591128_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติฯ ความทะยานอยากที่ต้องดับ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์27 KB
วันที่แก้ไข3 ธันวาคม 2559

เนื้อหาในไฟล์

591128_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติฯ ความทะยานอยากที่ต้องดับ

พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2559 พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันสุดท้ายของปีวอกแล้ว วันนี้ 14 ค่ำ ต่อไปก็ปีระกา ต่อไปก็ขึ้นปีจอ ก็ชนปีที่อาตมาเกิด เหมือนหมากลางตลาดที่ดิ้นรนหากินไป หลบน้ำร้อน หลบปังตอ เราเป็นหมาในเมือง ไม่ใช่อยู่ในป่าหากินในเมืองเป็นหลัก ก็อารัมภบทไปตามประสา ก่อนอื่นก็ขออ่าน sms SMS วันที่ 27 พฤศจิกายน 2559 (รายการวิถีอาริยธรรม) 0893867xxxประวัติดั้งเดิมของพระโพธิสัตว์ฯภายใต้โลกธรรมทุกยุคสมัยมักจะถูกดูหมิ่นเหยียดหยามจากคนหลงผิดตามโลกธ.!แต่เป็นที่ยอมรับนับ ถือจากคนรู้ทันโลกธ.!คานธีเคยโดนด่า!ไอน์สไตน์ถูกหาว่าบ้า!พ่อครูโดนบ้างก็ ธรรมดาโลกธ.!แม้แต่พ่อห ลวงยังเคยตรัสคำรำพึงว่าเราไปทำอะไรให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจฯถึงลูกผู้หลงผิดตามระบ.1ในโลกธ.!พี่น้องผู้ตื่น รู้คงจำได้! ตอบ...พระโพธิสัตว์มีกระบวนทัศน์ในโลกธรรมอะไรก็ได้ที่ไหน มีเจตนารมณ์กับโลกธรรมอย่างไรก็ตาม ก็จะมีคนที่ยึดถือแล้วดูถูกพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ที่สัมมาทิฏฐิก็จะต้องมาปราบคนที่หลงผิดในโลกธรรม อรหันต์คือผู้ที่อยู่เหนือโลกแล้วพระโพธิสัตว์ก็จะเป็นผู้ที่เหนือกว่าอรหันต์ มาทำงานช่วยโลก ท่านจะช่วยโลกก็ต้องบรรลุธรรมก่อน พระพุทธเจ้าว่าต้อง ทำคุณอันสมควรก่อนพร่ำสอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการเดาไปตามประสา ก็จะมัวหมอง โดยเฉพาะศาสนาพุทธมัวหมองเพราะเหตุนี้ เพราะว่าผู้ที่มาสอนผู้อื่นเป็นผู้สอนความรู้ธรรมะ แต่ตนเองไม่ได้บรรลุ ได้แต่เปลือกผิว ยังไม่ครบบริบูรณ์ ดีไม่ดีก็เดาด้วย ดีไม่ดีหลงผิดด้วยซ้ำ แล้วใช้เล่ห์กลทั้งโลกธรรมที่สอดคล้องสมใจกับคนที่มีกิเลส ให้มาเป็นบริวาร อย่างที่ธัมมชโยกระทำจนสำเร็จ อย่างไม่เกรงใจ ไม่บันยะบันยัง จนเป็นอำนาจเล

อ่านต่อ

วที่ยากที่จะต้องจัดการลงไป ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรนอกจากเชียร์ผู้ที่มาจัดการ ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ ให้ทำหน้าที่ 0893867xxxความทุกข์ยากของปชช.!ความเดือดร้อนของมวลมนุษยชาติ!ความหายนะของโลก!ล้วนเกิดจากประโยชน์ มิชอบ! มีแต่ประโยชน์โดยชอบประโยชน์สุขโดยธรรมในพ่อหลวงฯ ดับทุกข์แผ่นดินสร้างสุขสงบสันติให้โลกได้!สกก. ตอบ...ขณะนี้ที่อาตมาใช้คำศัพท์ของ ไอน์สไตน์ ว่าเป็น Bomb of love ที่บอกลูกสาวเขียนจดหมายไว้ว่า จะมีอันนี้เกิดขึ้น ไอน์สไตน์เป็นคนพยากรณ์ไว้ ในกระแสของระเบิดแห่งความรักที่ระเบิดกระจายฟุ้งอยู่ เป็นกัมมันตภาพรังสีระเบิดเถิดเทิงอยู่ขณะนี้ แสดงออกถึงความรักต่อในหลวงองค์นี้ เป็นของจริงที่ยังไม่หยุดระเบิด มีราศีรังสีที่น่าชื่นอกชื่นใจ เป็นราศี สุดยอดของคำตอบคำเดียว คือ ให้ จิตใจมันมีตัวนี้คือ ให้ หรือ ทาน และเป็นการให้ เขาถวายในหลวงเหมือนกับศาสนาเทวนิยมที่ทำถวายพระเจ้า แต่นี่ถวายในหลวง ให้โดยไม่ได้ต้องการอะไรกลับมา ให้ไปหมด ก็ไม่เป็นการให้ที่โค้งงอมาหาตัวเอง มันจะตรงไปเลยเป็นการให้และไปจบที่ พระเจ้า หรือผู้ที่เขาเทิดทูนบูชา เป็นสุดยอดแล้ว เป็นการเสียสละสุดยอดที่ไม่โค้งเอามาให้แก่ตัวเอง ไม่ได้ต้องการอะไรมาเพื่อตัวเอง ซึ่ง ต่างกันกับสมีไชยบูลย์ คนละขั้วเลย เพราะสมีไชยบูลย์ให้แล้วมีครบในทานสูตรเลยคือมีจิต 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทาน เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทาน เทติ 4.อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ตายไปแล้วจะได้เสวยผลข้ามชาติ) ทาน เทติ ไม่มีที่สิ้นสุดเป็นปากกรวย อาตมาถึงเรียกว่าธรรมกรวย บานทะโร่ไปใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุดนิรันดร เป็นความโลภอันหาที่สุดมิได้ เป็นกิเลสเต็มๆ เป็นตัณหาเต็มๆ ไม่มีที่สิ้นสุดเลย 0893867xxxถ้าโลกจะดับทุกข์ผู้อพยพลี้ภัยทั่วโลก!ปท.ต้นกำเนิดผู้ ลี้ภัยหยุดคุณปย.มิชอบตาม คำสอนฯที่ถูกบิดเบือนแล้ วบูชาโทษปท.ที่รับผู้ลี้ภัย!ส ร้างปย.โดยชอบให้ปชช.ในปท.นั้นได้รับปย.ถูกต้อง ชอบธรรมตรงตามคำสอนที่ปฏิบัติถูกตรงตามคำพระศาสดาฯที่สอนให้รักกันมิใช่ทำลายกันแล้วมาโยนบาปให้ปท.อื่นพลอยเดือดร้อนทั่วโลก!ลูกไทยพุทธใจสยาม ตอบ...มันเป็นงูกินหาง ที่เป็นปัญหา แต่พระพุทธเจ้าสอนให้มาเป็นคนมักน้อยสันโดษ แล้วพึ่งตนเองได้ แล้วช่วยเหลือผู้อื่น สำหรับผู้ที่ควรได้รับการช่วย ส่วนผู้เอาเปรียบในสังคมไม่ควรได้รับการช่วยเหลือ แต่ผู้ที่ควรได้รับการช่วยเหลือก็มีได้ที่ไม่ใช่คนเอาเปรียบ เช่น หนึ่ง เด็กที่เกิดมา สัตว์เดรัจฉานบางจำพวกเกิดมาก็ช่วยเหลือตัวเองได้เลย แต่คนนี้เกิดมาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ นอนตายเฉยเลย พระพุทธเจ้าสอนระบบของท่าน ให้ช่วยเหลือตัวเองให้รอดแล้วสร้างสรรค์มีผลผลิต แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ คนที่จะต้องช่วยอันที่สองคือคนแก่ สามคนป่วย สี่คนพิการ เพราะไม่มีใครอยากจะพิการหรือเจ็บป่วย ไม่มีใครอยากจะเป็นเด็กที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่คนที่ขี้เกียจขี้โกงเบียดเบียนผู้อื่นเป็นภาระผู้อื่น โดยไม่ได้เรื่อง อย่างนี้ไม่ควรช่วย ควรจัดการแก้ไขเขา ทุกวันนี้ก็พยายามแก้ไขเขาอยู่ 0863638xxxฟังธรรมครั้งแรกๆ เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ธรรมของท่านมันเจาะเข้าไปในแก่นลึกล้ำ ตอบ...ศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้ หลงใบดอกผล หลงผิดเต็มไปหมดเลย ดังที่พระพุทธเจ้าท่านแบ่งไว้ว่า ใบดอกผล ท่านเทียบเป็น ลาภสักการะสรรเสริญ โลกธรรม สะเก็ดคือ ศีล เปลือกคือสมาธิ กระพี้คือปัญญา แก่น สาระ คือวิมุติ แต่อย่างนี้เขาไปหลงแต่แค่ใบดอกผล ที่เขาหลอกให้ไปทำทาน ทำทานกับกรู แล้วจะได้ ลาภสักการะสรรเสริญ ตอนนี้ก็ออกผลกรรมชั่ว จนไม่รู้จะหนีไปอยู่รูไหนแล้ว อ่านคอลัมน์ ในแนวหน้า เลียบวิภาวดี : นรกเปิด “นรก” จะมีจริงหรือไม่? คงไม่มีใครตอบได้ ส่วน “สวรรค์” จะมีจริงหรือเปล่า? ก็ยังไม่มีใครได้พบเห็น (พ่อครูเสริมว่า…อาตมาตอบได้ว่า นรกสวรรค์มีจริง อย่างน้อยก็ธัมมชโยตอนนี้ได้นรกอยู่ พระพุทธเจ้าสอนให้จบที่ไม่มีสวรรค์และนรก จิตไม่ต้องการสวรรค์และมีปัญญาไม่ทำนรก ทั้งไม่มีสวรรค์และนรกคือศาสนาของพระพุทธเจ้า ใครก็ไม่อยากได้นรก แต่คุณโง่จะเอาสวรรค์ก็เลยได้นรกทันที สวรรค์มากเท่าไหร่ก็คือนรกมากเท่านั้น เริ่มต้นอยากได้สวรรค์ (สาเปกโข) ก็ได้นรกทันที ผู้ใดไม่ต้องการนรกก็ตัดสวรรค์ ง่ายๆแค่นี้ พระพุทธเจ้าจึงมาสอนให้ทำใจในใจอยู่ในสองมนสิการให้รู้ว่าการมีความหวังเป็นอย่างไร ถ้าใครเข้าใจไอ้หวังตายแน่ คุณจะต้องฆ่าไอ้หวังในจิตของตน ฆ่าจนไอ้หวังไม่เกิดในจิตของตนเลย ไม่ต้องหวังอะไรหรอก อยู่กับปัจจุบัน ไม่มีสวรรค์และนรก สิ่งที่ไม่ควรอย่าทำ นี่คือญาณปัญญาอันสูงสุด ไม่ต้องไปมีภพชาติอะไรหรอก คนไม่มีภพชาติก็สบาย)

แต่ที่น่าตั้งข้อสังเกต ทั้งรัสเซียและอเมริกาต่างยิงจรวดไปสู่จักรวาลนับไม่ถ้วนครั้ง ก็ยังไม่ปรากฏว่าจรวดลำไหน “ได้ชนสวรรค์” จนเป็นข่าว

อีหรอบเดียวกับที่นักวิทยาศาสตร์ได้สำรวจใต้พิภพลึกลงไปจนเกือบถึงใจกลางโลก ก็ยัง “ไม่พบขุมนรก” ใดๆ ให้ฮือฮา

ในขณะที่ “เจ้าลัทธิ” บางราย และ “จอมลวงโลก”บางคนกลับ “ต้มตุ๋นมนุษย์จิตอ่อน” ทั้งหลายจนเปื่อยยุ่ยว่า “ตนเห็นนรก ตนพบสวรรค์” และติดต่อกับเทวดาชั้นฟ้าได้ แถมยังพบผู้ซื้อบุญจำนวนมาก ที่มีความแตกต่างหลังความตาย ใครซื้อบุญมากก็ได้อยู่บ้านเดี่ยวสุดหรูบนชั้นฟ้า ใครซื้อบุญปานกลาง ก็ได้อยู่ทาวน์เฮ้าส์ในสวรรค์อย่างสุขสันต์ และใครซื้อบุญน้อยก็ได้อยู่คอนโดฯที่ค่อนข้างคับแคบ โดยผู้ไม่ซื้อบุญเลย ทุกรายตกนรกทั้งสิ้น

จากคำต้มตุ๋นดังกล่าว เล่นเอามนุษย์จิตอ่อนที่กลัวลำบากหลังความตาย “พากันซื้อบุญจากห้างสรรพสินค้าขายบุญ” ของเจ้าลัทธิอย่างกระหน่ำ

หลังจากเจ้าลัทธิและผู้ใกล้ชิดขายบุญจนร่ำรวยตู้เซฟปริทุกคนก็ยังรู้สึก “รวยไม่พอ” เห็นว่าการขายบุญธรรมดาไม่สามารถรวยเร็วแบบฟ้าแลบ และไม่สามารถรวยอู้ฟู่แบบฟ้าผ่าจึงหาหนทางรวยลัดที่ผ่าทางตันของกฎหมาย

โดยนักปลิ้นปล้อนบางรายได้ “ปล้นเงินฝากจากสหกรณ์” แล้วผ่องถ่ายเงินดังกล่าวให้แก่เจ้าลัทธิไปทำการ “ฟอกเงิน” ดังกล่าวให้กลายเป็นเงินบริสุทธิ์

ครั้นสมาชิกสหกรณ์ที่เป็นเหยื่อถูกปล้นเงินไปได้รับความเดือดร้อน และออกมาโวยวายจน “รัฐ” เข้าไปจัดการกับขบวนการปล้นและฟอกเงิน ก็ไป “จ๊ะเอ๋” กับหลักฐาน “เจ้าลัทธิ” มีส่วนร่วมกระทำผิดกับผู้ต้องหารายอื่นๆ ด้วย จึงมีการไล่ล่าเพื่อนำตัวเจ้าลัทธิไปดำเนินคดี

“นรก” จะมีจริงหรือไม่? ไม่มีใครตอบได้ แต่ “นรกในใจ และนรกคนเป็น” มีจริงแน่นอน ซึ่งทุราจารจำนวนมากนายกำลังเจอะเจอในขณะนี้

บัดนี้ “ประตูนรกในใจและนรกคนเป็น” ได้เปิดกว้างแล้ว “เจ้าลัทธิ” คนดัง กำลังกลายเป็นแขกรับเชิญอีกท่านหนึ่ง ที่กำลังจะเดินผ่านประตูนรก

กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม

อีกคอลัมน์ของเปลว สีเงิน ได้เวลาเปิดตาสว่าง!!!"เปลวสีเงิน"เปิดหัวเชื้อพวกโจรปล้นศาสนา แยกชั่ว-แยกดีไม่ออก ยอมเป็นข้าทาสให้"ลัทธิจานบิน"!!(รายละเอียด)

วันที่ 28 พ.ย.59 เปลวสีเงิน เปลวสีเงิน หรือ โรจน์ งามแม้น นักหนังสือพิมพ์อาวุโส ผู้เขียนบทความวิเคราะห์การเมืองและสังคม ตีพิมพ์ในหน้า 5 ของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ชื่อคอลัมน์ "คนปลายซอย"ได้เขียนบทความโดยระบุว่า...

เรื่อง "สมีโย" น่ะ.........

เรา "ชาวบ้าน" ผู้จ่ายเงินเดือน ไม่ต้องทุกข์ร้อนไปหรอก!

ดู "คนกินเงินเดือน" จากเราซักพัก

ไล่ลงไปตั้งแต่ ดีเอสไอ-ตำรวจ-อัยการ-สำนักพุทธ-มหาเถรฯ จนถึงคณะรัฐบาล (พ่อครูว่า มันเสื่อมไปทั้งมหาเถรสมาคมเลย น่าสมเพชเวทนามาก อาตมามาบวชแล้วพาทำไม่ใช้เงินใช้ทองอยู่ได้มาสี่สิบกว่าปีแล้ว จะมาอ้างไม่ได้ว่าไม่ใช้เงินใช้ทองแล้วจะอยู่ไม่ได้ ขนาดเป็นนักบวชหญิงถือศีล 10 เป็นสิกขมาตุ ก็อยู่ได้ อยู่จนกระทั่งแก่หรือตายไปหลายคน)

รวมๆ แล้ว "เป็นแสน-เป็นล้านคน"...........

ว่าจะมีน้ำยาเอาตัวโจร "ในคราบโล้นห่มเหลือง" ที่ชื่อธัมมชโย "เพียงคนเดียว" เข้าสู่กระบวนการกฎหมายได้มั้ย?

ตอนนี้ พวกดอกเตอร์ไปจากวัด แล้วคาบคัมภีร์พ่นธรรมสอนชาวบ้าน สอนพระตามมหาลัย

ส่วนหนึ่งเป็นพวกมหาเปรียญเก่า อาศัยผ้าเหลืองร่ำเรียนจบปริญญาแล้วก็สึกเอาวิชาไปหากินทางโลก

กำลังใช้ความ "รู้มาก" ลวงโลก.......

โดยใช้ดีกรีและภาพลักษณ์ผู้รู้ทางศาสนาประกันคำพูดตัวเองให้ชาวบ้านหลงว่า

"ลัทธิธรรมกาย" คือ "พระพุทธศาสนา"

"พระพุทธศาสนา" คือ "ลัทธิธรรมกาย"

พุทธศาสนากับลัทธิจานบิน เป็นอันเดียวกัน!

การจับสมีโยก็ดี การโจษขานธรรมกายเป็นลัทธิหลอกขายบุญ หลอกขายนรก-สวรรค์ก็ดี

การบอกว่าธรรมกายตู่พระพุทธพจน์ ก็ดี การสอน-การปฏิบัติ "วิปริตผิดเพี้ยน" จากพระธรรมวินัยก็ดี

ว่านั่น คือแผนจากฝ่าย "จ้องล้ม" พระพุทธศาสนา!

ดูมันทำสิ ...........

ระดับพระเก่า บวชเรียนมาก่อนแท้ๆ แทนจะเข้าถึงธรรมพุทธองค์ กลับเข้าถึงเงินจานบินที่หว่านโปรยในรูปแบบต่างๆ

แล้วพวกรับใช้โจรปล้นศาสนา ก็สรุปดื้อๆ ว่า

"ล้มลัทธิธรรมกายได้ เท่ากับล้มพระพุทธศาสนาได้"!?

ไม่แค่นั้น...........

ยังพูดแทง-แยงยั่ว ปั่นหัวชาวบ้านให้เข้าใจว่า นี้เป็นแผน "ศาสนาหนึ่ง" ในประเทศไทย ที่จ้องล้มพุทธศาสนา

พูดง่ายๆ เบี่ยงประเด็นของตัวเอง ไปเสี้ยมให้คน ๒ ศาสนาทะเลาะกัน หวัง "ขึ้นภูดูเสือกัดกัน"

ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้มเจ็บ-ล้มตายกันไป

ที่สบายคือ กู....ธรรมกายจานบิน!

ถ้าสังเกตจะเห็น ไม่ใช่เดี๋ยวนี้ นานมาแล้ว แต่มาเผยตัวให้เห็นชัด ตอนระบอบทักษิณเปิดศึก "ล้มประเทศ-ล้มสถาบัน" ในรอบ ๑๐ ปี นี้แหละ

มีพวกอาศัยผ้าเหลืองเรียนแล้วสึกไปหากินทางโลกกลุ่มหนึ่ง สมคบกับพวกโล้นห่มเหลืองที่รู้ไส้-รู้พุงในความเป็นพระมาด้วยกัน

ตั้งกลุ่ม-ตั้งแก๊ง .........

อ้างเป็นองครักษ์พิทักษ์พุทธศาสนาต่างๆ นานา!

พอทักษิณเสียอำนาจ เกิดกลุ่มแดงป่วนเมือง ก็เปลือยธาตุแท้ชัดจากพฤติกรรม

"แก๊งพระผสมผี" นี้ ก็คือ แดงในซีกสงฆ์นั่นเอง

เปลือยตัวตนทางวิทยุ ออกโทรทัศน์ ขึ้นเวทีแดง ซ่องสุมชุมนุมคนพรรคการเมืองระบอบทักษิณ

กระทั่งเป็นตัวนำทักษิณตระเวนไปตามวัดในต่างประเทศ เกณฑ์พระมาเป็นสาวก

แล้วแจกซอง!

ตัวนำทั้งหัวดำ-หัวโล้น ส่วนมากสอนตามสถาบันศึกษาสงฆ์ และอยู่กลุ่มอำนาจปกครองสงฆ์

ถามว่า คนระดับมีการศึกษา เป็นถึงครูบาอาจารย์ ...........

ทำไมแยกดี-แยกชั่วไม่ได้ ประพฤติทุราจาร ต่อบ้าน-ต่อเมือง และต่อพุทธศาสนาถึงขนาดนั้น?

มองถึงเหตุปัจจัย ก็พอเข้าใจได้...........

คือโดยทั่วไป พระ-เณร ที่เข้ามาศึกษาร่ำเรียนนั้น ร้อยละ ๘๐-๙๐% ก็ว่าได้ เป็นลูกชาวบ้าน ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยมากนัก

การเล่าเรียนผ่านทางศาสนา จึงเป็นโอกาสดี เพราะไม่ต้องใช้เงินทองมาก บ้านไม่ต้องเช่า-ข้าวไม่ต้องซื้อ

แรกๆ ก็เรียนวิชาทางพระพุทธศาสนา อยู่ไปนานๆ ก็สอดส่ายเรียนวิชาทางโลก

การเป็นพระ-เณรอยู่ในกรุงเทพฯ อาหารขบฉันไม่สมบูรณ์เหมือนอยู่ต่างจังหวัด อุปกรณ์การเรียน ตลอดถึงเครื่องใช้จำเป็นก็ต้องใช้เงินซื้อ

แล้วจะเอาเงินที่ไหนล่ะ?

พระ-เณร ท่านก็ไม่ถึงไปปล้น ไปทำผิดศีลหรอก แต่นั่น เป็นช่องว่างให้พวกพระดังๆ ที่ใช้เดรัจฉานวิชาแสวงหาลาภยศ สอดแทรก

จะแสดง "ศรัทธาแอบแฝง" เข้ามาหาพวกตามแหล่งศึกษาสงฆ์ ในรูปสนับสนุนการศึกษา สร้างโน่น-นี่

มีแมวมอง จ้องดูพระ-เณร เห็นองค์ไหนมีแวว มีอนาคต เป็นเจ้าอาวาส เป็นเจ้าคุณ ก็ทุ่มแทงทันที!

เข้าไปอุปถัมภ์ นิมนต์ไปเทศน์ ไปฉันเช้า-ฉันเพล แล้วถวายจตุปัจจัย เรียกว่าปรนเปรอพระ-เณรรูปนั้นๆ จนติดลาภสักการะ

พระ-เณรติดอามิส.......

ก็เหมือน "คนติดยา" นั่นแหละ จะภักดี "ขายตัว-ยอมทำ" เพื่อแลกกับยา เปลือกมองเห็นเป็นสัทธรรม แต่เนื้อแท้ คืออสัทธรรม

ก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้ทั้งหมดหรือมีมากมายอะไรหรอก เขาจะเลือกไปเพาะเป็นหัวเชื้อไว้จำนวนหนึ่ง

พอหัวเชื้อโต ถ้าไม่สึก ก็ค่อยๆ สูงสมณศักดิ์ สูงตำแหน่งทางปกครองสงฆ์ หัวเชื้อก็จะไปสร้างบริวารต่อเองทางศาสนจักร

แต่ถ้ามีวิชาแล้วสึกไปคึกทางโลก ไปเป็นครูบาอาจารย์ ไปเป็นอนุศาสนาจารย์ ต่างๆ นานา

นี่ก็ไปเป็นหัวเชื้อสร้างบริวารทางอาณาจักร!

มีอดีตพระเจ้าสำนักหนึ่ง อยู่ในคุกหลายสิบปีแล้ว ยังไม่ออก ตอนยังไม่ติดคุก ชื่อภาวนาพุทโธโด่งดังมาก จัดรายการทางวิทยุทั้งวัน-ทั้งคืน

ผมยังจำติดหู เดี๋ยวทอดผ้าป่าพระสถาบันการศึกษาสงฆ์ เดี๋ยวนิมนต์มาฉันที่วัด แล้วถวายเงิน-ถวายทอง

เรียกว่า "เป็นขาประจำ" กันเลย!

เพื่ออะไร ก็เพื่อ "ซื้อใจ-ซื้อพวก" เอานามสถาบันศึกษาสงฆ์มาคลุมเสริมบารมีเดรัจฉานวิชา เป็นการสร้างความเชื่อถือจากชาวบ้าน

พระเถระผู้ใหญ่วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์รูปหนึ่ง เคยมีคำปรารภเรื่องนี้ และมีเผยแพร่ตามเว็บ แต่ถูกลบทิ้งไปแล้ว

ผมยังจำได้ คือท่านปรารภว่า พระ-เณรดีๆ ในวัด ถูกต้อนไปเข้าสำนักธรรมกายหมด!

องค์ไหนเรียนเก่ง ได้เปรียญ ๖-๗-๘ ประมาณนั้น จะมีแมวมองมาสำรวจ ที่เห็นว่าองค์นี้มีแววรุ่ง

จะเข้าไปอุปถัมภ์-อุปัฏฐาก!

แรกๆ มาที่วัด นานๆ ไป นิมนต์ไปฉัน ไปเทศน์ที่จานบิน ลงท้าย ย้ายจากวัดมหาธาตุฯ ไปสังกัดวัดจานบินเลย

จนวัดจานบินเป็นสำนักศึกษาใหญ่ มีพระ-เณรสอบเปรียญธรรมได้ปีละมากๆ ถึงระดับเปรียญ ๙ ประโยค

นี่...ใจความที่พระเถระวัดมหาธาตุฯ ปรารภไว้ มีประมาณนี้!

จะเห็นว่า อาณาจักรจานบินมีเป้าหมายและมีแผนรุกคืบเข้าคลุมพุทธศาสนาในไทยเป็นขั้นตอนมาแต่เริ่ม

และใช้การตลาดกับศาสนาได้อย่างมีผล คนวางแผนการตลาดให้นั้น เอ่ยชื่อต้องรู้จักกันดี เพราะโด่งดังด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์ในยุคหนึ่งมาก

แม้กระทั่ง "สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมงคลเศรษฐี" ในวัดธรรมกาย ที่สมีโยตั้งสโลแกนให้นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้บริหารตอนนั้นว่า "ให้บิลเกตเป็นเศษสตางค์"

ด้านการตลาด เพื่อหลอกดูดเงินสาวกด้วย "บุญผ่อนส่ง" ยักเยื้องวิธีการต่างๆ จัดงานนั่น-นี่อลังการงานสร้าง

ก็จากมันสมองนักการตลาดคนนี้แหละ!

แต่คงได้บุญจานบินมาก เห็นตายไปเมื่อปี-สองปีนี้เอง จองซื้อวิมานไว้ที่สวรรค์ชั้นไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน?

ที่เล่ามานี้ ก็ปูพื้นให้ทราบ...........

ว่าที่เห็นพระบ้าง ฆราวาสบ้าง ระดับอาจารย์สถาบันศึกษาสงฆ์ เป็นถึงเจ้าอาวาส-รองเจ้าอาวาส สมณศักดิ์สูงๆ

ทำไมถึงมืดบอด แยกชั่ว-แยกดีไม่ออก ยอมเป็นข้าทาสให้ลัทธิจานบิน บูชาตีนสมีโยถึงขนาดนั้น?

และที่เศร้า-ปนทุเรศเอามากๆ

คนมีความคิดนำชาวบ้านทางศาสนา เป็นดอกเตอร์ เป็นอาจารย์ เคยสอนทหาร สอนชาวบ้าน

กลับยกลัทธิธรรมกายที่ตู่ธรรมพุทธองค์ขึ้นเป็นตัวพุทธศาสนา!?

กล้าและบังอาจพูดถึงขั้นว่า..........

ล้มธรรมกายคือล้มพุทธศาสนา?

นึกว่า ในปรากฏการณ์ "ขายชาติ-ล้มสถาบัน" ข้าวไทยหมดยาง ก็คงแค่ "ข้าวในทุ่ง"

แต่ที่ไหนได้..."ข้าวในบาตร" แท้ๆ ก็ยัง "หมดยาง" ทำให้ "บางพระ-บางทิด"

"มิดนรก" ทั้งเป็น เห็นๆ อยู่!

คอลัมน์ ถูกทุกข้อ ของคุณ อัตถ์ อัตนัย “ ดีเอสไอ เสือกระดาษ”

พ่อครูว่า….เป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะว่าเกี่ยวกับศาสนา พระศาสนาจะเป็นตัวที่ทำให้คนดีหรือเลว ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นศาสนาดับภพจบชาติ สรุปสั้นและชัด สอนให้คนหมดภพชาติ นั่นคือบรรลุธรรมสูงสุด แต่ธัมมชโย สอนให้สร้างภพไม่จบชาติ บานเป็นปากกรวยไป forever บานต่อออกนอกโลกถึงดาวอังคาร มันบานออกไปตลอดไม่มีทางหยุดเลย เขาสอนตรงกันข้ามกับของพระพุทธเจ้า 180 องศาเลย แล้วว่าที่สังฆราชก็ยกย่องเชิดชูแนวคิดของธัมมชโย หรือลัทธิธรรมกรวย หรือปากกรวย มันน่าสมเพชเวทนาศาสนาที่ไม่เหลืออะไรแล้ว ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรเพราะในนั้นก็มีผู้รู้ผู้ที่มีหน้าที่จัดการก็จัดการไม่ได้ให้สำเร็จ อย่างท่านสมเด็จพุทธโฆษาจารย์องค์ปัจจุบัน (ที่เลื่อนจากพระพรหมคุณาภรณ์) ท่านก็เคยเขียนหนังสือขึ้นมาเป็นเล่มเลยเพื่อจะจัดการ แต่ศาสนากระแสหลักก็เฉยๆไม่ทำอะไร อาตมาโดนท่านเขียนหนังสือว่าอาตมาน้อยกว่าธรรมกาย ว่าอาตมาผิดอย่างนั้นอย่างนี้ ศาสนากระแสหลักจัดการอาตมาเลย จนกระทั่งเรื่องเสร็จเรียบร้อยอาตมาก็สบายแล้ว แต่ธรรมกายกลับไม่ ขนาดสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรบอกว่าปาราชิก มหาเถรสมาคม กลับเฉย เหมือนม้าตด อาตมาทำงานปราบมาร ก็ใช้ศัพท์เหมือนกับเขาที่บอกว่ามาปราบมาร แล้วทำไมไม่ปราบมารของตัวเอง ก็ตัวเองก็เป็นมาร

ตัณหา ๓(ความทะยานอยากที่ต้องดับและมี) อาตมาจะขยายความรู้เรื่องตัณหาสาม พระพุทธเจ้าตรัสถึงมโนสัญเจตนา หรือจิตที่มุ่งหมายมี 3 ลักษณะ เรียกว่าความต้องการมุ่งหมายหรือความอยาก ความอยากในอะไร 1 ความกระหายอยากได้อารมณ์ที่น่าชอบใจมาเสพเสวย ปรนเปรอตน หรือความทะยานอยากในกาม เรียกโดยศัพท์สั้นๆว่า กามตัณหา 2 ความกระหายอยากให้ความถาวรมั่นคง ให้คงอยู่ตลอดไป (รวมถึงใหญ่โตโดนเด่นของตนในสิ่งที่จะมีตลอดไป)หรือสั้นๆว่า ความทะยานอยากในภพ ตรวจสอบว่าภวตัณหา 3 ความกระหายอยากในความดับสิ้นขาดสูญ รวมทั้งพราก พ้น ตัดรอน แห่งตัวตน หรือความทะยานอยากในวิภพหรือ วิภวตัณหา เนื้อหานี้เอามาจากที่ท่านพรหมคุณาภรณ์หรือ สมเด็จพุทธโฆษาจารย์นี้ ต่อไปอาตมาก็จะขยายความ 1 ความกระหายอยากได้อารมณ์ที่น่าชอบใจมาเสพเสวย ปรนเปรอตน หรือความทะยานอยากในกาม เรียกโดยศัพท์สั้นๆว่า กามตัณหา ก็จริงถูกต้อง แล้วอยากได้อะไร ก็อยากได้ทุกอย่างที่โลกมี วัตถุ กริยาท่าทางแล้วการสัมผัส ทุกอย่าง กามนี้ มีการสัมผัสแบบต้องตาหูจมูกลิ้นกายภายนอกเป็นกามภพ เรียกว่ากามตัณหา จะต้องเกี่ยวข้องกับข้างนอก เอาจากข้างนอกมาเสพอารมณ์ตน ตั้งแต่ข้าวของเพชรนิลจินดาจนกระทั่งสัตว์ ตัวตนบุคคลต้นหมากรากไม้ ภูเขาแม่น้ำ ธาตุดินน้ำลมไฟ ต้องการมาเสพสัมผัส ได้ตามอารมณ์ มันมีนัยยะสองนัย หนึ่งโลภ สอง ราคะ โลภคืออยากได้มาเป็นของตน อะไรก็แล้วแต่ อยากได้มาเป็นของตน สอง กามหรือราคะ อยากได้มาสัมผัสเสพรส แล้วก็สมอารมณ์ดีใจชื่นใจพอใจ ถ้าราคะก็ได้มาสัมผัส จมูกลิ้นกายแล้วก็เกิดอาการสุขสมใจ นั่นคือ แรงเอามาเป็นตน

2 ความกระหายอยากให้ความถาวรมั่นคง ให้คงอยู่ตลอดไป (รวมถึงใหญ่โตโดดเด่นของตนในสิ่งที่จะมีตลอดไป) หรือสั้นๆว่า ความทะยานอยากในภพ เรียกว่าภวตัณหา คำว่าภพคำนี้ยังเข้าใจกันไม่ค่อยได้ ภพมันคืออะไร ภพคือสภาวะของจิตที่ตั้งขึ้น คำว่าแดน ถิ่นที่ ทั้งที่ไม่มีตัวตน แต่จิตใจของตนเองเชื่อว่ามี แล้วก็สร้างจะให้เป็นอย่างไรก็ได้ เป็นวิมาน ไม่ต้องอาศัยสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ลัทธิธรรมกายนี่ทำได้ยอด แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เอาสัมผัสรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เขาก็เอารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสด้วย จึงมีความต้องการที่บานใหญ่ เป็นสวรรค์วิมานที่ใหญ่โตไม่มีสิ้นสุด ใหญ่โตกว่าแบบที่ฤาษีลิงดำสอนอีก ตั้งตัวเองเป็นผู้รู้ว่าคนตายแล้วไปอยู่ที่ไหนไปอยู่สวรรค์เฟส 1 เฟส 2 เป็นการใช้ภาษาการตลาดที่คนเข้าใจได้ง่าย แล้วหลงง่าย ท่านพรหมคุณาภรณ์ว่าเป็น ความกระหายอยากให้ความถาวรมั่นคง ให้คงอยู่ตลอดไป (รวมถึงใหญ่โตโดดเด่นของตนในสิ่งที่จะมีตลอดไป) หรือสั้นๆว่า ความทะยานอยากในภพ เรียกว่าภวตัณหา มันหนักที่บอกว่ามีอยู่ถาวรแต่ความจริงมันไม่มี

3 ความกระหายอยากในความดับสิ้นขาดสูญ รวมทั้งพราก พ้น ตัดรอน แห่งตัวตน หรือความทะยานอยากในวิภพหรือ วิภวตัณหา ศาสนาพุทธมีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ให้เรียนรู้เลิกตั้งแต่กามภพ แม้จะมีตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัส ไม่เสพอารมณ์สุขทุกข์ในกามภพ ก็เป็นอนาคามี ก็เหลือแต่ข้างในเป็นเศษ ที่เป็นรูปราคะ อรูปราคะ เป็นความหลงเชื้อที่เป็นสุข เป็นรสชาติพอใจสุขใจอยู่ภายใน ศาสนาพุทธให้เรียนรู้จากภายนอกก่อน จนดับกามภพ แต่ก็ไม่ได้ไม่ลืมตา ไม่ได้ไม่มีสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ได้สัมผัสแล้วก็จะรู้ว่าเราหรือกิเลสภายใน ก็ต้องมีการกระทบสัมผัสเป็นเหตุปัจจัย ศาสนาพุทธ จึงเป็นศาสนาที่มีผัสสะเป็นปัจจัยแล้วเรียนรู้กิเลสอย่างลืมตา แต่กลับสอนผิดกันให้ไปนั่งหลับตาปฏิบัติไม่ได้มีการกระทบสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย ศาสนาพุทธก็เสื่อมลงไปตามลำดับแล้ว ตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้ามาประกาศศาสนาก็มีความเสื่อมแบบนี้แล้ว ศาสนาพุทธสอนให้มีการสัมผัสเป็นปัจจัยและอ่านกิเลสให้รู้ว่ากิเลสไม่เที่ยง มันทำให้เกิดสุขหรือทุกข์ ถ้าสัมผัสแล้วเรียนรู้ให้เกิดปัญญาว่าเราไปเสพสัมผัส รสชาติเก๊ จิตใจที่บรรลุธรรมแล้ว อาการอารมณ์พอใจยินดีเพลิดเพลินมันหายไปจากจิต มันไม่ดูดให้ผลักไม่ยินดีไม่ยินร้าย สัมผัสแล้วก็มีอาการเฉยๆ แต่ก่อนนี้อาตมาก็ชอบกินเผ็ดๆ แต่ก่อนนี้สัมผัสแล้วก็รู้สึกน่ากิน (มะละกอบนโต๊ะ) เอาไปทำส้มตำ เผ็ดๆรับรองแซบอีหลีอร่อย แต่ก่อนอาตมาสัมผัสแล้วก็จะเกิดอารมณ์เช่นนี้ เห็นมะละกอก็นึกถึงส้มตำเลย เดี๋ยวนี้ไม่มีอารมณ์นั้นแล้ว มันต้องหายไปเลยถาวร ไม่กดข่ม พิจารณาเห็นเลยว่ามันเป็นของไม่จริงไม่แท้ไม่เที่ยง มันไม่มีไม่เป็นอยู่ตลอดกาลหรอก มันเป็นเหตุให้เราสุขและทุกข์ มันจะต้องได้มันมาเสพจึงจะมีความสุข อร่อยน้อยก็ทุกข์น้อย อร่อยมากก็ทุกข์มาก เราต้องพิจารณาว่ามันไม่ใช่ตัวตนในอารมณ์อร่อยนี้ มันไม่จริง คุณต้องเห็นด้วยปัญญา ก็ล้างภพชาติที่มันอร่อยนี้ไป ให้เป็นอารมณ์กลางๆอย่างถาวรที่ผู้บรรลุธรรม อย่างนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)

เป็นตากระทบรูป ลิ้นกระทบรส หูกระทบเสียงก็รู้สึกกลางๆเฉยๆ คนไปเข้าใจว่าอรหันต์เป็นอะไรแล้ว ไม่มีรสชาติอะไรก็ไม่ชื่นใจ ทั้งที่รสจริงมันก็มีอยู่ จะเผ็ดจะหวานจะมันก็มีอยู่จริง รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็จะมีความจริงของมัน แต่อาการอารมณ์อย่างโลกีย์ความชอบใจหรือไม่ชอบใจนั้นมันไม่มีแล้ว เรียกว่าวิภวตัณหา ตัณหาไม่มีภพ กามภพหรือรูปภพอรูปภพก็ไม่มีแล้ว เป็นอนาคามี หรืออรหันต์ก็หมด เป็นวิภวภพ ผู้มีวิภวภพนี้ เป็นพระโพธิสัตว์ มีหน้าที่สอนให้คนอื่นได้มีวิภวภพเหมือนตนเอง อาตมาก็มีของอาตมาก็เลยมาสอนผู้อื่น อาตมาก็สอนตามพระพุทธเจ้านี้แหละ มีความมุ่งหมายความปรารถนาอยากให้พวกคุณหมดกามภพ ภวภพ ไม่ใช่สอนอย่างไม่มีพลังงาน เฉยๆจืดๆ ไปไม่ถึงไหนก็ไม่มีพลังสิ ต้องมีพลัง อยากได้แต่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ก็ควรทำให้ได้ให้เป็นตามทิศทางที่เรากำหนด

มี Guru สู่แดนธรรม เขียนไว้เรื่องตัณหาสาม กราบเรียนพ่อท่านครับ

คำว่า ตัณหา ๓ นี้ เมื่อควรละควรเลิกก็ต้องหมายไปถึง ตัณหาที่เป็นสมุทัย คือ ตัณหาอันนำให้เกิดภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัดในภพ ด้วยอำนาจแห่งความเพลิดเพลินยิ่งในภพหรือในอารมณ์นั้น

แม้แต่ วิภวตัณหาเองก็ตาม ในที่นี้หมายถึง วิภวตัณหาที่นำให้เกิดภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัดในภพ ด้วยอำนาจแห่งความเพลิดเพลินยิ่งในภพหรือในอารมณ์นั้น

ส่วนวิภ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน