590810_พุทธศาสนาตามภูมิ คำตำหนิคือส่ิงประเสริฐชั่วกับป์ชั่วกัลป์(ตัด).docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข10 สิงหาคม 2559

เนื้อหาในไฟล์

590810_พุทธศาสนาตามภูมิ คำตำหนิคือส่ิงประเสริฐชั่วกับป์ชั่วกัลป์

ยิ่งดารานักกีฬามีค่าตัวมากขึ้นเท่าใด ยิ่งแสดงถึงความเสื่อมต่ำของยุคกาลเท่านั้น ...พ่อครู ๑๐ ส.ค. ๕๙

ยกตัวอย่างเขาไปติดโอลิมปิกกัน อาตมาเคยบอกว่าโอลิมปิกจะพาโลกฉิบหาย ประเทศที่ได้จัด นั้นเสียหายไปมากนักเท่าไหร่ ก็เจ้าประคุณขอประเทศไทยอย่าไปบ้าเอาโอลิมปิกมาจัดในเมืองไทยเลย แม้แต่เอเชี่ยนเกมส์ก็ตาม มันเป็นการละเล่นอบายมุข การบันเทิงก็อบายมุขจัดจ้านมาก ตอนนี้ ราคา ค่าตัวของดารา นักกีฬาเพิ่มขึ้นมากคือเครื่องแสดงถึงความเสื่อมต่ำของยุคกาล หลงสิ่งต่ำมาเป็นความจริง

_ร้านต้นข้าวถามมาว่า...หนูมีเรื่องจะถามค่ะหนูสังเกตเห็นว่าบางทีที่กราบสมณะบางครั้งก็กราบครั้งเดียว บางครั้งก็กราบ3ครั้ง แล้วเวลาก้มลงกราบก็ก้มลงไปนานจัง คือระหว่างที่ก้มลงเราต้องนึกถึงอะไรคะ ตอบ...ก็เห็นใจว่าบางทีคนกราบก็ดูเหมือนลิงหลอกเจ้าปะหลกๆ กัน อาตมาก็ทำของเดิม เรียกว่ากราบเบญจางคประดิษฐ์ มีห้าจุด เข่า ศอก หน้าผาก ห้าจุด อาตมาก็ทำตามเดิม ทุกวันนี้เห็นเขาทำกันแวบๆๆ คือไม่ได้ให้ใจกับการเคารพนี้ มันรู้สึกว่าฝืน จำใจทำนะ ก็น่าเห็นใจ อาตมาว่า เรากราบนี้กราบด้วยความเต็มใจ เข้าใจว่าเรากราบอะไร ? กราบ 1 ครั้งคือกราบผู้นั้น หมายใจว่าจะกราบผู้นั้น 1 คน แต่ถ้าเราหมายใจว่าจะกราบพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เราก็กราบ 3 ครั้ง กราบนานหรือไม่นานก็แล้วแต่เจตนา แต่ก่อนกราบนานเพื่อให้สะดุด เดินให้ช้ากราบให้ช้าทำอะไรให้เน้น เจตนาให้สะดุดใจ ว่าผู้นี้โถมใจทำอะไร? ก็จะได้อธิบายแล้วให้ทำตาม เดี๋ยวนี้เข้าใจกันขึ้นก็ไม่เป็นอย่างนั้นเต็มรูปแต่ก็รักษาให้เหมาะควรไว้ ให้มีจิตสัมพันธ์กับกรรมกิริยากับกรรมที่เราทำ ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ แต่กาย วาจา ไม่มีจิตร่วมก็ไร้สาระ แต่ถ้าเราเอ

อ่านต่อ

าจิตร่วม ได้ใช้ระลึก ตั้งใจ อธิษฐานก็ดี แต่อธิษฐานเดี๋ยวนี้ก็เพี้ยน กราบพระพุทธรูปแล้วก็ขอให้ได้อันนั้นอันนี้ให้บันดาลให้ได้อะไร เป็นเรื่องเดรัจฉานวิชชาไม่ใช่ของศาสนาพุทธ การกราบนี้ต้องเข้าใจให้สัมมาทิฏฐิว่าเป็นเครื่องทำจากจิตวิญญาณแล้วทำใจในใจอย่างไร พระพุทธเจ้าถึงอธิบายถึงสภาพทำใจในใจ เป็นคำกิริยาก็มนสิกโรติ ทำใจในใจให้ลึกซึ้งแยบคายหรือให้ถึงที่เกิด ให้เกิดความหมายของอะไร ก็ให้ชัด การทำใจในใจนี้เป็นตัวหลักของศาสนาพุทธคำว่ามนสิการหรือมนสิกโรติ คือทำใจของเรา เราต้องอ่านถึงใจเราในกายวาจานี้ เราอ่านเจตนา วิเคราะห์เจตนาด้วย อ่านแล้วก็อ่านจิตใจเราวิเคราะห์วิจารณ์ใจเรา ให้รู้เจตนา (มโนสัญเจตนา) มโนสัญเจตนามีสาม คือ ๑.กามตัณหา ๒.ภวตัณหา ๓.วิภวตัณหา กามตัณหาคือกิเลสอยู่ภายนอก มีกิเลสร่วมภายนอกเป็นมิจฉาสังกัปปะ เป็นกาม พยาบาท อย่างหยาบนอกก่อน ส่วนวิหิงสาเป็นเรื่องละเอียดที่ทำทีหลัง ต้องทำกามตัณหา ภวตัณหา(รูปภพ อรูปภพ)ให้หมด ก็เหลือวิภวตัณหา หมดภพชาติแล้ว เป็นตัณหาที่ไม่มีภพ แต่ส่วนใหญ่ท่านแปล วิภวตัณหาว่าไม่อยากได้ไม่อยากมีไม่อยากเป็น ท่านทำไมไม่แปล วิว่า ไม่ คือไม่มีภพ ที่อาตมาว่าพระพุทธเจ้ามีตัณหา เขาก็ว่าอาตมามาล้มล้างศาสนาพุทธเลยนะ อาตมาว่าไม่ใช่นะ อาตมามาสืบทอดศาสนาพุทธด้วย แต่คนเขาก็ถือว่าอาตมาพูดผิด เขาว่าพระพุทธเจ้าหมดตัณหาแล้ว เขาติดอยู่แต่บัญญัติภาษา ไม่รู้สัจธรรมสูงสุด สัจธรรมสูงสุดจะรู้จิตเจตน มโนสัญเจตนาที่มุ่งหมายโดยไม่มีกามตัณหาภวตัณหาแล้ว

_0896405xxx เวลาตื่นนอนแล้วรู้สึกอยากตื่นกันขี้เกียจตื่นอย่างนี้เป็นธรรมะ2ใช่ไหมคะและถ้าเราตัดสินใจตื่นเลยถือว่าเป็นเนกขัมมะไหมคะแต่ถ้าเรานอนต่ออีกหน่อยจึงตื่นอย่างนี้ถือว่าเป็นเคหะสิตตะไหมคะขอบพระคุณค่ะ ตอบ...พระพุทธเจ้าว่าอย่าตัดสินจากอาการ ผู้ที่บรรลุธรรมนั้นบางทีแสดงออกเพื่ออนุโลม เหมือนดารานักแสดงที่แสดงให้คนเกิดกุศลเกิดการปฏิบัติธรรม เหมือนศิลปินที่แสดงออก อาตมาว่าอาตมาเป็นศิลปิน ดีไม่ดีสื่อให้คนบรรลุอรหันต์เลย ถ้าเป็นไปได้อยากให้เป็นเช่นนั้นเลย ให้มีความหมาย อาการของคนหลับ อยากติดนอน กับอาการคนที่ไม่คิดแต่ต้องการพักผ่อนร่างกายมันต้องการ แต่ผู้ไม่ศึกษาไม่รู้ง่ายว่าอาการติดนอนเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าว่าสิ่งที่คนติดยึด เสพไม่อิ่มไม่เต็มสามอย่างคือ ๑.กามเมถุน ๒.นอนหลับ ๓.สิ่งเสพติดมอมเมา การติดนอนหลับ เป็นรสอร่อย คนเสพอารมณ์ตอนนอนก็เหมือนกันหมด ก็จะอยู่กับภพนั้น การติดนอนนี้ไม่ต้องลงทุนลงแรงเลย ก็เลยมันเป็นของที่คนได้ง่าย ก็เลยอันนี้มีโอกาสเมื่อไหร่ก็เอา เพราะไม่ต้องเสียอะไร เพราะฉะนั้นนั่งอยู่ก็เอาหน่อยน่า เพราะเอาฟรี แล้วมันคืออะไร?จะแก้อย่างไร อาตมาก็มาปฏิบัติ ที่จริงเรียนรู้มาหลายชาติ ชาตินี้ก็ฝึกดูได้ จะต้องเรียนรู้ภพนี้ที่มันติด ต้องรู้ว่าหนึ่งหลับคือหลับ ตื่นคือตื่น อย่าให้มีภพที่คุณอร่อย วิธีไม่ให้มันเกิดคืออย่างไร? เมื่อคุณหลับก็ต้องศึกษาว่า หลับให้มีสติไม่ให้จมให้ลึก เราจะมีวิธีฝึกกันเยอะแยะ สำนักไหนก็มี เราก็มีแต่ก่อนก็นอนเตียงน้อย แม้ที่สุดเนสัชชิ นอนตะแคงก็มี อาตมาดีไม่ดีก็ทำการตีระฆังทุก ๑ชม.อันนี้ได้ผล แต่ว่าคนที่ทำไม่ได้ผลก็เสียสุขภาพ แต่การหลับก็หลับตื่นก็ตื่นอันนี้ไม่เสียพลังงาน บางคนกว่าจะหลับหรือกว่าจะตื่นก็ยาก ก็จะไปตีระฆังก็ยาก อาตมาก็พาฝึกตีระฆังทุก ๑ ชม. เดี๋ยวนี้ก็ยังเห็นทำกัน ที่สันติอโศกก็ทำกัน จะได้กี่ชม.ก็ทำไป อาตมาก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกชม. บางทีเลยไปสองชม.ก็มี วันไหนทำงานเพลียๆ ส่วนจะตั้งเกินชม.ไปกี่นาทีก็แล้วแต่ ตั้งสติตื่นคือตื่น อย่างัวเงีย การงัวเงียคือประคองภพนั้นไว้ ต้องตื่น ฝึกตื่นคือตื่นหลับก็คือหลับ ให้อย่าติดภพ ให้นอนหลับสนิท ข้อสำคัญคือเวลาตื่นต้องตื่น ถ้ารู้สึกตัวเมื่อไหร่อย่างัวเงีย ตอนรู้สึกตัวต้องทำให้ตื่นสว่าง แล้วหลับต่อก็หลับอย่าก่อความงัวเงีย ไม่เช่นนั้นจะติดภพรสชาติการหลับ เราตัดเลย ตื่นก็สว่างเหมือนไม่หลับ สดชื่น หลับก็หลับให้สดชื่น แต่บางคนก็หลับฝันร้าย ละเมอก็มีแล้วแต่ ถ้าเราตื่นจะถือว่าเนกขัมมะก็ได้ แต่ถ้าเราจะนอนต่ออีกหน่อยก็อยู่ที่ว่าเจตนาของคุณ คุณฝึกตื่นได้ แต่ก็แก้ตัวว่าเสพรส ก็ต้องรู้ตัว ถ้าเสพรสก็แก้ไขว่าตื่นเสียเถิด อย่างัวเงีย ตื่นดีกว่า

อ่านต่อ ดาวโหลดเอกสารที่...http://www.boonniyom.net/?p=84944

ดาวโหลดเสียงที่...https://drive.google.com/open?id=0BwwToHwm35EfeEhoRjdzWHJ1N3M

หรือที่นี่.... http://www.filefactory.com/file/3s9lkxe7wg4j/160810

590810_พุทธศาสนาตามภูมิ คำตำหนิคือส่ิงประเสริฐชั่วกับป์ชั่วกัลป์

คนที่ไม่อยากให้ใครตำหนินั้น เป็นคนมีอัตตามานะ….พ่อครู ๑๐ ส.ค. ๒๕๕๙ ในพระไตรปิฏกไม่มีสอนให้นิยมคำชม แต่ให้นิยมคำติ จะเจริญจะประเสริฐ ให้คบหาบัณฑิตที่ท่านติแล้วติอีกจะได้เจริญแต่ถ่ายเดียว เป็นสุดยอดแห่งภูมิปัญญาของพระพุทธเจ้าเลยทีเดียว บางคนเห็นคนชั่วก็ว่าอย่าไปติเลยปลอยเขาไป อาตมาว่าเป็นคนใจดำนะ อย่างที่อาตมาว่า ธัมมชโยก็ตามมหาช่วงก็ตาม ก็อยากให้เขาวางมือ เพราะปาราชิกไปแล้วทั้งนั้น อย่างมหาช่วงก็คบกันโกงภาษี ไม่ปาราชิกอย่างไร เขาออกผลมาแล้วว่ารถเขาน่ะผิดกฏหมายทุกระดับขั้นตอน แล้วจะไปเหลือหรือ? เขาตรวจสอบแล้ว อาตมาก็พูดตามที่เขาตรวจสอบ เมื่อเป็นจริงก็คือโกงภาษีซื้อของโจรก็ปาราชิก ขออภัยที่ถ้าอาตมาพูดแล้ว ไปตู่ว่าคนปาราชิกแต่เขาไม่เป็นปาราชิก ตนเองคืออาตมาก็ต้องสังฆาทิเสส แต่นี่อาตมามั่นใจ ตามหลักฐาน แล้วก็ทำอย่างย่ามใจ อาตมาเชื่อ เพราะตอนนั้นก็มีอิทธิพลไม่มีใครตรวจสอบ แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในศีลว่าอย่าสะสมข้าว สะสมยาน ในมัชฌิมศีล แต่พูดไปก็เท่านั้น ทุกวันนี้พระไม่มี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มีแต่วินัย ๒๒๗ ศีลนี่ของศาสนาพุทธเลย ศีลเป็นของสูง ถ้าทำตามจะประเสริฐเลิศ แต่วินัยนั้นตรามาเพื่อกำกับควบคุมคนไม่ดี แต่ศีลเป็นของคนดี วินัยเป็นของผู้ร้าย แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธมีแต่ผู้ร้ายใช้แต่วินัยเป็นหลัก ผู้ดีไม่มีเพราะไม่มีศีล ไม่มีหลักเกณฑ์จะไปเป็นผู้ดี มีแต่หลักเกณฑ์กันผู้ร้ายไว้เท่านั้น อาตมาก็ว่ายังดีที่มีหลักฐานในพระไตรปิฎก อาตมาตั้งแต่บวชให้สมณะเราก็ให้ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ต้องถือศีลนี้ แต่วินัย ๒๒๗ เราก็ปฏิบัติด้วย ทุกปักษ์เราก็ตรวจสอบวินัยกัน โดยเฉพาะมหาศีลเป็นศีลใหญ่ของศาสนาทั้งหมด ทำทั้งฆราวาสและภิกษุ เพราะมหาศีลคือห้ามเดรัจฉานวิชชาหมด แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่มีศีลแล้ว เดรัจฉานวิชชาครบ ๗ ข้อมีหมด พูดแล้วสงสารตัวเองที่เกิดมาในยุคนี้ไม่เหลือแล้ว ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา นี่พูดอย่างจริงใจไม่ใส่ความนะ ศีลก็ปฏิบัติไม่มีสัมมาทิฏฐิ สมาธิ ปัญญาก็มิจฉาทิฏฐิ

(๔๗) ควร“แก้เนื้อแท้แก้ความ” มิใช่“แก้ตัว” ใน“พรหมชาลสูตร”นี้เอง พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ในคำที่กล่าวตินั้น คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นด้วยความไม่เป็นจริง ว่า นั่นไม่จริงแม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้แม้เพราะเหตุนี้ แม้นั่นก็ไม่มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาไม่ได้ในเราทั้งหลาย” ชัดเจนไหมว่า พระพุทธเจ้าให้“แก้ตัว” ที่จริงไม่น่าใช้คำว่า“แก้ตัว”หรอก จริงๆนั้นคือ พระพุทธเจ้าท่านให้ ทุกคน“กล่าวตอบความถูกต้องตามเป็นจริง”กันนั่นเอง ไม่ใช่ว่า อย่าไปตอบโต้ อยู่เฉยๆ ถ้าไปตอบโต้ไม่สงบ หากอย่างนั้น มันก็เท่ากับว่าเราจำนน เรายอมรับผิดสิ ซึ่งก็ต้องมีประมาณ อันพอควรทีเดียว ถ้าตอบไปแล้วเหมือนเถียงกันเราก็ไม่ควรตอบ โดยเฉพาะผู้ที่“ตนมีความถูกต้อง”อยู่ในตนแท้ ก็ต้อง “กล่าวแก้” ซึ่งไม่ใช่“การแก้ตัว” แต่เป็นการทำ“ความจริงให้อยู่บนความจริง”ที่ยืนยันความถูกต้องแท้จริง

แต่นั่นแหละ ผู้ที่มีกิเลส“อัตตามานะ” ก็แน่นอนที่จะร้อนตัว อยาก“แก้ตัว”อย่างยิ่ง สำหรับท่านผู้“ไม่มีกิเลสแล้ว”จึงจะประมาณเอาว่า ควร“ตอบความจริง”นั้นหรือไม่ ในโอกาสเช่นนั้น ในองค์ประกอบอย่างนั้น จึงจะเป็นการ“ตอบ”ตามที่มีเหตุปัจจัยตามกาละ ตามเหตุปัจจัย โดยใช้ทั้ง“สัปปุริสธรรม ๗” และ‘มหาปเทส ๔” ยกตัวอย่างผู้ใหญ่ติเรา ถ้าเราจะพูดแก้ไป ก็จะโกรธกันเลย โมโหกันเลย ขึ้นหน้าเลย เราก็ต้องรอจังหวะ กาลัญญุตา หรือบางทีในหมู่กลุ่มนั้นเขาว่ามา ควรตอบไหม?

(๔๘) คำว่า “อันตราย” หมายถึงอะไร? จาก“พรหมชาลสูตร”อีก พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ครบ “ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ เธอทั้งหลายไม่ควรเบิกบานใจ ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระเหิมใจในคำชมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจ จักกระเหิมใจในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นเป็นแน่” อันตราย หมายถึง สิ่งกัดขวาง, สิ่งที่ขัดขวางไม่ให้เกิดผลเกิดประโยชน์ที่ควรจะเป็นนั้นๆ ถึงขั้นเสียหายทำลาย บรรลัย ทำความฉิบหายอย่างร้ายแรงสาหัสยิ่งสุดๆ นั่นก็คือ พลังงานที่เป็นจิตนั้น จะต้องไม่สูญเสียหรือพร่องไปในทางใดเลย จึงจะมีพลังเต็มที่ทำงานได้สัมบูรณ์ หาก“จิต”ไม่เป็นพลังงานที่บริสุทธิ์เต็มบริบูรณ์ โดยพร่องไปในทางเสียใจ หรือดีใจก็ตาม “ความพร่อง”นั้นจะเป็นเครื่องกีดขวาง(อันตราย) ไม่ให้พลังงาน“จิต”ทำงานได้สัมบูรณ์เต็มที่ พลังของ“จิต”มันขาดหาย หรือพร่องไปแน่นอน ..ใช่ไหม? นี่คือ อันตราย หรือความบกพร่อง ขั้นพลังงาน“จิต” หรือพลังงาน“นามธรรม” ก็เป็นจริงที่สุด ผู้สามารถรู้จะรู้

อ่านต่อ ดาวโหลดเอกสารที่...http://www.boonniyom.net/?p=84944

ดาวโหลดเสียงที่...https://drive.google.com/open?id=0BwwToHwm35EfeEhoRjdzWHJ1N3M

หรือที่นี่.... http://www.filefactory.com/file/3s9lkxe7wg4j/160810

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน