591123_พุทธศาสนาตามภูมิ สนามหลวงเปลี่ยนโลก น้อมในหลวง-มาสู่ในเรา.docx
เนื้อหาในไฟล์
591123_พุทธศาสนาตามภูมิ สนามหลวงเปลี่ยนโลก น้อมในหลวง-มาสู่ในเรา
สมณะเดินดินว่า…วันเวลาก็ผ่านไปเร็ว เมื่อวานได้ฟังพ่อครูว่า … ถ้าเราทำใจในใจไม่เป็น เราก็จะไม่ได้บุญ มีพระอาคันตุกะมาที่พวกเรา แล้วตั้งคำถามว่าที่นี่เป็นพระหรือเป็นอะไร? ที่นี่ฉันมังสวิรัติด้วย ท่านเป็นพระที่ศึกษาอภิธรรม พอคุยไป ก็ตรงกันข้ามกับที่เราเป็นและกับที่ท่านเข้าใจ บรรยากาศพูดถึงเรื่องในหลวง ท่านก็บอกว่าเป็นนักปฏิบัติธรรมน่าจะสนใจเรื่องตัวเอง ทำไมมาสนใจเรื่องอย่างนี้ด้วย ก็เลยเห็นว่าท่านเป็นเลือดเถรวาท 100% เลย พอดีเราจะแจกหนังสือเหนือแนวคิด ก็พูดถึงโพธิสัตว์ต้องมาช่วยสังคม ท่านก็บอกว่ามันล้างอภิธรรมเลยนะ เพราะมันไปคนละขั้วเลย ทำให้เห็นได้ว่าสิ่งที่พ่อครูสอนนี้มันตรงกันข้ามกับที่เขาศึกษาศาสนามาโดยตรงเลย อย่างโลกุตระ 46 นี้ อาตมาก็ศึกษามา โลกุตระเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ไม่เห็นมีใครมาพูดกัน คำว่า กาย เราก็อ่านพระไตรฯมาเยอะคำว่า กายคตาสติ กายในกาย ก็ไม่เห็นมีใครมาย้ำ ก็เป็นเรื่องที่พ่อครูมาเปิดเผยให้พวกเราได้รู้ เขาก็ศึกษาเรียนรู้แต่เข้าใจคนละอย่าง ยังดีที่มีแนวตรงกันที่มังสวิรัติ ท่านก็เลยไม่ปฏิเสธเราทั้งหมด ก็เลยบอกว่า เราก็เคยเข้าใจอย่างท่านมาก่อน แต่พอมาศึกษาพ่อครูก็ได้เข้าใจอีกแบบ ท่านก็บอกว่า ขอไปศึกษาก่อน ท่านมาแย้งแต่ละประเด็น ก็เข้าใจท่านเพราะเราก็เคยเข้าใจอย่างนั้นมาก่อน ก็ไม่ได้ถกเถียงกับท่าน สิ่งที่พ่อครูมาเปิดเผยก็จะสูญเปล่าหากพวกเราไม่ได้เอาไปปฏิบัติให้ได้ผล ถ้าพวกเราอยากเอาเปรียบอยากได้กำไรอยู่ ก็คือไม่ได้ผล จริงหรือไม่จริงก็อยู่ที่หลักฐานจากพระไตรปิฎกหรือผู้ปฏิบัติว่ามีมรรคมีผลจริงหรือไม่ก็ต้องใช้เวลา ก็ต้องขอบคุณผู้ฟังทางบ้าน แล้วแสดงความเห็นมาด้วย ทำให้เกิดความเข้าใจได้สมบูรณ์ขึ้น
อ่านต่อ
พ่อครู ว่า...วันนี้มีเรื่องเยอะเลยที่เห็นว่าจะต้องเอามาพูดเอามาอ่าน ก่อนอื่นขออ่าน sms ก่อน ถือว่าเป็นสิ่งมีค่า สำหรับเสียงตอบรับมานี่ SMS วันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 0877854xxxผมเห็นเลือดใจหวิวคล้ายจะเป็นลมถ้าฝืนดูต่อไปก็เป็นลม ผมจะฝึกจิตอย่างไรครับจึงจะหายกลัวเลือด ตอบ ...อาตมานึกถึงตนเองสมัยเป็นฆราวาส ตอนอายุไม่มากนัก อาตมาเห็นเลือดก็ใจหวิวจะเป็นลม ดูไม่ได้ แต่ต่อมามันก็หายไปเอง เห็นว่าเลือดไหลก็ได้ อาตมาว่า ก็น่าจะต้องศึกษา มันก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่อาตมาว่า คนที่เห็นเลือดแล้วใจหวิวนี่ มันคงเป็นเรื่องของจิตวิญญาณที่มีเลือดของความสงสารชีวิต สิ่งที่เป็นตัวแทนชีวิต พอเห็นเลือดแล้วก็คิดว่าเกิดอะไรขึ้น? ก็ต้องพิจารณาให้เห็นว่าเป็นของธรรมชาติที่ชีวิตอาศัย มันอยู่ภายใน แต่ก็ออกมาได้ ในวาระที่ต้องเป็น ก็หมั่นพิจารณา แม้ว่าตอนเราเห็นจะเป็นลมก็หลบได้ แต่ก็มาพิจารณาว่าเลือดคืออะไร? ตัวเรามีเลือดไหม เลือดมันไหลออกมาเมื่อถึงเวลาวาระจำเป็นก็ต้องออกมา ก็ต้องพยายามศึกษาฝึกฝนเรียนรู้ ไม่เช่นนั้นคงจะยากจะแย่ แล้วถ้าเป็นผู้หญิงเห็นเลือดระดูของตนไหลออกมาก็คงแย่แน่ 0815428xxxนมัสการครับหลวงปู่ ยังติดตามฟังหลวงปู่อยู่เนือง ๆ ครับแต่ภูมิธรรมยังน้อยทั้งๆ ที่หลวงปู่ก็สอนดี คงอยู่ที่ตนเอง ยังไงก็ต้องพยายามต่อไป กราบขอบพระคุณครับ. 0893867xxxกายนอกฤาทวาร5มีไว้รับ ผัสสะมากระทบ! กายในฤา จิตมโนวิญญาณมีไว้เรียนผัสสะให้รู้ทัน!ถือเป็นการฝึก สมาธิลืมตาจากผัสสะเป็นปัจจัยได้ไหม?สกก. คงมีแต่บุญที่เกิดจากการขัดเกลาตนกระมัง ที่ทำให้ทานที่เกิดการสละออกไปได้!พาจิตวิญญาณหมดภพสิ้นชาติ?สกก. ตอบ ...เราก็มีผัสสะ แล้วเกิดธรรมะสอง คือมีอิตถีภาวะกับปุริสภาวะ ก็ทำอิตถีภาวะให้กลายเป็นปุริสภาวะ เป็นเอกธรรม ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นธรรมะสอง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 *เป็นการปฏิบัติธรรม โดยเรียนรู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส * เรียนรู้ อาการ เมื่อกระทบสัมผัส แล้วมีธรรมะสอง ธรรมะอันหนึ่งเป็น อิตถีภาวะ อีกธรรมะหนึ่งเป็น ปุริสภาวะ มีอาการ ที่มันปรุงแต่งก็คือ สังขาร เราก็สัมผัสสังขาร (การปรุงแต่งของรูปนาม) เมื่อสัมผัสสภาวะแล้ว เราจะเกิดความรู้สึกหรืออารมณ์ (เวทนา) พอสังขารแล้วมันก็ปรุง เป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เราก็ต้องอ่าน มันจะเป็นอันใดอันหนึ่ง ถ้ามันเฉยๆก็เป็นหนึ่ง ถ้ามีสุข มันก็มีคู่คือทุกข์ หรือเป็นทุกข์มันก็ต้องมีสุข คือธรรมะสอง ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่สุขไม่ทุกข์คือ อทุกขมสุข เราต้องพิจารณาให้ชัดเจนว่า *จิตเรามีเวทนาเทียมหรือไม่?* ต้องทำเวทนาเท็จหรือเทียมนี้ให้หมดไป เหลือแต่เวทนาแท้ จิตเราต้องไม่มีโลกโลกียะ เป็นจิตโลกุตระเหนือกว่าคนโลกๆ เพราะว่าคนโลกๆต้องมีโลกียรสซึ่งมี เวทนาเทียม เวทนาเท็จ ถ้าเห็น อาการเฉยๆ นี่นะ มันก็ห่างหน่อย แต่เอาแตะลิ้นนี่เป็น รส เราผ่ามะละกอ กินเคี้ยวใส่ปาก แตะรส รสมะละกอจะเป็นอย่างไร? ที่เป็นรสแท้ ก็มีตามจริง ไม่ว่าจะเป็น คนไทย จีน ฝรั่ง แขก ชาติใดใครก็ตามแตะรสมะละกอก็จะรับรสเหมือนกัน ถ้าประสาทรับรสเหมือนกันไม่เสีย แต่คน มีอุปาทาน ว่ารสอย่างนี้เข้าท่า ตรงกับรสนิยม ตรงกับ ความยึด ไว้ว่า อย่างนี้คือ น่ากินอร่อยน่าพอใจ แต่เมื่อมันต่างจากที่เรายึดถืออุปาทานไว้ มันไม่ตรงกับที่เรายึดเราก็เลย ไม่พอใจ ไม่อร่อยไม่ใช่นี่รสอย่างนี้ โดยความจริง มะละกอมันต้องรสอย่างนี้มันรสเค็มได้อย่างไร? หรือมะละกอต้องรสตามที่เขายึดไว้ มันไม่ตรงก็เลยไม่ชอบใจ อาการรสที่ไม่ชอบใจคือ รสเทียม รสเท็จ คุณไม่ชอบ แต่คนอื่นกินมะละกอนี้ ก็บอกว่าอย่างนี้ใช่เลย รสอย่างนี้ถึงเข้าท่า รสดี อร่อย ก็รสเทียมเช่นกัน แม้แต่เฉยๆไม่ชอบไม่ชังไม่ทุกข์ไม่สุขก็มี แบบเคหสิตอุเบกขาเวทนา สำหรับในคนที่ไม่ได้ศึกษาก็เป็นได้ ไม่ชอบไม่ชัง ไม่ผลักไม่ดูด เป็นแบบพักยก ไม่ปรุงแต่งก็เฉยๆได้ จึงเป็นอุเบกขา หรืออทุกขมสุขแบบคนโลกๆ รสเฉยๆอย่างนั้นเป็นรสที่เราต้องทำให้ได้ แต่ถ้ามันเกิดโดย พักยก ปกติ โดยไม่ได้ศึกษา มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เราเจตนาให้เป็นถาวร มันเกิดตามสามัญปุถุชนพักยก แบบชาวโลกเคหสิตเวทนา แต่รสอย่างนั้นเป็น รสกลางๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ไม่ผลักไม่ดูด รสของจริง ที่ว่าอร่อยหรือไม่อร่อยก็คือตามกิเลส แม้จะเฉยๆ บางทีรีบร้อน ทั้งที่เคยอร่อยแต่รีบกินจิตมุ่งกับอย่างอื่นก็ไม่รู้สึกอร่อยเพราะไม่ได้เอาอารมณ์ไปร่วม ก็เป็นภาวะเฉย โดยที่เรียกว่าเป็นไปตามธรรมดาธรรมชาติเฉยๆ ไม่ใช่เรื่องความสำเร็จของการปฏิบัติธรรม รสชาติมันก็มีของมันตามความเป็นจริง ไม่ได้มีรสชอบหรือชังอยู่ในนั้น แต่ทุกวันนี้การเรียนรู้ศึกษาศาสนาพุทธไม่ได้เรียนรู้ที่พัฒนาแล้ว กลับไปศีกษาที่พิธีกรรมต่างๆ ที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า เนื้องอกของศาสนา เช่นการขึ้นบ้านใหม่ก็เอาพระมาสวด แล้วเป็นอาบัติด้วย เพราะถ้าสมณะพระภิกษุมาสวดธรรมบทสองรูปพร้อมกันเป็นอย่างน้อยต่อหน้าฆราวาสก็เป็นอาบัติปาจิตตีย์ อารมณ์สุขทุกข์เป็นของเท็จ เกิดจากอุปาทาน มันไม่จริงมันไม่เที่ยง รสแท้นั้นใครกระทบสัมผัสก็รู้สึกได้เหมือนกัน แต่รสเท็จนั้นไม่เที่ยงมันพาสุขพาทุกข์ ถ้าคุณรู้ตามจริงไม่สุขไม่ทุกข์ก็เป็นสัจธรรม ไม่มีความไม่เที่ยง ไม่มีความเป็นทุกข์ ไม่มีความมีตัวตน อรหันต์จะสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายใจก็เหมือนกันหมด จะรู้ความจริงตามความเป็นจริงมีอารมณ์เดียว พระอรหันต์ทุกองค์เหมือนกันหมด เรียกว่าเอกัคคตารมณ์ ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจในรูปภพ อรูปภพ ล้างกิเลสไปตามลำดับ จนพ้นอวิชชาได้ก็จบ นี่ คือการฝึกสมาธิ สมาธิแปลว่าความตั้งมั่น อาตมาเพิ่งได้อ่าน ผู้รู้ท่านเขียนโพชฌงค์ 7 ก็ดูท่านอธิบายสมาธิ ก็ชัดๆว่าคือจิตที่ตั้งมั่น แต่ท่านก็อธิบายว่าเป็นอารมณ์เพ่งที่เห็นเป็นหนึ่ง ท่านผู้นี้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์เอกทางศาสนาเลยนะเขียนเรื่องโพชฌงค์ 7 อธิบายสมาธิว่าคือการเพ่งเพื่อให้จิตเป็นหนึ่ง ต่างจากที่อาตมาอธิบายว่า สมาธิคือ จิตที่ตั้งมั่นสั่งสมให้เกิดความตั้งมั่น เป็นอัปปนา พยัปปนา เห็นอาการจิตที่กิเลสลดได้ ทำอีกก็เกิดผลอีก สั่งสมตกผลึกผนึกขึ้น เป็นจิตที่ตั้งมั่น เป็นผลของจิต ที่ปฏิบัติฌาน ฌานก็คือเพ่งเผากิเลสให้ดับไปได้ จากฌานก็เป็นสมาธิ เป็นต้น ท่านอธิบายสมาธิว่าคือ เพ่ง แต่วิธีทำก็คือฌาน แม้แต่สมถะก็ เพ่งให้จิตรวม แต่วิปัสสนาของพระพุทธเจ้าคือเพ่งแล้วแยกแยะวิจัยวิจาร มีanalysis เป็นธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ไม่ใช่สะกดจิต hypnotize แต่ไปสัมผัสแล้วเพ่งขยายแยกแยะเรียนรู้พิจารณาธรรมะสองให้เป็นหนึ่งก็ทำให้เหตุหมดไปจิตก็ลดกิเลสได้เป็นผลจิต สั่งสมตกผลึกลง เรียกว่าแน่วแน่แนบแน่น แข็งแรงตั้งมั่นขึ้นเรื่อยๆ
0894803xxxพระอริยเจ้าทรงห่วงใยว่าจิตใจของคนจะเปลี่ยนไปเยี่ยงเดรัจฉานจึงได้โปรดประกาศศาสนาให้คำสอนชี้ทางบำเพ็ญฯเพื่อคนทั้งหลายในโลกจะได้ทำตนให้มีความสัมพันธ์ต่อกันอันเป็นหนทางธรรมที่ควรปฏิบัติ หาไม่แล้วแม้ผู้นั้นจะสูงศักดิ์แต่เมื่อขาดคุณธรรม เขาจะยังประโยชน์อันใดแก่บ้านเมืองได้อีก 0894803xxxในยุคนี้จิตใจของคนเสื่อมทรามลงขาดน้ำใจ ชอบที่จะแก่งแย่งช่วงชิงกัน สร้างมหันตภัยที่จะทำลายโลกให้กลายเป็นจุลมหาจุลได้ทันที เมื่อคนขาดความสัมพันธ์ต่อกันเช่นนี้ มีหรือที่จะไม่ประสบภัยพิบัติ นี่คือผลกรรมชั่วที่คนสร้างขึ้นเอง อาริยะเจ้ากล่าวว่า "เมื่อโลกจมลง ช่วยได้ด้วยธรรม "
พ่อครู ว่า ที่คุณพูดมานี้เป็นเหตุเป็นผลถูกต้องแต่จะมีวิธีช่วยกันอย่างไร?
ก็มาสู่ข้อมูลที่จะนำมาอ่าน… อ่านเร็วๆหน่อย
591123_ ด่วน!! อัยการสูงสุดสั่งฟ้อง "พระธัมมชโย" ร่วมกันฟอกเงิน-รับของโจร คดีทุจริตสหกรณ์ยูเนี่ยนคลองจั่น !!??!! เรือโทสมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า คณะทำงานอัยการได้พิจารณาผลการสอบสวนเพิ่มเติมทั้งหมดจากพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่อัยการสั่งสอบเพิ่มเติม และหนังสือร้องขอความเป็นธรรมจากผู้ต้องหาครบถ้วนแล้ว จึงได้มีคำสั่งคดีเมื่อวานนี้ (22 พฤศจิกายน) โดยมีความเห็นสั่งฟ้องนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจำกัด ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง ผู้ต้องหาที่ 1 / นางศรัณยา มานหมัด อดีตรองผู้จัดการสหกรณ์ฯคลองจั่น ผู้ต้องหาที่ 3 และนางทองพิน กันล้อม อดีตรองประธานสหกรณ์ฯคลองจั่น ผู้ต้องหาที่ 4 ฐานสมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งอัยการนัดให้ผู้ต้องหากลุ่มนี้ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ส่งตัวมาให้อัยการ แล้วมาฟังคำสั่งคดีในวันที่ 30 พฤศจิกายน เพื่อส่งฟ้องต่อศาล
และอัยการมีความเห็นควรสั่งฟ้อง พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาที่ 2 และนางสาวศศิธร โชคประสิทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 5 ฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร ซึ่งผู้ต้องหาสองคนนี้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังไม่ได้ส่งตัวให้อัยการ จึงแจ้งให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ติดตามตัว พระธัมมชโย และนางสาวศศิธร มาให้อัยการเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนก่อนขาดอายุความ 15 ปี ด้านนายชาติพงษ์ จีระพันธุ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ กล่าวว่า ในส่วนพระธัมมชโย กับนางสาวศศิธร หากอัยการได้รับตัวมาอัยการก็จะต้องใช้ดุลพินิจพิจารณาคำสั่งเห็นควรสั่งฟ้องทั้งสองคน และทำการสอบสวนก่อน ซึ่งหากมีพยานหลักฐานใหม่ อัยการก็อาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงการสั่งคดีในส่วนสองคนนี้ได้
ทั้งนี้ ยอมรับว่าการสั่งคดีนี้มีความล่าช้า เนื่องจากมีทรัพย์สินเกี่ยวข้องจำนวนมาก ต้องตรวจสอบเส้นทางการเงิน ที่พบว่ามีการจ่ายเช็ค 27 ฉบับ จากนายศุภชัย / นางสาวศรัณยา / และนางทองพิน ไปยังพระธัมมชโย และนางสาวศศิธร รวมประมาณ 1,400 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนมกราคม 2552 ถึง เมษายน 2556 จึงต้องดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อผลประโยชน์ของผู้เสียหาย ที่สามารถใช้สิทธิขอรับการเยียวยารับเงินคืนได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย และยืนยันอัยการทำงานเต็มที่หลังได้รับผลสอบสวนเพิ่มเติมจากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ
“อัยการ”สั่งฟ้องต้องจับ“ธัมมชโย”ทันที..!! "บิ๊กต๊อก"ขีดเส้น 30 พ.ย.“อัยการ”สั่งฟ้อง ต้องจับ“ธัมมชโย”ทันที ลั่นไม่มีเหตุผลให้เลี่ยงอีก ยันพนักงานสอบสวนมั่นใจในสำนวนแล้ว ยันการข่าวระบุยังอยู่ในวัดธรรมกาย
22 พ.ย. 59 - พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายว่า ต้องรออัยการ เพราะคดีนี้แม้จะเป็นหมายจับของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แต่เชื่อมโยงกับอัยการด้วย ถ้าอัยการไม่ฟ้องหรือไม่เรียบร้อยจะเอาตัวมาลำบาก การไปเอาตัวครั้งแรกนั้นมีปัญหา เนื่องจากอัยการไม่เห็นด้วยกับสำนวนของดีเอสไอ ดังนั้นถึงแม้ว่าเราเอาตัวมาได้แล้วมาให้อัยการ ถ้าอัยการไม่สั่งฟ้องก็จบอยู่ดี
“บ้านเมืองนี้อยู่ด้วยกฎหมาย อยู่ด้วยกระบวนการยุติธรรม ผมไม่เชื่อว่าใครจะไม่อยู่ภายใต้กฎหมายได้ เพียงแต่ทุกคนต้องเรียกร้องความเป็นธรรม เป็นธรรมดาที่สังคมจะมองว่าวัดพระธรรมกายท้าทาย แต่ผมไม่เชื่อว่าสังคมจะยอมรับการท้าทาย เพราะทุกคนต้องการความเท่าเทียมกัน ทุกคนต้องมาต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม ตำรวจเห็นชัดเจน หลักฐานการรุกป่า ต้องดำเนินการไป และมันต้องแยกกัน การอยู่ในสมณเพศเรื่องกฎหมายกับศาสนาต้องแยกกัน ผมอยากให้สังคมมองแบบนี้ ไม่อยากให้ไปมองในเรื่องของการท้าทาย เดี๋ยวจะเป็นปัญหาปะทุขึ้นมาอีก” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ส่วนอัยการจะใช้เวลานานแค่ไหนตนไม่ทราบ ไม่ไปก้าวก่ายซึ่งกันและกัน เพียงแต่เรียกอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนมาสอบถามว่ามีการขอข้อมูลหลักฐานอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ถามว่าทำไมถึงสอบไม่เสร็จเสียที โดยเขาแจ้งมาว่าเป็นปัญหาเล็กๆ ตนไม่รู้ว่าเล็กสำหรับพนักงานสอบสวน แต่อาจจะใหญ่สำหรับอัยการ ดังนั้น เราต้องให้เกียรติกัน
เมื่อถามว่า หากยิ่งช้าจะยิ่งทำให้วัดพระธรรมกายชะล่าใจหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า แน่นอน ความรู้สึกนี้ย่อมมี โดยต้องมามองว่าคดีนี้มีอิทธิพลหรือมีบารมีในเรื่องอื่นหรือไม่ แต่จะมองว่าเป็นคดีที่มีบารมีคงไม่ได้ บารมีต้องหมายถึงเรื่องที่ดี ดังนั้นกรณีนี้น่าจะเป็นเรื่องของอิทธิพลมากกว่า สิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มาเกี่ยวข้อง ทำให้ประชาชนรู้สึกได้ เนื่องจากสิ่งที่ผ่านมามีคดีที่ไม่ฟ้องเพราะไม่มีหลักฐานที่มีความผิด เป็นบทเรียนให้สังคมหวั่นเกรงในเรื่องของอิทธิพลและการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกันของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเราต้องมั่นใจ เพราะอัยการสูงสุดหรือพนักงานอัยการก็คนละยุคคนสมัย เขาคงมีเหตุผลของเขา ซึ่งเหตุผลเดิมเขาอ้างเรื่องความไม่สงบเรียบร้อย ตนเลยบอกไปว่าจำเป็นต้องหารือกับฝ่ายความมั่นคงหรือไม่ แต่อัยการไม่ต้องถามฝ่ายความมั่นคงก็ได้ เพราะเป็นอิสระต่อกัน
เมื่อถามว่า จะป้องกันไม่ให้เขาอ้างถึงเรื่องความมั่นคงได้หรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ตนป้องกันไม่ได้ เพราะฝ่ายบริหารและฝ่ายยุติธรรมเป็นอิสระต่อกัน จะให้ตนไปป้องกันอะไร ตนทำได้ในหน้าที่ของตนคือ พนักงานสอบสวนที่อยู่ภายใต้การบริหารของตนต้องทำงานให้เข็มแข็ง ตนได้เรียกมาว่ามั่นใจในสำนวนหรือไม่ เขาเองมั่นใจ ในพนักงานสอบสวนนั้นมีอัยการอยู่ด้วย และนักกฎหมายมือฉมังทั้งนั้น มั่นใจในคดี มีหลักฐานเต็มที่ แต่ต้องไปมองทางอัยการ ที่มีความเป็นอิสระต่อกัน
เมื่อถามอีกว่า ถ้าวันที่ 30 พ.ย. อัยการสั่งฟ้องพร้อมจะเข้าไปเอาตัวเลยหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ไม่มีเหตุผลอะไรที่พนักงานสอบสวนจะไม่ดำเนินการตามนั้น มันจบแล้ว คุณตอบสังคมไม่ได้แล้ว เมื่อพนักงานอัยการสั่งฟ้องพนักงานสอบสวนต้องไปเอาตัวมา เป็นเรื่องเดียวที่พนักงานสอบสวนจะต้องทำให้เด็ดขาด ถ้าคดีไม่ถูกสั่งฟ้องมันก็ไม่มีเหตุผลอะไร เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าการเข้าไปครั้งแรกมันมีบทเรียนมาแล้วว่ามีปัญหากระทบกระทั่งกัน และไม่คุ้มค่าถ้าเอามาแล้วอัยการไม่สั่งฟ้อง ดังนั้น ต้องรออีกสักนิด อดทน ให้มั่นใจพนักงานสอบสวนเห็นพ้องกับอัยการ
เมื่อถามว่า มีข่าวลือว่าพระธัมมชโยไม่ได้อยู่วัดแล้ว พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ข่าวลือคือข่าวลือ ข่าวลือไม่ใช่ข่าวกรอง ตามข้อมูลแล้วตนได้รับรายงานว่ายังอยู่ในวัด แต่มันอาจจะผิดก็ได้ อย่างไรก็ตาม เราได้กำชับเจ้าหน้าที่ไปแล้วในเรื่องการเข้า–ออกประเทศ แต่ก็เห็นกันแล้วว่าประเทศไทยเรื่องหลบหนียังมีอยู่ มันลำบากเหมือนกันในการที่จะไปควบคุมทุกตารางเมตรในประเทศไทย บริเวณชายแดนมีช่องว่างให้พวกนี้หลบหนีไปได้ เราทำได้แค่บีบให้มันแคบลง ดูโดยรอบและเส้นทางต่างๆ ได้แค่นั้น
สมณะเดินดินว่า...ตอนนี้ธรรมกายเพิ่มจากสวดมนต์ สี่ล้านจบเป็นเจ็ดล้านจบแล้ว พ่อครูว่า...ขอยืนยันว่าการสวดนั้นไม่มีอิทธิพลอะไรหรอกเป็นจิตวิทยาให้คนโง่หลงเชื่อเท่านั้นแหละ สวดแล้วจะเกิดปาฏิหาริย์ให้เขาหนีไปได้ แต่เป็นจิตวิทยาสร้างกำแพงคนไว้ เป็นฉลาดเฉโก ฉลาดฉิบหาย หลอกลิ่วล้อโง่ๆ บรรดาควายทั้งหลายแหล่ได้เท่านั้น อีกงานหนึ่งที่เป็นงานชื่นใจ…
สนามหลวงเปลี่ยนโลก(จากตัวใครตัวมันสู่..... “สาธารณโภคี” )
น้อมในหลวง-มาสู่ในเรา
สนามหลวงเปลี่ยนโลกโศกสลด เป็นการให้แจ่มใสสดวิเศษวิศาล เปลี่ยนโลกเก่าแข่งขันประจัญบาน เป็นโลกใหม่สมัครสมานญาติมิตร
เปลี่ยนจากการแบ่งแยกแปลกสี สู่คุณค่า สาธารณโภคี ไมตรีจิต "A bomb of love." กำเริบฤทธิ์ เทิดอุทิศ จิตทาน เป็นการกระทำ
ในหลวงคือความรักของกษัตริย์ อย่างเห็นชัดช่วยประชาพาชื่นฉ่ำ จากแบบอย่างพระองค์ผู้ทรงธรรม ความประเสริฐเลิศล้ำ-ไม่ลับไม่ลา
ความยิ่งใหญ่ในหลวงสนามหลวง ความรุ่งโรจน์ฉายโชติช่วงสู่ปวงข้า ความเอื้อเฟื้อเสียสละของพระราชา ความโศกาเป็นกล้าแกร่งแบ่งปันกัน -อยู่เย็นเป็นสุข
ในหลวงเราเป็นบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สิ้นพระชนม์ลง ด้วยความที่ไม่มีใครอยากให้สิ้นพระชนม์ ต่างพากันเกิดความเสียดายและความระลึกถึง ต้องเชิดชูบูชาพฤติกรรมนี้เอามาประกาศอธิบายเป็นตัวอย่าง ย้ำยืนยันให้แก่มนุษย์ให้รู้ว่า นี่คือสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ดีที่สุดที่ทุกคนควรจะได้รับรู้ และควรจะต้องปฏิบัติตาม แล้วน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติใส่ตน ให้เป็นคนชนิดนี้อย่างนี้ ได้น้อยหรือมากก็ให้ได้แก่กันเถิด นี่คือสัจธรรมที่ปรากฏขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ ที่พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงพระราชทานเรื่องให้ปฏิบัติแบบเศรษฐกิจพอเพียง sufficiency คือ “พอ” อธิบายเข้าหาใจก็คือ “ใจพอ”ทั้งที่ศัพท์นี้ของอังกฤษจะเป็นโลกุตระหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่เอามาอธิบายได้ เมื่อใจเราพอ วัตถุเรามีแค่นี้ก็พอ ใช้แค่นี้ก็พอ เหลือจากนี้ก็สะพัดออกไป ความพอเพียง(sufficiency )ทำอย่างไรเราจะทำให้ใจของตนพอเพียง มีสันตุฏฐีธรรม ภาษาอังกฤษเรียกว่า sufficiency คือมีขีดพอ พอแล้วมันหยุดไม่เอาต่อ วัตถุก็ไม่เอาต่อ จิตก็ไม่เกิดอยากได้ต่อ เรียกว่าพอเพียง ใจที่พอเรียกว่า สันโดษหรือสันตุฏฐี เมื่อกิเลสไม่มีพลังที่ต้องการเอาเพิ่มจากนี้ ซึ่งเป็นอาการของพลังงานทางจิต ซึ่งมีทฤษฏีที่จะเรียนรู้ศึกษาฝึกฝนอบรมให้จิตใจของเรา ให้เกิดจริงเป็นจริง ให้มันพอ เอาน้อยๆก็ได้ ไม่ต้องเอามาก ให้ความจริงเหล่านี้เกิดได้ ให้ศึกษาพุทธศาสนาจากสัมมาทิฏฐิ ลักษณะคุณธรรมที่สำคัญซึ่งพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเอาไว้ คือ แบบคนจน สะเทือนเลื่อนลั่นโลกเลย แม้หลายคนจะไม่เข้าใจ แต่ไม่มีใครกล้าตำหนิพระเจ้าอยู่หัว ว่าท่านตรัสอะไร??? ให้มาเอาแบบคนจน แล้วคนจะอยู่ได้อย่างไร เขารู้แต่ว่าจนอยู่ไม่ได้! แต่ความจนนี้คือไม่สะสมเงินทองทรัพย์ศฤงคารเป็นของตัว อยู่กับหมู่กลุ่มเป็นสาธารณโภคี แบ่งกันกินช่วยกันใช้ ไม่สุรุ่ยสุร่าย ไม่ผลาญพร่า จึงอยู่ในลักษณะพอเหมาะพอดี เหลือก็เอามาสร้างสรรค์ต่อและเผื่อแผ่ผู้อื่น จึงเป็นคุณลักษณะที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่มีสติปัญญา ของอย่างนี้เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม และมีพฤติกรรมอย่างนี้อยู่ได้ก็อยู่ได้ สบายด้วย แล้วมีปฏิภาณปัญญารู้ว่าสบายแล้วก็ดีด้วย ไม่ได้ไปเบียดเบียนทำร้ายใคร มีแต่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นอีกด้วย คนมีความเฉลียวฉลาดแบบนี้ จึงได้เต็มใจมาเอา มาเต็มใจจน มาตั้งใจจนและมุ่งมาจน จนให้จริงจังเลย จนจนสำเร็จ แล้วอยู่กันอย่างแบบคนจน แต่เป็นคนจนที่มีปัญญารู้จักโลกรู้จักสังคม รู้จักพฤติกรรมของสังคมว่าอะไรดีอะไรชั่วอะไรประเสริฐอะไรเสื่อมทรามก็รู้ได้ชัด แล้วก็สร้างให้เกิดแต่สิ่งที่ดี ช่วยกันกำจัดสิ่งที่ไม่ดี ช่วยกันยับยั้งระงับ อาตมาว่าตอนนี้กระแสของสัมมาทิฏฐิ กระแสของจิตวิญญาณโลกุตระกระจายไปมากแล้วในพื้นภูมิประเทศไทย ตอนนี้เข้มข้นอยู่ที่สนามหลวง นอกนั้นพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงส่งรังสีรัศมีโลกุตระมาบริหารประเทศอย่าง “แบบคนจน” และต้องมาเป็นคนขาดทุน เพราะ “ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา” ขณะนี้ประเทศไทยเรากำลังมีพฤติกรรมสังคม เป็นสาธารณโภคี ที่สวยงาม และแผ่ราศี แผ่รังสีออกไปยังต่างประเทศ มีพลังงานของความเป็นสาธารณโภคี ซึ่งคำว่าสาธารณโภคีหมายเอา จิตวิญญาณเป็นหลัก จิตวิญญาณเป็นประธานให้เกิดความเป็นสาธารณโภคี สาธารณะคือทั่วไปเลย รวมทั้งหมด เป็นส่วนรวมทั้งหมดเรียกว่าสาธารณะ โภคี คือการบริโภค (สาธารณสมบัติ=สมบัติที่ใช้ร่วมกัน;สาธารณโภคี=การบริโภคร่วมกัน) รวมคำว่าสาธารณโภคี คือคนรู้สึกว่าได้บริโภคร่วมกัน บริโภคอะไร? บริโภคทางจิต จิตเกิดลักษณะที่เห็นดีเห็นงาม โดยเฉพาะเมื่อเห็นดีเห็นงามแล้ว ก็ศรัทธาเลื่อมใสความดีงามนั้น คนในโลกขณะนี้เกิดการบริโภคความดีงามของในหลวง อาตมาพูดไปนี่ขี้ตู่ไหม? คือทำเป็นและเล็มเลียบเคียงไม่มีความจริง หรือพวกเราฟังแล้วไม่เห็นมีเนื้อหาความจริงประกอบคำพูดที่ถูกต้อง อาตมามองแล้วอ่านรายละเอียด อาตมาศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าถึงขั้นสาธารณโภคี แล้วมนุษย์ก็เป็นอยู่ด้วยสาธารณโภคี พฤติกรรมสาธารณโภคี มีการฝึกหัดกับพฤติกรรมกาย ชีวิตมีกายกรรม วจีกรรมมโนกรรม แบบสาธารณโภคี เหตุการณ์ที่เกิดในสังคมไทยขณะนี้ยังเป็นคลื่นที่มีพฤติกรรมอยู่ ทำให้คนไทยมีจิตใจเกิดเป็นสาธารณโภคี ใครมีน้อยใครมีมากเสียสละแจกแบ่ง ปรากฏการณ์นี้ไม่เคยเกิดมาก่อน ในยุคนี้ จากจุดกลางคือในหลวง รัชกาลที่ 9 ของเรานี้ ที่ทรงสวรรคต เป็นจุดระเบิด A bomb of love. เป็นจุดระเบิดรังสีรัศมีของความรัก แสดงออกเป็นกรรมกิริยากระจายไปทั่วโลก จะเห็นได้ว่าคนมีแต่จะแจก จะให้ ทุกคนมีจิตใจที่จะให้ ให้แล้วปลื้ม อาตมาได้เล่าเหตุการณ์ที่ประสบมาแล้ว เป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ยิ่งใหญ่ เล็กน้อยคือมีผู้ชายคนหนึ่ง เขาได้น้ำขวดมา 2 ขวด มาเจอเด็กของเราคือเด็กหญิงดูแลและเด็กหญิงศีล ผู้ชายคนนี้ได้น้ำขวดมาจากไหนไม่รู้ พอมาเจอเด็กผู้หญิง 2 คน เขาก็ยิ้มเอาน้ำขวดไปให้ เด็กเราก็ไม่เอา หลบไม่ออก เขาก็พยามยัดเยียดให้ เด็กของเราก็ไม่เอาเพราะเด็กพวกเราก็มีความคิดไม่เอาของคนอื่นอยู่แล้ว เขาก็พยายามให้อีก เขาเจตนาดี อาตมาเลยส่งสัญญาณให้ด.ญ.ดูแลรับ แล้วด.ญ.ศีลก็รับ พอรับแล้วแกก็ร้องไห้เลย ดีใจปีติเกิด อาตมาเห็นแล้วก็รู้สึกสะท้านใจน้ำตาคลอเหมือนกัน เป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิญญาณที่เกิดปฏิสัมพันธ์ เราเรียกว่าพลังงานปฏิสัมพันธ์ มีaction reaction ทุกคนมีเจตนาจะให้ ให้เสร็จแล้วก็ปลื้มใจ พอใจ ดีใจ ที่ได้ให้อย่างบริสุทธิ์ใจ แล้วคนก็รับอย่างบริสุทธิ์ใจ อาตมาพยายามอธิบายเหตุการณ์นี้ ที่เป็นการหยิบยื่นอย่างครื้นเครง ลือลั่นในประเทศไทย เป็นปรากฏการณ์ทานบารมี เกิดในสังคมไทยที่ยิ่งใหญ่มาก คนไทยต่างเกิดอาการอยากจะเป็นผู้ให้ แม้มีน้อยก็ให้ได้(มีบางคนอุตส่าห์ไปหาซื้อกระดาษทิชชู่มาได้ ๑กล่อง เขาก็เอามาบริการให้กับประชาชนที่ยืนเข้าแถวยาวเหยียด) อาตมาเห็นแล้วว่าผู้ที่ร่ำรวยมีมากจริงๆ เขาจะทำได้อย่างเท่!อย่างดีเลย แต่ก็ไม่ค่อยเอาตัวลงมาทำ ส่วนคนเล็กคนน้อยคนกระจอกๆ ออกมาครื้นเครงกันหมดเลย ทำกันทั่วประเทศ ศูนย์กลางรวมอยู่ที่สนามหลวง อยู่ต่างจังหวัดก็มากัน ใครมีเล็กมีน้อยก็หอบกันมา ใครมีมากก็หอบกันมามากหน่อย คนมีเล็กมีน้อยก็พยายามหอบของตัวเองมาเอามาแจก คนเบื้องบนเบื้องสูง ก็ลงมาแจก ดังที่เห็นปรากฏการณ์ อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาในระยะยาวนานและจะเกิดไปอีกนานเท่าไหร่ไม่รู้ในปรากฏการณ์วันนี้ แต่ละคนต่างมีจิตใจสาธารณโภคีทำให้เกิดมีจิตใจอยากจะมาให้ มาแสดงออก แสดงความเกื้อกูล เอื้อเฟื้อเจือจานกัน ใครมีของอุปโภคบริโภคก็ขนมา เท่าที่ตัวเองจะหาได้ มีได้ก็ทำกันเต็มที่เลย เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาในระยะยาวนานและจะเกิดไปอีกนานเท่าไหร่ไม่รู้ในปรากฏการณ์วันนี้ คำว่าสาธารณโภคีนี้ อยู่ในสาราณียธรรม 6 (โกสัมพีสูตร พระไตรปิฎก. เล่ม.22 ข.282-283) เกิดจากจิต
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive