591129_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติฯ พลังสี่ที่ขับเคลื่อนโรงงานแห่งความรัก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์26 KB
วันที่แก้ไข23 ธันวาคม 2559

เนื้อหาในไฟล์

591129_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติฯ พลังสี่ที่ขับเคลื่อนโรงงานแห่งความรัก

สมณะเดินดินว่า...วันนี้เป็นวันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน 2559 ที่สันติอโศก วันนี้เป็นวันพระใหญ่ ตามบ้านนอกจะเป็นวันที่มาทำหน้าที่อุโบสถศีล เป็นวันสำคัญที่พวกเราจะได้มาระลึกถึงสิ่งที่ดี สิ่งที่ดีคงจะไม่มีอะไรดีเท่ากับโลกุตรธรรม ที่พ่อครูพยายามมาเปิดเผย สิ่งที่ลึก จนทุกวันนี้เราฟังเหมือนง่าย ต้องพยายามจับอารมณ์ แยกอารมณ์จริงกับอารมณ์เท็จให้ได้ ก็สามารถเป็นพระอรหันต์ได้ พ่อครู ได้ดึงของลึกมาเป็นของตื้นได้ พ่อครูว่า...มาดู sms ของผู้ที่ติดตามฟัง SMS วันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 0893867xxxพุทธศาสนิกชนในร.9อบอุ่นใจที่เห็นหลวงปู่พุทธะอิสระสนทนาธรรมกับพ่อครูฯสณ.โพธิรักษ์ในโรงบุญและโล่งใจที่ มส.มีเจ้าประคุณป.อ.ประยุทธ์โตที่ลูกไทยศรัทธาในจริยวัตรธ.สูงสุดเป็นหลักชัยดูแลพุทธศ.เจริญในแก่นแท้ของธรรมสาธุ!สกก 0890529xxxโลกุตตระที่ พ่อครู โปรดเวไนยให้ตื่นรู้ในยุคท้ายปลายกลัป์นี้ ก็คือแก่นของหลักสัจธรรมแท้ ผู้น้อยได้ติดตามศึกษาทางสื่อสารบุญนิยมทีวีอยู่เป็นประจำ ขอกราบขอบพระคุณ พ่อครู ด้วยความเคารพ ที่ให้สิ่งแท้หลักธรรมจริง (กาลเวลาคับขัน หากมัวชักช้าไม่รีบบำเพ็ญธรรม จะไม่ทันการ) 0893867xxxพระตปฎ.กล่าวถึงคำตรัส ตถาคตว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายอุจจาระปัสสาวะน้ำลายน้ำหนองโลหิตแม้มีประมาณน้อยมีกลิ่นเหม็นฉันใด!เราย่อมไม่สรรเสริญภพ!แม้มีประมาณน้อยโดยที่สุดแม้เพียงลัดมือเดียวฉันนั้น!

ภพสวรรค์ก็คือภพนรก คำถามจากคุณ 0893867xxx ว่า...พระตปฎ.ที่20 ที่พ่อครูนำมาสอนทำให้เข้าใจชัดเจนว่าจิตที่วนเวียนอยู่ความอยากเป็นนี่ความอยากได้นั่นคือจิตเป็นตัณหาต้นเหตุทำให้เกิดภพเกิดชาติของจริงที่มีแต่สวรรค์เทียมนรกแท้!จริงสาธุ!สกก. ตอบ...ตอนนี้

อ่านต่อ

คนเข้าใจเรื่อง ภพมากขึ้น ตั้งแต่ภพต่ำคืออบาย หากเราไม่รู้ก็หลงในภพ(แดนที่เราหลงวนสุข-ทุกข์) มีชีวิตที่นึกว่าเราได้รับความสุขความเจริญ ถ้าเราไม่เข้าใจอาการของจิตที่เป็น ภพชาติ เราก็จะจมอยู่อย่างนั้น แล้วหลงยินดีว่าเป็นความสุขความเจริญความใหญ่โตมโหฬารอะไรต่างๆนานา อย่างที่จะหลีกพ้นไม่ได้ที่ต้องยกตัวอย่างธัมมชโย เขาไม่รู้เรื่องของความเป็นภพ สักนิดสักน้อย ใครที่ไปหลงอย่างสมีธัมมชโย มันก็จะเป็นอย่างนี้หน้ามืดตาบอดนึกว่าเป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น แล้วเขาก็ทำเต็มที่อย่าง ไม่คิดชีวิตเลย อุตสาหะวิริยะพากเพียรหนัก จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ไม่มีใครเจอตัว แล้วก็มีภาพออกมาว่าขาโต บวมใหญ่ดำ น่ากลัว เห็นแล้วน่ากลัว จะทุกข์ทรมานขนาดไหน แล้วอยู่กันไม่มาไม่น้อย เป็นอย่างนั้นมาตั้งหลายปี จะถึง 10 ปีอะไรจะทรมานขนาดนั้น ตอนนี้ก็ยังลึกลับจับตัวไม่เจอ หนีลงรูไปแล้วในที่ลับเร้น มีคนเขาคิดว่าเขาไม่อยู่ในประเทศไทยแล้ว คนไม่เชื่อว่าจะอยู่ได้อย่างไร แม้แต่คนในนั้นก็ยังไม่ค่อยรู้เห็น มีคนรู้เห็นช่วยกันอยู่ไม่กี่คนก็ไม่กล้าเปิดเผย ขณะที่คนสนิท นายองอาจ ธรรมนิทา ขนาดว่าเป็นโฆษก เป็นปากเสียงของธรรมกายเขายังบอกว่า 6 เดือนแล้วไม่ได้พบเลย จะเท็จหรือจริงหลอกก็ไม่รู้ที่เขาพูดออกมา ถ้าเราเป็นนักปฏิบัติก็จะเรียนรู้ ภพเล็กภพน้อย หลายคนพวกเราไม่ได้รับทุกข์ร้อนอย่างที่ธัมมชโยเขาได้รับเลย เราก็จะยิ่งกลัว เกรงกลัวต่อบาปกรรมต่อเวรภัย ส่วนคนที่หลงผิดก็น่าสังเวชใจ บอกเขาเตือนเขาให้ความรู้เขา แต่เขามีกลเม็ดบอกว่าให้ดูช่องนี้ช่องเดียวเป็นการสะกดจิต ต้องเชื่ออย่างงมงายเลย ก็ใช้วิธีการสะกดจิต อาตมาไม่รู้นะ ว่าธัมมชโยจะไปเรียนวิธีสะกดจิตมาหรือเปล่า แต่การกระทำที่เขาทำอยู่นี้เป็นการนั่งหลับตาสะกดจิตเป็นวิธีสะกดจิต 100% อาตมาเคยเรียนวิธีสะกดจิตแบบวิทยาศาสตร์มา ก็รู้ชัดเจน ว่าเขาทำได้ผลเต็มที่เลย อาตมารู้ว่าเป็นการทำบาป ทำให้คนตกนรกซ้ำซ้อน อาตมามาเป็นพระโพธิสัตว์แล้วไม่ทำแน่นอน ความซวยอย่างนี้อาตมาไม่ทำ เห็นแล้วก็น่าสังเวชใจ มีคนที่ออกมาจากธรรมกายแล้วมาอยู่ที่เรา มาฝึกฝนศึกษาอยู่ก็มี ยินดีด้วยอนุโมทนา ก็พยายามพากเพียรศึกษาไป เราจะได้เทียบเคียงชัดเจน ทุกคนไม่มีใครบังคับให้เชื่อหรือไม่เชื่อ เราจะเข้าใจหรือไม่ก็อยู่ที่เราพากเพียรศึกษา ได้เอง พระพุทธเจ้าก็สอนในกาลามสูตรว่าไม่ให้เชื่อใครง่ายๆ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ให้เชื่อทันที ท่านสอนอย่างไม่ได้ครอบงำความคิด อิสระเสรีภาพเต็มที่ทุกอย่าง ความเป็นภพ สิ่งที่มันง่ายรู้ว่าหยาบต่ำเป็นของผิด แท้ๆ จะน้อยหรือมากก็ชัดเจน เรื่องของภพก็เช่นกัน วนเวียนสุขทุกข์สมอยากอยู่อย่างนั้น แล้วแต่คนจะทำให้สมใจตัวเองได้มากมายขนาดไหนก็แล้วแต่ สมณะเดินดินว่า..อย่างภพชาวอโศกนั้นถ้ามีกระแสสุขภาพมาคนก็จะลงไปทำจนมากเกิน อย่างนี้ถือว่าเป็นคนอยู่ไหน ภพหรือไม่ พ่อครูว่า...เป็นคนตกภพ เป็นจริตที่ดิ่งจะเอาอันนี้ก็เอาเลย ก็ค่อยๆช่วยเหลือกันไปเป็นไปตามฐานะ เป็นเรื่องที่สุดวิสัยเหมือนกัน บางคนก็แก้ไขยาก ถึงยกย่องคนที่มีปฏิสันถาร มีแขกมาก็โอภาปราศรัย ไม่ง่ายทีเดียวที่จะรู้ว่าภพคืออะไร คนตกภพ เขาจมอยู่แล้วเขาก็นึกว่าได้ความยิ่งใหญ่โตมโหฬารบานทะโร่ เขาไม่รู้เท่าทันเลย ความจริงนั้น ไม่มีสวรรค์หรือนรก มันมีสวรรค์ก็มีนรกคุณอยากได้สวรรค์แต่ได้สวรรค์มาก็มีนรก มันเป็นของคู่เป็นเมถุน เป็นธรรมะคู่ธรรมะ 2 มันมีสวรรค์ คุณไม่ได้อยากได้นรก ไม่มีใครอยากได้แต่มันก็มา แล้วก็ไม่เรียนรู้ว่านรกเมื่อไหร่ บางทีไม่ค่อยได้สังเกต ว่านี้คือนรกคือทุกข์ อันนี้คือเหตุแห่งทุกข์ ผู้ที่มีญาณปัญญารู้ว่า ต้องรู้ว่าตัวนี้เป็นเหตุแห่งทุกข์นะ เหตุแห่งสวรรค์นั่นแหละนี่คือนรก ความเป็นสัตว์นรกนี้ โอ้โห กว่ามันจะรู้ทุกข์ กว่ามันจะรู้เหตุแห่งทุกข์คือจิตของเราคือสัตว์นรก อย่างนี้ที่เราหลงว่าเป็นสวรรค์ที่จริงมันคือนรก ที่หลงว่าเป็นสวรรค์ที่จริงมันคือนรก สวรรค์เป็นความเท็จนรกเป็นความแท้ ต้องรู้ทุกอย่างเป็นความจริงอริยสัจ สวรรค์กับนรกมันตัวเดียวกัน สวรรค์เป็นอุปทานที่ปั้นลมๆแล้งๆว่ามีจริง คุณจะรักษาให้มันอยู่นานเป็นยามา จะพยายามอย่างไรมันต้องมีเวลาพัก ที่เขาใช้คำพังเพยว่างานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา ไม่มีงานเลี้ยงไหนไม่มีวันเลิกรา ในคำสอนของนักปราชญ์ ก็หยิบมาผสมก็ชัดเจน กว่าจะรู้ได้ว่าที่จริงแล้วสุขก็คือทุกข์ ทุกข์อริยสัจก็คือที่หลงว่าเป็นสุขนั่นเอง คนเราก็อยากได้สวรรค์ทั้งนั้นแต่ดันผ่าได้นรก กว่าจะรู้ตัว ระลึกให้ดี แต่ก่อนนี้เราหยาบมาก จมกับมันอยู่ได้ ระลึกแล้วโง่เง่า ถ้าหลุดพ้นมันได้ก็ดี ที่หลุดพ้นแล้วก็ดี แต่ที่ยังไม่หลุดพ้นนี่มันยาก พอรู้แล้วพอหลุดพ้นแล้ว มันดูง่ายนะ แต่คนอื่นที่ไม่มีทางรู้มันก็ไม่รู้อยู่นั่นแหละ ก็ว่าไป อะไรไม่อะไรหรอกที่ท่านยกตัวอย่าง พระเจ้าอชาตศัตรู ที่เคยไปฆ่าพ่อ แล้วก็พุทธเจ้าก็สอน แต่ชาตินั้นทั้งชาติท่านก็เข้าใจ แต่ท่านทำไม่ได้ เพราะมันมีวิบากหนัก พระพุทธเจ้าท่านถึงบอกว่าอย่าประมาททำแล้วบอกว่าไม่ได้ทำไม่ได้ กรรมเป็นอันทำ ถึงบอกว่าเรามัดระวังให้จริงในกรรมที่ทำ มันเหมือนอะไรบังตาได้อย่างไร ขนาดอยู่กับพระพุทธเจ้าแท้ๆ ท่านยังช่วยไม่ได้ แล้วโพธิรักษ์เป็นใคร? เราก็คล้ายๆว่าตีงูให้กากิน เราสอนคนนี้แต่คนอื่นเขามาฟังก็ได้ เหมือนตีงูให้กากิน แต่ว่าอย่างอื่นมากินไปหมด เจ้ากามันมืดบอดดำปี๋อยู่นั่นแหละ เจตนาให้กานะ แต่วิสัยกา พระวิสัยกา มีคนเขียนภาพให้เห็น

คุณติดมะละกออันนี้แต่ก่อนคุณนึกว่าละได้แล้วในรูปภพอรูปภพ แต่พอมาล้างกามภพ จริงๆแล้วพอล้างกามภพแล้ว เศษเหลือก็คือรูปภพอรูปภพ มันต้องต่อเนื่องกันไม่ใช่ไปสร้างภาพเอา แต่ว่าต้องกระทบรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจริง เมื่อล้างกามภพได้แล้ว ก็จะเห็นรูปภพที่มันคล้ายแต่มันไม่ใช่ ส่วนมากคนจะได้รูปภพ อรูปภพเป็นคนมีเชื้อเก่าบ้าง ถ้าไม่มีเชื้อเก่าบ้างไม่รู้เรื่องหรอก ก็หยาบยังดับไม่เป็น แล้วจะไปดับละเอียด มันไม่ใช่ เพราะคุณไปสะกดไว้เท่านั้น ไม่ใช่ล้างด้วยปัญญา ด้วยไฟฌาน ไม่ใช่เลย ต้องให้สัมผัสวิโมกข์แปดด้วยกาย

พลังสี่พ้นภัยห้า ผู้ที่บรรลุแล้วเป็นพลังปัญญา มีที่ต้นของพลังปัญญาแล้ว คือมีพลังสี่ คือ พลังปัญญา พลังวิริยะ พลังอนวัชชะ พลังสังคหะ พลังปัญญาจะมีวิริยะคู่มาเลย มีพลังแรงด้วย ถ้าพลังชัดเจนใส จะมีปัญญาและมีเจโตที่แรงด้วย จะรู้กรรมการงานอันใดที่ควรหรือไม่ควร ทำสิ่งที่ควร คุณทำอะไรก็คือเป็นการงานทั้งนั้น ทุกอย่างเหมารวมลงที่กรรม แล้วก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องไม่ผิดทำเพื่ออะไรก็เพื่อสังคหะ นี่คือพลัง 4 พลังปัญญา พลังวิริยะ พลังอนวัชชะ พลังสังคหะ คนที่ได้พลังสี่นี้สมบูรณ์แล้วก็พ้นภัย 5 จะมีชีวิตอยู่ก็ไม่มีภัยมีโทษ สำหรับตนและผู้อื่น เป็นชีวิตที่ปลอดภัย พ้นภัยห้าคือ อาชีวิตภัย จะมีชีวิตอยู่ก็ไม่มีภัยอะไรดี อาสิโลกภัย ภัยที่คนจะมาตำหนิติเตียน ก็จะไม่มีปัญหา คนที่ตำหนิติเตียนความจริง เรายืนอยู่ในฐานความจริง คนที่จะตำหนิความจริงไม่มีมีแต่จะชมความจริง ถ้าเราแน่ในความจริงนั้นแล้ว และความจริงนั้นเป็นความจริงที่ถูกต้องด้วย คุณได้อันนี้เสร็จ ใครจะมาตำหนิก็ผิดทั้งนั้น เพราะฉะนั้น คนที่ชัดเจนในความจริงจะตั้งใจยืนหยัดยืนยัน มันเหมือนอัตตายึดมั่นถือมั่น แต่ไม่ใช่ มันมีพลังปัญญายืนยัน ปาริสารัชภัย ก็ไม่มี คือไม่สะทกสะท้านไม่หวั่นไหวไม่กระดุ๊กกระดิ๊กในจิต ทำอะไรอะไรก็ไม่มีปฏิกิริยาเคลื่อนไหว นิ่ง มรณภัย ทุคติภัย ก็ไม่มีกลัวตายไม่กลัวตกนรก เป็นความดีที่สุดแล้ว เมื่อมีพลังสี่ก็จะพ้นภัยห้า ยิ่งมีสังคหะ แจกจ่ายเจือจาน อาตมากำลังพาพวกเราสร้างสรรค์เสียสละช่วยเหลือผู้อื่นอยู่นี่ เราให้เขานี่แหละ เราเสียสละนี่แหละคือกำไรของเรา ไม่ใช่โอกาสที่จะเอากำไร ก็ดูไป แต่ไม่ได้ไปพยากรณ์หรือดูหมอเดา หมอดู ลักษณะจิตที่อาตมาอธิบายว่ามี เจตนาแต่อย่าอยาก ให้มีจิตมุ่งไปในทิศทาง แล้วเราก็ทำเต็มที่ โดยไม่สร้างจิตที่มีความหวังมีภพชาติ ให้เอาพลังงานมาโถมทุ่มกับการงาน มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มีความยินดีพอใจในการทำมีพลังงานเท่าไหร่ก็โถมลงไป แล้วก็เกิดวิมังสา ได้เนื้อหาสาระเต็มๆ ก็ใช้ภาษาไทยขยายความถึงอิทธิบาทสี่ และขยายพลังสี่ จนกระทั่งไม่มีภัยห้า มันพ้นจริงๆ ไม่มากระทบเรา ถ้าจะลองสังเกตอาตมาบ้าง อาตมาว่าอาตมาพ้นภัยห้า ชีวิตอาตมาจนอายุ 80 แล้ว อาตมาก็ขยัน ก็หนัก แต่ไม่เคยถูกกระทบถูกบาดเจ็บ มีแต่เขาว่าตำหนิติเตียน ก็ห้ามไม่ได้หรอก ต่อให้ตำหนิติเตียนแบบหอกปากแต่เราก็อยู่ยงคงกระพัน แต่ไม่ใช่หน้าด้านหยาบ เรารู้เราก็เข้าใจไม่ใช่หน้าด่านหน้าทน ในชีวิตอาตมาไม่มีแม้แต่คนจะมาตบมาเตะ ก็ไม่มี มีแต่โดนแก๊สน้ำตา ก็มีวิบากใช้วิบากไป ก็แสบตาบ้าง นอกนั้นก็ไม่มีอะไร ชาตินี้ระลึกตั้งแต่เกิดไม่เคยเจอ นี่แหละคือเขาก็มีอาสิโลกภัยมากอยู่นะ เขาท้วงเขาว่าพอสมควร แต่ปาริสารัชภัยไม่มี ไม่สะทกสะท้าน สรุปแล้ว ภัยห้า ไม่มีอะไรอาตมาพ้น นี่ไม่ได้อวดตัวนะ คือศึกษาอาตมา ผู้ใกล้ชิดก็จะรู้ คนอายุตั้งแปดสิบแล้ว อาตมาก็ยียวนพอสมควรนะ วอนที่จะได้พอสมควรแต่ไม่จัดจ้าน ที่พูดนี่ไม่ได้ท้าทายนะ อาตมาหนังไม่เหนียวไม่อยู่ยงคงกระพันอะไร ก็เคยเล่นพวกนี้มา

พลังงานโอปปาติกะจากระเบิดแห่งรัก ที่เป็นลำดับ 0890015xxxปรากฏการณ์"ระเบิดความรัก" ถือเป็น"โอปปาติกะ"ได้หรือไม่ ตอบ โอปปาติกะคืออะไร โอปปาติกะคือวิญญาณ พลังงานที่เป็นจิตวิญญาณคือโอปปาติกะ พลังงานความรักที่ขจรขจายอยู่นี่ พลังงานของโอปปาติกะ พลังงานที่มีเงื่อนไขว่าเป็นความรัก และเป็นความรักในมิติที่สูง ไม่ใช่ความรักมิติที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 มันเป็นความรักมิติที่เกิน 6 ขึ้นมาหา 7 หา 8 เป็นพลังงานที่รักมวลประชาชน รักสรรพสัตว์ มวลประชาชนคือ 6 ทั่วหมดจักรวาลคือ 7 ทั้งดิน น้ำ ไฟ ลม พืชพันธุ์ธัญญาหาร สัตว์ คนทั้งหลายแหล่ คือพลังงานพระเจ้า พลังงานที่ 7 พลังงานรักทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นของพระเจ้าหมด เป็นลูกหลานพระเจ้า เป็นสมบัติของพระเจ้า รักเกื้อกูลไม่ใช่รักอย่างยึดเป็นตัวเป็นตน รักเพื่อที่จะให้ทุกคนได้มีได้เป็นตามฐานะ ความรักมิติที่ 7 มิติที่ 8 นี้ อันนี้ก็ยากอยู่เหมือนกัน มิติที่ 8 คือความรู้อเทวนิยม ถ้าเป็นเทวนิยมจะทำความรักให้สูงที่สุดได้แค่ 7 ได้แค่พระเจ้า จะไม่รู้จักในระดับว่าระดับที่ 1 เราจะสละอย่างไร แต่ผู้ที่สูง ระดับพระเจ้าที่เขาสูง เมถุนเขาก็ถือว่าต่ำเหมือนกัน เขาเลิกเรื่องเพศ เรื่องเมถุนเขาก็ถือว่าต่ำ เรื่องคู่สองคน เรื่องแค่ญาติ พ่อแม่ลูก ปิตุปิตานิยม เขาก็ถือว่ามันแคบ เขาก็เข้าใจ เขาก็ไม่เอา ในเทวนิยมนี่เป็นได้ กระจายมาถึงญาติ เข้าก็รู้ เขาก็เลิกได้ แคบๆ แค่ญาติเขาก็ไม่เอา เขาก็กว้างมาถึงมิตรสหายเพื่อนฝูงต่างๆ เกินกว่าญาติเท่านั้น และมิตรสหายเกินกว่าญาตินี่แหละ มันจะละเอียดขึ้นไประดับชาติระดับประเทศแล้วก็ระดับทั่วไปหมดเลย เป็นระดับที่ 7 อันนี้ทางเทวนิยมก็ยังไม่ค่อยรู้ตัวดีเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น 6 7 เขาจะยังไม่รู้จักเท่าไหร่ เทวนิยม แต่เขาเป็นนะ เขาทำ เขาประพฤตินะ พระเจ้า หรือพระศาสดา พระบุตรประพฤติอันนี้แล้ว แต่ไม่รู้ อธิบายไม่ได้ พุทธอธิบายไล่มาได้หมด มันจึงซับซ้อน พุทธรู้จักเบื้องต้นและท่ามกลาง บั้นปลาย เป็นลำดับ และรู้อย่างเนียนเลย ไม่มีอะไรติดขัด เป็นลำดับที่น่ามหัศจรรย์ เรียงลำดับเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายมาอย่างละเอียดลึกซึ้ง เป็นขั้นตอนที่ไม่ขรุไม่ขระ ไม่กระโดดไปไม่กระโดดมา ไม่สับสน เรียงลำดับเป็นลำดับ อันนี้ถึงบอกว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า การราบลุ่ม เรียบสะอาดเหมือนฝั่งทะเล ท่านถือเป็นความมหัศจรรย์ ข้อ 1 เลย ยอดเยี่ยมยากที่จะเข้าใจได้ง่ายๆ ยาก แต่พวกเราจะค่อยๆ เข้าใจชัดขึ้นๆ ว่า อ้อ.. ลำดับที่มันราบลุ่ม เนียน ละเอียดไม่ขรุไม่ขระ ไม่อะไรเลย มันสุดยอด มันเป็นเรื่องวิเศษ มันเป็นเรื่องที่ไม่เสียเวลา มันเป็นเรื่องที่เร็วที่สุด เส้นที่สั้นที่สุด คือเส้นที่ตรงที่สุด ลัดที่สุดคือต้องตรงที่สุด นี่คือสุดยอด ผู้สามารถรู้พลังโอปปาติกะ เวทนาสัญญาสังขาร วิญญาณ มีรูปด้วย ครบขันธ์ 5 ถ้าระดับพืช ยังไม่เกิดอารมณ์สุขทุกข์อร่อยติดรสชาติ มีแต่สัญญากับสังขารและรูป ยังไม่มีเวทนา ไม่เรียกวิญญาณ มีเวทนาแล้วจึงมารวมเป็นวิญญาณ เพราะ เวทนา สัญญา สังขาร ก็คือวิญญาณ (ในหนังสือคนคืออะไรทำไมสำคัญนัก) ที่อธิบายมานี้ถ้าคุณไม่มีของตนเองจะไปหยิบของใครมาได้ อาตมายืนยันว่ามีของตนเอง อาตมาเขียนคนคืออะไรตั้งแต่เป็นฆราวาส ก็ควักความรู้แต่ปางก่อนมา ก็ก่อนจะได้เป็นของตนเองก็ได้จากมาก่อน อาตมาเป็นแค่สยังอภิญญาไม่ใช่สยัมภู ไม่ใช่ผู้ตรัสรู้เองตัดรอบมา ที่จริงก็ต้องรับจากองค์ก่อนอยู่ดี แต่ก็ต้องตัดรอบให้ท่านเป็นเจ้าของศาสนาเพราะว่าไปหาที่ต้นไม่ได้ อาตมาไม่มีมานะถือดีถือตัวอะไรหรอก อาตมาว่าอาตมารับจากพระพุทธเจ้า ส่วนใครจะถือตัวว่าตัวเป็นต้นธาตุต้นธรรมก็แล้วไป แต่ทำไมเขาทำบ้าบอทำไมทำเสื่อมทรามขัดแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้าตั้งเยอะแยะ

ความเป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ของธรรมวินัย ขั้นต้น อบายภูมิคือของต่ำ ของใครของมันและอบายภูมิต้องอยู่ในกามภูมิคือภพต่ำของภายนอก ตัดรอบว่านี่หยาบต่ำ ต้องหยุดเสพ หยุดสัมผัสเสียดสีหรือหยุดเอามาเป็นของตนเอง อบายส่วนใหญ่เราไม่เกี่ยวข้องเลยในชีวิตเราก็เจริญได้ เราจะทำงานโดยไม่ต้องอาศัยมันเลยได้ เราก็ทำงานช่วยเหลือโลกได้มากมายแล้ว ส่วนอันนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่คนที่ต้องทำไป เราเลิกมาสู่ภูมินี้ได้เลย อันนี้ต้องให้ชัด อย่าไปหลงตนเอง เมื่อผู้อยู่เหนือกามภพที่เป็นอบายได้ ก็พ้นอบายมาเรื่อยๆ จนพ้นหมดกามภพ ก็เลื่อนมาต่อรูปภพ รูปภพก็ยังสัมผัสสัมพันธ์ข้างนอกอยู่ไม่ได้หนีไปไหนแต่เราก็อยู่เหนือ สิ่งเหล่านั้นภายนอกทำอะไรเราไม่ได้เลย อสังหิรัง เหมือนเด็กแขนสั้นจะชกเรา เราก็ค้ำหัวไว้มันก็ชกไม่ถึงเรา เขาจะชกเต็มที่อย่างไรก็มีฤทธิ์เดชแค่นั้น ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรม มันไม่มีสิทธิ์ทำลายหักล้างเรา ไม่ทำให้เราเปื้อนเปรอะอะไร นี่คือสัจจะที่คนที่ได้จริงเป็นจริงถึงจริง คนที่พ้นกามภพแล้วก็เหลือรูปภพอรูปภพ กามภพนี้แตะแต่ไม่ติด อยู่สัมพันธ์กับเขาได้ สัมผัสอยู่ก็ไม่ซึมซับ ไม่มีดูด ไม่มีซึม ไม่ osmosis ไม่ absorb ไม่ไหลลึกไปไม่รู้ตัว ไม่มี สะอาด เข้าไม่ได้ทุกทาง แม้ตัวเราไม่รู้ก็ไม่ซึมเข้ามาได้ osmosis คือแบบไม่รู้ตัว แต่absorb คืออย่างรู้ตัว เมื่อพ้นกามภพก็เป็นอนาคามี ก็ช่วยกามภพเขาได้แต่อย่าประมาท เป็นอรหันต์ท่านก็ไม่ให้ประมาท เราล้างกามภพได้จริง จึงเลื่อนมาล้างรูปภพ อรูปภพได้ ไม่เสียเวลาล้างกลับไปกลับมา ถ้าไม่ทำตามลำดับก็เสียเวลา แล้วไม่ละเอียดชัดเจนเท่ามาทำตามลำดับ ถึงบอกว่าเรียนให้สัมมาทิฏฐิให้ดี อาตมาเน้นตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ 10

ขอเข้าสู่พลังงานความรักอันยิ่งใหญ่ คนโดยรวมของเมืองไทยรู้สิ่งประเสริฐนี้แล้วที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงงานมา ท่านไม่ตรัสมาก แต่ทรงงานมาก ไม่ขยายความด้วย ปล่อยให้ท่านอื่นขยายความไป ท่านไม่ต้องคุยตัว โพธิรักษ์เสียอีกเหมือนคุยตัว สิ่งที่ยิ่งใหญ่เป็น A Bomb of love ที่เกิดขึ้นขณะนี้ เป็นเรื่องที่มนุษยชาติต้องอาศัยและเกิดในประเทศไทยแล้ว เป็นเชื้อแท้ ไม่ใช่เชื้อที่เป็นทางเสียหายแต่เป็นเชื้อแห่งสิ่งประเสริฐ มาหยั่งลงที่นี่ ผู้ที่สามารถเข้าใจแล้วก็มารวมกัน มาช่วยกันโดยเฉพาะ ศิษย์เก่าทั้งหลายของสัมมาสิกขา อยู่ไหน มีเป็นพันคนนะ ให้มาเสริมสิ่งที่เราเคยได้มาแล้วด้วยกัน มาฝึกฝนมาอบรมมาทำเพิ่มเติม ถ้าคนไม่เพิ่มภูมิตัวเอง เขาเรียกว่ากินบุญเก่า บุญถ้าได้แล้วได้เลยนะ แต่มากินกุศลเก่า มันจะกินซับซ้อน กินสิ่งที่จะช่วยเกื้อกูลจะลดลง แต่ถ้าบุญแล้วชำระกิเลสขาเดียว ทำแล้วแข็งแรงเต็มที่ มีแต่ทางเดียวไม่มีสองทาง บุญเป็นธรรมะหนึ่งไม่เป็นธรรมะสอง บุญนี้ เขารู้กันลึกๆว่ายิ่งใหญ่กว่ากุศลจึงเอาบุญมาเป็นเครื่องล่อ ขาย มันเป็นประสิทธิภาพที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้คนบรรลุอรหันต์ ถ้าไม่มีความรู้ทำบุญอย่างชำระกิเลสได้จริง ก็ไม่มีทางบรรลุธรรมเป็นอริยะเป็นโสดาบันสกิทาคามีอนาคามีหรืออรหันต์ได้เลย ถ้าอาตมาไม่มาไข บุญหรือกาย หรือแม้แต่สัมมาสมาธิของพระอาริยะ คุณเชื่อไหมว่าจะเป็นมิจฉาสมาธินั่งหลับตาปฏิบัติกันไปแน่ แต่นี่คือ Supra concentration มันเหนือชั้นกว่าสามัญจริงๆ ผู้สามารถดับภพ เป็นวิภวภพ ภพนี้ดับแล้วดับสนิทอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เอาไปพิสูจน์แล้วจะรู้ว่าตรงกับบัญญัติหมดเลย

โรงงานแห่งความรักอันบริสุทธิ์

ความรักที่เกิดนี้เป็นความรักที่เสียสละอย่างไม่ต้องการไม่มีความหวัง มีแต่ให้เลย อาการของจิตใจที่หวังเป็นอย่างไร (สาเปกโข) คุณจะต้องรู้อันนั้นของตนเอง อาการที่คุณมีเจตนาแต่อย่าอยาก อาตมาก็ใช้บัญญัติซ้อนไปอีก ก็รู้ว่าจะทำเพื่ออันนี้แล้วลงมือทำเหตุให้ตรง ให้เต็มที่ ทำเหตุให้ตรงให้ชัด เสร็จแล้วมันจะเกิดผลจริงของมันเอง พระพุทธเจ้าตรัสในทานสูตรว่าอย่ามี 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทาน เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทาน เทติ 4.อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ ถ้าเผลอหวังไปแล้วก็อย่าให้มีตัวต่อ ผูกพัน เราก็ต้องตัดสันตติ ก็ไม่ไปสู่สันนิธิ แม้จะเผลอมีหวังก็ต้องตัด อย่าผูกพัน ตัดคอไอ้หวัง แน่นอนมันเผลอได้แต่เผลอคุณก็ตัด ถ้าไม่ตัดจริงก็สั่งสม ก็ไปข้างหน้าแล้ว ไม่เหลียวหลังเลย เป็นอาการทางจิต สัตว์โอปปาติกะก็คืออาการทางจิต แม้จิตเป็นสวรรค์ ก็คือเทพ เทพมีสามอย่าง สมมุติเทพ เป็นสวรรค์เก๊ เมื่อเรารู้เหตุของสวรรค์เก๊แล้วลดมาได้ก็เป็น อุบัติเทพ ทำได้หมดก็เป็น วิสุทธิเทพ คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นชัดเจน ในระดับกามภพ รูปภพอรูปภพ เมื่อคุณอยู่เหนือกามภพแล้ว ก็จะรู้รูปภพอรูปภพ ก็จะรู้ว่าคืออนาคามี ในของหยาบต่ำ อบายในระดับต่ำ สิ่งเสพติด การพนัน คุณบอกว่าเราเฉยจริง ไม่มีดูดหรือผลัก กลางๆได้จริง เป็นแต่เพียงว่าถ้าเราหลุดพ้นในสิ่งตามจริงๆแล้วก็จะไป ข่มดูถูกเขาอีก ก็ระมัดระวัง อย่าให้มีจิตตัวนี้ เป็นมานะ ยกตนข่มท่าน แต่ก็จะเห็นใจเขาด้วยซ้ำไป ในพฤติกรรมของในหลวงเราที่ไปช่วยคนต่ำต้อยต่างๆนานา ท่านไม่ได้เจตนาจะช่วยคนสูงคนใหญ่คนโตอะไร แต่คนใหญ่คนโตจะขวนขวายตามท่านพากเพียรปฏิบัติก็เชิญ แม้แต่ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ที่เป็นเลือดเนื้อก็ตามก็จะไปช่วยคนเต็มที่ พูดอย่างเป็นวิชาการไม่ได้ไปลบหลู่ดูหมิ่น อย่าไปตีความว่าอาตมาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นี่เป็นวิชาการ ชัดๆ ศึกษาให้ดี นี่เป็น phenomenology เป็นสิ่งปรากฏจริง ปาตุสัจจะ ปาตุภาวะ มีสิ่งจริงให้สัมผัสศึกษาได้ เป็นโชคดีที่เกิดมาในยุคนี้ มีสิ่งจริงๆให้เราสัมผัส ในยุคเดียวกันที่ไม่ห่างกันเท่าไหร่ คนที่อยู่ต่างชาติต่างประเทศไกลๆ เราเป็นคนไทย อยู่ในยุคนี้ ดีไม่ดีอยู่ในสถานที่ใกล้ๆด้วย ในกรุงเทพ ได้สัมผัสก็ยิ่งชัดเจน หรือว่าไปที่อื่นก็ได้อีกก็ชัดเจน มันเป็นยุคที่ไม่ใช่ว่า คนที่อยากเกิดในยุคอย่างนี้ก็อยากเกิดได้แต่ไม่มีสิทธิ์จะเกิดถ้าไม่มีบารมีเพราะ พวกเรานี่ถือว่ามีบารมีนะ ในที่สุด ถ้าตัวเองประกอบอยู่ใกล้ชิด พูดแล้วน้ำลายไปตกใส่หัว เป็นน้ำมนต์นะ ก็ยิ่งชัด ยิ่งใกล้ เป็นเรื่องสัจจะที่ เดาไม่ได้ อยากเป็นอย่างนี้โดยไม่มีเหตุปัจจัยไม่ได้ ทุกอย่างมาแต่เหตุทั้งนั้นไม่มีอะไรได้มาเลยๆ ต้องสั่งสมเหตุให้ครบถึงได้ เป็นอื่นไม่ได้ เป็นอันนี้แล้วเป็นอื่นไม่ได้ ไม่มีเปลี่ยนแปลง อาตมาถึงทำงานอย่างสบายใจเพราะเข้าใจจุดนี้ คืออาตมาไม่หวัง ไม่รอไม่หวังแล้วทำอย่างเดียว แล้วมันได้นะแต่เราไม่เสียแล้ว ถ้าเราไปมีความหวังเราก็จะต้องมีเสีย มันเสียเลย อาตมาถึงเข้าใจ สบาย ทำอย่างไม่หวัง อาตมาก็เห็นว่า ไม่รอไม่หวังแต่ทำไปมันก็ได้อย่างเฉียดๆ บางทีก็ไม่พอได้แต่ไม่ถึงขาด ไม่สะดวก บางทีทำไมไม่มีมา มันน่าจะมามีนะ ก็ไม่ต้องไปคิด ทำเต็มที่ลูกเดียว สุดยอด ผู้ที่เข้าใจรูปแล้วก็จะเข้าใจอรูป มีนิดหน่อย ไม่ต้องกังวลเลย พากเพียรก็จะได้ ไม่อยากได้แต่ถ้าทำแล้วก็จะได้ ทำแล้วไม่เอา ทำแล้วไม่อยากได้ มันเป็นของของตนแล้ว คนไม่อยากได้มันก็เป็นของของคุณ กัมมัสกะ ชั่วก็ตามดีก็ตาม คุณไม่อยากได้แต่ถ้าคุณทำแล้วมันก็เป็นของของคุณ กัมมัสกะ กรรมเป็นอันทำ มันไม่เป็นอื่นหรอกอยู่ที่กรรม กรรมถึงยิ่งใหญ่ที่สุด กรรมนี้ว่าจริงๆแล้วยิ่งกว่า God คุณคิดนิดนึงก็เป็นมโนกรรม สมณะเดินดินว่า...พ่อครูอธิบายว่าทำทานอย่างไรไม่มีหวัง ไม่มีจิตสั่งสม บรรยากาศที่ท้องสนามหลวงนั้นทำได้ง่ายเพราะว่าทุกคนมาทำดีเพื่อพ่อ แต่ธรรมกายนั้นทำยากเพราะเขาปลูกฝังมิจฉาทิฐิไว้เยอะว่าทำทานแล้วจะต้องได้อะไรกลับมาเป็นสวรรค์สมบัติจักรพรรดิ์สมบัติ เป็นภพอย่างหนึ่งที่ถูกปลูกฝังไว้ เป็นกันทั่วโลกแต่ไปที่สนามหลวงนั้นไม่มีใครขอเลย มีแต่จะมาให้ ในหลวงทำให้ชัดเจนขึ้นมา พ่อครูว่า...อาการของความรักคือความชื่นใจชอบใจ และมีลักษณะ ต่อ ติด ความรัก คือ ชื่นชอบต่อติด ถ้ามันจัดเลยขีดเป็นราคะเป็นกาม มันไม่ใช่แค่ความรักขนาดนี้มันเลยคิดไปเป็นกามราคะ อันนี้มันจะผูกพัน มาสัมผัส แล้วเรียกร้อง ให้มาสัมผัสกอดรัดสัมผัสเสียดสีภายนอก ภายในนั้นไม่เป็นของจริง มันเกิดรสชาติแต่มันไม่จริงเท่าภายนอก ถ้าคุณตัดภายนอกก็จะเหลือภายใน ตัดได้หมดก็จะรู้ว่า ที่สัมผัสภายนอกมีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส มันจริงครบครันกว่า เกิดรสชาติขณะมีดินน้ำไฟลม ก็ยังเป็นสุขปลอม สุขเก๊ แล้วไปหรือบางเบาอยู่ภายในมันจะเท่าไหร่กัน มันเก๊กว่าใช่ไหม แล้วจะไปบ้า คว้ามาทำไม ขนาดมีเหตุปัจจัยครบ มีดินน้ำไฟลมแท่งก้อนครบ ก็ยังพ้นได้ แล้วจะไปเอาอย่างฝันเพ้อในจิตที่เป็นเก๊เล็กน้อยนี่นะ มันยิ่งไม่ใช่เก๊ยิ่งกว่าเก๊ มันยิ่งลมๆแล้งๆยิ่งกว่าอีก มันตีกลับไปเช่นนั้น ผู้เลิกได้ก็ไม่เอามาชื่นชมสมใคร่อะไร ถ้าโลภก็คือเอามาเป็นของๆตน ส่วนราคะคือเอามาเสพรส โลภก็คือหอบเอามาเป็นของตน ราคะคือเอามาเสพรส ราคะศึกษาง่ายกว่า โลภนั้นเอามาเป็นของตน นี่ผิวกู มือกู ก็ยากคนที่ไม่ศึกษาให้ดี ไปหลงประคบประหงม เขาไม่รู้ไปหลงรูปโฉม ผู้หญิงนี่หลงรูปโฉม แม้แต่เล็บ ก็ติด ว่าเล็บต้องงามต้องรักษาไว้ ใครอย่ามาทำให้แหว่งนะ ถึงคุณจะทำก็ทำเล็บที่เลยออกมามันจะเสียอย่างไรเดี๋ยวมันก็จะงอกมาใหม่อีก ส่วนที่บอกว่าอาจารย์ที่ตายไปแล้วก็ศพไม่เน่า มีผมมีเล็บงอก พลังงานที่ยึดมั่นถือมั่นเหลือเอาไว้เป็นโมเมนตัม แต่คนกลับไปเคารพบูชา สิ่งที่ผิดๆนี้ คนไปตั้งข้อสังเกต ว่าจะไปอยากได้อะไรตอบแทนเพราะว่าในหลวงท่านก็มีทรัพย์สมบัติ มีทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่ในหลวงท่านได้ตั้งจิตที่จะใช้ทรัพย์สินส่วนนี้ แต่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน