150715 ใครจะเลือกตายเกิดหรือตายสูญ-พ่อท่าน-วัดนรนาถสุนทริการาม.txt

โฟลเดอร์2515 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์280 KB
วันที่แก้ไข17 เมษายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

ต่อจากนี้ไปฉันจะได้ฟังการบรรยายธรรมะในหัวข้อเรื่องใครจะเลือกตายเกิดหรือตายศูนย์ซึ่งบรรยายโดยท่านพระโพธิรักษ์บรรยายนะที่วัดนรนาถเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมพุทธศักราช 2515 ขอเชิญท่านรับฟังได้นะครับเจตนาได้ตั้งชื่อของเรื่องที่จะพูดไว้ว่าใครจะเลือกตายเกิดหรือตายสูงนั้นที่จริงไม่ใช่อาตมาตั้งทีเดียวหรอกคุณสมพงษ์เป็นคนกล่าวขึ้นเองว่าจะให้ตั้งชื่อเพราะคราวที่แล้วไม่มีชื่อเพราะไม่มีชื่อก็บอกว่าให้อาตมาตั้งชื่อหรือว่าเราควรจะตั้งเรื่องอาตมาก็เราไม่ได้ตั้งเรื่อง ผมก็ยกตัวอย่างว่าควรจะตั้งชื่อเรื่องเช่นว่าใครจะเลือกตายเกิดหรือตายศูนย์อาตมาก็ตั้งไปสิจะใครจะเลือกตายเกิดหรือตาย 0 ก็เลยตั้งขึ้นมาได้ชื่อนึงแล้วทีนี้มันจะต้องมี 2 สาวเสาหน้าอีกเสานึงอาตมาก็ถามว่าใครจะฟังเรื่องอะไรคุณพิจิตราใช่ไหมก็เลยบอกว่าอยากฟังเรื่องผีอ้าวผีก็ผีก็เลยตั้งเป็น 2 ชื่อไม่ใช่อาตมาตั้งเองสักชื่อหรอกใครจะตั้งก็ได้พวกคุณนั่นแหละตั้งเองอยากฟังเรื่องอะไรอยากเอาเรื่องอะไรจะตั้งชื่อมาบ้างก็ได้เอาเสาต้นเดือนใครจะตั้งอะไรแล้วค่อยตั้งตามตามกันมาเราต้นเดือนเสาร์ที่ 2 จะเอาอะไรต่อๆไปใครจะตั้งเรื่องอะไรก็ตั้งขึ้นมาแล้วอาตมาก็จะพยายามมาแจกแจงในมุมเหลี่ยมต่างๆมันจะได้ครบเหลี่ยมทุกเหลี่ยมทุกมุม เพราะธรรมะนั้นมีมุมไหนมันก็เป็นวัฏฏะเรียงมุมไหนก็เป็นวัดตะเป็นเมื่อเราอธิบายครบปริวัตรมาแล้วเสร็จแล้วมันก็จะรู้สภาพสิ่งนั้นอย่างชัดไม่ไปไหนเสียแค่ค่าเราขีดวงรอบของมันไว้หมดครบปั๊บไม่ดิ้นแล้วตัวนี้ชัดเจนเลยอยู่ในเอกภพนี้ชัดเจนจุลินทรีย์ตัวนึงก็เป็นเอกภพอันนึงโตขึ้นมากับจุลินทรีย์เป็นสัตว์ที่เป็นสัตว์เซลล์เดียวขึ้นมาก็เป็นเอกภพอันนึงโตขึ้นมาแล้วถ้าเรารู้มุมเหลี่ยมของเอกภพของสัตว์เซลล์เดียวแล้วก็รู้โตขึ้นมากษัตริย์เซลล์เดียวมีสัตว์หลายๆเซลล์มีลาย

อ่านต่อ

เซ็นเพิ่มเติมขึ้นมาอีกโตขึ้นมาอีกเรารู้รอบทุกเหรียญทุกมุมของมันหมดทุกจุดก็รู้ไอ้ตัวนั้นอีกมาอีกแล้วโตขึ้นมาเรื่อยๆขึ้นไปอีก เราก็รู้รอบเลยว่าไอ้ขนาดโตขึ้นมามันมีอะไรเพิ่มขึ้นเรียงมุมมันหมุนกลับไม่หมุนกลับหมุนทวนไม่หมุนทวนเราก็รู้ขึ้นมาเรื่อยๆจนกระทั่งโตได้ปรุงแต่งมาเป็นตัวเราทั้งตัวนี่เราก็รู้เราก็เห็นเอกภพอันนี้รู้เอกภพอันนี้เข้าใจเอกภพวันนี้ได้รอบทวนก็เป็นสบายที่สุดพอเรารู้มากจนกระทั่งถึงแม้กระทั่งว่านี่แหละกายอย่าว่าหนาคืบกว้างศอกนี่รู้เอกภพนี้ชัดเจนทุกเหลี่ยมทุกมุมแล้วล่ะก็มันก็เป็นที่สุดท้ายถึงแก่เอวังเป็นอย่างนั้นสิ่งที่สุดท้ายถึงแก่ไอ้วังได้เป็นที่สุดท้ายเอวังดังนี้อาทิตย์นี้เราจะมาพูดโดยให้มันตรงหัวเรื่อง ใครจะเลือกเอาตายเกิดหรือตาย 0 อาตมาไม่ว่านะใครจะเลือกเอาอันไหนอาตมาไม่ว่าแต่อาตมาจะอธิบายทั้งตายเกิดและตาย 0 ใครจะเลือกเอาอันไหนเชิญนะเรามาเริ่มกันที่ตายเกิดซะก่อนเรามาเริ่มกันที่ตายเกิดซะก่อนที่เราเถียงกันอยู่ทุกวันนี้นี่แหละเราเถียงกันเรื่องก็ตายเกิดหรือตาย 0 นั่นน่ะเถียงเพราะเหตุว่าเราไม่รู้เราไม่เข้าใจเราไม่เอาจริงก็เถียงกันไปแต่ผู้ที่เข้าใจแล้วแล้วเอาจริงแล้วก็ไม่เถียงไม่เถียงก็เลิกกันเลิกๆเพียงเรื่องอะไรไม่เอาอ่ะใครจะเถียงไม่เถียงอะไรก็ช่างใครเพราะฉะนั้น ต้องมารู้มันให้ละเอียดว่าตายเกิดเป็นอย่างไรตาย 0 เป็นอย่างไรถ้าใครจะไปบอกว่าไอ้ตายเกิดมีไม้ตายศูนย์มีไหมไอ้อย่างนั้นแล้วล่ะก็มันมีอยู่ทั้งสิ้นทั้งมวลนะพระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ท่านบอกว่าไว้กับวัดชักโครกท่านบอกว่าดูสารวัตรชักโครกดูสารวัตรชะตาไม่ได้โทษหรอกท่านเรียกว่าชักคำว่าตายและเกิดนี้เราตถาคตบัญญัติใช้แก่ผู้ที่มีอุปทานฟังให้ดีนะคำตัดของพระพุทธเจ้าคำว่าตายและเกิดนี้เราตถาคต ใช้แก่ผู้ที่มีอุปาทานเท่านั้นหาได้บัญญัติแก่ผู้ไม่มีอุปาทานไม่นะเพราะงั้นผู้ใดไม่มีอุปทานแล้วใครจะไปว่าตายว่าเกิดจะเอาตายก็เกิดไปเถียงกันยังไงก็ช่างอาตมาว่าตายก็เกิดเรื่องเดียวกันนะอาตมาว่าตายกันเกิดเรื่องเดียวกันเพราะฉะนั้นผู้ใดยังไม่เข้าใจก็เถียงกันตายเกิดตายสูญตายสูญตายเกิดตายอะไรก็ตามแต่เถียงกันอยู่นั่นแหละผกผันกันอยู่นั่นแหละเพราะฉะนั้นเราไม่เถียงถ้าเราเห็นอนัตตาแล้วเรารู้ว่าริเริ่มต้นที่ต่อมานี่ก็อันนี้แล้วก็ต่อมาเป็นอันนี้เป็นเรื่อยไปเลยเป็นปฏิกิริยาไปเราก็รู้ความเรื่อยไปเหล่านั้นถ้ามันจะครบวงเราก็จำกัดเข้าไปเป็น 3 123 เรียกว่าไตรลักษณ์ไอ้ครบวงก็เป็น 3 เนี่ยเป็นเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเป็น 3 สภาพนี้เกิดเป็นรอบแรกพอรอบ 3 นี่เกิดเป็นรอบ 3 อย่างโตขึ้นไปอีกยกกำลัง 3 เรียกว่าปริวัตร 3 ท่านก็เรียกว่าเป็นรอบที่ใหญ่ขึ้นไปอีกซึ่งเป็นสภาพสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนอาตมาใช้คำว่าสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนอาตมาแปลคำว่าปริวัตร 3 เป็นอย่างนี้เพราะว่าปริวัตร 3 นี่มันไม่ใช่ไตรลักษณ์มันเก่งแต่ใจรักถ้าไตรลักษณ์แล้วก็มี 3 ตัวเท่านั้นมี 3 ตัวเท่านั้นจะอะไรก็ตามแต่สภาพ 123 รูปนามสังขารก็เป็นไตรลักษณ์จะเป็นสังขารวิญญาณนามรูปก็เป็น รักมันทำงานวนเวียนกันอยู่อย่างนี้ก็เป็นไตรลักษณ์ทั้งนั้นสภาพหมุนวนรอบสั้นๆเรียกว่าไตรลักษณ์แต่ปริวัตร 3 นั้นมันหมุนเป็นวัฏฏะ 3 ระบบเรียกว่าวุ้นวัตตะครบ 3 ระบบไม่ใช่ระบบต่อไปเป็นช่วงๆนะถ้าต่อไปเป็นช่วงๆเราเรียกว่าปฏิจจสมุปบาทฟังให้ดีนะถ้ามันตอบเป็นช่วงๆไปเรื่อยๆนะอันนี้ขึ้นมาเกิดมาเป็นสังขารแล้วก็มาเป็นวิญญาณแล้วก็ไปเป็นนามรูปนามรูปมาเสร็จก็มาเป็นอายตนะอายตนะก็มีผัสสะเกิดเวทนาเกิดปัญหาอะไรต่อยุ่งยากไปจนกระทั่งครบปฏิจจสมุปบาทนี่นั่นก็เป็นการติดต่อโยงใยเรื่อยๆๆไปแต่ละอันนี้มาเป็นอันนี้แต่อันนี้มาเป็นอันนี้อันนี้เรียกว่าบทบาทของมันเราเรียกว่าอิทัปปัจจยตาคืออันนี้ไปเป็น อันนี้มีปัจจัยอันนี้มามาเป็นอันนี้เพราะอันนี้มีปัจจัยอันนี้ก็มาเป็นอันนี้มีปัจจัยอันนี้ก็มาเป็นอันนี้ไอ้ตัวอิทัปปัจจยต่อพรรคเป็นอันนี้เรียกว่าเป็นปัจจัยต่อเกิดในสภาพของอิทัปปัจจยตาเนี่ยซ้อนอยู่ในปฏิจจสมุปบาทถ้ามันเป็นวงไปบนบนหมดเลยเราเรียกว่าปฏิกิริยาไปข้างหน้ามีแต่เกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดไม่รู้จักจบเขาเรียกว่าสมุดไทยเมื่อวานถ้าเรียกว่าสมุนไพรยาวานถ้าเผื่อว่าย้อนกลับซิย้อนกลับจากปลายของปฏิจจสมุปบาทดับตั้งแต่ทุ่มกลับย้อนเข้ามาหาสังขารท่านเรียกวันนี้โลดทวารหมายความว่าสายดับภาษาเอาแต่เกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิด แต่เหตุมีแต่เหตุมีแต่เหตุเกิดเรื่อยไปเลยมีเหตุประสาทตาหมายความว่ามีเหตุและก็เกิดเป็นปัจจัยมีเหตุเกิดเป็นปัจจัยอิทัปปัจจยตาหมายความว่ามีสิ่งนี้เป็นปัจจัยก็เกิดสิ่งนี้มีสิ่งนี้เป็นปัจจัยก็เกิดสิ่งนี้มีสิ่งนี้เป็นปัจจัยเกิดสิ่งโน้นมีสิ่งโน้นเป็นปัจจัยเกิดสิ่งนั้นมีเป็นต่อไปเรื่อยไม่รู้สิ่งไหนล่ะเรียกว่าอาการของอิทัปปัจจยตามันจะเป็นอย่างนั้นแต่ถ้าอยู่ในรอบบนอย่างนี้ท่านเรียกว่าปฏิจจสมุปบาทคือวงวอนมีบาทมีวงบาทบ่วงบาปมีบาตรหลวงมีบาตรพระถ้าเรียกว่าปฏิจจสมุปบาทเรียกขออธิบายสูงหน่อยอธิบายให้ตัวยากซะก่อนเดี๋ยวจะอธิบายตั้งแต่ต้นให้เข้าใจกับทั้งหลายซะก่อนเพราะงั้นศัพท์ที่อาตมาพูดถึงนี่มีอยู่ 1 รายรับสภาพ 3 2 ปฏ 3 ซึ่งอาตมาตั้งชื่อภาษาไทยว่าสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนเพราะมันไม่ใช่มันหมุนรอบธรรมดานะมันหมุนรอบมันไม่ใช่หมุนรอบธรรมดามันวนเข้าไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงอาตมาก็พูดไม่ถูกเหมือนกันค่อยๆพูดไปแล้วค่อยๆเข้าใจเหลี่ยมเข้าใจมุมของมันสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนนอกจากปฏิวัติ 3 แล้วก็เป็นปฏิจจสมุปบาทที่อาตมาว่าแล้วปฏิจจสมุปบาทกับปริวัตร 3 ก็ไม่เหมือนกันคนละเรื่องแล้วก็อีกคำนึงศัพท์ที่เราก็ได้ยินมาใหม่นี่ท่านพุทธทาสเอามาพูดแล้วเอามาอธิบายอาตมาเองก็ไม่ได้ศึกษามันไม่ได้อ่านเหมือนกันว่าพระพุทธทาสอธิบายคำว่าไอ้ทัพปัญญาตามไปแค่ไหนแต่อาตมาเข้าใจคำว่าอิทัปปัจจยตาของอาตมาเองในฐานะของอาตมาเหมือนกันแล้วอาตมาก็เข้าใจแล้ว ปริญญาตราที่อาตมาเข้าใจนี่จะตรงกันกับท่านของท่านพุทธทาสหรือเปล่าอาตมาไม่รู้นะยังไม่รู้ทีเดียวเพราะว่าอาตมายังไม่ได้ฟังยังไม่ได้อ่านทีท่านท่านพูดก็ไม่ได้ยังไม่ได้ฟังถนัดถนี่หรือว่าท่านเขียนบอกหรือมึงจะเล่นต่อทีเดียวแหละที่ท่านบรรยายแล้วเอามารวมพิมพ์เป็นเล่มโตอาตมาก็ยังไม่ได้อ่านดูนะแต่ถ้าบรรยายตานั้นอาตมาเข้าใจโดยภาษาบาลีและก็เข้าใจโดยอรรถเนื้อหาของมันทั้งหมดว่าเป็นอีกอันนึงซึ่งเป็นสิ่งที่ร่วมกันกับปฏิจจสมุปบาทสิ่งที่ร่วมกันกับปฏิจจสมุปบาทคือมันมีเหตุและก็มีปัจจัยของมันเรื่อยไปเลยทีเดียวอย่างนั้นเป็นตัวร่วมปฏิจนั่นแหละหมายความว่าเรียกตัวมันไปตัวนี้ตัวนี้ตัวนี้ตัวนี้ตัวนี้เป็นวงเลยท่านตั้งวงไว้ช่างตั้งชื่อเอาไว้หมดเลยเสร็จแล้ว ตานี้เป็นตัวมาร่วมเป็นปัจจัยเข้าไปเรื่อยๆๆๆแล้วมันจะปรุงแต่งกันต่อไปด้วยนะอันนี้อาตมาว่าถึงเรื่องของบทบาทของสิ่งที่มันเกิดอยู่แล้วก็มันไม่รู้จักจบสิ้นสักทีให้ฟังถ้าจะจบสิ้นเราก็จะต้องรู้วงกลับของปฏิจจสมุปบาทคือนิโรธทวารเรารู้วงกลับพอเป็นสังขารถ้าเรามีอวิชชาอยู่มันก็จะปรุงยาวไปข้างหน้าเรื่อยไปเรียกว่าสมุนไพรยายวานพอมีจิตเรายังไม่พ้นอวิชชาเป็นสังขารก่อนสังขารเสร็จเป็นนามเป็นวิญญาณเกาะวิญญาณเสร็จเป็นนามรูปก่อนามลูกศิษย์มีอายตนะมีอายตนะ 6 พอมีอายตนะ 6 เสร็จมันก็ก่อไปเป็นผัสสะพอได้ผัสสะเกิดเวทนาเพราะเกิดเวทนาก็เกิดปัญหาเกิดปัญหาก็เกิดอุปทาน อุปทานเข้าประกวดพบเกิดชาติเกิดชรามรณะเป็นอะไรต่ออะไรทุกข์ยากกันไปจนกระทั่งถึงอุปายาสนั่นเรียกว่าปฏิจจสมุปบาทถ้าเผื่อว่าเราจะทำเป็นนิโรธทวารแล้วต้องย้อนกลับมาเลยเราดับมาตั้งแต่อุปราชอุปราชตัวสุดท้ายดับถอยหลังถอยหลังถอยหลังถอยหลังขึ้นมาจนกระทั่งมาถึงสังขารแล้วมาแจ้งชัดสังขารให้ได้ย้อนขึ้นมาจนกระทั่งมาถึงสังขารพอแจ้งชัดตัวสังขารได้ทีเดียวหมดเกลี้ยงเลยครบทุกอย่างในสังขารทั้งปวงเป็นสัพเพสังขาราเรารู้หมดเลยเรารู้สัพเพสังขาราเมื่อไรและก็เมื่อนั้นแหละเรารู้ทุกเรื่องสิ่งถ้าเรารู้จักเพลงสังขารา สังขาราทั้งปวงรู้หมดมันจะปรุงมาเป็นสภาพของกายสังขารจะปลงมาเป็นวจีสังขารจะปรุงมาเป็นมโนสังขารตัวนี้แหละร้ายกาจที่คนไม่รู้ทุกวันนี้กายสังขารยังพอเข้าใจได้ง่ายๆยิ่งวัตถุสังขารแล้วยิ่งสบายใหญ่วัตถุสังขารยิ่งสบายใหญ่ถ้ามันเป็นกายสังขารก็ยังก็ยังพอเข้าใจได้ง่ายหน่อยนะอย่างผู้ชายกับผู้หญิงสืบพันธุ์สังเวชสังขารธรรมดาธรรมดาของกายสังขารอย่างข้างนอกข้างนอกพอมาสังขารที่ตัวเองตัวเองมีกายทวารรับผัสสะเข้ามาผัสสะโดยทวารหนักเข้ามาเรียกว่ากายสัง แท้เพาะกายสังขารแท้มันก็ก่อรูปก่อเรื่องอะไรต่ออะไรขึ้นมาเป็นบทบาทของผัสสะเป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอะไรก็ตามแต่ก็เป็นตัวเรารู้อยู่ที่ใจนี่แหละเสร็จแล้วนอกจากกายสังขารอันนี้เราจะรู้บทบาทของมันได้ด้วยความรู้สึกของแต่ละบุคคลแล้วก็ยังพอเทียบเคียงกันได้อย่างเอาอะไรมาตีร่างกายของเราเนี่ยมันมีลักษณะอย่างไรคุณก็รู้อาตมาก็รู้มันก็เข้ากันได้มันไม่ค่อยผิดกันนักหรอกนอกจากการสังขารและละเอียดขึ้นไปอีกก็เอามาพูดเป็นภาษาให้ได้ด้วยว่าวจีสังขารพูดเป็นภาษาเป็นนิรุตติท่านเรียกว่าเป็นนิรุตติเป็นภาษาพูดเป็นภาษาหรือเป็นบัญญัติหรือเป็นบัญญัติเป็นภาษาแทนสภาวะแทนสัจจะสภาวะ อย่างสมมุติว่าเจ็บอย่างเงี้ยคำว่าเจ็บนี่เป็นภาษาเป็นนิรุตติเป็นบัญญัติแต่ถ้าผู้ใดรู้สภาวะธรรมว่าเจ็บคืออาการยังไงคุณก็รู้ในใจของคุณเลยว่าเจ็บอย่างนี้ที่คุณมีสภาวะรองรับอยู่แล้วคุณก็อ๋อที่ท่านเรียกว่าเจ็บนิรุตติหรือว่าบัญญัติที่พูดออกมาว่าเจ็บตัดจากสภาวะของคุณก็นึกรู้เลยทันทีว่าอ่อลักษณะอาการของเจ็บมันเป็นอย่างนี้หมดเลยคุณรู้หมดเลย 7 มันแตกต่างกับไม่เจ็บอย่างไรคุณก็รู้เพราะฉะนั้นอาการของเกี่ยวกับอาการก็ไม่เจ็บแตกต่างกันอย่างไรคุณก็รู้เรียบร้อยคุณพอใจอันไหนล่ะคุณก็ยึดอันนั้นเป็นส่วนใหญ่ถ้าคุณประยุทธ์อันไหนอันนั้นแหละ อุปทานอันนั้นแหละเป็นเรื่องยากที่สุดที่เราจะแคะนะถ้าคุณเองคุณไม่ชอบอันไหนก็เป็นสภาพที่คุณยึดอีกนั่นแหละยึดด้วยลักษณะอยากให้มันพ้นตัวถ้าชอบวันไหนยึดในลักษณะอยากเอามาให้แก่ตัวมีอยู่ 2 สภาวะแค่นี้เองในโลก 2 สภาวะแค่นี้เพราะฉะนั้นถ้ายึดเอามาให้ตัวท่านเรียกภาษาบาลีว่าโลภะถ้ายึดอยากให้มันไปพ้นตัวท่านเรียกว่าโทรศัพท์เท่านั้นเองเท่านั้นแหละในโลกเพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจละเอียดๆแล้วเข้าใจเรื่องย่อมาได้แค่นี้ก็ไม่มีสภาพทำอะไรมากมายเลยมันจะเกิดกายสังขารหรือเอามาพูดกันเป็นบัญญัติมา เป็นภาษาแทนขึ้นไปเป็นวจีสังขารแม้แต่การประยุกต์วาทะหรือยึดภาษาหรือยึดนิรุตติท่านก็เรียกว่าอัตตวาทุปาทานเหมือนกันอัศวาทุกบาททานไม่มีตัวตนมากนะอาตมาทุกอาทานนี้มีแต่บัญญัติมีแต่ภาษาหรือมีแต่นิรุตติเท่านั้นแล้วก็ไปยึดอยู่แต่ภาษานั้นตัวสภาวะไม่ได้พวกมีอุปทานอย่างนี้เดี๋ยวนี้เยอะที่สุดเดี๋ยวนี้ญาติที่สุดคือพวกเรียนปริยัติเนี่ยเอาแต่เรียนเรียนปริญญาหรือเรียนจะภาษาหรือไปพยายามฟังฟังหรือไปพยายามอ่านมาท่องๆมาได้แต่ภาษาหรือได้แต่นี้ยุติได้แต่บัญญัติเหล่านี้มาจึงเรียกพวกนี้ว่าอัต ชวาทุกปาทานยึดมั่นถือมั่นอยู่แค่วาทะฟังให้ดีนะอาตมาอุปทานต้องรู้ตัวมันให้ชัดทีเดียวแล้วใช้ไม่ได้เลยตลอดไปไม่มีอะไรเลยไม่มีเนื้อหาสภาวะเลยเมื่อกี้อาตมาอธิบายให้ฟังแล้วว่ามันมีสภาวะอย่างไรคือเจ็บเนี่ยมันเป็นวาทะแต่ถ้าคนไม่มีภาษานะไอ้ถ้าคนไม่มีสภาวะนะไม่รู้ว่าเจ็บคืออะไรเด็กเกิดใหม่ๆไปบอกเขาเจ็บไม่รู้ว่าเจ็บคืออะไรแต่ก็น้อยยากที่จะมาที่จะไม่รู้ได้แค่เจ็บแต่อย่างคุณนี่บอกว่าภาษายากๆหน่อยยังบอกว่านิพพานคืออะไรเขาก็คำนวณเอาเองเลยโดยภาษาทั้งหมดเลยนิพพานคือความไม่ยึดมั่นถือมั่นความได้วางหมดแล้วสิ้นเปลืองรู้แจ้งเห็นแจ้งเป็นยถาภูตญาณทัศนะพูดยังไงก็ได้นี่นิทานภาษาบอกว่าเยอะ เอามาอ่านอีกเท่าไหร่ก็ได้ที่ท่านอธิบายสภาพนี้ผ่านมาเยอะแยะเลยนิพพานคือการละวิมุตินิพพานคืออะไรคุณก็พูดได้เยอะแยะไปแต่คุณยังไม่รู้โรจน์กาลวิมุติสภาพหรือสภาวะจริงๆที่อยู่ในตนเองมีอะไรมีรูปร่างยังไงคุณไม่รู้ไม่รู้จริงๆแต่คุณได้แต่วาทะได้แต่นิรุตติได้แต่บัญญัติก็คุณพูดได้ละเอียดด้วยพูดอันนี้ต่ออันนี้พวกนี้ต่อนี้ได้หยุดยาวเหยียดเลยแต่เนื้อหามันไม่มีเลยจึงเรียกผู้นั้นว่ามีแต่วาทะเป็นอัตตาโต้งๆแบกหามอยู่เท่านั้นเรียกว่าอันตรายทุกประการให้ดีแล้วคุณจะมองเห็นว่าคนที่เดี๋ยวนี้เก่งแต่ปริญญาเก่งแต่ภาษานี่โอ้โหเยอะแยะเลยแบบอยู่มากมายไม่เข้าเรื่องเลยฟังให้ชัดนะถ้าเราเป็นอย่างนั้นบ้างก็จงรู้ไว้ด้วยว่า เพลงอาตมาทุกอาทานไปก็เป็นโมฆะบุรุษตายเปล่าไม่ได้อะไรหรอกตายไปก็ไม่ได้อะไรเลยจงระวังให้ดีทีเดียวอย่าทีเดียวอันนี้เรื่องนี้แล้วนี่กำชับกัญชาก่อนจะเข้าเรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญเดี๋ยวจะเข้าเรื่องตอนนี้กำชับกำชาเรื่องพวกนี้ซะก่อนที่มาฟังฟังฟังฟังฟังฟังฟังเนี่ยอาตมาไม่ใช่คุณฟังแต่เฉพาะภาษาเอาแต่วาทะเอาแต่นิรุตติหรือเอาแต่บัญญัติไปไม่ใช่นะให้คุณได้ภาษาให้คุณเข้าใจไปแล้วคุณเอาไปทำไปปฏิบัติดูสิจะทำให้มันมีมดลงไปมันเป็นยังไงคุณเข้าใจได้ด้วยปัญญาญาณของคุณคุณก็รู้ด้วยภาษาฟังแค่สุตตะเอาไปคิดทบทวนก็ได้ว่าเออก็เหตุเข้าท่าดีแฮะก็เป็นจริงตามระยะปัญญาเท่านั้นเอาไปภาวนามายาปัญญาเอาไปทำจริงๆที่มันเกิดจริงๆสภาพขึ้นชัดๆเลยว่า มันวิมุตจริงๆสภาพมันสัมผัสอย่างนี้จริงๆหนอมันหลุดมันพ้นมันขาดอย่างนี้จริงๆหนอรู้ภาวะของวิมุตคือตัวที่มันหลุดออกไปแล้วเรียกว่าวิมุติเราไม่มีกิเลสตัณหาตัวนี้แล้วในจิตใจของเราเรารู้ว่าตอนนี้กิเลสตัณหาตัวนั้นมีหมดไปแล้วรู้ตัววิมานอย่างนั้นนอกจากรู้ตัววิมุตอย่างนั้นแล้วยังมารู้ตัวสภาพของจิตของเราที่มันกำลังผัสสะการที่มีมดอยู่เรียกว่าวิมุตติญาณทัสสนะคือขณะที่เรากำลังขาดจากกิเลสตัวนี้นี่เรามีความรู้เห็นอยู่ในตัวของเราเลยสัมผัสอยู่ในสภาวะว่าการที่ขาดจากกิเลสตัณหาตัวนี้เนี่ยจิตของเราเป็นอย่างไรรู้จิตของเราที่ขาดจากกิเลสตัณหาเป็นวิมุตอยู่เป็นอย่างไร และรู้ตัวกิเลสตัณหาที่มันขาดออกไปแล้วด้วยไม่ใช่ว่าเราไม่รู้นะเรารู้ทั้ง 2 อย่างนะรู้ทั้งตัวกิเลสตัณหาที่ขาดออกไปจริงๆด้วยหลุดออกไปแล้วจากตัวเราไม่มีที่ตัวเราแล้วแล้วก็กลับมาดูที่ตัวเราอีกจิตของเราจิตของเราสบายอย่างนี้เองมันขาดจากกิเลสตัณหาตัวนี้มันสบายอย่างนี้มันว่างมันเปล่ามันเบามันโอ้โหแสนสุขปรมังสุขังอย่างนี้เองเราจะรู้สภาพนี้เป็นมิติญาณทัศนะนี่อาจจะอธิบายภาษาที่เขาเรียกกันพูดกันให้ชัดๆเพราะฉะนั้นเรากำลังมาเรียนสิ่งนี้แล้วกำลังจะมาเอาสิ่งนี้ในฐานะของโลกที่จะขึ้นเป็นเหนือโลกขณะที่เราเป็นตัวโรคและเราจะขึ้นไปเหนือโลกเราจะมาเอาสิ่งนี้เอาทีนี้เราอยู่ในโลกเราจะขึ้นไปเหนือ เราก็มาอธิบายแต่โลกซะก่อนอาตมาก็จะขอเริ่มต้นเข้าหาชื่อเรื่องเลยว่าใครจะเลือกเอาตายเกิดหรือตายศูนย์ช่างคุณใครจะเลือกเอาอะไรก็ตามแต่อาตมาจะอธิบายทั้งตายเกิดและตาย 0 จึงต้อง 2 อย่างและไม่จริงทั้ง 2 อย่างฟังให้ดีนะอย่าเมาให้ละเอียดก็ได้ข่าวว่ากลับมาที่อาตมาทานอีกนะคุณเกษมอยากให้อธิบายอาตมาอุปทานให้หนักกว่านี้อัตตะหมายความว่ามันยังเป็นตัวเป็นตนวาทะหมายความว่าสิ่งที่มันออกมาเป็นวจีสังขารวาทะเป็นคำพูดเป็นวาจาก็ได้นะหุบปากทางเป็นสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นเอา อัตตะบวกวาทะบวกอุปทาน 3 ตัวนี้ในภาษาบาลีพอสมาสกันเข้าก็เป็นอัตตะวาทุกอุปทาน 3 ตัวนี้แหละให้ความหมายว่าเรายังล้างอัตราไม่ได้ก็เพราะว่าไปยึดเอาแต่แค่คำพูดภาษาหรือบัญญัติที่ตัวเองมีอยู่รู้แต่ภาษายึดมั่นถือมั่นอยู่อย่างนั้นน่ะไม่ทำให้มันเกิดสภาวะจริงๆที่เรารู้แท้เห็นแท้เป็นเนื้อหาอันที่เป็นยถาภูตะยถาปูตะอ้าวมีเติมอีกตัวนึงแล้วเมื่อกี้นี้มีแต่ยานถ้ามีแต่วิมุติมีแต่ญาณทัศนะเกิดเป็นยถาภูตะอย่าถามครูป่าไม้คำว่าภูตะนี่หมายความว่ายัง เป็นชีวิตชีวิตเป็นชีวิตแกนกลางอาตมาใช้คำว่าชีวิตแกนกลางภูตะคือชีวิตจริงๆมันมีหนึ่งชีวะ 2 ภูตะ 3 ปานะอันนี้อาตมาไม่อธิบายหรอกขี้เกียจอธิบาย 3 ชีวิตนี้เอาไว้อ่านหนังสือศีลของอาตมาอาตมาเขียนละเอียดแล้วอยู่ในศีลนะเอาไว้อ่านละเอียดชีวะภูตะปานนั้นเอาไว้อ่านอันนั้นแต่ที่กำลังอาตมากำลังจะอธิบายนี่จะพูดถึงพ่อมันมีศัพท์คำว่าภูตะเข้ามาผ่านอย่าถามภูตะตัวผู้ตานี่มันเป็นชีวิตคั่นกลางชีวิตแกนกลางเพราะฉะนั้นก็คือวัดที่มานี่เองแหละพูดกันง่ายๆเพราะงั้นยะหาปูตะตัวใดที่มันเกิดเป็นอย่างนี้ยถานี่หมายความว่าเป็นไปตามบทบาทอย่าถากรรมก็เป็นไปตามบทบาทของกรรมอย่าท้าปูตะก็เป็นไปตามบทบาท วันเกิดการเกิดแบบแกนกลางแบบธรรมดาแบบที่เราชัดแจ้งเป็นกลางๆแล้วเรียกว่าเกิดไปอย่างนั้นเป็นจริงแท้จริงตรงนี้ไม่มีอะไรเพี้ยนไม่มีอะไรเติมไม่มีอะไรบกพร่องไม่มีสังขารไม่มีทั้งเพิ่มเรียกว่ายถาภูตะถ้าต่อคำว่ายถาภูตญาณเข้าไปก็หมายความมีปัญญารู้ไอ้ยถาภูตะตัวนี้ยานหมายความว่าความรู้มีปัญญารู้มันจริงๆนะมีปัญญารู้มันจริงๆรู้ครับเราเห็นสภาพธรรมดาของมันแต่จะเห็นได้นั้นจะต้องไม่ใช่คำศัพท์แค่ว่ายถาภูฏานที่เติมยางเข้ามาอีกตัวนึงหมายความว่ามีปัญญารู้อารยธรรมปูตะอันนี้ที่อธิบายไปแล้ว ที่นี่นอกจากรู้เนี่ยเรายังรู้ได้ถึง 3 ระดับแหนะรู้แค่ฟังเนี่ยพวกคุณก็รู้ได้รู้คุณน่ะไปคิดทบทวนเป็นจินตามยปัญญาคุณก็รู้ได้จะเกิดการรู้อย่างจริงขึ้นเป็นยิ่งกว่ายถาภูตญาณจนกระทั่งเรียกทรัพย์อีกตัวนึงว่ายะถาภูตะญาณทัศนะหมายความว่าต้องหลังจากภาวนามะยะปัญญาจึงเรียกว่ายถาภูตญาณทัสสนะพยายามเข้าใจศัพท์ให้ดีนะสัปดาห์นี้ของท่านว่าไว้นี่กำชับและทำหมวดเกลียวมีนิยามหรือมีคำจำกัดความตรงเพลงๆๆๆเข้าไปเพราะฉะนั้นเราจะเกิดความรู้แจ้งเห็นจริงจนกระทั่งได้ว่าเกิดยถาภูตญาณทัสสนะแล้วก็เมื่อนั้นต้องผลหลังจากภาวนามายะปัญญา คนอย่างนั้นจริงๆถึงจะเรียกว่ายถาภูตญาณทัสสนะผู้ใดเกิดอย่างนี้แท้จริงเห็นตัวหนึ่งก็พ้นอัตตวาทุปาทานตัวหนึ่งเห็นสองตัวก็พ้นอาตมาทุกประธาน 2 ตัวแต่ถ้าใครยังไม่เกิดภายหลังจากอันตรายทุกปาทานนะอาจจะแค่จินตาหรืออาจจะแค่แค่ไม่กินตาแค่ส่วนต่างมายาปัญญาก็ยังเป็นอัศวาอุปาทานอยู่หรือแม้จริงตามระยะปัญญายังเป็นอัตตวาทุปาทานอยู่เข้าใจไหมซ้อนเข้าไปอีกนะเพราะฉะนั้นจะให้มันพ้นอันตรายทุกประการได้ต้องภาวนามายะปัญญาผลเกิดจริงจากหลังภาวนามายะปัญญาแล้วจึงจะเรียกว่าเกิดยถาภูตญาณทัสสนะเออนี่แหละเราเรียก พอเห็นมีบุญก็เป็นวิมุตติญาณทัสสนะเรียกว่าพระพุทธยานทัศนะวิมุตตัวนั้นแหละเป็นยถาภูตะเราเองเป็นผู้รู้ดีมีบุตรใครมารู้กับเราเป็นความจริงอันแท้จริงที่เกิดญาณทัศนะเพราะฉะนั้นญาณทัศนะนี่เป็นหรือเรียกวิปัสสนาญาณก็ได้ท่านเรียกว่าวิปัสสนาญาณก็ได้เป็นวิชา 8 ประการใช่ไหมข้อต้นเลยยาทัศนะหรือวิปัสสนาญาณข้อต้นเลยอันนี้แหละเกิดตัวนี้แหละถ้าไม่ทำตัวนี้เกิดไม่มีอะไรเลยในโลกที่จะมาปฏิบัติธรรมศูนย์เปล่าก็ได้แต่เพียงฟังได้แต่เพียงรู้ได้แต่เพียงคิดไปเฉยๆสภาพธรรมไม่เกิดที่เรานะชาติหน้านี้นะอ้าวทีนี้จบหวังว่าคงเข้าใจแล้วนะอาจจะพาทุกประการเลยอธิบายต่อเลยเกิดตัวยถาโพธิญาณขึ้นมาอีกเอ้าพอนะทีนี้ ก็เอาใหม่ตั้งต้นตั้งแต่ว่าที่อาตมาเมื่อกี้กล่าวแล้วเกิดตายเกิดก็จริงตาย 0 ก็จริงและตายเกิดก็ไม่จริงตาย 0 ก็ไม่จริงอ้าวฟังแล้วเมาเมาเมาเมาทีเดียวทำไมอย่างนั้นก็เพราะเห็นว่าเมื่อกี้อ่านแล้วเพราะสูตรเมื่อกี้อ่านแล้วคำตอบของพระพุทธเจ้าว่าเราบัญญัติตายเกิดนั้นกลับเฉพาะคนที่ยังมีอุปาทานเท่านั้นถ้าคนที่ไม่มีอุปทานแล้วจะพูดตายก็ช่างใครจะพูดเกินก็ช่างใครจริงก็ได้ไม่จริงก็ได้เพราะวางทั้ง 2 ส่วนเพราะวางทั้ง 2 ส่วนวางทั้งสิ้นไม่มีอะไรเพราะฉะนั้นคนที่ยังมีอุปทานอยู่ เท่านั้นที่เขายังมีเกิดมีตายก็ไม่มีอุปทานแล้วไม่มีเกิดไม่มีตายเฉยๆไม่มีเกิดไม่มีตายมีคำสั่งของพระพุทธเจ้าที่อ่านเมื่อกี้ที่จะตัดเนี่ยมันหมายความอย่างนี้อะไรนะถ้าไม่มีเธอไม่มีตายนั่นแหละการเราไปหมดเราไม่มีเกิดไม่มีตายก็คุณอ้อยมันไม่เกิดไม่ตายแต่มันถึงจะไม่มันถึงจะถึงการเล่าให้หมดทีนี้มาเข้าว่าอธิบายกันเป็นอันดับไปเอาหรือเข้ามาจริงก็แล้วกันอย่าไปพูดถึงไม่จริงเลยไม่จริงไม่ได้คุณก็ไม่ต้องเอาอะไรวันนี้จะกลายเป็นนักขี่กะนัดพิกัดร้ายกาจมากนะลัทธิผ่านโลกพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเป็นรัฐที่ผลา มักกะลีโคษาเนี่ยถ้าบอกมักกะลีโกษานี่มีรักมีทิฐิเห็นเป็นแบบนัดติกพวกนี้ผลาญโลกคือไม่มีอะไรเลยคนก็ไม่เป็นคนสัตว์ก็ไม่เป็นสัตว์สิ่งของก็ไม่เป็นสิ่งของฆ่าคนก็ได้ค่าอะไรก็ได้ทำอะไรทำบาปทำกรรมทำบุญทำอะไรไม่มีบุญไม่มีบาปไม่มีอะไรหมดพวกรัชกาลที่ผลาญโลกพระพุทธเจ้าท่านบอกไม่ได้หรอกนี้สาธิตวิธีที่ร้ายกาจมากเพราะฉะนั้นถ้าเราจะเห็นบอกว่าไอ้นี่ก็ไม่จริงอันนี้ไม่จริงเกิดก็ไม่จริงตายก็ไม่จริงระวังนะระวังนะถ้าเราเกิดก็ไม่จริงตายก็ไม่จริงถ้าคุณไม่มีส่วนจริงในใจแล้วจนพ้นอุปาทานแล้วคุณจะไปพูดแต่ปากไม่ได้คุณจะพูดแต่ปากไม่ได้เพราะฉะนั้นอาตมาถึงบอกว่าเกิดตายเกิดจริงตาย 0 จริงก็ได้ ตายเกิดไม่จริงตาย 0 ไม่จริงก็ได้แต่อันไม่จริงเอาไว้พูดทีหลังตอนนี้ขอพูดอัดจริงซะก่อนพระพุทธเจ้าไม่เอนเอียงก็ข้างไหนเลยถ้าเราบอกว่าตายเกิดแล้วก็เชื่อมั่นว่าตายเกิดตลอดกาลพระพุทธเจ้าท่านก็เรียกความเห็นแบบนี้ว่าสัสทิฐิคือเห็นว่ามันเกิดด้วยช่วยอะไรเกิดจากนี้แล้วเกิดชาตินี้ก็เกิดชาติหน้าชาติหน้าเกิดก็ชาติโน้นเกิดชาติไหนก็เกิดไปเกิดไปไม่รู้จบสิ้นนะเกิดไปเนี่ยถ้าเกิดอยู่ตลอดกลับตลอดกันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยนะมีเปลี่ยนแปลงเหมือนกันแต่เปลี่ยนแปลงไม่รู้จักจบเอาตามมั่งสูงมั่งกลางมั่งกลางมั่งต่ำมั่งสูงมั่งสูงบ้างต่ำบ้างกลางบ้างเละๆแท้ๆอยู่อย่างนี้ตลอดกลับตลอดกันนะถ้าใครเชื่อว่าชีวิตเป็นสัตว์สัตว์ทิฐิแบบนี้ คนนั้นก็เป็นปุถุชนธรรมดาธรรมดายังไม่มีทิฐิอะไรดีเลยยังเป็นมิจฉาทิฐิแท้อยู่อาตมาจะแบ่งความเห็นของสัตว์สกัดทิฐิออกเป็น 2 อย่างความเห็นว่าสถิติอย่างหนึ่งก็คือเห็นว่ามันก็เกิดไปของมันเองอ่ะตายแล้วก็เกิดเกิดทำอะไรก็ทำไปสิทำไปตามเรื่องตามราวไปตายแล้วมันก็เกิดเองอยู่เนี่ยเป็นความธรรมดาอยู่เนี่ยคุณทำบาปคุณก็ได้บาปทำบุญก็ได้บุญแต่คนที่มีความเห็นอย่างนี้นะไม่คิดว่าบาปไม่คิดว่าบุญด้วยนะเขาจะทำอะไรตามที่เขาทนได้ก็ทนถ้าเค้าอันนั้นทนไม่ได้เขาก็ปล่อยให้มันเละไปพวกนี้ก็จะเกิดเวียนตายเวียนเกิดแล้วแล้วเราโลกแตกไป 500 ลูกแล้วก็เกิดเกิดตายตายอยู่ในสภาพอย่างนี้ก็ตายอย่างเงี้ยไม่มีรู้จบ นี่ก็จริงนะอย่างนี้ก็จริงฟังให้ดีก่อนนะอย่าเพิ่งค้างทำใจกลางๆดีๆอย่างนี้ก็จริงคนนี้ไม่มีปัญญาอะไรเลยปล่อยตามยถากรรมเรียกว่าคนปล่อยตามยถากรรมคือเป็นไปตามบทบาทอย่างนั้นแหละแล้วแต่กรรมกรรมดีก็คืนดีหน่อยกรรมชั่วก็ชั่วลงไปถามทำใจอย่างนั้นน่ะไม่รู้จักจบจักสิ้นเลยนี่เรียกว่าสัจธรรมแบบหนึ่งแต่สัตว์ป่าทิฐิอีกแบบนึงดีขึ้นมาแล้วเช่นพวกอาจารย์ฤาษีดาบสต่างๆที่เข้าใจเขาเข้าใจว่าทุกอย่างมันมันไม่จบอ่ะแต่ว่ามันมีสูงขึ้นได้และเขารู้วิธีทำให้สูงขึ้นด้วยเช่นถ้าเราเองตักบาตรไม่เป็นค่าสัตว์ไม่ ลักทรัพย์ไม่ไปหลงกามไม่ไปทำอะไรที่เขามีแ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน