที่เขากำลังว่าเราหรือกำลังโกรธนั้นกราบเลยแหมขอบคุณมากที่เตือนให้เรารู้ความผิดแห่งตนแต่ถ้าเราถูกก็วางเฉยเสียเพราะเห็นว่าในขณะที่เรากำลังถูกนี่นะแต่คนที่มาทะเลาะกับเราหรือคนที่มาทำให้เราโกรธเนี่ยเขาก็ยังทำอยู่ก็แสดงว่าเขาโง่ไม่รู้ความถูกต้องมันก็ไม่รู้ความถูกต้องอันนั้นเขาทำให้การเกิดการโกรธได้เขาก็โง่แล้วเราไปโกรธคนโง่ถูกไหมตัวก็โง่ไม่ถูกไม่ถูกต้องเลยเราไปตรวจคนโง่คนบ้าคนเมานี่นะอาตมาพูดนักหนา 3 อย่างเนี่ยคนไปโกรธคนโง่คนบ้าคนเมาคนนั้นน่ะโง่ยิ่งกว่าบ้ายิ่งกว่าแล้วเมายิ่งกว่าคนที่เขาเป็นไม่ ค้นหาวันนี้ให้ได้ถามตัวเองให้ได้แล้วตัวเองจะลดโทรศัพท์ลงแล้วมีวงเล็บไว้ท้ายว่าเจริญอสุภะแล้วเกิดโทสะนี่อันนี้ต้องถามคุณแล้วคุณจะเดินต่อสุขภาพวิธีใดอ่ะเจริญก้าวหน้าสุขภาพวิธีใดหากคุณเจ้าของคำถามคุณเจริญสุภาพวิธีใดคุณจะเดินต่อสุขภาพวิธีไหนมันถึงได้ทำให้คุณยังโกรธอยู่ยังเกิดโทสะอยู่คงไม่ใช่ไปเพ่งศพขึ้นอืดศพเขียวศพแดงศพน้ำหนาวแล้วน้ำเลือดน้ำหนองก็บอกว่าคุณจะเห็นว่าสิ่งนี้มันเป็นอสุภะมันเป็นสิ่งที่ไม่ดีแล้วล่ะแล้วผมก็จะไม่ใช้แต่คนที่เขายังยึดมั่นถือมั่นว่าของเขาดี เขาจะยัดเยียดให้คุณใช้คุณก็เลยไปโกรธเขาว่าเขามายัดเยียดคุณใช่ไหมคุณก็ถามอุบายสิถ้าอย่างนี้ก็หาอุบายเขาเองเขารู้ว่าสิ่งนั้นดีจริงนะถ้าเขารู้ว่าสิ่งนั้นดีจริงเขาก็เข้าใจไม่ตรงกับเราใช่มั้ยเพราะว่าเราเห็นว่าไม่ดีเป็นอสุภะแต่ก็เห็นว่าดีเขาจะเอามาให้เราก็ไม่เป็นไรถ้ามันอั้นตู้สตางค์แล้วก็รับมันไว้เสียแล้วคุณก็ไปแจกให้คนใหม่ก็ได้เอาไปให้คนอื่นเขาใช้คุณก็ไม่ต้องรับต้องใช้ความฉลาดในโลกคุณอย่าไปโง่คุณไปโกรธเขาแล้วคุณสร้างจิตโทรสั่งมูลจิตให้ตัวเองว่าขาดทุนจมนักปฏิบัติธรรมณปัจจุบันตามต้องไม่ให้มีรอพระโมจิ ธุรกิจเกิดเลยต้องพยายามไม่ให้มันเกิดแม่เล็กแม่น้อยถ้าคุณปล่อยให้มันเกิดได้ขาดทุนนะใช่มั้ยอ่าก็ให้เราทานเนื้อสัตว์แล้วเราไม่ทานใช่ไหมก็หาว่าเราดัดจริตใช่ไหมก็บอกเขาตรงๆบอกถูกเรากำลังดัดจริตเพราะว่าจริตของเรานี่มันเป็นทุจริตมานานแล้วเรากำลังจะดัดจริตของเราให้มันเป็นสุจริตถูกถูกต้องที่คุณคิดเรากำลังตัดจริตของเราให้จริตของเรามันเป็นสุขให้มันดีเพราะว่าจริตของเรานี่มันเจ๊มานานแล้วมันเป็นทุกข์จริตมาร้ายกลับร้ายกันเต็มทีแล้วไปหลงในของไม่เข้าท่าไม่เข้าทางไปหลงกินเนื้อสัตว์มาก็ศาสนาชาติเพราะฉะนั้น ป่านนี้เราจะไม่กินเนื้อสัตว์และเราก็ดัดจริตของเราให้มันเป็นสุจริตเพราะว่าการไปกินเนื้อสัตว์มันเป็นทุจริตพระพุทธเจ้าท่านสอนให้สร้างตนให้เป็นทูตสุจริตไม่สุจริตไม่ใช่ทุจริตเพราะฉะนั้นจริงเรากำลังดัดจริตถูกตอบมาอย่างนี้เขาจะว่ายังไงเพราะว่ามีโทรศัพท์จริตเราไปมีโทรศัพท์จริตจริงหรือเปล่าถ้าเราไม่มีโทรศัพท์จริตหมายความว่าไปโกรธเขาเราพูดยิ้มแย้มสิเราจะไปมีอารมณ์โกรธกับเขาพูดกับเขาดีๆเขาบอกว่าระดับจริตเราก็รับไม่ใช่เขาบอกว่าดัดจริตแค่นั้นเราก็โกรธแล้วบอกว่าฉันน่าจะดีแล้วคุณก็โกรธเขาแล้วมันก็ใช้ไม่ได้สิก็เราดัดจริตจริงนี่เรากำลังจะไม่กินเนื้อสัตว์เราก็ดัดจริตของเราให้มันเป็นสุขจริตอย่างที่ว่านี้เข้าใจไหมเพราะฉะนั้นเรารับเลยก็ว่าเรา เรากำลังดัดจริตของเราให้มันเป็นสุจริตเพราะว่าเรารู้ตัวเราเองว่าไอ้การกินเนื้อสัตว์นี่มันทุจริตมันไม่ดีหรอกเราจะไม่กินเนื้อสัตว์ไม่เป็นไรถ้าเขาเข้าใจไม่ได้เราก็อโหสิอโหสิอย่าไปยึดถือเพราะว่าเขาเข้าใจไม่ได้ถ้าเขาเข้าใจได้มันก็มีปัญหาแต่เราจะไม่ทำสิ่งนี้ก็ถามดูสิว่าให้เราไม่กินเนื้อสัตว์นี่เป็นญาติหรือเปล่าเนี่ยเป็นญาติหรือเปล่าหรือเป็นคนธรรมดาเอาให้ถ้าเป็นคนอื่นไม่เขาไม่เกี่ยวข้องเป็นญาติไม่เป็นไรหรอกเพราะว่าเราเฉยๆเราก็ว่าเราดัดจริตเราก็ตอบเขาอย่างนี้ก็พอถ้าเป็นญาติเขาจำเป็นที่จะต้องไม่ได้ไม่กินเนื้อสัตว์จะเป็นคุณแม่เป็นคุณพ่ออะไรงี้บอกไม่กินไม่ได้หรอกเอามายัดเยียดแล้วก็บอกว่าถ้าเราไม่กินเนื้อสัตว์นี่นะถ้ามันเจ็บมันปวดมันเป็นอะไรไปมันอะไรเราก็จะรู้ร่างกายของเราหรอกแต่ว่าตอนนี้เราก็ยังไม่ป่วย ปล่อยให้หนูต้องทำอย่างนี้ดูบ้างเถอะเราจะพยายามดัดจริตของเราอย่างที่ว่านี้ให้มันเข้าสู่รูปรอยดูซิแล้วก็ว่าของท่านดีๆอย่าไปโกรธสิคุณก็เอาโปรดนำหน้าคุณก็ไม่ได้ปฏิบัติธรรมนะถ้าโกรธนำหน้าแล้วมันไม่ได้ปฏิบัติธรรมอ้าวเอาละอันนี้ก็ตอบ 3 ข้อนี้อีกซะก่อนแล้วถึงจะเปิดโอกาสให้ผู้ถามถามคำตอบคำถามที่นี่เลยเชิญใครมีคำถามที่จะถามปากเปล่าไม่ใช่ถามมาในกระดาษมีในกระดาษนี้อีกเยอะอาจจะไม่มีใครถามอาตมาอธิบายต่อได้เอ้าเชิญจากคุกกรณีนี้นะหมายความว่าสิ่งที่เราจะต้องทำให้เกิดให้จริงให้ได้เพราะฉะนั้นในขณะนี้ที่ทุกคนที่ เข้าใจส่วนสุด 2 ส่วนที่เราได้ฟังมากันมากมายแล้วกับสุพรรณิการ์สุขขาอนุญาตคือหมายความว่าผู้ประพฤติตนหนึ่งหลงสุข 2 หลงทรมานตนอาตมาไม่กล่าวคำว่ากามสุขัลลิกานุโยคกับเพราะเหตุว่ากามนั้นเป็นส่วนสุดเหมือนกันส่วนสุดของโลกหยาบๆจะเอาการมาก็ได้ถ้าเรียกว่ากามมาสุดขันธ์หรือการโยกมากินความหมดเลยปุถุชนเสพกามเพราะฉะนั้นถ้าเอาคำว่ากามาก็ไม้มาทำอย่างปุถุชนเลยทีนี้เสพสุขขาด้วยโยกอันที่ไม่ใช่กามก็มีอีก เสพสุขดอยหลวงว่าเป็นสุขก็มีเหมือนกันซึ่งไม่ใช่เสพกามแล้วยังพระอนาคามีท่านเสพอย่างนี้เป็นต้นหรือผู้ที่บำเพ็ญฌานในจิตไปเสพรูปฌานอรูปฌานเป็นต้นไม่ใช่กามไม่ใช่กามเป็นสุขขาเนื้อโยกเหมือนกันอันนั้นก็ไม่ได้เข้าท่าพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าหลงทั้ง 2 ส่วนนะคำว่าสุขขีกับอัตนัยนี้จะต้องอธิบายกันยาวเหลือเกินนะจะต้องเกิดจากคุกกรณียักษ์จะต้องมีตาแจ้งสภาพธรรมอันแท้จริงจากคุกกรณียักษ์จะต้องรู้กรณีรู้เรื่องราวรู้คดีรู้ไอ้สภาพนั้นๆให้ชัดเรียกว่าจากคุกกรณ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน