591107_เอื้อไออุ่น รร.ผู้นำ จ.กาญจนบุรี ระเบิดแห่งความรักจากพ่อ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์26 KB
วันที่แก้ไข3 ธันวาคม 2559

เนื้อหาในไฟล์

591107_เอื้อไออุ่น รร.ผู้นำ จ.กาญจนบุรี ระเบิดแห่งความรักจากพ่อ

พ่อครูว่า...วันนี้สัญจรมาถึงโรงเรียนผู้นำ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 วันนี้วันพระน้อยขึ้น 8 ค่ำเดือน 12 ปีวอก อีก 7 วันก็ลอยกระทง อาตมามาโรงเรียนผู้นำทุกที ก็มีรายการเอื้อไออุ่น ก็มานั่งประชุมกันมานั่งรวมกันมีอะไรก็โอภาปราศรัยกัน ซักไซ้ไล่เรียงกัน อาตมาก็คุยไป ให้มันเป็นประโยชน์ ก็มุ่งหมายให้เกิดธรรมะ ชีวิตชาติหนึ่งถ้าเกิดมาแล้วไม่ได้ใส่ใจฝึกฝนเพื่อเจริญในทางธรรมมันเป็นชีวิตที่สูญเปล่า แต่คนทุกวันนี้ไม่เข้าใจอันนี้แล้ว เป็นสัจจะที่ยิ่งใหญ่นะ ถ้าคนเราเกิดมาไม่สนใจฝึกฝนให้จิตใจเราได้พัฒนา การปฏิบัติธรรมก็เพื่อให้จิตใจพัฒนาแล้วจะถาวร ถ้าเราใช้สามัญสำนึก กดข่ม กาย วาจา เป็นการสำรวมตามมารยาทสังคมก็เป็นสามัญ เกิดกิเลสกามก็กดข่มไว้ กิเลสแรงก็ข่มไว้ กิเลสโกรธก็ข่มไว้ สุดวิสัยทนไม่ได้ก็แสดงโกรธ แสดงกาม ก็เป็นสามัญสัญชาติญาณคน ไม่เหมือนสัตว์เดรัจฉานที่ไม่กดข่ม แสดงออกเลย แต่คนมีมารยาทสังคม ว่าน่าอาย ลึกๆรู้ว่าน่าอายเลยกดข่มไว้ แต่ศาสนาพุทธไม่ได้กดข่ม ศาสนาพุทธจะเรียนรู้ ศาสนาอื่นได้แต่กดข่มทั้งนั้น แล้วเขาก็อธิบายว่ากดข่มแล้วจะค่อยเข้าใจเกิดปัญญาสำนึก แต่ของพุทธนั้นสอนตรง ไม่ต้องกดข่มเลย สัมผัสแล้วให้รู้อาการจิตใจเลย ว่าอาการกามเป็นอย่างไร อาการโกรธเป็นอย่างไร แล้วใช้ปัญญาพิจารณาว่าอาการอย่างนี้เป็นอาการจริงหรือเปล่า โกรธกับโลภหรือราคะไม่ใช่เรื่องจริงนะ เป็นเรื่องโง่ อวิชชา จึงเกิด พระพุทธเจ้าให้คนมาปฏิบัติตามธรรมะของท่านแล้วจะผ่อนอวิชา จิตใจไม่มีความโกรธ ไม่มีความโลภเกิดเลย กามไม่เกิดในจิตอีกเลย แสดงว่ามันไม่มีจริง ที่ คนก็บอกว่า ไม่มีกามไม่มีโกรธก็ไม่ใช่คนสิ แต่แท้จริงกามกับโกรธคือของเก๊ ไปถูกเขาหลอกมานานข้ามชาติว

อ่านต่อ

่ามี ถ้าชาตินี้ไม่ได้ศึกษาก็ต้องเติมเข้าไปอีก แต่เมื่อศึกษาแล้วจะรู้ว่าเป็นเรื่องโง่ มันมีวิธีที่จะทำให้มันลดได้จริงทำให้ไม่มีได้ เมื่อศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า ศึกษาให้สัมมาทิฏฐิแล้ว พวกเราปฏิบัติธรรมกันมาคนละหลายปีแล้ว ถามหน่อยสิ มาถึงวันนี้แล้วแต่ก่อนเรามีอาการโกรธ อาการราคะหรือโลภ มีใช่ไหมแต่ก่อน แต่ทุกวันนี้แล้วมันไม่เกิดแรงเหมือนเดิม มันไม่เท่าเก่า หลายอย่างแต่ก่อนเคยเกิดกิเลส สัมผัสอย่างนี้แล้วเกิดกามเกิดโกรธ แต่เดี๋ยวนี้สัมผัสอย่างไรก็ไม่เกิดกามเกิดโกรธแล้ว มันต้องเรียนรู้อ่านจิตตอนสัมผัส ถ้ามันเกิดก็ต้องพิจารณาว่ามันไม่จริง ประเด็นหลักคือมันไม่มีตัวตน มันไม่มีจริง อนิจจังคือไม่เที่ยงแท้ ไม่มั่นคงตลอดไปหรอก อนิจจัง แต่นิจจังคือเที่ยงแท้ตลอดไป อนิจจังคือไม่เที่ยงแท้ไม่ยาวยืน พิจารณาเลยว่ามันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ แล้วมันก็พาเราทุกข์ ถ้าเราได้สมโลภ สมกาม โลภกับกามต่างกัน โลภอยากได้มาเป็นของตน ถ้ากามคืออยากได้มาสัมผัสเสียดสีแล้วเกิดรสชาติ สัมผัสทางตาได้แล้วก็ชื่นใจ ได้ฟังเสียงเพราะก็ชื่นใจ ได้กลิ่นหอมก็ชื่นใจ ถ้าไม่ได้สมใจทางรูปนี้ก็ไม่ชอบใจ ได้ฟังเสียงอย่างนี้ไม่ชอบใจได้กลิ่นอย่างนี้ไม่ชอบใจ ได้สัมผัสเสียดสีอย่างนี้ไม่ชอบใจเป็นต้น ก็สอนกันมาถูกนะ แต่ก็ไม่รู้ว่านี่คืออาริยธรรมคือโลกุตรธรรม ใครศึกษาแล้วเลิกอาการโลภ อาการโกรธจากจิตได้ นั่นแหละคือการบรรลุธรรม มันเลิกได้หมดเมื่อสัมผัสอย่างไรเมื่อใด สัมผัสอะไรก็ตามทางตาหูจมูกลิ้นกาย สัมผัสอย่างไรจะเป็นแบบไหน มันก็ไม่มีอาการ โกรธ โลภ ราคะ อะไรในจิต นั่นแหละคือพระอรหันต์คือนิพพานมันไม่เห็นยากอะไร ไม่ยากตรงนี้ก็คือเข้าใจได้ไหม ….เข้าใจได้….ก็ให้ปฏิบัติอบรมฝึกฝน เชื่อไหมว่าอาตมาอธิบายถูกต้อง อธิบายจบแล้วนะ ถึงนิพพานสูงสุดแล้วนะ ในศาสนาพุทธ แล้วคุณก็เข้าใจได้แล้ว เหลือแต่ปฏิบัติให้ได้ ทีนี้ก็มีนัยที่ติดตามฟังกันมา 30 ถึง 40 ปีแล้วการฟังธรรมนั้นมีอานิสงส์ 5 ประการ ๑. ผู้ฟังย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง (อัสสุตัง สุณาติ) ๒. ย่อมเข้าใจชัดในสิ่งที่ได้ฟังแล้ว (สุตัง ปริโยทเปติ) ๓. ย่อมบรรเทาความสงสัยเสียได้ (กังขัง วิหนติ) ๔. ย่อมทำความเห็นให้ถูกตรง (ทิฏฐิง อุชุง กโรติ) . ๕. จิตของผู้ฟังย่อมเลื่อมใส (จิตตมัสสะ ปสีทติ) (พตปฎ. เล่ม ๒๒ ข้อ ๒๐๒)

อาตมาอธิบายว่าบุญไม่ได้แปลตามที่เขาเข้าใจว่า บุญคือสิ่งที่ได้ มันไม่ใช่บุญคือสิ่งที่เสีย ปฏิบัติแล้วจะเกิดความวินาศ วิบัติ คือหมดไปสูญไปฉิบหายไป อะไรฉิบหาย คือกิเลสคืออกุศลจิตฉิบหาย นั่นคือหน้าที่ของบุญ บุญมีหน้าที่แค่นี้แหละ คุณไม่ได้เป็นส่วนได้ ดูซิสอนว่าได้ส่วนบุญและเอาส่วนบุญแบ่งให้คนอื่นได้อันนั้นเป็นการสอนที่เลอะเทอะ ส่วนบุญไม่ได้มีอะไรจะเป็นการแบ่ง คำว่าส่วนแห่งบุญ ปุญภาคิยา ผู้ที่มีส่วนแห่งบุญหมายความว่ามันยังไม่หมดบุญ บุญได้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง คือกิเลสวินาศ วิบัติไป มันไม่ใช่เรื่องง่ายแต่เป็นเรื่องหมดไปสูญไปลดไปจากจิต การได้ส่วนแห่งบุญคือได้ความสูญของกิเลสไปจากจิตส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ว่าไปได้อะไรมาแล้วไปแบ่งคนอื่นได้อีก ไม่มีการแบ่ง ผู้ปฏิบัติเข้าขั้นอาริยะ ได้ส่วนแห่งบุญ คือลดกิเลสได้ส่วนหนึ่งเป็นเสขบุคคล แต่ถ้าหมดกิเลสได้ทั้งหมดเลยก็เป็นอเสขบุคคล อาตมาว่าที่เอามาอธิบายเป็นของใหม่ เพราะศาสนาพุทธทุกวันนี้ไม่มีการอธิบายอย่างนี้แล้ว ไปอธิบายว่าส่วนบุญคือสิ่งที่มี คนที่กำจัดกิเลสคืออกุศลได้หมดแล้ว คนนั้นก็เป็นคนที่หมดบุญหมดบาป ภาษาบาลี คือ ปุญญปาปปริกขีโณ มีพยัญชนะบัญญัติยืนยันในศาสนาพุทธเลย แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธนั้นเสื่อมและเพี้ยนจนเลอะเลือนไปว่าการทำบุญคืออะไร การปฏิบัติบุญคืออะไร กลายเป็นกุศล แล้วบุญนี้กลายเป็นของมีค่ายิ่งกว่ากุศลเพราะเป็นนิพพาน และเข้าใจว่า บุญนี้สูงส่งกว่ากุศล เอาบุญไปค้าขายกันเป็นวิมานหลอกคน บุญเป็นภพชาติ ถ้าบุญสามารถชำระกิเลสได้หมดก็จะไม่มีอะไรที่เพิ่มขึ้น แม้แต่กาย ก็ไม่เหมือนเขาอธิบาย แม้แต่สมาธิ ก็อธิบาย ปฏิบัติว่าต้องปฏิบัติมรรค ๗ องค์สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ อาตมาอธิบายไปก็เหมือนน้ำรดหัวตอ เขาไม่ใส่ใจเลยทั้งที่อาตมาเอาในพระไตรปิฎกมาอธิบาย ก็ช่างน่าสงสาร อาตมาก็จะต่ออายุตัวเองทำต่อไปอีก แม้ได้น้อยก็จะทำ เพื่อจะทำธรรมะให้ถูกต้องเพิ่มขึ้นให้มากที่สุด เพื่อจะให้มีเชื้อแท้สัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้าสืบทอดศาสนานี้ต่อไป อานิสงส์ของการฟังธรรมทำให้เข้าใจได้ชัดขึ้น อานิสงส์การฟังธรรมข้อที่สามคือ คลายความสงสัย อานิสงส์ข้อที่สี่คือ ทิฏฐิก็ถูกตรงขึ้น แต่ก่อนเข้าใจผิด มันค่อยๆตรง แต่ก่อนไม่ตรงเป๊ะทีเดียว แต่ก็ค่อยๆตรงขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ก่อนนี้ตรงเป๋ ก็ค่อยๆเป๋น้อยลงจนตรงเป๋ง ห้า คือจิตของผู้ฟังย่อมเลื่อมใส ไปฟังเทศน์ธรรมะบรรยายสาธยายมาจนป่านนี้แล้วเกิดอาการอานิสงส์ของการฟังธรรมไหม ตอนนี้เกิดไหม ..ก็เกิด เราก็เช็คตามที่พระพุทธเจ้าสอนได้ ว่ามีคุณค่าอย่างไรท่านก็สอนไว้หมด ทุกวันนี้เขาสอนกันตรงกันข้ามกับพระพุทธเจ้าหมด สอนดำเป็นขาว อาตมาก็พยายามดึงกลับมาสู่ความถูกต้อง

วันนี้เป็นเอื้อไออุ่นใครจะซักถามอะไรหรืออยากระบายก็ระบายออกมาได้

_คุณหินแสงว่า...เมื่อกี้นี้ผมได้ฟังพ่อครูแล้วก็คิดว่าต่อไปถ้าผมโกรธอีกผมก็โง่

พ่อครูว่า..ที่มันทำไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่ามันเป็นอนุสัยฝังลึกอยู่ในจิต อนุสัยอยู่ลึกกว่าอาสวะ มันฝังอยู่ในก้นบึ้งของจิต เสร็จแล้วมันก็ทำงาน เพราะฉะนั้นควรจะต้องเรียนรู้ พระพุทธเจ้า เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ทีเดียว จะไปขุดอนุสัยออกมาได้อย่างไร ตั้งแต่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เราเข้าใจสักกายะของตน ความเป็นอาการของจิตที่เป็นกายของตนจะต้องรู้ ความเป็นกายมันมากลายเป็นภาษาไทยมันแปลตัวมันเป็นภาษาไทยมาเป็นร่าง เป็นดินน้ำไฟลม เป็นองค์ประชุมของวัตถุนี่เพี้ยนไปเลยนะ ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.๑๖ ข.๒๓๐ คนไทยฟังแล้วก็บอกว่าพระพุทธเจ้าตรัสผิดหรือเปล่า? กายคือจิตคือมโน คือวิญญาณนะ คำว่ากายนี่หมายเอาจิต มโน วิญญาณเป็นหลัก แต่ต้องมีองค์ประกอบนอกด้วย จึงเรียกว่าธรรมะสอง การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ได้แยกธรรมะ 2 แต่ต้องปฏิบัติให้ธรรมะสองกลายเป็นหนึ่ง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) เรียนรู้ว่าเวทนาจริงคืออะไร เวทนาไม่จริงคืออะไรแล้วเอาเวทนาที่ไม่จริงออก เช่นอันนี้เขาเรียกว่าส้มก็ไม่ใช่ ลูกโต แต่เขาเรียกว่าเป็นมะนาว เกิดมายังไม่เคยเจอ เมื่อเจอมะนาวโตขนาดนี้แล้วเค้าบอกว่าเปรี้ยวจี๊ดด้วยนะ พอสัมผัสอันนี้ เกิดความรู้สึกชื่นใจ กิเลสเกิดทันที คุณจะชอบเปรี้ยวหรือหวาน คุณจะชอบใจตามที่ควรยึดถือไว้ เมื่อได้สมใจคุณก็เกิดเวทนาที่มันซ้อน คือมันชอบใจหรือไม่ชอบใจ ก็เป็นเวทนาหรือความรู้สึกเป็นอารมณ์ที่ชอบหรือไม่ชอบ แต่เวทนาแท้คือรสมะนาว มันเปรี้ยวหรือหวานคือรสแท้ แต่ที่เกิดความชอบหรือไม่ชอบคือของปลอมเป็นของเก๊ เป็นอุปาทานที่คนหลอกว่าเป็นสุขเป็นทุกข์ ว่าชอบหรือไม่ชอบ พระพุทธเจ้าสอนให้อ่านความชอบและไม่ชอบ เป็นเวทนาสอง ทำให้เหลือเวทนาเดียว แต่ก่อนคุณสัมผัส แล้วจิตเกิดเวทนาสอง แต่ตอนนี้เหลือเวทนาเดียวคือ รสที่แท้ แปลว่าไทย จีน แขก ฝรั่งมาสัมผัสก็เกิดรสเดียวกันเป็นรสแท้ๆ เป็นการสัมผัสเกิดความรู้ความจริงตามความเป็นจริง ส่วนอีกอันหนึ่งที่มันเกิดคือชอบและไม่ชอบ อาตมาว่าอาตมาอธิบายได้ชัด แล้วก็พบในพระไตรปิฎก ล.๑๐ ข.๖๐ เราเรียนรู้ว่าเวทนาสองที่ไม่จริงมันล้างออกได้ เมื่อล้างเหตุแห่งความสุขความทุกข์มันก็มีแต่ความสงบ ไม่เกิดความทุกข์หรือสุข เป็นอทุกขมสุข เช่นคุณนึกถึงสิ่งหนึ่ง ผู้ชายนึกถึงลิปสติกก็ไม่เห็นเกิดความรู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบ รู้สึกเฉยๆ นั่นแหละคือจิตคุณสงบหรือว่าง แต่มันก็ไม่ควรเอามาทา แต่ทาก็ไม่ได้รังเกียจจะเป็นจะตาย ทาก็เปื้อน ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทาแล้วไม่มีความมั่นใจ ไม่สวยไม่หล่อหรืออย่างอื่นก็แล้วแต่ หรือบางคนไม่เคยติดบุหรี่เลย ถ้าได้สูบก็รสชาติอย่างนั้นมีกลิ่นมีรส คนไม่มีอุปาทานจะเหม็น ขื่น แสบ สำลักเลยด้วย ผู้ที่ไปติดบุหรี่เขาก็มีความสุขความทุกข์ของเขา แต่เราก็เฉยๆ นั่นคืออารมณ์นิพพาน อันนั้นนิพพานฟรี ได้มาฟรี อันไหนที่เราติด ก็ล้างให้หมด คุณล้างให้หมด ไม่มีอะไรที่คุณติดเลย ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ลาคภคือสิ่งที่คุณได้มา จะได้โดยสุจริตหรือทุจริตก็ตามเราก็ไม่ดีใจหรือเสียใจ จะสูญเสียไปเราก็ไม่ดีใจหรือเสียใจ ยศ ก็เช่นกัน สรรเสริญหรือนินทาก็ไม่ติดยึด รสทางกาม ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ หรือบำเรออัตตา นอกจากรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เช่นบางคนอยากเป็นเทวดา ไม่ใช่เรื่องรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเป็นเรื่องภพชาติ เป็นวิมานที่อยากได้ ถ้าได้วิมานนั้นสมใจก็เป็นสุข เราเข้าใจแล้วก็ไม่มีอาการไปติดยึดอะไร ทำใจให้ได้อย่างนี้ก็แล้วกัน ทำได้แล้วเป็นอรหันต์ ฟังอาตมาแล้วอาจจะเหมือนอย่างพระพาหิยทารุจริยะเลย ฟังธรรมสี่ประโยคก็บรรลุอรหันต์หรือพระยสะ ฟังธรรมกัณฑ์แรกเป็นโสดาบัน ฟังธรรมกัณฑ์ที่สองก็เข้าใจเป็นอรหันต์เลย พวกคุณก็น่าจะเป็นอย่างพระยสะได้นะ _หินแสงว่า เข้าใจแต่พอเจอผัสสะก็เกิด แต่ลดลงไปเรื่อยๆ _คู่ฟ้าถามว่า...บทกวีที่พ่อครูอธิบายเมื่อวันก่อน ขอถามว่า ๑.นิพพานปลอมคืออะไร ๒.คนฟังธรรมมีสองแบบ แบบหนึ่งตาโตอีกแบบหนึ่งก็หลับตาฟังธรรม

พ่อครูว่า...นิพพานปลอมนั้นมีด้วยหรือ ในเมืองไทยมีนิพพานปลอมทั้งสิ้น หลงอรหันต์ปลอมกัน จริงๆน่าสงสาร สิ่งที่ไม่จริงก็บอกว่าจริง แล้วยอมรับกัน ส่วนอาตมาพูดสิ่งจริง มีบางคนเผาหนังสืออาตมาเลย หรือฉีกเอาไปเป็นกระดาษชำระในส้วมเลย ก็เจตนาแสดงออก คงเกลียดชังมากเลย แต่ก็เป็นความรู้สึกของคน นิพพานปลอม ความเป็นนิพพานที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง ส่วนนิพพานจริงคืออะไร ฐานของนิพพานคืออุเบกขา ท่านพุทธทาสบอกว่าจิตว่าง คือไม่มีอะไรมากวนจิตแล้ว ไม่ได้อธิบายว่าความว่างนั้นคือว่างจากอะไร เช่น ว่างจากอบายมุข คุณติดเล่นไพ่ ก็ล้างความติดเล่นไพ่นั้นออก จิตของคนก็ว่างจากการติดเล่นไพ่ คุณติดการเที่ยวกลางคืน คุณก็ล้างกิเลสการเที่ยวกลางคืนนี้ออกได้ กลางคืนก็ไม่อยากไปเที่ยวจริงๆ คุณก็ได้ความว่าง จิตก็ว่างจากอบายมุขการเที่ยวกลางคืน ในอบายมุข 6 อะไรบ้าง เป็นสิ่งเสพติด หรืออบายมุขที่ร้ายมากที่เขาไม่เข้าใจกัน คุณมีความโกงทีละ 5 แสนล้านเป็นอภิมหาอบายมุข เป็นกิเลสจัดจ้าน สร้างโครงการก็ตั้งใจสร้างมาเป็นอภิมหาอบายมุขขี้โกง เจตนาสร้างโครงการเพื่อคอรัปชั้นเลย ไม่ทำตามขั้นตอน แต่ตั้งงบประมาณมากๆ เพื่อให้มีช่องว่างในการโกง นี่คือจิตอบายมุขที่เลวร้าย คนที่มีความรอบจัดเกินไปคืออบายมุข คนที่โกรธจัดเกินไปคืออบายมุข คนที่มีกามจัดคืออบายมุข คนที่สอนสร้างภพชาติ ให้รวยลาภ ยศ สรรเสริญ ซึ่งตรงกันข้ามกับคำสอนพระพุทธเจ้าเลย สอนทำทานนี่พระพุทธเจ้าสอนไม่ให้หวังหรืออยากได้อะไรตอบแทนเป็นขั้นที่หนึ่งเลย แต่เขาสอนว่าทำทานจะได้บุญ เป็นสิ่งที่จะได้มา หรือปั้นสร้างวิมานว่าจะได้ต่อไปจากทานสูตร ล.๒๓ ข.๔๙ ก็สอนว่าอย่าไปสร้างจิตหวัง สาเปกโข 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทาน เทติ อาตมามีโศลกว่า มีเจตนาแต่อย่าอยาก พระพุทธเจ้าสอนว่าทำทานแล้วให้เป็นจิตใจที่ให้อย่าไปหวังว่าจะได้อะไรตอบแทน จากการทาน คุณให้ คุณไม่ได้เอาอะไร ต้องหัดทำใจอย่าให้ใจมันอยากไปเอา เมื่อทานคือการให้ ยังไม่พอ แค่อาการหวัง อยากได้สิ่งอะไรตอบแทนนิดหน่อยท่านก็ไม่ให้สร้างจิตเช่นนี้ ให้ทำจิตให้คือจบ อันที่สองหยาบกว่านั้น คือผูกพันกับผลที่ได้ ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทาน เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทาน เทติ 4.อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ตายไปแล้วจะได้เสวยผลข้ามชาติ) ทาน เทติ เหมือนธัมมชโยที่สอนกัน ทำให้เกิดผลเสียหายมากมาย อาตมาก็มาแก้กลับ ก็ยังดีที่พวกคุณมาเห็นได้ แล้วมาปฏิบัติเลิกละออก นิพพานปลอมคือไม่ดับกิเลส ทานแล้วไม่ได้ลดกิเลส แต่ทานแล้วได้กิเลสเพิ่ม สอนให้สร้างวิมานเป็นภพชาติ ภพชาติของธรรมกายเป็นวิมานใหญ่ เป็นสุขาวดี เป็นพุทธเกษตร เขาเป็นผู้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าถวายข้าวพระพุทธเจ้าได้ด้วย เป็นนิทานประโลมโลกอย่างใหญ่ ตรงกันข้ามกับศาสนาพุทธอย่างฟ้ากับก้นเหวเลย แล้วเถรสมาคมก็ซูฮกสรรเสริญธัมมชโย บอกว่าวัดปากน้ำเคยได้รับเงินจากธัมมชโย 30 ล้านอย่างนี้เป็นต้น นี่คือว่าที่สังฆราชนะ อาตมาพูดนี่ ยังไม่ถึงความเพี้ยนทั้งหมดของเขานะ อาตมาพูดได้ถึงแค่ 30-40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นในความเพี้ยนทั้งหมดของเขาร้อยเปอร์เซ็นต์ _แล้วทำไมฟังธรรมแล้วตาโต ตาหลับ ก็อยู่ที่คนถนัด ถ้าเขาหลับตาฟัง เขาจะมีสติมั่นให้เป็นสมาธิสะกดไว้ โดยไม่มีอะไรมากวน ใช้แต่หูฟังเสียงไม่ต้องใช้ตาหรือจมูก เขาเอาแต่หูฟัง เขาก็ได้จริงของเขา ส่วนคนที่ลืมตาก็คือถนัดลืมตาก็เพ่งเลย ฟังแล้วดูด้วยว่าอาตมาจะออกท่าทางสุ้มเสียงอะไร เป็นสองทวารเลย คนลืมตาดูแล้วใช้การเพ่ง concentrate เพราะการแสดงท่าทีลีลาประกอบทำให้เข้าใจได้มากขึ้น สุ้มเสียงหนักเบาลีลาต่างๆ สำเนียง เอามาใช้สังขารปรุงแต่ง คนลืมตามองเพ่งตาโตก็ได้ทั้งสองทวาร แต่คนถนัดที่จะฟังอย่างเดียว ก็ฟังทวารเดียว แล้วใครกำไรกว่ากันก็ลืมตากำไรกว่า แต่คนถนัดอย่างนั้นก็เพราะฝึกมา หลับตาแล้วจิตจะแข็ง แต่ว่าคนลืมตาก็ได้ฝึกกำไรกว่า

_บุญยิ่งแก้ว...ดิฉันเป็นนักปฏิบัติธรรมมือใหม่ จากพันธมิตรมาเป็นชาวอโศกได้ 5 ปี ฟังธรรมพ่อครูด้วยตนเองด้วยอานิสงส์ห้าประการ แต่ปฏิบัติตนได้มาตรฐานชาวอโศกบ้าง ตอนนี้ก็ไม่ได้เอาแต่ใจตัวเองเหมือนก่อน ก็อยากให้เพื่อนพันธมิตรมาได้อย่างเรา จะเป็นกิเลสหรือเปล่า? และการได้ไปร่วมงานมหาปวารณา ก็จะยังรู้สึกชอบ ยินดี เวลาเขาจัดเวที พอเห็นนร.สัมมาสิกขาฯ ต่างคนต่างช่วยงานกัน หรือเห็นคนเย็บกระทงตัดใบตองทำงานจะมีความสุข ทุกคนต่างช่วยกันทำตามถนัด ก็รู้สึกกรึ่มๆ ที่ตนเองไปอยู่ในแวดวงคนดี เป็นกิเลสหรือไม่? ตอบ...จะเรียกเป็นศัพท์ทางธรรมะเลยว่าอุปกิเลสก็ได้ เป็นปีติ เป็นความยินดีพอใจ แต่จริงๆแล้วก็เป็นกิเลสที่พระพุทธเจ้าถึงบอกว่านิพพานคือไม่มีกิเลสเลย ไม่ยินดียินร้ายไม่มีผลักไม่มีดูด คือฐานนิพพาน แต่คุณเองเกิดความยินดีในสิ่งที่ดีสิ่งที่ประเสริฐก็ไม่เสียหลาย เห็นคนมาช่วยงานเสียสละก็ดี คุณก็ยินดี ดีแล้ว ดีกว่าไปยินดีที่เขารวยขึ้น ได้เปรียบมากขึ้น อย่างนั้นเป็นความยินดี ซวย แต่มายินดีอย่างนี้ก็ดีกว่า มายินดีที่ได้เสียสละ พูดถึงความยินดีกับการเสียสละ อาตมาว่าเหตุการณ์ที่เกิดในประเทศไทยขณะนี้ โดยเฉพาะแกนกลางที่เกิด พฤติกรรมของมนุษยชาติที่เกิด เป็นหมู่มวลที่สนามหลวง มันเป็นแหล่งกลางที่คนไทยมารวมกันแสดงออก เขาแสดงออกในความเสียสละ ทุกศาสนาจบอยู่ที่การเสียสละ ใครจะมีทฤษฎีมีวิธีการที่ทำให้จิตใจคนเสียสละได้อย่างจริงใจและเต็มใจที่สุด และไม่คิดจะเอาเปรียบ มีแต่จิตวิญญาณเสียสละ พึ่งตนเอง ช่วยตนเองไม่เบียดเบียนใคร ทำงานเพื่อช่วยเหลือตัวเองไม่เปลี่ยนเป็นใครก็ถูก ถ้ามีส่วนเกินมากกว่าที่ตนเองกินและใช้ เวลาที่เหลือแรงงานที่เหลือ ทุนรอนที่มีเหลือ ก็เอาไปเสียสละให้คนอื่น คนนั้นคือคนประเสริฐในโลก เหตุการณ์ที่เกิดขณะนี้มันเป็นเหตุการณ์การเสียสละ ต้นพฤติกรรมของคนที่เสียสละเต็มไปหมดเลยในประเทศไทย แย่งกันเสียสละ แล้วเข้าใจลึกซึ้งในการเสียสละ อาตมาเคยเอาพฤติกรรมที่มาอธิบายถึงความซับซ้อน เช่น เหตุการณ์เกิดที่สนามหลวง อาตมาก็เดินไป เด็กก็เดินตามมี ด.ญ.ดูแล ด.ญ.ศีล ไปเจอผู้ชายคนหนึ่ง มีน้ำมาสองขวด ก็เอาน้ำให้ด.ญ.สองคนนี้ เด็กเราก็ไม่เอา เลี่ยงไป แต่พวกเราก็มีความคิดไม่เอาของคนอื่น เขาก็พยายามให้อีก เขาเจตนาดี อาตมาก็รู้ว่าเหตุการณ์การให้ครั้งนี้ มันกำลังเกิดคลื่น Bomb of love. ที่เป็นคำพยากรณ์ของไอน์สไตน์ อาตมามีประวัติอันนี้ ก็เคยอ่านเจอ แกเคยเขียนบอกลูกสาวแกเอาไว้ อาตมาเลยส่งสัญญาณให้ด.ญ.ดูแลรับ แล้วด.ญ.ศีลก็รับ พอรับแล้วแกก็ร้องไห้เลย ดีใจปีติเกิด เหตุการณ์นี้เป็นราชประชาสมาสัย มันเกิดต่อเนื่องอยู่ไม่หยุด นี่คือสิ่งจริงที่ยิ่งใหญ่เป็นเรื่องประหลาด อาจารย์ปราโมทย์ นาครทรรพพยายามอธิบายราชประชาสมาสัย ราชประชาสมาสัยคือ มีความเห็นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างที่เราเห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวมีพระจริยวัตรมากว่า 70 ปีคนก็ซาบซึ้งใจ พอถึงวาระนี้คนก็แสดงอาการ สรุปแล้วคำว่าราชประชาสมาสัยเป็นพลังงาน พลังงานนี้จึงเกิดเป็น A bomb of love. มันมารวมเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างพระเจ้าอยู่หัวกับประชาชน มันดีที่สุดแล้ว อาตมาไม่รู้จะใช้ภาษาอะไร ในความยิ่งใหญ่ที่เกิดในประเทศไทยที่เกิดจากพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงงานมา แล้วประชาชนก็ได้ซักซ้อมความเข้าใจ ประชาชนคนไทยได้มีปัญญารู้ แสดงออกมาได้เรื่อยๆ จนกระทั่งในวันที่5ธันวาฯ ทุกเฉลิมพระชนมพรรษาประชาชนก็แสดงออก เป็น A bomb of love.

นิยามคำว่ารักของ“อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์”

ปลายทศวรรษ 1980 Lieserl Einstein ลูกสาวของ Albert Einstein ได้บริจาคจดหมายของพ่อให้แก่มหาวิทยาลัยฮีบรู หนึ่งในนั้นเป็นจดหมายถึงเธอ มีใจความว่า...

“ ตอนที่พ่อนำเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพออกไป ไม่ค่อยมีใครเข้าใจพ่อหรอก สิ่งที่พ่อจะเปิดเผยในเวลานี้เพื่อสื่อถึงมนุษยชาติ ก็จะปะทะกับความเข้าใจผิดและอคติในโลกด้วยเช่นกัน

พ่อขอให้ลูกรักษาจดหมายเหล่านี้ไว้ให้นานตราบเท่าที่จำเป็น หลาย ๆ ปี หลาย ๆ สิบปี จนกว่าสังคมจะก้าวหน้าพอที่จะยอมรับสิ่งที่พ่อจะอธิบายต่อไปนี้

มีพลังที่มีอานุภาพมหาศาลอย่างหนึ่งซึ่งจวบจนขณะนี้วิทยาศาสตร์ยัง ไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ เป็นพลังที่รวมและควบคุมพลังอื่น ๆ ทั้งปวงเอาไว้ กระทั่งอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ใด ๆ ที่ปฏิบัติการอยู่ในเอกภพและเรายังไม่ได้ทำการระบุเสียด้วย พลังจักรวาลนี้คือความรัก

เมื่อนักวิทยาศาสตร์มองหาทฤษฎีรวมของจักรวาล เขาลืมพลังที่มองไม่เห็นซึ่งมีอานุภาพสูงสุดนี้ไปเสีย ความรักคือแสงซึ่งให้ความสว่างแก่ผู้ให้และผู้รับ ความรักคือแรงโน้มถ่วง เพราะมันดึงดูดคนบางคนเข้าหาคนอื่น ความรักคืออำนาจ เพราะมันทวีคูณสิ่งที่ดีที่สุดที่เรามี และช่วยให้มนุษยชาติไม่ดับสูญไปในความเห็นแก่ตัวอย่างมืดบอดของตนเอง ความรักคลี่คลายเผยตัวออกมา เรามีชีวิตอยู่และตายเพื่อความรัก ความรักคือพระเจ้าและพระเจ้าคือความรัก

พลังนี้อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างและให้ความหมายแก่ชีวิต นี่คือตัวแปรที่เรามองข้ามมาเนิ่นนานจนเกินไป ที่เรากลัวความรักอาจเป็นเพราะมันเป็นพลังงานเพียงอย่างเดียวในจักรวาลที่ มนุษย์ยังไม่รู้จักขับเคลื่อนได้ตามใจปรารถนา

เพื่อให้มองเห็นภาพความรักได้ พ่อจึงขอแทนค่าสมการที่ขึ้นชื่อที่สุดของพ่ออย่างง่าย ๆ แทนที่จะเป็น E (พลังงาน) = mc2 (มวล x ความเร็วแสง)2 ถ้าเรายอมรับว่าพลังงานที่จะเยียวยาโลกได้สามารถได้มาโดยผ่านความรักคูณด้วย ความเร็วแสงยกกำลัง 2 เราก็จะได้ข้อสรุปว่า ความรักเป็นพลังที่ทรงอานุภาพที่สุดที่มีอยู่ เพราะมันไม่มีขีดจำกัด

หลังจากที่มนุษยชาติประสบความล้มเหลวในการใช้และควบคุมพลังงานอื่น ๆ ในจักรวาลที่ขัดขวางเราแล้ว จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราจะหล่อเลี้ยงตัวเองด้วยพลังงานอีกประเภทหนึ่ง

หากเราต้องการให้ species ของเราอยู่รอด หากเราต้องการค้นหาความหมายของชีวิต หากเราต้องการช่วยโลกและสิ่งมีชีวิตที่มี sense รับรู้ซึ่งอาศัยอยู่ในโลกแล้วละก็ ความรักคือคำตอบเดียวที่มี

เราอาจจะยังไม่พร้อมที่จะผลิตระเบิดรัก(ตอนนี้คนไทยช่วยกันผลิตระเบิดรักกัน) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีแสนยานุภาพพอที่จะทำลายความเกลียดชัง ความเห็นแก่ตัว และความโลภ ซึ่งย่ำยีโลกได้อย่างราบคาบ แต่ทุกคนก็มีเครื่องกำเนิดความรักเล็ก ๆ อันทรงพลังอยู่ในตัว ซึ่งรอคอยการปลดปล่อยพลังงานออกมา

เมื่อเราเรียนรู้ที่จะให้และรับพลังงานจักรวาลนี้ เราก็จะพิสูจน์ได้ว่าความรักพิชิตทุกสิ่งทุกอย่าง สามารถก้าวข้ามทุกอย่างไม่ว่าสิ่งใด ทั้งนี้เพราะความรักคือแก่นแท้แห่งชีวิต

พ่อเสียใจที่ไม่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวใจของพ่อ ซึ่งเต้นเพื่อลูกอยู่เงียบ ๆ มาตลอดชีวิต ออกมาได้ บางทีอาจจะสายเกินกว่าจะขอโทษ แต่โดยที่เวลาเป็นสิ่งสัมพัทธ์ พ่อจึงต้องบอกลูกว่า พ่อรักลูก และเพราะลูกพ่อจึงบรรลุคำตอบขั้นสุดท้ายนี้ได้ ! ”

พ่อของลูก /Albert Einstein….

Credit: Rafael Téllez-Girón

พ่อครูว่า...นี่คือจดหมายที่ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่ และก็ชื่อว่า A bomb of love. ที่เกิดในเมืองไทยตอนนี้คืออันนี้จริงๆ ที่เป็นความรักที่มีต่อในหลวง ไม่ใช่รักในตัวตนร่างกาย ไม่ใช่รักเรื่องวัตถุ แต่เป็นความรักสิ่งประเสริฐ รวมไปหมดเลยในสิ่งที่ในหลวงทรงพระจริยวัตรมาตลอดพระชนม์ชีพ แล้วตอนนี้ไม่มีใครสามารถยับยั้งหรือปิดบังได้ ไม่มีใครเก็บไว้เหมือนไอน์สไตน์เก็บไว้ ทีนี้อาตมาเข้าใจไอน์สไตน์ อาตมาเข้าใจว่า แกจะอธิบายอะไรลักษณะของนามธรรม แกค้นพบพลังงานระเบิดพลังงานสุดยอดคือ พลังงานนิวเคลียร์ที่ทดลองจนญี่ปุ่นฉิบหายแล้ว อันนี้เป็นระเบิดนามธรรมที่จะรู้ว่าจะเกิด ไอน์สไตน์พูดไว้ตอนนั้นขณะนี้ในเมืองไทยกำลังเกิด A bomb of love.แล้วแกก็บอกว่ามนุษย์ไม่รู้จักอันนี้ได้ง่ายๆ จริงที่สุดเลยอาตมาขอรับรอง มันเป็นระเบิดที่ยิ่งใหญ่จริงๆ การแสดงออกของคนไทยขณะนี้แสดงออกเต็มที่ ก็ขอย้ำเลยนะ คนไทยที่ได้ฟังที่อาตมาพูดนี้จงรักษาการ รับรองความรักอันยิ่งใหญ่ที่แสดงออกนี้ ขอให้แสดงความรักของระเบิดรักของในหลวงที่คุณกำลังแสดงออกนี้ ขอให้แสดงออกต่อเนื่องไป 10 ปีหรือ 20 ปี สนามหลวงอย่าหมดพลังงาน A bomb of love.นี้เลย ถ้ารักษาไว้ได้นี้ มันจะอธิบาย คนจะมาศึกษาวิจัยว่าพฤติกรรมมนุษย์นี้จากจิตวิญญาณมนุษย์ แล้วแสดงออกอันนี้ มันสะท้อนสะท้านใจทั้งนั้น ที่อาตมายกมาพูดนิดเดียวที่ผู้ให้ผู้รับ แล้วผู้ให้กลับเริ่มที่ผู้รับนั้นรับของเรา ทุกคนมีแต่อยากจะให้ให้ให้ คนที่มารับสิ่งที่เราให้ได้เราก็ปลาบปลื้ม จนกระทั่งเราต้องร้องไห้ ก็เขามีการตอบรับกันอย่างสมบูรณ์แบบไม่มีแต่ให้กับให้กับให้กับให้ ทุกอย่างมีแต่การเสียสละการให้ ศาสนาทุกศาสนาสอนเช่นนี้ คนที่มีจิตวิญญาณบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ จึงเป็นคนที่ทำประโยชน์เพื่อมวลมนุษยชาติ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) นี่คือคำสรุปของพระพุทธเจ้า เราอยากจะเป็นคนชนิดนี้ไหม เป็นเสี้ยววินาทีนี้เป็นต้นไปเลย ให้เลย จงทำให้ได้ แล้วพวกเราอาตมาว่าพูดแล้วพวกเราจะเข้าใจกันดี ทีเดียว

_ผมชื่อ นาค มีชื่อทางธรรมว่าพึ่งธรรม มีปัญหาว่า ที่พ่อท่านเทศน์ว่าในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์แต่ผมขอใช้คำต่อท้า

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน