591108_เทศน์ก่อนฉัน รร.ผู้นำ พลังงานระเบิดรัก.docx
เนื้อหาในไฟล์
591108_เทศน์ก่อนฉัน รร.ผู้นำ พลังงานระเบิดรัก
พ่อครูว่า..วันนี้วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน 2559 ขณะนี้เราอยู่ที่โรงเรียนผู้นำ เป็นการเทศนาในภาคเช้า พวกเราได้มีความศรัทธาเชื่อมั่น มีความมีปัญญา ใช้ปัญญาของเราเองจริงๆ เป็นตัวตัดสินกำหนด ว่าความเป็นจริงลักษณะนี้ ความถูกต้องลักษณะนี้ความดีงามความประเสริฐลักษณะนี้ ซึ่ง สรุปจริงๆว่ามนุษย์เราต้องมีตัวตนไม่เห็นแก่ตัวให้ได้ แม้แต่ชีวิตของเราก็ให้ได้ กำลังวังชา พฤติกรรม แรงงานความสามารถ ซ้อมทั้งความรู้ปัญญา ต่างๆ เราก็เอาออกมาประกอบการต่างๆเพื่อให้เกิดแรงงาน เกิดคุณค่าเกิดประโยชน์ เพื่อผู้อื่น มนุษย์มีพลังงานจิตวิญญาณตัวฉลาด ที่สามารถทำดังกล่าวนี้ได้ จริงๆยังบริสุทธิ์ใจยังไม่มีอะไรแอบแฝง จะมีปัญญาที่ฉลาด หยั่งเข้าไปดูจิตใจจริงๆ ว่าความแอบแฝงซ่อนแฝง ที่มีอัตตา ตัวเราของเราเพื่อตัวเราอยู่ อาการกิริยาของพลังงานนี้เป็นอย่างไรเราจะรู้แล้วจะเข้าใจความจริงอันนี้เราจะฝึกฝนตนเองให้บริสุทธิ์สะอาดที่สุดได้ คุณค่านี้เป็นความบริสุทธิ์จริงก็เกิดคุณค่าจริง ดังที่เกิดตอนนี้ของประสิทธิภาพความจริงที่ไอน์สไตน์เรียกว่า A bomb of love. ระเบิดรัก หรือความรักมันมีแรงระเบิดเป็นพลังงานได้ พลังงานกระจายออกไปเป็นกระแสพลังรักอยู่เต็ม และเป็นความรักชั้นสูงมิติที่สูง เป็นสิ่งที่เจริญพัฒนา เป็นเหตุการณ์ที่ในโลกแต่ละยุคแต่ละปาง มันจะเกิดจะมี มันถึงครั้งคราวมีเหตุปัจจัยต่างๆครบ เพราะฉะนั้นยุคนี้ ในภัทรกัปป์นี้ อันนี้เป็นความจริงอันหนึ่งที่เกิด ในแต่ละภัทรกัปป์จะมีอันเดียว ขณะนี้ที่เกิดในประเทศไทยและจะมีครั้งอื่นอีก จบกัปป์อื่นอีกก็จะเกิดอีก แต่อีกนาน สิ่งนี้ที่เกิดนี้ครบเหตุปัจจัยจะเกิดได้ ใครจะไปสร้างเอาแกล้งทำเอาไม่ได้ อย่างในหลวง ร.9 ซึ่งพระองค์ทรงมีประสิท
อ่านต่อ
ธิภาพต่างๆ ที่ทรงมาตลอด 70 ปี เป็นกลุ่มก้อนพลังงานรวมของพระองค์ เป็น A bomb of love.ที่เป็นรักมวลมนุษยชาติขึ้นมา ที่ไม่มีในประเทศไหนๆ อันนี้เป็นตัวอย่างที่สุด พวกเราต้องพยายามรักษาพลังงานนี้ไว้ให้นาน เพื่อให้ผู้ที่จะมาศึกษาของจริงที่มีคุณค่านี้มาศึกษา พวกเรามีความรู้ มีพลังงาน มีสมรรถนะที่จะไปเสริมสร้างได้ คนที่ไม่มีความรู้ความสามารถและไม่มีความยินดีจะทำไม่ได้ คนมีความจริง ความถูกต้อง ความรู้ความยินดีที่จะเสริมสานขึ้นมา ต้องช่วยกันกระตุ้นพลัง A bomb of love. ให้ยิ่งใหญ่ขึ้นอีกนาน โดยมีจุดกลางที่สนามหลวง เราไปมีพฤติกรรม ไม่ต้องไปเสแสร้งสร้าง เอาความจริง ตอนนี้ก็ไปแสดงพฤติกรรมจริงใจด้วยการให้ ให้อย่างบริสุทธิ์สะอาด อย่างไม่มีอะไรตอบแทน เรามีของกินของใช้อะไรไร้สารพิษก็เอาไปให้ ให้มีรูปธรรม มีปรากฏการณ์ phenomena ที่ต่อเนื่องไว้ ให้ท่วมท้นเหลือเฟือไว้ ไม่ง่ายแต่เราต้องอุตสาหะทำ การที่จะไปร่วมลงแรงลงทุนใช้เวลาสร้างสรรดังกล่าวให้เกิดรูปธรรม โดยมีที่สนามหลวงเป็นจุดกลางต้องพยายามให้จริงๆ ตอนนี้ทางรัฐก็มีภูมิปัญญาที่จะมาบริหารเพิ่มขึ้นมาแล้ว เขาจะต้องมีความรู้มีปัญญาของเขาขึ้นมาเอง พวกเราให้อิสรเสรีภาพสมบูรณ์แบบ เราเรียนรู้ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าเรารู้จัก รูป นาม เรารู้จักธรรมะสอง เทวธัมมา รูปก็คือ Object คือสิ่งที่ถูกรู้ จะเป็นวัตถุดินน้ำไฟลมหรือแม้แต่อาการเคลื่อนที่เคลื่อนไหว ลักษณะเคลื่อนไหวอยู่เช่นน้ำ ลม เคลื่อนไหวอยู่อย่างพลังงานร้อนเย็นอุณหธาตุ เราก็สามารถมีธาตุรู้ของเราไปสัมผัสสิ่งเหล่านี้ได้ ให้เกิดแง่บวกเสริมสาน ให้เกิดคุณลักษณะที่พระพุทธเจ้าได้สรุปรวมไว้หมดแล้วที่ เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม เมตตาคือปรารถนาดีต่อผู้อื่นที่ทุกข์ร้อนให้ได้พ้นทุกข์ขึ้นมา นอกจากธรรมสองที่ชี้รูปนามแล้วก็ยังละเอียดเข้าหา กาย กายคือสภาพสองอย่าง มีนัยละเอียดว่า กายคือต้องไม่ขาดจากภายนอก แต่เน้นที่ภายใน เน้นที่ธาตุรู้ที่เป็น Subject เป็นประธาน ที่ต้องมีความรู้ลึกแล้วมีปัญญาและมีพลังเรียกว่าเจโต ใช้งานอย่างถูกต้องที่สุดด้วยธาตุรู้ มีสองส่วนนี้ได้ ผู้ที่ศึกษาฝึกฝนจนรู้จักพลังงานที่ละเอียดละออ เป็นพลังงานที่มันมีตัวตนเป็นนามธรรม สามารถเอาพลังงานนามธรรมนี้มาสังขาร อภิสังขาร ประกอบให้มันเกิดตามต้องการนี้ออกไป สิ่งเหล่านี้จึงเป็นปรากฏการณ์ที่จริง ผู้ที่เป็นตัวอย่างตอนนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันรับรู้กันแล้วว่า เป็นรูปธรรมทำให้เห็นเป็นพฤติการณ์ให้เห็น และเป็นคุณค่าต่างๆ ที่ในหลวงทรงงานมาถึง 70 ปี ในหลวงทรงงานมา 70 ปีนี้ ไม่ได้หมายความว่าท่านไม่มีคนต้านค้านแย้งนะ มีถึงขนาดจะล้มล้างกันด้วย แต่ว่าเขาแพ้ภัยตัวเอง เราเห็นได้ชัด แต่เขาดึงดันดื้อด้านด้วยอัตตาตัวตน เขาแพ้ไม่ได้ เขารู้แล้วว่าเขาแพ้ ตอนนี้จิตลึกๆเขารู้ว่าเขาแพ้ แต่เขาก็ยังดันทุรัง ว่ากูไม่ได้กูไม่ชนะแน่นอนแต่กูก็จะทำลายไม่ให้คนอื่นได้ เขาจะดันทุรังชนะไปถึงไหน นี่คือความโง่ของเขาที่โง่ต่อ แล้วจะดันทุรังเอาชนะให้ได้ เพราะว่ามวลก็ดี มวลทั้งโลกเลยไม่ใช่เฉพาะในเมืองไทย เขาเป็นหมาหัวเน่าแล้วก็ยังไม่รู้ตัว ก็ให้เขาดันดู พวกนี้ตระกูลเดียวกับนายดันดี ยอดดันเลยนึกว่าดี แต่ที่จริงชั่ว คือมันโง่ไม่เสร็จไม่จบ ผู้ที่มีปฏิภาณรู้ดีแล้วก็หยุด แต่มันก็ยังมีลักษณะดันต่อต้าน ไม่จบ จึงจำเป็นจำนนที่ต้องประคองรักษาอันนี้ให้นาน เผื่อไว้อีกสักห้าปีเลย ทำอย่างที่สนามหลวงนี้อีก กลับไปที่บ้านแล้ว ใครจะไปปลูกผักหรือจะเอามาใช้อะไรจำเป็น เป็นอาหารการกิน ข้าวของเครื่องใช้ก็ไม่มากมาย ส่วนใหญ่เป็นของกิน บริโภค เขาก็จะเวียนไปเวียนมา มากินเท่านั้นเอง เพราะการกินนี้เป็นเรื่องสุดยอดของชีวิต เป็นเครื่องอาศัยของธาตุจิตนิยาม มันมีเครื่องอาศัยอยู่ 4 อย่าง 1. อาหารที่ต้องกินเข้าไปจริงๆ 2. อาหารคือ ผัสสะที่เป็นการกระทบสัมผัส หากไปอยู่ต่างคนต่างอยู่เดียวเดี่ยวๆมันไม่เกิดอะไรขึ้น ไม่เกี่ยวอะไรกับใครเลย ร้ายหรือดีก็ไม่เกิด มันต้องมีการกระทบสัมผัสจึงจะเกิด การเสียหรือการดี การเสริมหรือการเจริญ ถ้าไม่มีการสัมผัสไม่มีการปฏิบัติได้ ในมูลสูตรบอกไว้ชัดว่า ต้องมีฉันทะคือความยินดีเป็นมูลแล้วต้องมีเวทนาเป็นที่ประชุมลง เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้อาหาร 4 3. อาหารคือเจตนา (มโนสัญเจตนาหาร) มีเจตนามีทิศทางมุ่งไปของจิต ต้องรู้ทิศทางว่าพลังงานของจิตมุ่งไปทิศไหน เราจะต้องจัดการให้สมบูรณ์ ให้มีประสิทธิภาพ ให้เสร็จลงให้ได้ จึงต้องพยายามทำต่อ ให้เกิดพลังงาน 2 ที่เรียกว่ารูปนามหรือวิญญาณ 4. วิญญาณาหาร ซึ่งวิญญาณก็มี นามรูป เป็นอาหาร เราต้องรู้เจตนาหรือทิศทางแล้วทำให้เกิดผล เกิดสภาวะจริงเกิดขึ้น สรุปแล้วในเรื่องของความรู้พระพุทธเจ้าศึกษาทั้งเรื่องของพลังงานนามธรรม ทางพลังงานที่เป็นรูปธรรมสุดยอดแล้ว ในยุคนี้ในภัทรกัปป์นี้ ก็อยู่ที่ Space and time คือสิ่งที่ทรงอยู่ไปกับกาลเวลาแล้วมีสิ่งที่เชื่อมต่อ continuum กับ continuing ต่างกัน continuumเป็นตัวสันตติที่จะเชื่อมหรือไม่เชื่อม ถ้าจะไม่ต่อก็ตัดไม่เชื่อมต่อ ส่วนที่เคลื่อนอยู่คือวิญญัติที่จะต่อหรือไม่ต่อ ถ้าต่อก็เคลื่อนที่ต่อ ถ้าไม่ต่อก็สูญสิ้นก็จบ เท่านั้นเอง ตอนนี้เรายังไม่จบ กาลยุคสมัยนี้ยังต้องต่อ เพราะพลังงานต่อต้านก็ยังมีอยู่เราไม่ประมาท ตอนนี้จึงเป็นองค์รวมของพลังงานของคนที่มีความรู้ คนที่ต้องการศึกษาเข้ามาหาความรู้ต้องการร่วม เห็นแล้วว่าอย่างนี้ต้องร่วม มีคนไทยเป็นแก่นแกน คนต่างชาติก็เข้ามาเสริม ก็จะเกิดเป็นสภาพองค์รวม เกิดความควบแน่นเป็นหมู่มวลชัดเจน เป็นรูปร่างตัวตน เป็นสิ่งที่ทรงไว้คือธรรมะที่ยังไม่สูญ สุดท้ายก็จบที่ความมีและความไม่มี เราต้องชัดเจนว่านี่คือวาระที่มีไม่ใช่วาระที่ไม่มี ส่วนความไม่มีจะเอาไปใช้กับเหตุปัจจัยอย่างไร เราต้องรู้จุดจบ ชัดเจน ผู้ที่สามารถเข้าใจรายละเอียดก็จะเชื่อมต่อไปถึง ภาษาธรรมะ ได้เพิ่มขึ้น ธรรมะนั้นด้วยความวิโมกข์ 8 วิโมกข์ 8 จะเกี่ยวข้องกับคำว่ากายต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย 1. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) คำว่ารูปานิ แปลว่ารูปทั้งหลาย รูปีแปลว่าผู้มีรูป ผู้มีรูปต้องเห็นต้องสัมผัสรูปนั้น ปัสสติ แปลว่าเห็น ต้องสัมผัสรู้ชัดๆ ได้กินได้สัมผัสเสียดสีแตะต้อง 2. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) (*พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) อัชฌัตตังแปลว่า ภายใน อสัญญีแปลว่าไม่ต้องกำหนดแล้ว คือกระทำจบแล้วก็ไม่ต้องทำอีก เรียกว่าจบสุด ส่วนพหิทา แปลว่าภายนอก ก็เห็นอยู่ รูปข้างนอกเราก็มีนามรู้เห็นได้ยินอยู่ สรุปคือทั้งภายนอกและภายในทั้งรู้ทั้งเห็นทั้งสัมผัส 3. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) สุภะแปลว่าสิ่งที่ควรได้ควรมีควรเป็นควรเกิด ตรงกันข้ามกับคำว่า อสุภะ ต้องทำให้เกิดให้มีให้เกิดขึ้นมา อันที่ควรมีควรเป็นควรได้คือสุภะ แต่ทีนี้คนที่ไม่รู้ ก็ไปเอาสิ่งที่ไม่ควรได้ไม่ควรมีไม่ควรเป็นนั้นมา เป็นสิ่งที่ควรได้ควรมี ก็เรียกว่า สุภกิณหะ กิณหะคือพวกมืดพวกดำพวกบอด พวกนั่งเจโตสมถะ คือพวกหลงความมืดความดำความบอดว่าเป็นสิ่งที่ควรได้ควรมีควรเป็น น่าสงสารพวกนั่งหลับตา ก็จมอยู่ตรงนั้น ดำมืดดับจบแช่ดิ่ง ไม่มีประโยชน์อะไรกับใครไม่ได้ช่วยใคร นี่คือจุดจบของพวกนั่งหลับตา อาตมาโขกแรงเท่าไหร่ก็ยังนิ่งยังทนจริงๆ ไม่กระเตื้องเลย ถ้ามันสุดที่จะจมอยู่ก็เชิญ นานนับกัปป์กาล เราจะปลุกให้ตื่นมาแก้ไขก็ไม่คลี่คลาย ที่สุดเราก็ต้องปล่อย ช่วยขนาดนี้แล้วไม่ได้ก็ปล่อยไป คนอื่นที่จะให้เราช่วยก็ยังมี
4. ผู้ล่วงพ้นรูปสัญญา(พ้นรูปฌาน) เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะ ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง จึงบรรลุอากาสานัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่าอากาศหาที่สุดมิได้ (สัพพโส รูปสัญญานัง สมติกกัมมะ ปฏิฆสัญญานัง อัตถังคมา นานัตตสัญญานัง อมนสิการา อนันโต อากาโสติ อากาสานัญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) ความว่าง ต้องรู้ว่าว่างจากอะไร ที่นี่ว่างจากสัตว์จากเสือจากช้างก็มี คนสูงไปกว่านั้น ที่นี้ว่างจากคนชั่ว มีแต่คนดี แล้วก็ยังเป็นคนดีชนิดเวไนยสัตว์ ชนิดที่สอนได้ ให้รู้โลกุตระได้ แล้วเอาไปทำได้ ก็ว่างจากคนไม่ดี เป็นคนดีที่รู้สามารถ สูงไปกว่านั้นนอกจากรู้ของตนเองแล้วมีของตนเองแล้วทำได้ด้วยแล้วยังช่วยคนอื่นต่ออีก การช่วยคนอื่นก็มีสิ่งที่ดีกว่าคือช่วยคนที่ช่วยได้ คนไหนสุดวิสัยก็ต้องปล่อยเขาไปตามยถากรรม เช่นพระพุทธเจ้าต้องปล่อยพระเทวทัตไปตามยถากรรม อาตมาก็ต้องปล่อยธัมมชโยไปตามยถากรรม ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พรหมทัณฑ์ คุณจะเป็นจะตายอย่างไรก็ช่างหัว คนอื่นจะช่วยก็แล้ว อาตมาเลิกแล้วต่อกัน เราจะพูดกับคนที่พัฒนาได้ เราจะทำ A bomb of love.ต่อไป เรามีหมู่มวลแล้วที่จะรังสรรค์สิ่งที่ดีงามเป็นตัวอย่างของโลกต่อไป เป็นชุมชนที่ไม่เสียดายความรวย แต่กล้ามาจน มีแล้ว ลักษณะอย่างนี้เกิดแล้ว กล้ามาเป็นผู้ให้ ๆ ๆ แล้วก็รู้จักจิตใจที่พอ ทำไมเราจะต้องไปตะกละตะกราม แค่นี้ก็พอแล้วทำไมจะต้องไปเอามากให้สุขภาพเสีย มันจะเกิดการไม่เข้าท่า ในความรู้ในลำดับของวิโมกข์ข้อที่เป็น สุภกิณหะ เป็นความว่าง ต่อไปเป็น 5. ผู้ที่ล่วงพ้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง จึงบรรลุวิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณ หาที่สุดมิได้ (สัพพโส อากาสานัญจายตนัง สมติกกัมมะ อนันตัง วิญญาณันติ วิญญาณัญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ ฯ) เป็นพลังงานที่เรารู้แล้วว่าเรามีความว่างจากกิเลส แล้วก็มีพลังงานไปช่วยคนอื่นได้ 6. ผู้ที่ล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวงจึงบรรลุอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร (สัพพโส วิญญาณัญจายตนัง สมติกกัมมะ นัตถิ กิญจีติ อากิญจัญญายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) คือต้องตรวจจิตให้รู้ จนไม่มี ความไม่สะอาดแม้เล็กแม้น้อยก็ไม่ให้มีในจิต 7. ผู้ที่ล่วงพ้น อากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ (สัพพโส อากิญ-จัญญายตนัง สมติกกัมมะ เนวสัญญานาสัญญายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ ฯ) หรือจิตวิญญาณต้องพ้นสิ่งที่ไม่รู้ และไม่มีที่จะไม่รู้ พตปฎ. ล.๑๐ ข.๖๖ / ล.๒๓ ข.๑๖๓
มันจบตรง..เนวสัญญานาสัญญา..นี่แหละ จะว่ารู้ก็ไม่ได้ จะว่าไม่รู้ก็ไม่ได้ ต้องรู้!! ต้องรู้ชัดจริงต้องพ้นความไม่รู้ เนว คือครึ่งๆ จะตัดสินไม่ได้ก็ไม่เอา ต้องตัดสินได้ ต้องรู้ ต้องจริงต้องชัดต้องถูกต้อง จึงต้องทำให้พ้นจากอาการรู้กึ่งๆนี้ให้ได้ เกิดก็เกิดจริง จบก็จบจริง จึงจะพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ จบ จึงถือว่าเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ สุดยอด เป็นอาการของธาตุรู้ไปกำหนดหมายรู้ และตัวที่จะรู้จริงๆซ้อนคืออาการความรู้สึกหรืออารมณ์ สัญญาเวทยิตนิโรธ คือการกำหนดรู้ อารมณ์ คำว่า เวทยิต แปลให้ละเอียดว่า เคล้าเคลียอารมณ์ให้ธาตุรู้เราซอกซอนไปรู้ให้ครบ สัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ ซอกซอนไปรู้ให้ครบ ทุกซอกมุม จนไม่มีอะไรเหลือที่จะไม่รู้จึงเกิดนิโรธสูงสุด ดับความไม่รู้ สิ่งที่ไม่รู้นะไม่มีอีกแล้ว นี่คือสัญญาเวทยิตนิโรธ รู้แล้วก็พยายามทำให้ได้ เรามีปัญญานำก็จะไปก่อนพวกที่ไม่รู้ พวกที่เชื่อ แต่ว่าไม่รู้ ก็ยังเชื่อไม่ได้ แต่จะเชื่อไปก่อน แต่ถึงอย่างไรเราก็ไม่รู้มากกว่านี้ เจาะถึงภาษาที่บอกความละเอียดถึงขนาดนี้ มาขยายความละเอียดสู่ปรากฏการณ์จริงตอนนี้ แล้วความจริงหลายอันรวมกันเรียกว่า Phenomena เราก็มีตัวตัดสิน ว่าถูกต้องนะ ดีนะ ประเสริฐนะเป็นประโยชน์คุณค่า เราสานไปเรื่อยๆนะ ทุกคนก็ยอมรับตรงกัน แล้วเราไม่ประมาท เพื่อให้ยืนนาน เพราะว่าทุกอย่าง หากไม่มีพลังงานอะไรไปเติม พลังงานนั้นก็จะหยุดเสื่อม คือลักษณะ รูป 4 อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา นี่คือลักษณะสุดท้ายในรูป 28 ส่วนวิการรูปมี ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ลักขณรูป 4 มี 1.สิ่งที่จะเกิดคืออุปจยะ อันไหนเราจะให้เกิดตามฐานะที่จะทำได้ละเอียดเล็กเท่าใด จะทำได้เล็กละเอียดพลังงานสูงมากได้เท่าใดก็แล้วแต่สามารถของคน คือเป็นพระเจ้าได้ พระเจ้าเป็นสภาพเป็น ส่วนพระพุทธเจ้าเป็นสภาพรู้ รู้ว่าจะให้เป็นอะไรแล้วทำให้เกิดเป็นได้จริง เมื่อผู้สามารถรู้และทำได้เท่าใดก็ตามก็ทำให้เกิด ถ้าจะไม่ให้เกิดไม่ให้ต่อสันตติ ถ้าไม่ต่อแล้วสิ่งที่มีอยู่ก็มีแต่ชรตา อนิจจตา ถ้าไม่ต่อทศนิยมเป็น 0 ก็จะมีแต่เสื่อม ถ้าจะต้องเติมพลังงานมีทศนิยม .001 .0001 ก็จะอุปจยะต่อมีสันตติต่อ ถ้าไม่เติมเลยก็มีแต่เสื่อม ชรตา แต่ในความเสื่อมนี้ ไม่แน่นะ จะมีคนมา take over ใส่พลังงานเข้าไปอีก ในโลกนี้ไม่ได้มีพลังงานของคุณคนเดียว พลังงานอื่นมาเติมต่อได้อีก ไหวไหม? ละเอียดหน่อยนะ สรุปแล้ว ตอนนี้ความเป็นจริงเกิดในสังคมโลกตามความรู้ เราพูดไปแล้วเมื่อ ยกตนข่มท่าน อเทวนิยมยกตนข่มเทวนิยม แต่หลายครั้งบางครั้งบางคราว เทวนิยมก็ต้องใช้ ถ้าเราต้องการดับก็ใช้เทวนิยม ต้องการเกิดก็ใช้อเทวนิยม คนที่ต้องการเกิดก็ได้ต้องการตายก็ได้แล้ว ทำได้คนนี้ก็เป็นอมตบุคคล ตนเองจะทำให้เกิดหรือจบเราก็ทำได้นี่คือจุดสุดจบแล้วเรียกว่าอมตะ ในมูลสูตรมี ฉันทะเป็นมูล 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา) = สอุปาทิเสสนิพพาน. 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58) จากอมตะบุคคลแล้วจะเกิดจะตายก็จัดการตัวเองได้จะปรินิพพานเป็นปริโยสานเป็นที่สุดก็ทำได้ จบท้ายเลย ผู้ใดมีสภาวะจริงทำได้จริงก็จบ ในความเป็นสัตว์โลก เวไนยสัตว์ ที่ฝึกฝนได้ ก็มีคนทำได้จบ ในเอกภพ นี้ เอกภพคือสภาพองค์รวมพลังงาน และทุกสิ่งทุกอย่างรวมในนี้ เกิดอยู่อย่างไร เอกภพมีทั้งพลังงาน ดินน้ำไฟลม ชีวะ ก็อยู่ในเอกภพนี้หมด ก็อยู่กันอย่าง เข้า-ออก วาระใดที่เอกภพเจริญดี (จะมีมวลซ้อนหลายมิติ) ก็จะยืดหยุ่น ไปในทางสูงก็คือเจริญ แต่ถ้ายืดหยุ่นไปทางต่ำก็เสื่อม เอกภพมีหนึ่งเดียวไม่มีสอง จะสูงหรือต่ำจะอ้วนมากหรือน้อยตามเหตุปัจจัยในตัวมันเอง แล้วความเป็นเอกภพนี้ต้องกลม เพราะฉะนั้นแสงที่จะเดินทางในเอกภพนี้ไม่มีแสงตรงมีแต่แสงโค้ง แม้แต่ผิวระนาบของพื้นน้ำก็มีแต่ผิวโค้ง ไม่มีผิวตรง เราจะค่อยๆเข้าใจ สัจจะพวกนี้ อาตมาเองเห็นแสงเดินทางโค้ง อาตมาก็ว่าใครจะรู้นะว่าแสงเดินทางเป็นเส้นโค้ง อาตมาพูดน้องเขยที่เป็นวิศวะก็บอกว่า ไม่ใช่ ไอน์สไตน์เขาเจอมาแล้ว เขาก็รู้ว่าแสงเดินทางโค้ง อาตมาก็บอกว่าไม่เชื่อไปหาหลักฐานมาดู อาตมาก็เลยเข้าใจว่าไอน์สไตน์คือใคร ไอน์สไตน์รู้ว่าแสงเดินทางโค้งจึงไม่ใช่คนธรรมดา ไอน์สไตน์รู้จักแสงเดินทางเป็นเส้นโค้งทางรูปธรรม ทางวัตถุ ส่วนอาตมารู้จักแสงเดินทางเป็นเส้นโค้งทางนามธรรม อะตอมอธิบายความเป็นเอกภาพ มันเป็นแรงดึงดูดเป็นแรงโน้มถ่วงที่จะต้องยึดโยงกันอยู่ทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่กระจายออกไปมันก็มี ก็เป็นไอโซโทปทิ้งไป ไม่มีอะไรคงกลับมาเลยก็ไปถึงไหนต่อไหนต้องไปสู่ความสูญความจบจนได้ อะไรที่รวมตัวได้มันก็รวมกันเกิดต่อไป ที่จะโค้งมาหาเราเราต้องระวังแม้โค้งไปไกลอย่างไรก็ต้องกลับมาถึงเราไม่รู้กี่ล้านปี ถ้าเราปรินิพพานไปก็จบ แต่ถ้าไม่ปรินิพพาน ก็ต้องมีคลื่นที่เด็ดดอกไม้กระเทือนถึงดวงดาว จะโค้งไปไกลอย่างไรก็ต้องกลับมาถึงจนได้เป็นโดมิโน มาถึงสภาพจริงของมนุษยชาติตอนนี้ประเทศไทยนี้ มันหยั่งลงในประเทศไทยมนุษย์คนไทยนั้นมีหัวสมอง มีปัญญา มวลมนุษยชาติในโลกนี้มีกี่ประเทศ 200 กว่าประเทศ แต่คนไทยนั้นรู้แล้วว่าอะไรเกิดขึ้นในสังคมโลก มีสิ่งที่ประเสริฐสุด ที่เป็นคนผู้หนึ่ง คือพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ของประเทศไทยได้มีพฤติการณ์ขึ้น เป็นพฤติกรรมประเสริฐสุด คนที่มีภูมิปัญญาก็จะติดตามมาศึกษาในยุคนี้ กาละนี้ กัปปนี้ คนไหนไม่แสวงหาก็ปล่อยชีวิตไป คนไหนแสวงหาก็มาค้นหา อย่างพระเจ้าแผ่นดินประเทศภูฏาน จะเห็นได้ว่ามีฉันทะมาเอาความรู้ เป็นลักษณะจริงของเขา เขารู้ว่าสิ่งที่ดี เป็นระเบิดที่มีความพอใจยินดี มีพลังก็เป็นของจริงของแต่ละคน ขับดันตัวเอง เช่นเดียวกัน อาตมาพูดไปแล้วก็เหมือนยกตัวตน เราก็ร่วมทำอันนี้ พยายามทำเพื่อก่อรูป แล้วไม่ใช่ก่อรูปนิ่งแต่ก่อรูปเคลื่อนไหว เป็นประโยชน์คุณค่าต่อผู้อื่น คนเข้าใจว่าการรวมกันการประสานปรองดองเพื่อทำสิ่งดี คนเข้าใจแล้วจะมีอยู่ที่ไหนก็ตามแต่ ไทยต้องทำให้ได้ แล้วขณะนี้ทำได้แล้วด้วยเป็นเค้าเงื่อนแล้ว แล้วก็เป็นพลังงานแม่เหล็กรวมตัวแล้ว เป็นธาตุหนัก รวมแล้วเป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่นแล้ว เป็นแล้ว เป็นตัวตั้งแล้ว เพราะฉะนั้นอาตมาถึงจะบอกว่าเราไม่ประมาท ต้องเสริมสานพลังงานนี้ให้เป็นตัวตั้ง ให้อภิวัฒน์ต่อไป ประโยชน์ของมวลมนุษย์โลก ประเทศอื่นจะทำแข่งกับไทยก็ทำสิ ใครจะทำได้ดีกว่า เราก็จะไปร่วมกับเขาเลยไม่เสียเวลา แต่ตอนนี้ขออภัยเรายังไม่เห็น สารสนเทศน์ตอนนี้ Globlolization ดูก็รู้ อาตมาเชื่อว่ารู้ได้หมดแต่ก็ยังไม่เห็น ถ้าใครยืนยันเลยว่าเขามี แล้วดีกว่านี้อีก ก็ไม่เห็นมีส่งมาให้อาตมาเห็น ถ้ามันจริงเลยนะ อาตมาจะทนไปทั้งที่ไม่ค่อยชอบเดินทาง แต่ถ้าไม่ดีจริงก็เอาของลวงมาหลอกอาตมา แต่ถ้าจริงก็จะไปสมทบเลย อาตมามั่นใจว่าสิ่งประเสริฐเกิดแล้วก็จะต้องช่วยกันทำให้ยาวนาน สร้างตัวเองไปเรื่อยๆ ทุกอย่างจะมีสัมประสิทธิ์ซ้อนกันสองอัน อันหนึ่งเป็นตัวแปรที่จะทำลาย อีกอันเป็นตัวแปรที่จะเกิดสร้างสรร ที่หายไปคือ fission ก็ปล่อยมันไปเลย ส่วนตัวที่รวบรวมได้เป็น fusion ก็จะต้องรวบรวมอันนี้ ต้องมาร่วมกันในประเทศไทยตอนนี้ เอาเถอะน่า ตายเป็นตาย มีในหลวง เราจะดึงตัวเองไปใกล้ในหลวง เขาก็จะหมั่นไส้เอา แต่ตอนนี้ต้องทำ ตายเป็นตาย ในหลวงเป็นผู้ทรงงาน ทรงการ ทรงพฤตินัย อาตมาเป็นตัวหลักการ อาตมาได้แต่พูดๆๆ แต่หลักการไม่ได้ขัดแย้งกับในหลวงเลย แล้วพวกคุณเป็นลูกในหลวงก็ต้องมาช่วยทำให้เป็นจริง อาตมาเหมือนแม่ ในหลวงเหมือนพ่อ อาตมาเหมือนแม่จุกจิกจู้จี้ซ้ำซากวนเวียนจี้อยู่นั่นแหละ แต่ในหลวงบอกแล้วใครจะทำก็ทำใครไม่ทำก็แล้วแต่ อย่างคุณจำลองนี้มีลักษณะพ่อเป็นปุริสภาวะ แต่อาตมาลักษณะอิตถีภาวะก็ทำงานอาศัยกันและกัน เข้าสู่คำว่าราชประชาสมาสัย ก็คือ ราช กับประชา อาศัยกัน เมื่ออาศัยกันก็เกิดเป็น A bomb of love. ซึ่งไม่ได้เกิดโดยไม่มีเหตุปัจจัย มันเกิดเหตุปัจจัยจากราชากับราษฎร ใครทำได้ก็มาทำแข่งกัน ประเทศไหนที่ทำได้ที่มีตัวตนบุคคล มีมนุษยชาติตอนนี้ก็ทำสิ อาตมาพูดในกัปปนี้ ปัจจุบันนี้นะ หลัดๆโต้งๆ continueing ตอนนี้ อาตมาก็อธิบายเจาะธรรมะสองซ้อนไปไม่รู้กี่ซ้อนแล้วตอนนี้ แล้วมันมีปรากฏการณ์จริง phenomenon จริง ตอนนี้ A bomb of love.เกิดหนึ่งเดียวในประเทศไทยเป็น phenomenon ไม่ใช่ phenomena นะ ฟังแล้วใครจะช่วยอาตมารังสรรค์อยู่ที่สนามหลวงนี้ต่อไป ปลูกมะนาวอย่างนี้ไปให้สนามหลวง (ลูกโตมาก เปรี้ยวดีด้วย) อาตมาเคยติดกินเผ็ด ข้าวคำหนึ่งพริกขี้หนูสวนคำหนึ่ง กัดกร็อบกลิ่นฉุยขึ้นมาทันทีรู้สึกชอบ เราก็บ้าได้อย่างนี้นะ แต่ก่อน แต่ตอนนี้แสบเผ็ด ยังอนุโลมไม่ได้เลย แต่ก็ต้องพยายาม ธาตุพวกนี้มีพลังร้อนไปช่วยได้ เดี๋ยวจะเย็นเกินไป คิดว่า สิ่งที่อาตมาได้ไขความแล้วก็ยืนยันว่า สภาพนี้มีพฤติกรรมมีบุคคลจริง เป็นกาลยุค เป็นกัปป์ ละเอียดลงไปก็มีกรรมกับกาล หรือเวลา คนจะจบก็จบด้วยเวลาและกรรม เวลาไม่มี ถ้าเวลาไม่มีก็คือไม่มีอะไรเลย ถ้าไม่มีพลังงานอะไรเลยมันว่างเปล่า พอมีอะไรขึ้นมาก็มีเวลาแล้ว เริ่มจากมีหนึ่งจุด แล้วมีสองจุดเคลื่อนในแนวระนาบ เคลื่อนไปเคลื่อนมา เมื่อมีจุดที่ 3 ก็จะเกิดการขัดแย้ง มีความต่าง ส่วนหนึ่งกับสองนั้นต้องต่างกัน เมื่อเป็น 3 ก็ยิ่งมีความต่างกันเป็นสาม ถ้าสี่ก็เป็นแนวหลายระนาบ ถ้าเป็นแนวระนาบก็ยังไม่ค่อยเกิดอะไร แต่ถ้าเป็นองศาขึ้นมาก็มีความป่องขึ้น จะเกิดพลังงานวน ถ้าองศานั้นน้อยๆจะรีมาก แต่ถ้าองศามากขึ้นก็จะกลมมากขึ้น องศา 45 ก็เป็นวงกลมเป็น Cyclic order เป็นระบบเลย ไม่มีอะไรแตกต่าง ถ้าแรงเร็วทำให้มันกลมได้จะไม่บิดเบี้ยวเลย ถ้าแรงเร็วมากนะ แต่ถ้ามีอะไรต่างขึ้นมาก็ไม่กลม ทั้งนามธรรมและฟิสิกส์ก็จะเหมือนกันได้ ผู้ที่ทำได้เป็นได้ แต่ไม่รู้ก็ไม่ครบ แต่ถ้าผู้ที่เป็นเองได้และก็รู้ได้ ก็ครบจบเป็นธรรมะสองที่สามารถทำให้เป็นหนึ่งได้ ที่อาตมาพูดไปแล้ว ขยายความไปคุณก็จะยิ่งรู้ว่าอาตมาคือใครไปเรื่อยๆ ไม่ต้องอวดตัวตนว่าอาตมาเคยเป็นใครมา แต่อาตมาพูดสัจจะนี้ไปคุณจะค่อยๆรู้เอง ตอนนี้ที่สนามหลวง เรื่องที่ต้องต่อเนื่องคือเรื่องกิน ถ้าต่อเนื่องไปสองหรือสามปีจะเกิดผล มนุษยชาติในโลกนี้จะสงบจะเรียบร้อย จะสามารถรังสรรค์อะไรได้มาก เป็นความสงบเรียบร้อยความอบอุ่นของโลกจะเกิดขึ้น อาตมาขอยืนยันว่า สังคมแบบนี้จะต้องเกิด จะได้กว้างใหญ่เท่าใดก็ตาม จะได้รู้ความจริงของมนุษย์ในกัปป์นี้ พวกเราหลายคนชัดเจนก็ทำต่อ คนไหนสามารถทำปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ คุณอยากจะสูญเลยก็ทำได้ เป็นสัจจะความจริง แต่ถ้าใครยังอยากจะช่วยต่อ หรือคุณอยากจะรู้ต่อก็เป็นวิภวตัณหา อยากจะทำให้เจริญกว่านี้ ทำให้ตนพัฒนากว่านี้ ถึงที่สุดคือเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย อาตมาไม่ได้ถ่อมตนนะ พูดจริงว่าอาตมายังไม่ถึง บางคนบอกว่าอาตมาขึ้น 8 แล้ว อาตมาก็ไม่เห็นเป็นไร ถ้าเราเป็นเก้าแล้วแต่คนบอกว่าแปดก็ไม่เป็นไร อาตมาไม่เอาแบบหลงตนว่ามีเกินที่ตนเองมี
ตอนนี้อาตมาก็จะต้องหาความรู้เพิ่มเติมเพราะยังรู้ไม่หมด ก็มีหนังสือที่มีคนเอามาให้ เขียนถึงผู้ที่ปฏิบัติธรรมในโลกนี้ที่ต่างๆ อย่างเช่นท่านธัมมปาละที่ได้เก็บนิยามคำว่าบุญ = สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ ทำให้ได้ไขคำว่าบุญว่ามีหน้าที่อย่างเดียวคือประหารกิเลส ทำเสร็จแล้วก็หายไปจบ เป็นเอกเป็นหนึ่งเลย ทำหน้าที่จบก็เป็นนปุงสกลิงค์ แต่คนก็เข้าใจเป็นกุศลซึ่งเป็นธรรมะสองไม่มีที่จบเลย อาตมาไม่สงสัยว่าจะต้องไปอเมริกาหรือภูฏานนะ ที่พูดนี้ไม่ได้อยากไปไหนแล้วประเทศไทยก็ไม่ช่วยอาตมาด้วย ไม่ทำพาสปอร์ตให้เลย เพราะว่าถ้าจะทำให้อาตมาจะใช้คำว่า mister ไม่ได้ต้องใช้คำว่า venerable อาตมาเป็นพระ ศาลไม่ได้ตัดสินว่าอาตมาสึก อาตมาบวชแล้วไม่สึกก็ต้องเป็นพระ แต่เขาว่าไม่ได้ต้องเป็น mister เพราะว่าเถรสมาคมบอกว่าไม่ให้เรียกพระ ต่อจากนี้ไป อีก 6 นาที เลข
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive