591120_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ รู้เท่าทันผู้มีพรนรก(bad talent).docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์22 KB
วันที่แก้ไข22 พฤศจิกายน 2559

เนื้อหาในไฟล์

591120_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ รู้เท่าทันผู้มี พรนรก(bad talent) สมณะฟ้าไทว่า...วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน 2559 ที่บ้านราชเมืองเรือ ตอนนี้ที่สนามหลวงก็มีเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ถ้าทำได้ไปอีก ปีสองปี โลกนี้จะเปลี่ยนแปลง ตอนนี้มีชาวนาเอาข้าวมาขายที่กทม.ปรากฏว่าขายได้ขายดี โรงสีกลับขายไม่ได้ พ่อค้าคนกลางหรือพวกทุนนิยมอาจจะล่มสลาย เป็นสัญญาณที่ดี เป็นองค์ประกอบที่ทำให้เห็นว่าบุญนิยมสาธารณโภคีจะเจริญขึ้น คนที่เสียสละคนดี จะมีที่เดินในสังคมมากขึ้น คนชั่วจะต้องหลบเข้ามุมไม่สามารถจะทำชั่วเพิ่มขึ้นได้มาก ต้องมีคนทำดีเพิ่มขึ้น สังคมดีจะเกิดขึ้น พ่อครูเพิ่งหายป่วยมา ต้องรักษาสุขภาพ ป่วยที่มหาปวารณาแล้วก็มาป่วยครั้งนี้อีกครั้งหนึ่ง คนอายุมากเราต้องดูแลสุขภาพให้ดี พ่อครูมาเสียสละให้พวกเราก็ต้องดูแลให้พ่อครูอายุไปถึง๑๕๑ ปี วันนี้พ่อครูจะคุยถึงเรื่องลัทธิจานบิน ซึ่งพ่อครูเคยประกาศพรหมทัณฑ์ไปแล้ว พ่อครูว่า...พรหมทัณฑ์ ไม่สอนเขาแต่ต้องปฏิกโกสนา ในฐานะที่เขาอยู่ในสังคมนี้ยังทำร้ายคนในประเทศและคนนอกประเทศอยู่ สมณะฟ้าว่า...วันนี้พ่อครูก็จะมาประกาศทางที่ถูกต้อง จากที่เขามาสอนผิดๆ

พ่อครูว่า...ก่อนอื่นขออ่าน sms และไลน์ของคุณ master taizen และของคนอื่นด้วย

SMS วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559

0833046xxx"เดินทางไกลย่อมเริ่มจากใกล้ขึ้นที่สูงย่อมเริ่มจากที่ต่ำ"ความสำเร็จหรือล้มเหลวของผู้บำเพ็ญครั้งก่อนกับปัจจุบันหลักธรรมมิได้ต่างกันแต่มีผลให้ศรัทธายั่งยืนมุ่งธรรมไม่เปลี่ยนบำเพ็ญจริงบรรลุจริง แต่หากอาศัยธรรมะหาชื่อเสียงร่วมวงไปวันๆเจอฟ้าสอบถูกคนพิสูจน์ก็เกิดเสียใจถดถอย 0893867xxxฟังพ่อครูอ่านคดีคอรัปชั่นทรัพย์สินแผ่นดินพ่อฯรู้สึกสลด!แต่เป็นอุทาหรณ์เตือนใจ ขรก.บำนาญแม่บ้านเงินเก็บ

อ่านต่อ

ผู้สูงอายุเงินออม!ที่เก็บเงินไว้รักษาตัวบั้นปลายที่ปลอดภัยดีที่สุดคือธนาคาร!มากกว่าไปเสี่ยงสหกรณ์กองทุนแชร์ลูกโซ่สมาชิกฤาลงทุนใดๆ!ลูกไทยห่วงใยทุกชีวิตบั้นปลาย ตอบ...ขรก.เป็นผู้มีรายได้เสถียรกว่าอาชีพอื่น แม้จะทำงานเช้าชามเย็นชาม ความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฏ ก็ยังได้เงินเดือนหรือเลื่อนขั้น 0893867xxxถ้าจะร่วมกองทุนสหกรณ์ฤาสมาชิกๆกลุ่มการลงทุนใดๆน่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนคนวัยทำงานที่ยังมีกำลังกายใจสามารถติดตามการเงินได้ทุกขั้นตอนทุกระบบ! 0893867xxxลูกไทยตื่นรู้ยึดหลักศก.พอเพียงตามรอยพ่อฯไม่ควรเสียรู้ขบวนการทุจริต108เล่ห์เหลี่ยมกลโกงไม่รู้จักพอที่ชอบหากินกับความโลภของคน!รักพ่อฯตามรอยคำสอนพ่อฯไม่โลภมากก็อยู่เป็นสุขได้!ลูกไทยในร.9 ตอบ...พูดไปทุกวันนี้อาตมายกย่องในหลวงเขาก็หาว่า โหน ประจบประแจง อาตมาพูดจริงๆเลยว่า เราก็พึ่งตนเองรอด ทำตามคำสอนตรงกับในหลวง เราไม่ไประคายเบื้องพระยุคลบาทเลย เราก็สอนให้รู้ว่าในหลวงคือใครมีความประเสริฐตลอดเวลา แรกๆคนก็ไม่ค่อยรู้ บางคนยึดติด ซึ่งวิบากกรรมเป็นอจินไตย อย่างคนที่ซับซ้อน เป็นคนเจริญแต่คนต้องบูชายกย่อง เช่นพระเจ้าอโศกมหาราชฆ่าคน ฆ่าญาติ ฆ่าพระ พอรู้สึกตัวก็เลิก แล้วจะไปถือว่า การฆ่าแล้วก็ไม่เป็นผู้ที่น่านับถือ ขอยืนยันว่า ถ้าไม่มีพระเจ้าอโศกมหาราช สืบสานศาสนามา ศาสนาพุทธก็หมดไปนานแล้ว มันเป็นเรื่องจำเป็นต้องทำ คนไปติดยึดอยู่ที่ว่า สิ่งที่ทำมาแล้วในอดีตเป็นความเลว แล้วใครไม่เคยเลว คนก็ต้องผ่านความเลวมาทุกคน เขาแก้แล้วเขาเลิกแล้ว แม้เขาทำจริงชั่วจริง แต่เขาหยุดแล้ว คือไม่คลายปมตรงนี้ แล้วเขาก็ทำดีที่ดียิ่งกว่าทับถมกลบสิ่งที่เขาได้ทำชั่วไปก็ไม่พยายามอ่านตามรู้ ไปยึดสิ่งที่เขาเคยชั่ว เขาชั่ว ๑๐ แต่เขาทำดีเป็นร้อยพันหมื่นแสน ไม่มองเห็น แล้วใครบ้างไม่เคยชั่วมาก่อนเลยบ้าง(สมณะฟ้าไทว่า...ขนาดคนรับสารภาพผิดศาลยังยกความผิดให้กึ่งหนึ่งเลย ไปเพ่งจุดเสียก็ไม่เป็นประโยชน์ตนเอง เราก็ไปยึดอยู่อย่างนั้นแหละ) ถามถึงเรื่องธรรมะบรรยายของอ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์

_จากมาสเตอร์ ไทเซน ขอน้อมกราบพ่อครูที่กรุณาตอบ..ดั่งเปิดเผยของคว่ำให้หงาย..ชัดเจนในคำตอบครับ.. ..ผมบวชในคณะสงฆ์ธรรมยุตินิกายเมื่อ๕เม.ย.๓๐..อยู่ใต้อาณัติมหาเถรสมาคมจนถึงปัจจุบันนี้ครับ..แต่ไม่ได้ไปร่วมกิจกรรมกับหมู่สงฆ์ในพิธีกรรมตามจารีตประเพณี..บวชมา๒๙พรรษาไม่เคยรับกฐินไม่รับผ้าป่าไม่ร่วมสวดมนต์พิธี..ปักหลักในสวนบุญของมูลนิธิมหาญาณโพธิสัจ..ในเมืองมหาสารคาม..ฝึกฝนตน.."ดับอยาก..เซาเสพ..บ่สะสม...ฝึกตนกินนอนน้อย..ซอยคนดีให่คนดีได่ซอยคน".. ..ไม่มีเงินสะสมเป็นของส่วนตัว..ปาราชิก๔ไม่เคยต้อง..สังฆาทิเสส๑๓ไม่ด่าง..ฯลฯ..มีวัตรปฏิบัติไม่แตกต่างจากสมณอโศก..เช่น.. ฉันอาหารมังสวิรัติ(ผมเรียกผลาหารเจไท).. ไม่ใช้เงินใช้ทอง ฉันอาหาร วันละหนึ่งมื้อ (ไม่มีน้ำปานะ) ไม่ใช้ย่าม ไม่ใช้ร่ม ไม่สวมรองเท้า ไม่ใบ้หวย ไม่รดน้ำมนต์ ไม่แจกเครื่องรางของขลัง ไม่บูชาไฟ ไม่เล่นเดรัจฉานวิชาฯลฯ

พ่อครูว่า...เมื่อเรามีเนื้อยาแล้วเราก็เอาพยัญชนะมาใส่ได้ แม้จะไม่ถูกต้องหมดแต่ใช้หลายคำก็จะตรงขึ้นมีต้นกลางปลายสามส่วนสามเส้าก็พอเข้าใจ สรุปตรงนี้ว่า พระอภิธรรมแบบอาจารย์แม่(อาจารย์สุจินต์) อาตมาก็ขออภัยที่ต้องวิจารวิจัย ก็เขาก็หนักไปทางบัญญัติพยัญชนะไม่ได้ลงลึกถึงสภาวะ เขาวิจัยเวทนา ๑๐๘ ไม่ออก เขาแยกโลกุตระกับโลกียะไม่ชัด เขาจะใช้คำว่าธรรมะ ว่ามันเป็นธรรมะหรือไม่ เขาว่ามันเป็นธรรมะไหมล่ะ เขาแยกไม่ออกโลกียะกับโลกุตระ ซึ่งธรรมะมันเป็นสิ่งหนึ่งเท่านั้น แล้วก็แยกเป็นสองธรรมะจริงคือเอกธรรม แล้วแยกเป็นสอง แล้วถึงรู้สองคืออะไร หนึ่งคืออะไร แล้วก็ใช้สองหรือใช้หนึ่ง ทำงาน เพราะเราก็ยังไม่ได้ดับขันธ์ปรินิพพาน แต่เราจะพักก็อยู่ ที่ ๐ คือนปุงสกลิงค์ ไม่มีเพศ เราทำอาการนั้นของจิต เรียกว่าทำใจในใจ ทำได้ก็รู้ว่าเราทำได้ ทำไม่ได้ก็รู้ว่าทำไม่ได้ ใจเราไม่ได้ดูดหรือผลักไม่ได้รักหรือชัง คุณอ่านใจของตนเองจริงว่ามันเป็นจริงๆ เท่าที่จะมีปัญญาตัดสินซื่อสัตย์ตรงได้ ถ้าตรงเป๊ะก็ถูกต้องแต่ถ้าไม่ตรงก็หลอกตัวเอง ก็เรื่องของคุณ สายอภิธรรม อาจารย์แนบหรืออาจารย์สุจินต์เข้าใจตรงกับอาตมาก็ตรงกันแต่นี่เข้าใจไม่ตรงกัน ที่ไม่ตรงกันสุดท้าย ต่างคนต่างเข้าใจ ถ้าใครแยกกายของพุทธ ออกก็เป็นนิกาย โดยเข้าใจคำว่ากายเป็นมิจฉาทิฏฐิ แล้วเข้าใจกายที่ไม่ใช่ธรรมะสอง แล้วในกายมีรูปกับนาม มีองค์ประกอบจากภายนอกร่วมกับภายในด้วย ตั้งแต่อบาย มาเป็นกามภพ รูปภพ อรูปภพ เราก็เหนือมาได้เป็นลำดับ เราจะรู้ว่าเราอยู่เหนือไม่ได้ อยู่ใต้อำนาจ เราสามารถอยู่เหนือสภาพแม้ละเอียดถึงอรูป ถึงเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา หรือเนวสัญญานาสัญญายตนภพ เราก็สามารถเข้าใจสภาพอาการอย่างนี้ ซึ่งเราก็เหนือมันจริงๆ โดยไม่ต้องกดข่ม แต่ภาวะนั้นมันทำอะไรเราไม่ได้ เรามีอำนาจเหนือมันได้ คุณต้องทำเองได้แล้วจะเห็นอาการให้ได้ พูดแค่ภาษา เป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ อาตมาเองยังรู้ไม่ครบที่พระพุทธเจ้าตรัสทั้งบัญญัติและเนื้อแท้ อย่างเช่นญาณ ๗๓ ก็ยังบรรยายละเอียดไม่ได้ สักวันจะอธิบายให้ฟัง อย่าง ๖๗ ญาณก็ยังพอไหว ที่บอกญาณ ๘ ญาณ ๙ ก็มีญานทั้งหลายก็มีในอภิธรรม มาเข้าประเด็นคือพระพุทธเจ้าไปโปรดพระมารดาในดาวดึงส์ คำว่าดาวดึงส์นั้นไม่มีสถานที่ มันเป็นจิตที่สร้างภพชาติขึ้นมาเองยึดไปว่าเป็นอารมณ์สวรรค์ เป็นสถานที่ ไม่ใช่หทยรูป ห คือ ธาตุตัวจริง, ทย ก็มีตัว ท กับตัว ย ตัว ท คือสภาพอาการที่เข้าไปจับรู้ ย ก็มีความเป็นต่างๆ อาการต่างๆรวมกัน ทหย ก็คือความจริงของภาวะอันหนึ่งที่เราจับได้ มีบทบาทอยู่ ไม่มีสถานที่รูปร่าง ตัวตน แต่มีองค์ประกอบของธาตุรู้ที่ทำงานอยู่ ผู้ปรินิพพานเป็นปริโยสานไม่มีอีก ไม่ให้ต่ออีก ตัดสันตติ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็สลายไปเลย แยกตัวตนของ ish ของเรา หรือสามเส้าของประธาน สังขาร กรรม ประธาน subject สังขาร mental formation กรรม object นี่คือ ish ตั้งแต่พีชะก็มีสามเส้า สังขารก็ปรุงแต่งกัน ชงกันเกิดขึ้น อาการสังขารคือสภาพรวมเป็นตัวตน ถ้าละเอียดแล้วจะไม่ยึดแน่น แล้วก็สลาย ถ้าเราจะให้ควบแน่นก็จะได้ระดับหนึ่ง แล้วกิเลสอาสวะอนุสัยนั้นยึดกันแน่นมากแค่ไหน? เมื่อเรารู้แล้วก็ต้องรู้วิธีไปล้าง มีพลังปัญญาไปสลาย เรียกว่าพลังงาน ไฟฌาน ฌาน คืออุณหธาตุเป็นลักษณะธาตุไฟ มีฤทธิ์ทำลายอุปาทาน หรืออนุสัยกิเลสพวกนี้ได้ พระพุทธเจ้าสามารถนำมาพิสูจน์ได้ใครทำได้ก็รู้ว่าเรามีญาณปัญญานี้ ไฟนี่มันร้อน ไปจับเข้าก็ทุกข์ คุณก็มีปัญญารู้ นอกจากคุณจะจับโดยมีอุปาทาน อวดเก่งหรือจะได้เงิน ก็ทำ ทนเอง บางคนทนไม่ได้ก็ตาย เงินก็ไม่ได้ แต่ตายจ้อย มันสู้ฤทธิ์อันนั้นไม่ได้ มารดาไม่มีสถานที่ไม่มีตัวตน มารดาหรือจะเป็นใครก็ตามทุกคนมี กรรมเป็นของๆตน กัมมสโกมหิ กรรมทายาโท ทำแล้ววิบากก็พาไปตามกรรมของตนเมื่อตายไปแล้วไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่มีทวารรับภายนอกได้ แล้วคุณจะไปสอนเขาอย่างไร หูก็ไม่มีทวาร จมูกก็ไม่ได้กลิ่นตาก็ไม่ได้เห็น ลิ้นก็ไม่ได้รับรสไม่ได้สัมผัส 7 สีด้วย แล้วจะเอาไปให้เขาทางไหน จิตนั้นไม่มีตัวตน จิตไม่มีทวารไหนเลย ทวาร 5 นี้คือทวารนอก คุณจะไปยัดใส่ทวารจิตเขาได้อย่างไร ก็เพ้อพกไปว่าไปสอนมารดา คำว่าแม่หรือมารดาคือคนที่จะให้กำเนิด แม่คือผู้ให้กำเนิด แม่หมาก็ให้กำเนิดหมา แม่วัวก็ให้กำเนิดวัว โลกียะก็ให้กำเนิดโลกียะ โลกุตระก็ให้กำเนิดโลกุตระ เพราะฉะนั้นผู้จะให้กำเนิดก็คือแม่ ใครก็ตามที่จะมาสืบทอดโลกุตระ คนนี้ต้องมีเชื้อโลกุตรธรรม มี DNA ของโลกุตรธรรม คนนี้จึงมีสิทธิ์ที่จะแพร่เชื้อโลกุตรธรรม เป็นแม่ได้ คนที่จะเป็นแม่คือคนที่จะแพร่เชื้อของตนเองได้ที่มีในตนจริงๆ เพราะว่าพระพุทธเจ้าต้องสร้างคนให้เป็นแม่ พระพุทธเจ้าจะไปสอนแม่ สอนแม่ที่ไม่มีหูตาจมูกลิ้นกาย มีแต่ใจที่เป็นของตน ไม่มีใครไปยุ่งกับใจคนอื่นได้หรอก ถ้าไม่มีทวารตาหูจมูกลิ้นกายที่จะสอนได้ ขยาย ความ ห้าทวารนี้ ห้าทวารนี้ ทวารไหนที่รับได้กว้าง ง่าย ชัด ก็คือตา ทวารไหนรับรองลงมาก็คือหู ทวารรองไปก็คือ จมูก ทวารรองไปคือลิ้น ทวารสัมผัสก็จะบอกว่าเหมือนลิ้นก็ใช่แต่มันเปิดกว่าลิ้น แต่ต้องมาแตะนะ ไม่แตะไม่รู้เรื่อง กายมันเปิดทางนอก ตั้งแต่พื้นเท้าจนจรดเส้นผม เหนือกว่าหัวคือเส้นผมนะ สรุปแล้ว สอนไม่ได้หรอก แม่ที่เป็นตัวตนบุคคลเราเขา เราต้องเป็นทายาทของกรรมและรับกรรมของตนเอง จะเกิดจะเป็นได้ต้องเพราะว่ากรรมของตนเอง ใครพาเราเกิดไม่ได้ การจะให้ต้องให้กับผู้ที่มีทวารทั้ง 5 ถ้าให้โดยไม่ผ่านทวารทั้ง 5 ก็ไม่ถือว่าเป็นความจริงให้ไม่ได้ถ่ายทอดต้องถ่ายทอดทางทวารทั้ง 5 ถ้าปิดตาหูจมูกลิ้นกายแล้ว จะถ่ายทอดอย่างไรก็ไม่ได้ ก็มีการเชื่อว่านั่งสะกดจิตแล้วก็จะมีพลังงานที่ ยัดเยียดใส่กันได้ อาจจะเป็นจริงก็ได้ แต่มันได้ง่ายกว่ายัดเข้าไปทางตาหูจมูกลิ้นกายไหม ถ้าคุณทางทำใจได้ก็ทำเถอะ อาตมายอม อาตมาจะเอาทางกาย 5 รูนี้แหละ ไม่เอาช่องนี้ช่องเดียว ขนาดห้าทวารยังรู้ได้ยาก แล้วจะเอาใส่ทวารเดียว ก็เลือกเอา จึงเรียกว่า 5 ทวารนี้เป็นความจริงและประกอบด้วยปัจจุบันด้วย คนนั่งหลับตานี้อยู่กับอดีตและอนาคต แม้จะอยู่กับปัจจุบันก็ไม่มีทวาร 5 แต่ห้าทวารนี้แม้จะอยู่กับปัจจุบันแต่อยู่กับห้าทวารเลยได้มากกว่า แต่สามส่วนในทวารใจนั้นมันก็ไม่จริงด้วย ไม่มีเพื่อนรับรู้ด้วยได้เหมือนทวารทั้ง 5 ภาวะที่สรุปได้ว่าความจริงต้องมี 5 ทวารและเป็นปัจจุบัน (ทิฏฐะ) 1. ต้องมีองคาพยพครับ 2. ต้องเป็นปัจจุบัน 3. ต้องมี 5 ทวารภายนอก นี่คือสัจจะความจริงที่พระพุทธเจ้ารวมเอามา มันเป็นวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่มาก ประวัติเอานำมาทำเป็นตัวใช้งานเป็นตัวเรียนรู้เป็นตัวตัดสิน เพราะฉะนั้นความเป็นมารดาที่ไปเข้าใจเฉพาะความเป็นจิตวิญญาณของคนใดคนหนึ่ง ศาสนาพุทธไม่เอาแบบนั้น มารดานอกจากร่างกายแล้วมารดาทางจิตใจคือผู้ให้กำเนิด แล้วผู้ที่จะพาให้เกิดจริงๆได้ต้องมี DNA ของความรู้ที่สัมมาทิฏฐิ แล้วเอามาถ่ายทอดให้ได้ ถ่ายทอดแล้ว ถ้าไม่มีพลังงานปัญญาจะรับได้ก็ไม่ได้ รับได้ไม่ครบ ก็ได้เท่าที่ได้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเราเป็นเพียงผู้ชี้ทาง เราเป็นเพียงผู้บอกทาง ให้ได้รับทางกายวิญญัติ วจีวิญญัติ สมณะฟ้าไทว่า..พระโพธิสัตว์สามารถสอนตนเองโดยที่ไม่มีร่างกายได้ไหม พ่อครูว่า..ตอบ...ได้ สมณะฟ้าไทว่า...แต่พระโพธิสัตว์จะมาบำเพ็ญก็ต้องมีทวารทั้ง 5 ใช่ไหมครับต้องมาเกิด พ่อครูว่า...ก็ได้เฉพาะที่มีเหตุปัจจัย โพธิสัตว์ก็รู้เท่าที่ตนเองรู้ พระโพธิสัตว์คือผู้ที่สามารถ สูญได้ ก็รู้เท่านี้เท่าที่มีของเดิมเท่านี้ จะปรินิพพานไปก็เป็นอรหันต์ แต่ถ้าจะพัฒนาต้องมารับส่วนอื่นอีกในบรรดาที่ยังไม่เคยพบเคยเจอ สมณะฟ้าไทว่า...ขนาดพระโพธิสัตว์ต้องใช้ร่างนี้พัฒนา คนอื่นถ้าไม่มีร่างนี้ก็จะพัฒนาได้อย่างไร พ่อครูว่า...ถ้ามีอรหัตตผลจริง จะสูญก็ได้ จะเกิดก็ได้ เช่นเป็นไส้เดือนก็สามารถรู้ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ไส้เดือนก็มีความรู้แคบๆของมัน แต่มันมีความรู้จะปรินิพพานจะไม่ต่อภพก็เลิกได้ แต่ก็จะรู้แค่ไส้เดือนจะเอาไหมล่ะ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าคุณจะเกิดมาอีกหรือเพิ่มขึ้นอีก จนเป็นพระพุทธเจ้า จนไม่มีใครรู้เท่าทันเลยรู้มากกว่าใครเลย คือพระพุทธเจ้า จนกระทั่งไม่มีใครสามารถรู้ได้ใกล้เคียงท่านเลย นั่นคือยอดคนในแต่ละกัปป์ กัปป์หนึ่งยาวนานเท่าเวลาในการเอาผ้าใยบัวมาปูลาดภูเขาให้สึกลงไป ทุกร้อยปีจนกว่าเขาจะราบเลย คือยาวนานมากไม่ต้องคิดเทียบเลย ก็เท่าที่คุณเองจะพอใจจบที่ไหน สมมุติว่าเราเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งเสร็จ เราไม่พอใจจะเป็นสมัยที่สองก็เอาสิ คุณทำได้แต่ผมไม่เอา ผมเอาสมัยเดียว ถ้าเอกภพนี้ยังมีอยู่ศาสนาพุทธก็จะมาเกิดมีขึ้นตามเหตุปัจจัยที่เหมาะสม พระพุทธเจ้าก่อสร้างแม่ ท่านก็สอนสาวก สาวกต่างๆก็คือแม่ ด้วยการสอนการบอก จึงเรียกผู้ฟังว่าคือสาวก ฟังจากผู้จะสร้างให้เกิดก็คือพ่อ ฟังแล้วเอาไปเรียนรู้จนตนเองมีแล้วก็ให้กำเนิดลูกได้ ที่บอกว่าสอนมารดาทั้งพรรษาก็คือสอนสาวกคือแม่ทั้งพรรษา ขนาดนั้นก็ได้ผู้มีสาระคือสารี คือได้บุตรที่ได้สาระคือสารีบุตร พระพุทธเจ้าจะเทศนาบอกอย่างไร ก็อยู่ที่คนรับด้วย คนที่ได้ก่อนคือสารีบุตร คนที่น่าจะฉลาดรู้อย่างพระอานนท์ก็ยังไม่ได้ มันเหมือนกับมีเขาพระสุเมรุบัง พระอานนท์นั้นพระพุทธเจ้าไปเที่ยวที่ไหนก็จะมาบอกท่านพระอานนท์ ไม่บอกเขาไม่รู้ แต่พระสารีบุตรนั้นไม่ต้องบอก แอบฟังอยู่ตีนเขา ก็รู้ก่อนพระอานนท์ พระอานนท์จะรู้ก็ต่อเมื่อพระพุทธเจ้ามาบอก นี่คือปุคคลาธิษฐาน

มันมีตัวละครสามตัว มีพระอานนท์ พระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร 3 องค์นี้มีความต่างกัน คุณว่าพระอานนท์กับพระโมคคัลลานะใครโง่กว่ากัน ส่วนพระสารีบุตรนั้นฉลาดกว่าแน่นอน พระโมคคัลลานะนั้นบรรลุก่อนพระอานนท์ พระอานนท์นั้นกว่าจะบรรลุก็หลังพระพุทธเจ้าตายแล้ว โมคคัลลานะรู้ก่อนพระสารีบุตร เพราะพระสารีบุตรมีเรื่องเยอะกว่าพระโมคคัลลานะ ส่วนพระโมคคัลลานะนั้นทำเท่าที่จะพาบรรลุ แต่พระสารีบุตรมีอลังการกว่า เหมือนท่านคมคิดไม่ยอมจบ เติมไปเรื่อยๆบานไปเรื่อยๆ เหมือนกับผาแหงน ถ้าไม่ย้ายมาสงสัยผาแหงนโตกว่าเก่า ก็ขอเปลี่ยนชื่อท่านคมคิดว่า “คิดแค่นี้พอ” ไม่เช่นนั้นคิดคมไปเรื่อยๆลุยแหลกเลย แต่ไม่ต้องเปลี่ยนทะเบียนนะ

ตัวสภาวะของปุคคาธิษฐานไม่ใช่ ต้องว่าไปตามนามธรรม พระนางสิริมหามายาเป็นแค่พระโสดาบัน แต่อภิธรรมนั้นถึงอรหันต์เลยนะ มันคนละฐานะ ก็ไม่ใช่ ดังนั้น มารดาก็คือสาวกทั้งหลาย

มาถึงมนุษย์จานบิน คดียังไม่สิ้นสุด เอาตัวมายังไม่ได้ เขาก็ถือว่าเขาชนะ ไม่รู้ว่าจนกว่าจะตายทางร่างกายนี้หรือเปล่า คดีนี้ อาตมาคิดว่าไม่น่าถึงขนาดนั้น มันเสียเหลี่ยมผู้บริหารประเทศมากนะ ให้ผู้ร้ายโจรร้าย เท่าที่รู้นี้ปาราชิกสองข้อชัดๆคือ ข้อขี้โกงเงินกับอวดอุตริมนุสธรรม อวดสิ่งที่ไม่มีในตนจริง ส่วนลักทรัพย์นั้นหลักฐานชัดมาก ตัดสินโดยกฏหมาย ก็เอาเข้าคุกได้เลย จะนิ่งๆนอนๆก็ไปนอนนิ่งในคุกเสีย ถ้าเผื่อว่าท่านคมคิดไม่ยอมหยุดคิดก็จะเป็นธรรมกรวย ปากบานออกไปไม่มีที่สิ้นสุด ตอนนี้จะทำการปฏิกโกสนาคือคัดค้านค้านแย้งอย่างจัง อย่างหนัก ไม่ใช่การฟ้องร้องหรือทำถึงคดีความที่เป็นอธิกรณ์ ซึ่งเราทำไม่ได้ แล้วก็ต่างจากทิฏฐาวิกัมม์ คือการที่จะประท้วงอย่างมีเหตุมีผล มีสัมมาคารวะอย่างอาวุโส กับภันเต ท้วงกัน

ต่อมา เรากำลังจะพูดถึงนายไชยบูลย์(อดีตธัมมชโย) เจ้าสำนักจานบิน“ธรรมกรวย”(อันว่า“กรวย”คำนี้ หมายถึง รูปทรงที่เป็น“กรวย” ที่มันมีปากบานออกไปไม่มีวันจะสิ้นสุดการยาวยื่นบานออกไป เพราะมันตรงกับ“ความรู้และความจริง”ของสำนักนี้นั่นเอง) เราอาศัยรูปลักษณ์ของ“กรวย” และเป็น“กรวย”ที่มีปากยื่นปากยาวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นที่สุด แบบ“นันสต็อป”(nonstop) ทิ้งคำว่า“กาลเวลา”กันไปเลยทีเดียว “รูปและนามในความเป็นกรวย”ทั้งหมดนั้นแหละคือ “ความจริงกับความรู้”ประดามีของ“สมีไชยบูลย์” ซึ่งในการศึกษาเราก็ขออาศัยตัวอย่างนี้มาใช้ยืนยันเท่านั้น ว่า ในโลกนี้มีคนทำฉะนี้จริง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่นานๆในโลกจะมีคนกล้าหน้าด้านทานทนดึงดันทำผิดทำชั่วกันทั้งคดีโลกและทั้งคดีธรรมหนักหนาสาหัสได้ปานฉะนี้ แต่เขาโง่งมงายไม่รู้สึกเลยจริงๆ ต้องขออภัยต่อผู้อ่านทั้งหลายอย่างมากด้วย ที่อาตมาใช้ภาษาใน“การตำหนิ”(นิคคหะ)ผู้ทำลายศาสนา ซึ่งเอ่ยเป็นภาษา“ตำหนิ” เป็น“การข่ม” เป็น“การกล่าวโทษ” จริงๆ ผู้อ่านก็ได้อ่านชัดๆว่า เป็นภาษาที่บอกถึงความไม่ดีไม่งาม เสื่อมทรามต่างๆมากมายของนายไชยบูลย์หรือของสำนักธรรมกาย ซึ่งพูดชัดๆตรงตามความเป็นจริงที่เป็นที่มีของเขา ผู้อ่านบางคนก็อาจจะว่าอาตมา“ด่า” นายไชยบูลย์ หรือด่าสมีธัมมชโย ที่จริงอาตมา“ตำหนิ”(นิคฺคหะ)ตามธรรมวินัยซึ่งเป็นการแสดงธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทำตามปกติ คือ การติเตียนคนซึ่งควรแก่การติเตียนหรือข่ม อัน...พึงติเตียนหรือข่ม(นิคฺคเหตัพพ) โดยใช้ภาษาให้ตรงตามความเป็นจริงที่เขาเป็น เขาทำอยู่ จะได้ชัดๆ อาตมาแสดงอย่างนัจจะคีตะวาทิตะโดยไม่มีอารมณ์ อาตมาเลิกอารมณ์โกรธได้ก่อนอารมณ์รัก เพราะโกรธมันทุกข์ แต่รักมันยังมีแฝง มันเก๊ อาตมาไม่ได้รักไม่ได้โกรธอะไรเขา อาตมากำลังพูดความจริงแล้วปรุงแต่ง ท่าทีลีลาสำเนียงเสียงเพื่อให้เข้าหูคน ผู้ที่ไม่ชอบนั้นพูดไปก็ไม่เข้าหูเขาหรอก แต่ก็ทำเผื่อเขา “คนชั่ว”ที่ทำชั่วยิ่งๆขึ้น เนื่องมาจาก ในใจของเขาเต็มไปด้วย“กิเลสโลภ”เห็นแก่ได้มาให้ตนยิ่งขึ้นๆนั้น เขาจะแสดงตนออกไปด้วยกายกรรม วจีกรรมให้คนเข้าใจว่า“เขาเป็นคนดี-เขากำลังทำความดียิ่งๆขึ้น”ด้วยความคิดปรุงแต่งที่ดัดจริตประดิษฐ์ประดอยแสดงอาการทางกาย(กายวิญญัติ)และอาการทางวาจา(วจีวิญญัติ)ให้กลบเกลื่อน“ความชั่ว” ของเขาให้เก่งที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ แล้วเขาก็ได้กามกับอัตตาไป เขาก็สั่งสมกาม-อัตตาใส่ตัวเองไปตลอด จึงยิ่งเป็น“กายกรรม-วจีกรรม”ที่ “ชั่ว” ซับซ้อน ชนิดที่เลวร้ายบรรยายยากมาก เพราะมัน “ดูดี” ที่ “บวกเลว” ยิ่งขึ้นๆๆๆๆ ซับซ้อน คำว่า ดูดี คำนี้คือความเลวซับซ้อนเท่าที่เขาจะฉลาดทำให้คนอื่นมองเลวที่เขามีว่าดี น่าส่งเสริม(เนียน) แค่ “บวกเลว” คนที่โง่ก็จะหลงเชื่อ เห็นว่า “ดี” ตามกันได้สำเร็จ แต่ยังหลอกคนที่ฉลาดรู้ทัน ไม่ได้ “คนชั่ว”คนนี้ก็จะเลวยิ่งขึ้นด้วยการคิดปรุงประดิษฐ์ประดอยดัดจริต แสดงอาการทางกาย(กายวิญญัติ)และอาการทางวาจา(วจีวิญญัติ)ให้ “ดูดี” ยิ่งขึ้นกลบเกลื่อน “ความชั่ว” ของเขาเก่งยิ่งขึ้นๆเสมอ ดังนั้น คนผู้ยิ่ง “ชั่วกว่า” ร้ายกาจกว่าจะใช้เล่ห์ฉลาดยิ่งๆขึ้น ทำให้ “ดูดี” ที่ “คูณเลว” ทับทวีเป็น“มหาเลว”ยิ่งขึ้นๆ ก็จะยิ่ง “ดูดี” ยกกำลัง “อภิมหาเลว” ที่ร้ายแรงยิ่งๆขึ้นไปอีกๆๆๆๆ ซึ่งอาตมากำลัง “ตำหนิ” (นิคคหะ)เขา แต่ผู้เข้าใจ “พฤติภาพ” ของอาตมาไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าอาตมาใช้ “ธรรมวิธี” ของพระพุทธเจ้า ผู้ไม่เข้าใจเรื่องศาสนาพุทธที่เรียนรู้ “ความบริสุทธิ์ทางจิตใจ” และความบริสุทธิ์ทาง “กายวิญญัติ-วจีวิญญัติ” แล้วแสดงความบริสุทธิ์ทั้ง “กาย-วาจา-ใจ”เป็นหนึ่งเดียวตรงกัน มันก็ซื่อๆ ตรงๆ แข็งๆ แรงๆ เป็น “ความจริงใจ” ที่แสดงความจริงอย่างสดๆ จึง “ดูค่อน” ไปข้างไม่อ่อนโยน ไม่นิ่มนวลสุภาพ แต่ก็ชัดเจนจริงใจ มั่นใจจริงๆ ว่า... “ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกสิ่ง ทั้งโลก ในที่สุด” แม้จะใช้เวลายาวนาน อาตมาถ้าไม่มั่นใจศาสนาพุทธนี้จะยาวนานไปได้ถึงห้าพันปี อาตมาก็จะไม่ยอมหยุดเพียร คนเข้าใจอาตมาผิดมาก ว่า โกรธเคือง หรือเกลียดชังนายไชยบูลย์ ไม่ชอบใจสำนักธรรมกาย หรือทำไม่ดีต่อนายไชยบูลย์-ทำร้ายนายไชยบูลย์ ดูเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะไม่ควรอย่างยิ่ง ถ้าจะพูดให้ถูกตรง“สัจจะ”แท้แล้ว เท่าที่อาตมาพูดด้วยภาษาทั้งหลายออกมานั้น มันสื่อ“ความจริง”ที่เป็น“สภาวะผิดหรือต่ำหยาบที่ร้ายต่อทั้งโลกทั้งธรรม”ของสมี ไชยบูลย์นี้ มันสื่อออกมาได้ไม่ถึงร้อยเชิงชั้นที่สลับกลับกลอกยอกย้อนซับซ้อนไปมาของ “สภาพหมุนรอบเชิงซ้อน” ที่นายไชยบูลย์เขาประมวลเอา “ความง่าย” ที่คนเข้าใจได้ ของกายวิญญัติ-วจีวิญญัติ”แสดงหลอกคน ในธรรมกรวยมีดอกเตอร์มีเปรียญเก้าเยอะนะ อโศกมีดอกเตอร์บ้างแต่ไม่มีเปรียญเก้ามีแค่เปรียญแปดหนึ่งคน เปรียญเก้าเขาเชื่อถือในเปรียญมากกว่า แชร์แม่ชะม้อยนี้ก็ยังไม่รู้ธัมมชโย คนจึง“หลง”ได้ง่าย เพราะเขาเก่งยิ่งใน“เล่ห์กล”(tactics)เชิงนี้ ตามที่เขาได้สั่งสมความเก่งชนิดนี้มาหลายกัปป์หลายกัลป์ เขาจึงมีได้จริงโดยการเป็น“เจ้าของ”เล่ห์กลชนิดนี้จริง ไม่มีใครบังอาจลอกเลียน ไม่มีใครมี “พรนรก”(bad talent)ขั้นพิเศษออกปานนี้ได้เท่าเขา ใครทำเทียมเขาไม่ได้เด็ดขาด ก็ขอยืนยันด้วยความจริงใจอย่างที่สุดว่า อาตมาไม่ได้โกรธเกลียดนายไชยบูลย์เลย แต่คนเข้าใจใน“ความเมตตานายไชยบูลย์” ของอาตมา ที่สื่อออกมานี้ ไม่ได้ เท่านั้น อาตมา“ตำหนิติเตียน”นายไชยบูลย์จริงๆ เพราะเขาทำผิดมากจริง เขาน่าตำหนิอย่างมาก อาตมาก็ตำหนิเขามาก ตำหนิเขาหนัก ตำหนิเขาแรง เพราะเขาทำผิดแรงผิดหนักจริงๆ ก็ต้องกล่าวจริงให้ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น เป็นการช่วยเขาแท้ๆ เขาทำบาป“มากกว่ามาก”เกินไปแล้ว เช่น เขาสอนคนให้“มักใหญ่-มักมาก” (มหิจฉะ) สอนให้คนมี“ความอยากร่ำอยากรวย”(มหิจฉตา)ขนาดหนักดังที่เขาทำ เป็นต้น มันหักล้างคำสอนของพระพุทธเจ้าชนิดที่“ท้าทายเย้ยหยัน”ว่า ข้าจะสอนอย่างนี้ ใครจะทำไม? พระพุทธเจ้าจะสอนยังไงก็เรื่องของพระพุทธเจ้า!! ...อะไรปานนั้นเลย เขาทำตนใหญ่จริงๆ..!!!!!

โดยเฉพาะเรื่อง“ทาน” เขาสอนชนิดคนละโลกกับพระพุทธเจ้าอย่างไม่แคร์อะไรเขาแสดงออกโจ่งแจ้ง ไม่อำพราง แสดงโวหาร แสดงวาทกรรม ให้คนเข้าใจว่า ถ้าใครมา“ทำทาน”กับเขา กับสำนักของเขาแล้ว จะพบ“ความศักดิ์สิทธิ์”ของเขา นำพาให้ผู้ทำทานประสบผลสำเร็จร่ำรวย อย่างมหัศจรรย์ เขาประกาศโป้งๆออกปานนี้ ให้“ตั้งจิตมุ่งมั่นแน่วแน่”เลยว่า จะต้อง“หวัง”ในผลทาน -ให้“ผูกพัน”กับผลทาน -ให้“สั่งสมบารมี”ในผลทาน -แล้วจะเป็น“เสบียงให้ตนไปเมื่อตายไปชาติหน้า”อีกตลอดไป เขาสอนอย่างนี้ “หักล้าง”คำสอนของพระพุทธเจ้าสิ้นเชิง(‘ทานสูตร’ ในเล่ม ๒๓ ข้อ ๔๙) เขาอวดวิเศษที่นอกรีต ทั้งยกตนใหญ่กว่าใครหมด ทั้งหักล้างคำสอนพระพุทธเจ้า เลอะไปด้วย“เดรัจฉานกถา-เดรัจฉานวิชา” โต้งๆ ไม่มีอาย ไม่รู้แม้แต่“ศีล” เขาละเมิดหมดตั้งแต่“จุลศีล”ไปเดียว เช่น ข้อ ๑ “ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่” อาตมาไม่รู้นะว่าเขาจะฆ่าสัตว์หรือเปล่า หรือจะฆ่าคนหรือเปล่า ไม่ฆ่าเองแต่จะสั่งฆ่าหรือเปล่า อาตมาไม่รู้หรอก ไม่มีหลักฐานเรื่องนี้ แต่เห็นความใจดำอำมหิตสุดๆของเขาอย่างชัดแจ้งชัดเจนเหลือเกินที่เขาทำร้ายคนทรมานคน เอาเปรียบคนอย่างไม่แคร์ใดเลย เขา“ใจ”ดำอำมหิตสุดโหดเกินมนุษย์ ทำร้ายคนด้วย “พลังโลภจัด” สุดๆ อย่างเห็นๆ เขาขูดรีดเงินทองจากคนหนักหนาสาหัส ด้วยเล่ห์เหลี่ยมวิธีชั่วเลว อย่างไม่เคยเห็นใครจะรีดได้เก่ง “ชิบหาย”(หายนะ)ขนาดนี้มาก่อน จนคนต้องหมดเนื้อหมดตัว แล้วเขาก็ไม่เคยไยดี เขาทำปานฉะนี้ทุกคนก็เห็นก็รู้กันถ้วนทั่ว มันเท่ากับ “เขา‘ฆ่า’คนตายทั้งเป็น” ซึ่งร้ายกาจยิ่งกว่า“ฆ่าคนตายทั้งตาย”เป็นไหนๆ มันจึงเป็น “วิธีฆ่าคนตายทั้งเป็นที่ร้ายกาจยิ่งกว่าการฆ่าคนให้ตายทั้งตาย” ซึ่งเป็นวิธีการ “เชิงซ้อนที่ซับซ้อน” ไม่รู้กี่ชั้นกี่ตลบที่ลวงให้คนหลงว่า “เขาทำดี-หวังดีต่อคนทั้งหลาย” มันสลับซับซ้อนหนักหนา จนนำมาคลี่คลายขยายหาความเป็นลำดับให้เห็นง่าย ไม่ได้ หรือหาเงื่อนต้นมาบอกได้ยากสุดยาก ตามที่อาตมาได้กำลังพยายามอยู่นี้แล “จุลศีล”ข้อ ๒ ละการลักทรัพย์ เ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน