591122_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มูลกรรมฐานสู่การวางความยึดติด.docx
เนื้อหาในไฟล์
91122_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มูลกรรมฐานสู่การวางความยึดติด สมณะเดินดินว่า...วันนี้วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน 2559 วันเวลาผ่านไปเร็วมากพวกเราก็สนุกสนานกับการจัดโรงบุญกัน แจกกวฬิงการาหาร แต่พ่อครูก็แจกมโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร พวกเราจัดโรงบุญก็อย่าลืมมาเอามโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร แล้วทำทานอย่างไรพวกเราจะไม่ตั้งความหวัง ตั้งภพชาติ เหมือนธรรมกาย เราจะทำอย่างไรที่ทำทานเพื่อสิ้นภพจบชาติ แม้แต่ทำงานก็เพื่อไม่ได้สร้างภพชาติ ให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้ ถ้าเราเป็นผู้จัดงาน งานเราจะเยอะมากเลย เห็นใครก็อยากจะจัดการ ดีไม่ดีก็อยากจะไปแก้ไขฮิลลารีหรืออเมริกา แต่ถ้าเราเป็นคนเล็กคนน้อย เป็นคนรับใช้ที่ดีเราไม่ต้องคิดอะไรมากเลย ก็ว่ามีคนที่พร้อมจะคิดแทนให้เราแล้ว เราก็เลือกทำที่เขาพูดที่เขาเสนอมา แต่งานมากเพราะว่าเราคิดมาก บางทีตื่นขึ้นมาไม่มีแรงจะทำเพราะว่ากลางคืนตอนนอนคิดเสียเยอะ เราเพียงแต่เลือกทำเท่านั้น แต่ถ้าคิดเองไม่เยอะใครขวางก็จะเป็นศัตรูไปหมด ไม่ได้ทำตาม ยุทธศาสตร์อ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้ ที่ พ่อครูให้ไว้เป็นประจำ เรื่องธรรมกาย ...อาตมาอยู่กับพ่อครูมานาน แต่ก่อนพ่อครูบอกว่า ไม่ต้องไปยุ่งกับธรรมกายหรอก เขาจะใหญ่แล้วก็ล้มไปเอง แต่พ่อครูอาจคาดการณ์พลาด เพราะเขาไม่ล้มแล้วก็จะทำให้ศาสนาล้มไปด้วย ในสถานการณ์นี้ไม่ยุ่งไม่ได้ เขาสามารถบงการพระทั่วประเทศ ให้มารับปัจจัย มีอิทธิพลไปต่างประเทศด้วย มีดาราชื่อจักจั่น จะไปช่วยชาวนา แต่ถูกหลอก คนก็ไปช่วยเหลือ แต่นี่ธัมมชโยหลอกคนมากมาย มีคนฆ่าตัวตายด้วย โศลกเขาบอกว่า ไม่มีไม่ได้ ไม่ได้ไม่มี ปิดบัญชีทางโลกเปิดบัญชีทางธรรม เพื่อให้คนมาทำทานจนหมดเนื้อหมดตัว คนมีปัญญาก็พอมองออกว่าเป็นเรื่องหลอก แต่ดูเหมือนว่ามีอิทธิพล จนตำรวจบอกว่า
อ่านต่อ
อายุความคดีนี้ 15 ปี ไม่หมดง่ายๆหรอก พ่อครูก็เอามาอธิบายถึงโทษภัยต่อจิตวิญญาณ เป็นผลเสียต่อคนหลอกและคนถูกหลอก เป็นอันตรายที่จะเกิดขึ้นทั้งในบ้านเมืองของเรา หมอมโนก็เคยสรุปว่า ขบวนการของธัมมชโยนี้ใหญ่กว่า สมีอื่นๆมากมาย พ่อครูว่า...วันนี้วันแรม 8 ค่ำเดือน 12 ปีวอก เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่เขาทำได้เพราะตัวคนในศาสนากระแสหลัก ตัวภิกษุที่ดูแลรักษาปัจจุบันนี้ มีหน้าที่ต้องคอยดูแลรักษาศาสนาพุทธต่อไป ความรู้มันได้เพี้ยนไปจากความเป็นจริงของพุทธศาสนาที่สัมมาทิฏฐิหนักมาก อาตมาไม่ได้แกล้งใส่ความ ไม่มีเจตนาร้าย แต่เวทนาศาสนาที่ถูกคนเข้าใจไม่ได้ ก็เห็นใจที่เขารับถ่ายทอดกันมา โดยถ่ายทอดสิ่งผิดเพี้ยนมาตามลำดับยุคกาล เพี้ยนไปเรื่อยๆ จนเพี้ยนหนัก หนักจนตีลังกากลับ เอาหัวเป็นหาง ยึดผิดเป็นถูก อาตมาก็ไม่รู้จะมีความสามารถมากกว่านี้ได้อย่างไร เท่าที่ทำมากว่าจะครึ่งศตวรรษแล้วนะ เพราะว่ามันโชคดีที่พุทธศาสนาในเมืองไทยยังมีพระไตรปิฎกเป็นหลัก เป็นพระไตรปิฎกที่ถูกต้องดียืนยันได้ชัดเจน อาตมาก็ได้อาศัยพระไตรปิฎกนี้เป็นหลัก ไม่เช่นนั้นก็อยู่ไม่ได้ พูดไปเขาก็เอาตายไปแล้ว พระไตรปิฎกทางภาษาบาลีเขาแปลเป็นภาษาไทยก็ถูกต้อง มีที่ไม่ตรงนะก็มี เช่น แปลสันโดษ หรือสันตุฏฐี แปลกันว่า ยินดีในสิ่งที่ตนมีอยู่ ถ้าไปแปลอย่างนี้ ก็คือยินดีในสิ่งที่ตนมีอยู่ คนรวย คนมีอะไรของตนอยู่จริงเท่าไหร่ก็ยินดีอยู่ เสร็จแล้วก็เพิ่มเติมความมีก็ยิ่งยินดีเพิ่มอีก เพราะว่า ประเด็นสันตุฏฐีนี้คือใจมันยินดีในความพอ ไม่ใช่ยินดีในสิ่งที่ตนมีอยู่ ไม่ใช่ว่ายินดีแบบว่ามีเท่านี้พอ สันตุฏฐีนี้เนื่องถึง ปวิเวก อสังสัคคะ วิริยารัมภะ อัปปิจฉะคือให้น้อยลงให้ได้แล้วจิตเราไม่ดิ้นรน มีปวิเวก จิตสงบรำงับ ไม่เต็มไปด้วยความอยาก มีอยากได้เพิ่มเติมแล้วก็อสังสัคคะ คือไม่หลงไม่ประกอบสวรรค์ อาตมาแปลอย่างตรงซื่อๆ แล้วมั่นใจว่าแปลถูก อสังสัคคะคือเข้าใจสวรรค์แล้ว ในอนุปุพพิกถา 5 ทาน ศีล สัคคะ อาทีนวะ เนกขัมมะ การทำทานก็อย่าไปสร้างภพสร้างชาติ แต่ที่เขาสอนกันก็สอนผิดๆ สอนทำทานแล้วสร้างภพชาติ พุทธสอนให้ทำโยนิโสมนสิการ คือทำใจในใจอย่าไปสร้างภพชาติ ถ้าทำใจในใจสร้างภพชาติก็คือมิจฉาทิฏฐิ โยนิโสมนสิการ สำคัญมาก จัดสัมมาทิฏฐิหรือมิจฉาทิฏฐิก็ต้องรู้จักที่การโยนิโสมนสิการ ต้องแสวงหาผู้รู้ที่อธิบายได้ถูกต้อง ต้องฟังว่าอันนี้เข้าท่า อันนี้ไม่เข้าท่า ถ้าใครฟังที่อาตมาอธิบายแล้วก็ว่าไม่เข้าท่าก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่ว่าสำนักไหนอาจารย์ไหนของศาสนากระแสหลักไม่ได้สอนให้ลดภพชาติ ไม่ได้พูดอย่างตรงๆ เขาไม่ชัดเจนว่าภพชาติคืออะไร จิตที่มีเจตนาต่อไป เจตนาแล้วมีอยาก เจตนามีภพ มโนสัญเจตนามีสามอย่าง กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา (ตัณหาที่ไม่มีภพ ไม่มีความหวังหรือความอยากได้ มีแต่เจตนา) ถ้าไม่เข้าใจพยัญชนะและสภาวะที่ได้สื่อไปนี้ ถ้าไม่ได้เรียนรู้โยนิโสมนสิการการทำใจในใจของตนเอง การจัดแจงใจ การปรับใจของตนเองอภิสังขาร ว่าเรามีอาการอยากมีอาการหลังจากได้มาเป็นเราเป็นของเราหรือไม่ มันมีอาการอย่างไร ต้องมีอาการ ถ้าเข้าใจอาการนั้นไม่ถูกไม่ตรงไม่ได้ก็ทำไม่ได้ ถ้าเข้าใจได้ถูกตรงก็ทำเป็น ก็ต้องฝึก ถ้าไม่ฝึกก็ไม่มีผล สุกฏทุกตานังกัมมานังผลังวิปาโก คือผลสุขทุกข์ หรือดีหรือไม่ดีก็อยู่ที่กรรม ต้องเรียนรู้ให้สัมมาทิฏฐิแล้วก็ทำกรรมนั้นจริงๆ คำว่าโยนิโสมนสิการนี้ อยู่ในปัญญาวุฒิหรืออยู่ในพระสูตรอื่นๆเยอะแยะ หรือในสุริยเปยยาลสูตร ต้องได้พบแสงอรุณก่อนได้พบแสงพระอาทิตย์ คือจะปฏิบัติมรรคองค์ 8 ได้นั้น มีเงื่อนไขว่าต้องเจอแสงเงินแสงทองก่อน ทั้ง 7 อย่าง ข้อสุดท้ายคือโยนิโสมนสิการ ต้องเป็นผู้มีจิตรู้ เข้าใจว่าการทำใจในใจคืออย่างนี้ ไม่ใช่แปลโยนิโสมนสิการว่าพิจารณาอย่างถ่องแท้ ใช่การปฏิบัติธรรมต้องมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ผู้ที่รู้เป็นนักปราชญ์ที่เขายกย่องในประเทศไทย ก็แปลธัมมวิจัยเป็นเพียงรูปนอก สังคม ไม่วิจัยในกายเวทนาจิตธรรม ทั้งที่สัมโพชฌงค์คือองค์แห่งการตรัสรู้ จะเป็นภูมิปัญญา เป็นอัญญา เป็นความรู้ขั้นโลกุตระ มันไม่ใช่ความรู้แบบโลกโลกีย์ มันเป็นเรื่องของจิต เจตสิก รูป นิพพาน ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ คือวิจัยธรรมะถึงขั้นปรมัตถธรรม ในกายเวทนาจิตธรรม ต้องเรียนรู้กาย กายเป็นความรู้เบื้องต้น ที่ต้องชัดเจน เป็นโลกุตรธรรมข้อที่ 1 (ข้อ 1 ของโพธิปักขิยธรรม 37) สติปัฏฐาน 4, สัมมัปปธาน 4, อิทธิบาท 4, อินทรีย์ 5, พละ 5, โพชฌงค์ 7, มรรคมีองค์ 8 รวมเป็น 37 จึงเรียกว่า โพธิปักขิยธรรม 37 ในพระไตรปิฎกเล่ม 31 ข้อ 620 และมีอาริยมรรค 4 สามัญผล 4 และนิพพานอีก 1 รวมเป็น โลกุตระ 46 เพราะฉะนั้นที่เราบรรยายเป็นธรรมะโลกุตระของพระพุทธเจ้า ส่วนธรรมะของศาสนาอื่นเป็นโลกียธรรม ไม่มีศาสนาไหนสอนโลกุตรธรรม พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีลัทธิใดที่จะมีสมณะสี่เหล่า ธรรมใดวินัยใดว่างจากมรรคมีองค์ 8 ก็จะว่างจากสมณะสี่เหล่าก็ไม่มีโลกุตรธรรม อาริยธรรม เพราะฉะนั้น เมื่อมันเสื่อมไปจากโลกุตรธรรม อาตมาก็จำเป็นจะต้องรื้อฟื้นเพราะธรรมะโลกุตระเป็นธรรมะที่จะช่วยคนให้พ้นโลก ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะเสื่อมต่ำลงไปเรื่อย โลกทั้งโลกเป็นไปหนักหนาสาหัส เข้าใกล้กลียุค คนนึกไม่ออกไม่รู้ที่ไปที่มา ว่าทำไม ประเทศโลกีย์สามัญ เขานับถือยกย่องกันว่าเป็นประเทศเจริญเช่นอเมริกา แต่เหตุการณ์อเมริกาตอนนี้ เลือกตั้งเบอร์หนึ่งมาเป็นประธานาธิปดี สุดท้ายได้แล้ว ก็ดูสามัญสำนึกคนทั่วไป หักปากกาเซียน ฉีกโพล ของบรรดาผู้รู้ทั้งหลายแหล่ หักเลย ซึ่งจริงๆมันแสดงถึงความเสื่อมของโลก ชัดๆง่ายๆ เขาก็พูดไม่ออก แต่ว่าโดยหลักเกณฑ์เขาทำได้ ส่วนประเทศไทยนั้นยิ่งแย่กว่านั้นอีก คือในวงการของผู้รู้ธรรมะเลย วงการศาสนา ทำไมไม่รู้ ทางโลกโลกีย์เขายังรู้เลยว่า คนๆนี้ เขาอธิกรณ์ว่าผิดปาราชิกข้อ 2 คือเอาทรัพย์ที่ไม่ใช่ของตนมาโดยฉ้อโกง แล้วเขาก็ยื่นอธิกรณ์แล้วนะ แต่กระแสหลักทางศาสนา ไม่ส่งเสริมไม่เอาเรื่องเลย ทั้งที่อธิกรณ์ปาราชิกเลยนะ แต่เขาว่าไม่ใช่เรื่องวงการศาสนา เห็นไหมว่ามันเสื่อมมากเลย ไม่รู้ไม่ชี้แล้วยกยอปอปั้นกันอีก ขนาดผู้อยู่ในฐานะว่าที่สังฆราช เขายังยกย่องคนนี้เลย นี่คือความจริงไม่ได้ใส่ความหาเรื่อง มันเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องพูดบอก จนอาตมารู้ว่าคนก็จะว่าอาตมาได้ ที่อาตมาต้องจำเป็นต้องบอกเพราะว่าเป็นเรื่องที่เป็นวิสัยที่ยากจะรู้อย่างธรรมดาสามัญ มันเป็นเรื่องลึกเกินไป ขอยกตัวอย่างพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านอุบัติ ท่านก็ต้องประกาศว่าเราเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งใหญ่กว่าใคร ไม่มีใครเทียบเท่า ในกัปป์หนึ่งจะมีพระพุทธเจ้าอุบัติได้องค์เดียว จะอุบัติใกล้กันในยุคกาลไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นได้ ท่านไม่ได้อวดตัว แต่ท่านต้องบอกต่อสังคมโลกว่าคนชนิดนี้มีจริง แล้วจริงใจ จิตท่านไม่มีสาเฐยจิต อาตมาก็ยืนยันว่าไม่ได้อวดอ้าง อาตมาออกมาทำงานในชาตินี้ก็ประกาศตนเองว่าตนเองเป็นพระโพธิสัตว์ จะมาบรรยายธรรมะ จะมากอบกู้ธรรมะที่มันได้เพี้ยนไป แต่แล้วเถรวราทไม่ได้ประสีประสาในเรื่องของพระโพธิสัตว์ แต่ถ้าอาตมาประกาศเป็นอรหันต์ตั้งแต่แรกก็จะตายเลย เขาเอาตาย อาตมาก็ยอมเขา สุดท้ายเขาหาเรื่องทางโลก บอกว่าเป็นผู้ที่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ผิดต่อธรรมวินัยเป็นอาจิณ อาตมาก็ว่าพระพุทธเจ้าสอนให้ละทิ้งบ้านช่องเรือนชาน จะไปมีที่อยู่หลักแหล่ง แต่อาตมาก็มีบ้านเลขที่สำมะโนครัวก็มี ตอนนั้นก็สังกัดวัดอโศการาม ตอนปี 2518 อาตมาประกาศนานาสังวาส แต่เขามาหาเรื่องตอน 2532 อาตมาก็มีพุทธสถานอยู่เป็นหลักแหล่ง แล้วบอกว่าธรรมวินัยเป็นอาจินต์ก็ยืนยันไม่ได้ ไปเอาพระราชบัญญัติสงฆ์ 2505 มายืนยัน โดยใช้อำนาจคือ บัญญัติมาเอง เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ มาตรานั้นคือว่าสังฆราชมีอำนาจในการสั่งให้สึกได้ ก็เลยสั่งอาตมาสึกตามอำนาจภายใน 7 วัน ถ้าไม่สึกก็ผิดกฏหมาย (ทำไม่ได้ เพราะผิดธรรมวินัยนะ) ตามธรรมวินัยนั้น ถ้าจะสั่งให้สึกต้อง ผิดข้อวินัย 11 ประการ แม้รู้ภายหลังก็ให้สึกได้ เช่นเป็นกระเทย ฆ่าบิดา ฆ่ามารดา เป็นต้น ถ้าปาราชิกก็สั่งให้สึกได้ แต่สังฆาทิเสสก็สั่งให้สึกไม่ได้ อาตมาไม่มีความผิดที่จะให้สึกได้ บทบัญญัติของสังฆราชที่มาสั่งให้สึกก็ไม่ตรงธรรมวินัย สังฆราชก็สั่งให้สึกไม่ได้ บทบัญญัติสงฆ์ที่เขาบัญญัติขึ้นมาจึงไม่ตรงพระธรรมวินัย ในพรบ.สงห์ 2505 ก็บอกไว้ว่า บทบัญญัติใดขัดแย้งกับธรรมวินัย บทบัญญัตินั้นเป็นโมฆะ แต่อาตมาไม่ได้สึก เขาก็ฟ้องร้อง ขึ้นศาล ศาลสั่งให้สึก อาตมาก็ต้องผิดกฏหมายใช่ไหม ก็ใช่แล้ว (สมณะเดินดินก็บอกว่าพยานโจทย์ก็ยืนยันว่าไม่ได้สึก) จำเลยก็บอกว่าไม่สึก ยังพูดเรียกอาตมาอยู่เลย เมื่ออาตมาไม่สึกอาตมาก็เป็นภิกษุตามธรรมวินัย แล้วกฏหมายอาตมาก็ผิดกฏหมาย อาตมาก็ยอมรับ เขาก็ลงโทษ ให้ติดคุกหกเดือนแล้วรอลงอาญาสองปี อาตมาอยู่ในประเทศไทย ก็ไม่ได้อยู่อย่างผิดกฏหมาย ยอมรับแม้เป็นกฏหมายที่โมฆะก็ยังยอม ขนาดนี้ยังไม่เห็นใจอาตมา อาตมาไม่ได้ดื้อดึงดันเลย อยากทำก็ทำไป จนถึงบัดนี้อาตมาก็ยังยืนยันว่าเป็นนักบวชในศาสนาพุทธ ผู้ที่เป็นใหญ่เป็นโตในศาสนาพุทธเมืองไทยก็มีที่ปาราชิกก็มี อย่างน้อยก็ธัมมชโย สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรก็มีพระลิขิตไว้ แต่เรื่องก็เงียบ ขนาดในวงการการศึกษาของศาสนาก็มีคนทำผิดอยู่ในนั้น อาตมาบวชปี 2513 แต่พอปี 2518 ก็ไม่ไหวก็ต้องขอลาออกมา
SMS วันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 0893867xxxนมก.พ่อครูฯผู้น้อยตัวยังไม่พร้อมมาช่วยโรงบุญแต่ก็ส่งปัจจัยไปสมทบช่วยกทธ.ผ่านมูลนิธิธรรมสันติแทน ตามอัตภาพเท่าที่มีอยู่พอประมาณ!มวลเสริมกทธ.ทุกงานบุญแม้กระทั่งช่วยผู้ประสบอุทกภัยฯทุกที่ๆ กทธ.เคยช่วยปวงชนไม่ทิ้งกัน! 0893867xxxเป็นห่วงพ่อครูฯทำเลียนแบบบิ๊กUFO!คนไม่หลงสวรรค์อาจขำอมยิ้มแต่คนหลงสวรรค์คงตาเขียวปั๊ด!องครักษ์พิทักษ์พ่อครูเตรียมพร้อมสรรพ24ชม.ฮ้าไฮ้! ตอบ...เขาก็ทำแบบช่องนี้ช่องเดียว ไม่มีปรโตโฆษะเลยอย่างสนิท เขาจึงไม่มีสัมมาทิฏฐิได้ตลอดกาลนานเลย เขาโยนิโสมนสิการไม่เป็น เขาเอาแต่สะกดจิต ครอบงำความคิด แล้วบอกว่าฟังช่องนี้ช่องเดียว แล้วฟังเขาสะกดจิต เขาก็จะบอกว่าให้ฟังเสียงเราเสียงเดียว ให้ฟังคำสั่งเราคำสั่งเดียวใครที่ผ่านมาก็จะเจอแบบนี้ทั้งนั้น ต้องหาช่องนี้ช่องเดียวคือสะกดจิต ให้ฟังผู้สั่ง แล้วหลับตาทำจิตจดจ่อ การนั่งหลับตาสะกดจิตไม่มีกาย ที่จะให้เหลือแค่ลมหายใจเข้าออกก็เป็นกายที่เบาบางที่สุดจะขาดจากกายไปแล้วนะ ที่พระพุทธเจ้าให้ทำแบบนี้ก็คืออนุโลม ในอานาปานสติ ก็ให้ทำกายสังขารให้รำงับ พระพุทธเจ้าตรัสคำว่ากาย นี้ลึกซึ้งมากในพระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 230 พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้างคลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับจึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้างวิญญาณบ้างปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ตลอดกาลช้านานฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ฯ แสดงว่ากายต้องมีธรรมะสองเสมอ แล้วกายต้องหมายถึงหนักไปทางจิต แต่ไม่ทิ้งมหาภูตรูปทั้งสี่คือดินน้ำไฟลม แต่กายที่ชาวพุทธเข้าใจเดี๋ยวนี้เข้าใจได้แค่ดินน้ำไฟลม ทิ้งจิตไป นี่คือความเสื่อม เริ่มต้นโลกุตรธรรมข้อที่ 1 พิจารณากายในกายจึงพิจารณาไม่เป็น เพราะเข้าใจกายคือดินน้ำไฟลม ออกนอกรีตนอกธรรมพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง โลกุตระข้อที่1 ต้องเริ่มที่กาย แต่ข้อที่1 ก็ทำผิดแล้ว แล้วข้อต่อไปก็ผิดหมดสิ
ในมูลกรรมฐาน 5 ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง คือกรรมฐานที่ต้องพิจารณาให้ถูกต้องให้สัมมาก่อนเลย ให้พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง แยกกายแยกจิต ในความเป็น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ก็ต้องแยกกายแยกจิตของ ผม ก็ต้องแยกกายแยกจิตของขน ก็ต้องแยกกายแยกจิตของเล็บ ก็ต้องแยกกายแยกจิตของฟัน ก็ต้องแยกกายแยกจิตของหนัง ทำไมต้องแยกให้ออก ถ้าแยกไม่ได้ก็อ่าน อารมณ์ความรู้สึก เวทนาในนั้นไม่ได้ แต่ห้าอย่างนี้เป็นองคาพยพภายนอก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นี้ ถ้าเราแยกกายแยกจิตในเล็บออกก็จะแยกออกในความรู้สึก ในระดับ 1.มันไม่ใช่เราแล้ว เช่นเล็บที่เราตัดทิ้งไปได้ ในส่วนที่ไม่เจ็บ ไม่มีประสาทรับรู้แล้ว รวมถึง ผม ขน ฟัน หนัง ด้วย มันไม่ใช่ตัวเราของเรา แม้จะติดกับตัวเรามันก็ไม่ใช่เราเพราะตัดทิ้งไปก็ไม่รู้สึก ถ้าเป็นเราก็ต้องรับรู้สึกได้ ก็จะเข้าใจว่าความไม่เป็นเราเป็นของเราคืออย่างนี้ เพราะฉะนั้น เงินทองข้าวของทรัพย์สิน บ้านช่องเรือนชานเป็นของเราหรือไม่...ก็ไม่ใช่ ขนาดสิ่งที่ติดกับเรา อย่าง ผม ขน เล็บ ฟัน หนังก็ยังไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราเลย 2.ทีนี้ยังไม่ตัดออก แต่คุณก็ยังยึดว่าเป็นของเรา เช่นผมนี่ผู้หญิงหวงมากใครอย่ามาตัดเลย เอาตายนะ เล็บก็เช่นกันต้องไปจ้างเขาเกลากลึงเล็บ เห็นแล้วสุดสงสาร ถ้าเราพิจารณาได้ว่ามันอยู่ในร่างกายของเราแท้ๆก็ยังไม่ใช่ของเราแล้วสิ่งที่อยู่นอกร่างกายก็ยิ่งจะไม่ใช่ของเรา แม้แต่ความรู้สึกที่จะเป็นเรามันก็ยังไม่มีเลย คุณตัดออกไปเมื่อไหร่มันก็ไม่มีประสาทรับรู้สึกด้วย มันจะเป็นเราที่ไหน 3.ส่วนที่รู้สึกว่าเป็นเราใน เล็บ นี้ก็ตาม ความรู้สึกเวลามันกระทบสัมผัสแล้วมันก็เจ็บ ถ้าไปกระแทกทุ้งมันมาก มันถึงประสาทมันก็เจ็บ มันก็เป็นความเจ็บความรู้สึกหรือเวทนาเจ็บ แต่ที่เจ็บนั้นมันเรา มันก็รู้สึกที่ประสาท แต่ที่มันไม่รู้สึกเลยตัดทิ้งออกไปได้ คุณพิจารณาได้ไหม เข้าใจว่ามันไม่ใช่เรา สิ่งที่ตัดทิ้งไปแล้ว แต่บางคนก็ยังยึดว่าเป็นของเรา ก็หยาบแล้ว แม้อยู่ในร่างกายเรา แม้จะรู้สึกเจ็บมีเวทนา ในส่วนที่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ส่วนที่ไม่รับรู้สึกหรือรับรู้สึก พระพุทธเจ้าก็สอนว่าไม่ใช่ของเรา เพราะฉะนั้นคนเราถึงหยาบขนาดไหน พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า ในมหาภูตรูปคนนั้นเบื่อหน่ายได้เพราะว่าหยาบ… ในรูป 28 มีมหาภูตรูป 4 และอุปาทายรูปอีก 24 นามคือ เวทนา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ในพระไตรฯล.16 ในปฏิจสมุปบาท แต่เขาไม่ได้เรียนรู้ตามที่พพจ.สอน ไปปฏิบัติแต่กรรมฐาน ก้าวหนอ ย่างหนอ ไม่ได้เรียนตามพระไตรฯเลย ไม่ได้รู้รูป 2๘ นี้ที่จะเกี่ยวกับการพิจารณารูปนาม ที่จะมี ปสาทรูป โคจรรูป สัมผัสกันมีปฏิฆสัมผัสโสก็มีภาวรูป 2 (อิตถีภาวะกับปุริสภาวะ) อิตถีภาวะคือยังทำให้เป็นหนึ่งไม่ได้ ก็เป็นเทวธัมมา ก็พิจารณากาย เป็นธรรมะสอง พอในกายก็เป็นเวทนา เป็นความรู้สึกก็ให้พิจารณาในเวทนาเข้าไปอีก ที่เป็นเวทนาสอง ว่าอันหนึ่งคือเวทนาแท้ อีกอันคือเวทนาเทียม เวทนาสองที่เป็นเวทนาเท็จคือมันไม่จริง เป็นของแต่ละคนอุปาทานไว้ แต่เวทนาหนึ่งที่เป็นเวทนาจริงแท้ ทุกคนที่สัมผัสก็จะรู้รับได้เหมือนกันหมด สี เสียง กลิ่น รส สัมผัสก็รับรู้ได้เหมือนกัน ใครได้ยินเสียง น.ส.พัทธนันท์ที่บอกว่าเห็นในหลวงทั้งที่แกตาบอด อาตมาก็เห็นว่าตาแกบอดจริง ซึ่งร้องได้ดี มีพลังในการร้องได้ดี ทั้งที่เป็นเพลงที่ร้องยาก แต่ดูแล้วไม่เพี้ยน ถ้าพิจารณารูป 28 นี้ไม่ออก ก็ปฏิบัติธรรมล้มเหลว เมื่อผัสสะทำการสังขารก็เกิด อิตถีภาวะกับปุริสภาวะ ก็ต้องเรียนรู้ธรรมสองนี้ ในองค์ประชุมธรรมะสองที่เรียกว่า กาย พิจารณา เวทนา ที่เป็นกรรมฐานของชาวพุทธ เมื่อรู้มูลกรรมฐาน 5 ก็มาเรียนรู้ เวทนาที่จะเป็นกรรมฐาน เป็นฐานปฏิบัติ ผู้ใดหลับตาไม่มีผัสสะไม่มีเวทนาก็ทำผิดอย่างในพรหมชาลสูตรว่าไว้ [77] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยให้เป็นธรรมะสองศาสนาพุทธเรียนรู้อะไรไม่ได้เลย ไม่ได้เรียนรู้ธรรมะที่เป็นกายเวทนาจิตธรรม ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เขาอ่านพระไตรฯแล้วตีไม่แตกไม่มีสภาวะ ศาสนาพุทธถึงเสื่อมไปเหมือนกลองอานกะที่เสื่อมไปตามกาลแต่เอาวัสดุอื่นๆไปใส่ไว้หมดกลองนั้นไม่มีเนื้อหนังเป็นของเก่าเลย แต่ยังชื่อว่ากองอานกะเหมือนเดิม ในอานีสูตรว่าไว้ 7. อาณิสูตร [672] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ตะโพนชื่ออานกะของพวกกษัตริย์ผู้มีพระนามว่าทสารหะได้มีแล้ว เมื่อตะโพนแตก พวกทสารหะได้ตอกลิ่มอื่นลงไป สมัยต่อมาโครงเก่าของตะโพนชื่ออานกะก็หายไป ยังเหลือแต่โครงลิ่ม แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึกมีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ จักไม่ปรารถนาฟังจักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ และจักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน ควรศึกษาแต่ว่าเมื่อเขากล่าวพระสูตรอันนักปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิต อยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา ฯ พระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ไว้บัดนี้เป็นอย่างที่ท่านพยากรณ์ไว้ อาตมาเอาโลกุตรธรรมมาพูดเขาก็ ไขหู ไม่ฟัง เขาฟังแต่อย่างไรจะรวย จะได้สวรรค์วิมาน อย่างไรจะได้เปรียญเก้า อย่างไรเป็นประเพณี ที่เป็นประเพณีเนื้องอกมหาศาลเลย ธรรมะพระพุทธเจ้าเหลืออยู่ก็คือ เอามาใส่ทำนองร้อง ธรรมบทของพระพุทธเจ้าก็เอาใส่ทำนองร้อง อย่างแขกหรืออิสลาม เขาอ่านอัลกูรอานก็ร้องเสียงยาว น่าสงสารสังเวชศาสนาพุทธก็ยังดีที่ท่องไว้ เอาทำนองใส่จะจำได้ดี มีรสชาติ ที่จริงไม่ใส่ทำนองก็ได้ เดี๋ยวนี้ กดดูเอาได้แต่ก่อนนี้ก็บันทึกได้ แต่ก่อนจริงๆต้องท่องจำก็ต้องสังคีติ สังคายนากัน ก็ดี แต่เดี๋ยวนี้ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นมันบานปลายออกนอกรีตไปแล้ว โดยเฉพาะประเพณีที่เป็นเทวนิยมการจัดงานศพการขึ้นบ้านใหม่การเจิมสถานที่หรือสิ่งของมันเป็นประเพณีที่ผิดศีล ผิดจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล พูดแล้วเหมือนคนเพ่งโทษแต่ที่จริงมันเป็นโทษเป็นภัยมันไร้สาระไปมากแล้ว คนเดี๋ยวนี้ไม่เข้าใจผลของศาสนาพุทธแล้ว ผลของศาสนาคืออะไร ผลของศาสนาคือ การลดละหน่ายคลาย ตามพรหมจริยสูตร ในล.21 [25] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อลวงประชาชนก็หามิได้ เพื่อเกลี้ยกล่อมประชาชนก็หามิได้ เพื่ออานิสงส์ คือ ลาภสักการะ และความสรรเสริญ ก็หามิได้ เพื่ออานิสงส์ คือ การอวดอ้างวาทะก็หามิได้ เพื่อความปรารถนาว่า ชนจงรู้จักเราด้วยอาการดังนี้ก็หามิได้ โดยที่แท้ตถาคตอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้ เพื่อสังวร เพื่อละ เพื่อคลายความกำหนัดเพื่อดับกิเลส ฯ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ได้ทรงแสดงพรหมจรรย์อัน เป็นการละเว้น มีปรกติยังสัตว์ให้หยั่งลงภายในนิพพาน เพื่อสังวร เพื่อละ หนทางนี้อันท่านผู้ใหญ่ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ดำเนินไปแล้ว อนึ่ง ชนเหล่าใดย่อมดำเนินไปสู่ทางนั้น ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ชนเหล่านั้นชื่อว่าทำ ตาม คำสั่งสอนของศาสดา จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ฯ อาตมาทำงานมาจนบัดนี้ก็ยังภูมิใจที่ไม่ได้เรี่ยไรเลย จะรับบริจาคคนนอกก็ต้องมาวัด มาคบคุ้นกันอย่างน้อยเจ็ดครั้ง ฟังเทปธรรมะอย่างน้อยเจ็ดสิบม้วน แต่จะบอกว่าดูโทรทัศน์ 70 ครั้งไม่เอานะ อาตมาไม่บังอาจไปล้มล้างเถรสมาคมหรอก แต่เปิดเผยความจริงเพื่อผู้แสวงหาสัจธรรม ตอนที่อาตมาออกบวชใหม่ๆอาตมาทำกิริยาอย่างสงบเรียบร้อย ก็เห็นว่าคนศรัทธาเลื่อมใสมาก อาตมาก็เลยรู้ว่าคนติดยึดในเรื่องนี้ อาตมาก็เลยเปลี่ยนลีลา แต่ก่อนก็พาสำรวมระวังบ้าง แต่ต่อมาก็ให้ฝึกปฏิบัติเข้าเป้าเลย ไม่ได้สังวรระวังภายนอกมาก แต่แสดงออกองค์รวมเลยคือไม่วุ่นวายในลาภยศสรรเสริญ เป็นต้น ไม่ได้สำรวมในอนุพยัญชนะ ปลีกย่อยต่างๆ มันจะไปติดเปลือกติดอนุพยัญชนะมากไป ก็เลยไม่เอา มาสำรวมในองค์รวมที่ไม่ไปวุ่นวายในอบายมุข ในกาม ในโลกธรรม ก็ทำอยู่กัน แล้วก็ไม่สะสมแต่อาศัยใช้สอยจนทำสังคมศาสนาอย่างชาวอโศก เป็นบุญนิยมที่เป็นพฤตินัยถึงสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 เป็นสาธารณโภคี มีลาภที่เกิดโดยธรรมใช้สอยร่วมกันเพราะว่าอาตมาทำให้พวกเรามีจิตที่ สารณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ มีความรักกันในมิติที่สูงขึ้นไปสู่นิพพาน เคารพกัน เดี๋ยวนี้ชักจะไม่ค่อยเคารพ สมณะเจอกันเมื่อก่อนก็กราบกัน แต่เดี๋ยวนี้แค่ทักทายกัน สังคหะเป็นหัวใจของทุกศาสนา คือการมีน้ำใจแบ่งแจกเกื้อกูลกัน คือการให้การเสียสละ ตอนนี้การให้การเสียสละกำลังระเบิดเป็น Bomb of love. ทุกคนมีแต่จะเสียสละ จะให้ เสียสละเวลา เสียสละแรงงานสละทรัพย์สินเงินทองข้าวของเพื่อแสดงความอาลัยรักต่อพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่สวรรคตไป เป็น Bomb of love. ที่ไอน์สไตน์เขียนจดหมายบอกลูกสาวไว้ ไอน์สไตน์รู้ศาสนาพุทธ แต่ไม่รู้ว่าจะเกิดได้ที่ในประเทศไทย เป็นพลังงาน Bomb of love.ที่สนามหลวง ถ้าใครไม่รู้จักสภาวะนี้ก็ไม่รู้จะพูดกันอย่างไรแล้ว ทำไมเขารักในหลวง เขารักอะไรของในหลวง เขารัก ความเป็นพระโพธิสัตว์ของในหลวง โพธิสัตว์คือผู้รับใช้ประชาชนคือนักประชาธิปไตยเบอร์ 1 ของโลก ไม่ได้โมเมนะ แต่พูดจากสภาวะจริงสัจธรรม ในหลวงของเราคือนักประชาธิปไตยเบอร์ 1 ของโลก นักประชาธิปไตยของศาสนาพุทธเป็นผู้ที่ทำงานเพื่อให้เกิด พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) คนรับรองในหลวง ว่าเป็นผู้ที่มีพระจริยวัตรอันต้องเอาอย่าง มีทฤษฎีหลักมีพฤติกรรมการประพฤติให้เห็นเลย จนต้องจำนน ศาสนาอื่นยังต้องจำนนประเทศอื่นยังต้องจำนน ต้องยอมรับ จึงเกิดเป็นพลังยอมรับนับถือเทิดทูนบูชานี่แหละคือ Bomb of love. เพราะฉะนั้นศาสนาพระพุทธเจ้าปรากฏชัด ณ กาละนี้ นี่แหละคือ พลังพฤตินัยของมนุษยชาติ ที่แสดงธรรมะ แสดงอะไร?แสดงการสละ ทุกคนประสงค์จะให้จะเสียสละ ซึ่งมันน่าชื่นชม น่าอบอุ่น เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดได้มีได้เป็นได้ นักวิจัยทางรัฐศาสตร์เศรษฐศาสตร์สังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ ครบทุกศาสตร์ ทุกแง่มุมของความเป็นสังคมมนุษยชาติ ให้ไปทำวิจัยได้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทว่าเหตุมาจากอะไร มาจากความรู้สึกอะไร ในยิ่งศาสนาด้วยก็ยิ่งเข้าใจเลย ความมันเก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive