330303 เห็นความจริงต้องวิ่งลุย โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
330303 เห็นความจริงต้องวิ่งลุย โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ สันติอโศก
เห็นความจริงต้องวิ่งลุย โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ เมื่อ 3 มีนาคม 2533 ณ สันติอโศก
เจริญธรรม ท่านผู้ใฝ่ธรรมทั้งหลาย เรามาฟังพระสูตร 4-5 พระสูตร จะอ่านต่อๆกันไว้ แล้วอาตมาจะขยายความ อธิบายกันไล่ซับซ้อนวกวนอยู่ในพระสูตรอันนี้น่ะนะ พระสูตรแรกบอกว่า อันนี้ที่จริงไม่ใช่แรกหรอกนะ อาตมาอ่านจากในหนัง- สือพระไตรปิฎก ฉบับย่อนี่ ไล่ไปทีละสูตรๆ แล้วก็ขยายความอะไรกันไปเรื่อยๆ พระสูตรนี้อยู่ในข้อที่ 153 ในหนังสือพระไตรปิฎกฉบับย่อ ของคุณสุชีพ ปุญญา-นุภาพ เอามาเรียบเรียงไว้ ข้อ 153 นี่ว่า อะไรยาวนาน สำหรับใคร ราตรีของผู้ที่ตื่น-ยาวนาน โยชน์ของผู้เมื่อยล้า-ยาว สงสารของคนพาล ผู้ไม่รู้แจ้งพระสัทธรรม-ยาว อันนี้ลึกซึ้ง เดี๋ยวจะได้วนมาอธิบายอันนี้หลายรอบ ข้อต่อๆไปอีก 154 บอกว่า ความเป็นสหายในคนพาลไม่มี ความเป็นสหายในคนพาล ไม่มี ถ้าเที่ยวไปไม่พบคนที่ดีกว่าตน หรือเสมอตน ก็ควรบำเพ็ญความเป็นผู้เที่ยวไปในคนเดียวให้มั่น เพราะความเป็นสหายในคนพาล ไม่มี อันนี้คำว่า สหายนี่สูง ลึกซึ้ง เดี๋ยวค่อยพูดกัน ต่อไปข้อ 155 ว่าของเราแน่หรือ คนเขลาย่อมเดือดร้อนว่า บุตรของเรามีอยู่ ทรัพย์ของเรามีอยู่ ก็ตนของตนยังไม่มี บุตรและทรัพย์จักมีแต่ที่ไหน นี่ก็ลึกซึ้ง แน่นอนเป็นเรื่องที่ปล่อยวางในระดับสูงสุด แต่นั่นแหละ ยังมีสภาพมีปฏินิสัคคะเชิงซ้อน มีสมมติสัจจะ ปรมัตถสัจจะอยู่ในนี้อีกตั้งหลายชั้น เดี๋ยวเราค่อยพูดกัน 156. บอกว่า พาลและบัณฑิตที่รู้จักตัวเอง คนพาลรู้จักความเป็นพาลของตน ก็เป็นบัณฑิตได้บ้าง เพราะเหตุนั้น แต่คนพาลที่สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต เรากล่าวว่า เป็นพาลแท้ แหม สูตรนี้ นี่มันหนำใจจริงๆ นะ โดยเฉพาะยุคสมัยนี้ ลองฟังดูให้ดี คนพาลรู
อ่านต่อ
้จักความเป็นพาลของตน ก็เป็นบัณฑิตได้บ้าง เพราะเหตุนั้น แต่คนพาลที่สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต เรากล่าวว่าเป็นพาลแท้ พาลคำนี้ แปลว่าโง่ แปลว่าคนโง่ นอกจากโง่แล้ว ก็แสดงอาการพาลๆ ในภาษาไทยเราเข้าใจนะว่าพาลคืออะไร มันมีความหมายอีกอันหนึ่ง ในคำว่าพาล คนพาลในภาษาไทยนี่ เรามีความหมายอีกอันหนึ่ง แต่โดยพระบาลี โดยตรงแล้ว นี่โดยอรรถตรงๆว่า ความโง่ ความอ่อนเยาว์ ไม่เดียงสา ความไม่เฉลียวฉลาดที่แท้จริง ความยังไม่แข็งแรง เรียกว่าคนพาล ของเรานอกจากจะเป็นอย่างนั้นแล้ว ภาษา แล้วที่จริงความหมายมันก็จริง มันไกลไปจนกระทั่งถึงว่า พาลนี่ ไม่ใช่ว่าโง่ ไม่ใช่ว่าอ่อนเยาว์ ไม่ใช่ว่าไม่แข็งแรง ยังอาละวาดด้วย นี่นอกจากจะแค่นั้นแล้ว ยังอาละวาดด้วย ทำอะไรที่น่าอายขายหน้า ตรงกันข้ามกับความจริง ตรงกันข้ามกับความฉลาด นี่เรียกว่า พาลแท้ เอ้า ต่อไปอีกสัก 2 ข้อ 3 ข้อ เอาอีกสัก 3 ข้อ ให้หมดธรรมบท อันนี้เป็นธรรมบทหมวดหนึ่ง 157. ทัพพี ไม่รู้รสแกง ถ้าคนพาลเข้าไปนั่งใกล้บัณฑิตจนตลอดชีวิต แต่ไม่รู้แจ้งซึ่งธรรม คนพาลนั้นก็เหมือนทัพพีที่ไม่รู้รสแกง ฉะนั้น อันนี้ก็คงพอเข้าใจ ไม่ยากนัก แต่มันหนำใจตรงที่ว่า มันมีจริงน่ะ มันมีจริง แล้วมันหนำใจ ระวังเถอะ ทัพพีอยู่ในอโศกนี้ ใครเป็นทัพพีบ้าง ไม่รู้รสแกง ระวังก็แล้วกัน 158. ลิ้นรู้รสแกง ถ้าวิญญูชนเข้าไปนั่งใกล้บัณฑิต แม้เพียงครู่เดียว แต่รู้แจ้งซึ่งธรรมได้โดยพลัน วิญญูนั้น ก็เหมือนลิ้นที่รู้รสแกง ฉะนั้น มันตรงข้ามกันกับเมื่อกี้นี้ 159. ข้อสุดท้ายของธรรมบทหมวดนี้ มีตนเป็นอมิต มีตนเป็นอมิต ว่าอย่างนั้นน่ะหัวข้อ คนพาลย่อมเที่ยวไปกับตน ฟังดีๆนะ คนพาลย่อมเที่ยวไปกับตน ที่เป็นอมิตนั่นแหละ ทำบาปกรรมอันมีผลเป็นที่เดือดร้อน คำว่าตนคำนี้เป็นอมิต มีตนเป็นอมิต เพราะฉะนั้น คนพาลจึงย่อมเที่ยวไป คนพาลจะอยู่ที่ไหน จะไปไหน จะอยู่อย่างไร ที่ไหนก็แล้วแต่เถอะ จะไปหรือจะอยู่ก็ตามใจ คนพาลก็มีตนนั่นแหละเป็นอมิต ไอ้ตัวนี้ มันก็คือผีร้าย คือมาร คือความโง่ คืออวิชชา คือความหลงผิด คือความไม่รู้จริงๆน่ะ แล้วมันก็ทำบาป ทำกรรม อันมีผลเป็นที่เดือดร้อน เอาละ มาอธิบายตั้งแต่ย้อนอันนี้แหละไปก่อน คนพาลย่อมเที่ยวไปกับตนที่เป็นอมิตนั่นแหละ ทำบาปกรรม อันมีผลเป็นที่เดือดร้อน เพราะฉะนั้น เขาจะอยู่ที่ไหน เขาก็ทำบาปกรรม เขาจะไปที่ไหน เขาก็เขาก็ทำบาปกรรมด้วยความเดือด ร้อน สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตน ให้แก่ผู้อื่น เพราะเขามีอมิต อมิตอะไร อมิตตนเอง อยู่กับตนเอง ตนเองเป็นอมิตของตนเอง อมิตของตนนั้น ก็เป็นความพาล เป็นความโง่ เป็นความเยาว์ เป็นความอ่อน เป็นความไม่แข็งแรง เป็นความไม่ถูกไม่ต้องอะไรทั้งนั้นแหละ อยู่กับตนนั่นแหละ อันนี้แหละสำคัญ เพราะฉะนั้น ทำอย่างไร เราถึงจะรู้ความเป็นตนที่มันอ่อน มันเยาว์ มันโง่ มันอวิชชา เราจะต้องยอมรับด้วยพื้นฐานก่อนว่า เราเองเรายังไม่ฉลาด เรายังโง่ เราก็ต้องตรวจตน หาความโง่ หาความผิดพลาด หาความบกพร่องของเราให้ได้ เมื่อใดเรารู้ความบกพร่องจริงๆ รู้ความผิดพลาดจริงๆ รู้กิเลส หรือรู้อวิชชาของตนเองจริงๆ เมื่อนั้น เราก็พ้นคำว่า "พาล" เมื่อใดเรารู้ เราแจ้งในตัวเราเอง จุดนี้ข้อนี้ จุดนี้เรื่องนี้ ความเป็นอย่างนี้ๆๆๆ ความเป็นอย่างไหน ก็แล้วแต่เถอะ ถ้าเราไขตัวเองออก รู้ตัวเองได้ขณะใด และเป็นจริง รู้ได้ถูกต้องตามความเป็นจริงว่าอันนี้นี่เราผิด อันนี้เราอกุศล อันนี้เราไม่ดี อันนี้เป็นความโง่ อันนี้เป็นความไม่ถูกต้อง อะไรก็แล้วแต่ เรารู้ตัวเองเมื่อใด เมื่อนั้น เราก็พ้นจากพาล แล้วต้องแก้ไข คือไม่โง่แล้ว นอกจากไม่โง่แล้ว มันยังเป็นอยู่ เราก็จะต้องแก้ไขอย่าให้มันไปเลวร้าย แต่คนที่รู้ตัวว่าโง่ รู้ตัวว่าผิด รู้โดยที่มีสำนึกที่ดีน่ะ คนนั้นย่อมไม่กล้า ไม่กล้าที่จะไปโอหัง ไม่กล้าที่จะไปทำอะไรที่มันละเมิด มันละเมิดในสิ่งที่ตนเองโง่ ตนเองเข้าใจแล้ว ตนเองรู้แล้ว นอกจากความดันทุรังซ้อน ความอันธพาลเลย ตอนนี้ไม่ใช่พาล ธรรมดา พาลอย่างมืดบอด อันธะนี่แปลว่ามืดบอด อันธพาลเลยทีนี้ เมื่อมันรู้แล้ว นี้น่ะ มันพ้นความเป็นพาลแล้วยังไม่พอ ที่จริงมันควรจะแก้ไข หรือควรจะต้องยอม แต่เสร็จเราก็ไปดันทุรังไปทำรุนแรง ทำไปตีกลบตีเกลื่อน ตีย้ำยืนยันในสิ่งที่ตนเองผิดนั้นลงไป แกล้งทำก็ตาม ทำด้วยอำนาจของกิเลสโกรธแค้น โกรธเคือง โลภโมโทสันอะไรก็ตาม เห็นแก่ตัวแก่ตนอะไรก็ตาม มันก็เป็นการโง่ที่รุนแรง เป็น การโง่ที่จัดจ้าน โง่อย่างมืดบอด ซ้ำซ้อนลงไปอีก แม้จะรู้แล้ว นั่นแหละ ยิ่งแสดงถึงความโง่ซ้อนชั้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่ทำอะไรที่รู้อยู่แล้วว่า ตัวเองผิด ตัวเองไม่ดี แล้วทำซ้อน ซ้ำลงไป นั่นแสดงว่า เราอำมหิต อำมหิตนะ ฟังให้ดีนะ คนที่อำมหิต ที่รู้อยู่ว่า มันผิดแล้วยังดันทุรังทำผิดต่อไปอีก นั่นอำมหิตนะ เป็นคนที่หยาบคาย เป็นคนที่ด้าน ด้านจริงๆ มันหยาบคาย มันด้าน มันเลวที่ร้ายลงไปอีก ก็รู้ว่ามันผิด เราก็ไปทำผิดซ้ำซ้อนลงไปอีก ทำไปโดยเจตนา ทำไปโดยจงใจ แสดงว่ากิเลสมันรุนแรง กิเลสมันภัยแรง เอาละ ก็คงพอเข้าใจ อันนี้ไม่ค่อยยากอะไรนัก ลิ้นรู้รสแกง แต่ทัพพีไม่รู้รสแกงนั้น ก็คงจะเข้าใจไม่ยากอะไรนัก ลิ้นรู้รสแกง ก็คือวิญญูชน เข้าไปนั่งใกล้บัณฑิต ก็สดับตรับธรรมอะไรก็รู้แจ้งธรรมโดยพลัน อันนี้ก็เรียกว่า เป็นทัพพีที่รู้รสแกง ทีนี้ทัพพีที่ไม่รู้รสแกง ก็คนพาล เป็นคนพาลไม่ใช่วิญญูชน เข้านั่งใกล้บัณฑิตจนตลอดชีวิต ก็ไม่รู้แจ้งซึ่งธรรมสักที มันก็เหมือนทัพพีที่ไม่รู้รสแกง ก็เข้าใจไม่ยากอะไร ทีนี้ข้อสำคัญ ก็คือเราจะต้องสังวรเราว่า เอ๊ เรานี่ เรานี่มันพอเจริญในทางธรรมหรือไม่ ฟังธรรมนี่ ได้ประโยชน์จริงหรือไม่ หรือว่าฟังไม่รู้เรื่อง ไม่ได้อะไร ไม่รู้รสแกง ไม่เข้าใจธรรมะ ไม่ได้ลักษณะธรรมะอะไร จะมาคบมาหาบัณฑิต จะมาคบมาหาผู้รู้ ผู้ที่เป็นอริยะ ถึงขนาดเป็นอริยะด้วยซ้ำ เสร็จแล้วเราก็ไม่รู้รสแกง ไม่ได้อะไรเลย มันน่าสงสารยิ่งกว่าคนที่เขาไม่พบ เขาไม่พบบัณฑิต เขาไม่ได้เข้าใกล้บัณฑิต เขาไม่รู้จริงๆว่าบัณฑิตเป็นใคร เขาก็ไม่เข้าใกล้ เขาก็ไม่ได้รู้รส ก็ยังเป็นจริงอยู่ว่า เพราะเขาเองเขาไม่รู้นี่ ไม่รู้จักบัณฑิต แล้วก็ ไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้บัณฑิต แต่ผู้ที่ได้เข้าใกล้บัณฑิต แล้วรู้ด้วยว่า เป็นบัณฑิต รู้ว่าเป็นบัณฑิต ได้เข้าใกล้บัณฑิต แต่เสร็จแล้ว ไม่ใส่ใจ ไม่พากเพียรพยายามที่จะรับรู้ธรรมะจริงๆ แล้วเอาไปปฏิบัติประพฤติ ให้เราได้ลิ้มรสนั้น ไม่ใช่ให้เราได้แค่รู้ แค่เราได้ลิ้มรส แล้วเราก็จะเป็นทัพพีที่รู้รสแกง เพราะฉะนั้น ระวัง อย่ากลายเป็นทัพพีไม่รู้รสแกง ทีนี้ พาลและบัณฑิต ที่รู้จักตัวเอง คือคนพาลรู้จักความเป็นพาลของตน รู้จักจุดบอดจุดโง่ อย่างที่เราพูดมาแล้ว รู้จักจุดบอดจุดโง่ของตน ก็ยังเป็นบัณฑิตบ้าง เพราะเหตุที่มันมีความรู้ตัว เป็นบัณฑิตซ้อนลงไปในตัวนั่นแหละ เป็นคนพาล แต่เริ่มเป็นบัณฑิต พอรู้ตัว อย่างที่อาตมาพูดแล้ว ผู้นั้นก็ลดความเป็นพาล เมื่อเรารู้ตัวเมื่อไหร่ว่า เออ อันนี้มันโง่ อันนี้มันผิด อันนี้ไม่ถูกต้อง ของเราเอง เมื่อนั้นแหละ เรากำลังลดความเป็นพาล หรือไม่ใช่พาล เช่นนี้ถือว่า เป็นบัณฑิตบ้าง เพราะเหตุที่เราได้รู้ ได้ยอมรับความจริงนั้นๆ แต่คนพาลที่สำคัญตนว่า เป็นบัณฑิต เรากล่าวว่าเป็นพาลแท้ แล้วคนที่โง่ คนที่เข้าใจไม่ถูกต้อง แล้วก็ยังหลงตัว หลงตนว่าเป็นบัณฑิต ในโลกนี้มีการยกยอ ปอปั้น มีการพยายามที่จะแกล้งยกยอปอปั้น แกล้งเสริมแกล้งหนุนให้หลงระเริงกันเยอะเลย โลกทุกวันนี้เป็นมายา หรือแม้ว่าไม่ใช่แต่จะเป็นผู้ที่มีความรู้ เป็นผู้ที่เป็นบัณฑิตได้บ้าง เฉลียวฉลาดบ้าง แต่เสร็จแล้ว ก็ยังไม่มากอะไร ก็ไปถูกเขาหลอกยกยอปอปั้น เหลิงลอย แล้วก็หลงตัวหลงตน ทีนี้ก็แสดงภูมิ แสดงอะไรต่ออะไรใหญ่โต มีอะไรต่ออะไรก็ว่าออกมา จนกระทั่งคนอื่นเขายอมรับกันบ้างหรือไม่ยอมรับ ตัวเองปล่อยขี้เท่อออกมาให้คนอื่นเขารู้ แล้วก็ยังไม่อายขายหน้า ไม่รู้ตัวบ้าง ก็มีอยู่ในสังคมทุกวันนี้กันมากมาย เพราะฉะนั้น ความเป็นพาล ที่รู้จักตนเอง นั่นแหละสำคัญ ต้องพยายาม เราจะต้องยอมรับเสียก่อนว่า เราเป็นพาล หรือว่าเป็นผู้โง่ เป็นผู้เยาว์ เป็นผู้อ่อน เป็นผู้ยังไม่ได้เก่งกาจอะไร ยังไม่ได้เป็นบัณฑิตแท้นั่นเอง แล้วเราก็พยายามที่จะตรวจตน ตรวจจริงๆ ให้มันเข้าใจจริงๆว่า เออ นี่มันไม่ดีจริงๆ มันไม่ถูกต้องจริงๆ หยาบก็รู้ง่าย กลางก็พอรู้ขึ้นมา ละเอียดขึ้นมาแล้ว รู้ยากขึ้นไปตามลำดับ มันต้องตรวจอย่างโยนิโสมนสิการ ไม่ลำเอียง พยายามหัดฝึก อคติมันเป็นอย่างไร ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ หรือแม้ภยาคติ มันเป็นตัวแทรกแซง ไอ้พวกอคติพวกนี้เป็นตัวแทรกแซง ทำให้เราฟั่นเฝือ ทำให้เราสับสน ทำให้เราเบลอ ทำให้เราผิดเพี้ยน เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นอะไรต่ออะไรมันไม่ตรงกับสัจจะได้จริงๆ เราจะต้องพยายาม อย่างไรเรียกว่าถอด ไม่ให้มันเกิดอคติ โดยที่เราไปยินดี ไปรัก ไปชอบ แล้วก็ลำเอียง ไปมีความแค้น ความเคือง ความไม่ชอบ มีความโกรธอะไรผสมผเสอยู่ แล้วทำให้เราลำเอียง ตัดสินลำเอียง พิจารณาลำเอียง หรือแม้ แต่ความหลงผิดจริงๆ ก็ต้องพยายามที่จะฉลาด พยายามที่จะให้มันตรง ไม่ให้มันหลงผิด ไม่ให้มันกลับหัวกลับหาง กลับชั่วเป็นดี กลับดีเป็นชั่ว เห็นผิดทำนองคลองธรรม เราก็ต้องพยายามจริงๆ หรือมันมีอำนาจอะไรที่ทำให้เรากลัว มีภยาคติ มีสิ่งที่เกรงที่กลัว จนกระทั่งทำให้เราลำเอียงได้ เพราะความกลัว สังคมทุกวันนี้ มีภยาคติเยอะ มีอาณาจักรแห่งความกลัว ทำอะไรต่ออะไร แล้วก็มันไม่เกิดการรอบรู้ได้ เพราะภยาคติ ไม่กล้าคิด ไม่กล้าวิเคราะห์ ไม่กล้าวิจัย ไม่กล้าที่จะละลาบละล้วง เลยกลายเป็นคนจำนน ไม่กล้าที่จะมอง ไม่กล้าที่จะคิด กลัวจะเป็นการลบหลู่ กลัวจะเป็นการละลาบละล้วงอะไรก็แล้วแต่ โดยแม้แต่เชิงความคิด พวกนี้ ก็ทำให้ผู้นั้นไม่ฉลาดเฉลียว ไม่รู้จักความจริง ไม่รู้จักสัจจะเพิ่มขึ้นเหมือนกัน เรียกว่าภยาคติ ลำเอียงได้ เพราะฉะนั้น พยายามระวังๆ แล้วก็ลดๆ พยายามตั้งอกตั้งใจฝึกฝนดูดีๆ จนเราเป็นคนที่รู้จักความพาลของตน รู้จักความโง่ รู้จักความอ่อน ความเยาว์ ความไม่สมบูรณ์อะไร ในทิศทางใดก็แล้วแต่ ทีนี้ ประโยคที่ว่าคนเขลาย่อมเดือดร้อนว่า บุตรของเรามีอยู่ ทรัพย์ของเรามีอยู่ ก็ตนของตนยังไม่มี บุตรและทรัพย์จักมีแต่ที่ไหน นี่เป็นปรัชญาที่เราได้ยินได้ฟังกันมามาก เป็นเรื่องที่สำคัญ พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า คนเรานี่มันยึดมันติดอะไรก็เป็นของของตัวของตน ไม่มีอะไรเป็นของตน แม้แต่ร่างกาย อาตมาก็เคยพูด อย่าไปพูดถึงว่ามีบุตรมีทรัพย์ ที่มันนอกตัวเราเลย ว่าเป็นของของตนมันไกลแล้ว บุตรเป็นอีกคนหนึ่ง ทรัพย์ศฤงคารเป็นอีกชั้นหนึ่ง อยู่นอกตัวนอกตนแท้ๆ แขน ขา เนื้อ ตัว หู ตา ร่างกาย ตับ ไต ไส้ พุง อะไรอวัยวะของเรา เรายังจะต้องพิจารณาเลย เล็บ ขน ผม ฟัน หนัง อะไรต่างๆนานา ว่ามันไม่ใช่ของเรา มันไม่ใช่ตัวตนเที่ยงแท้ มันไม่ใชสิ่งที่จะยั่งยืน ยึดเอามันให้มันได้ดังใจ ให้มันตั้งอยู่ ไม่เปลี่ยน ไม่แปลง ไม่บุบ ไม่สลาย ไม่แยกธาตุเป็นที่สุด ไม่ได้ๆ มันทำไม่ได้ เพราะฉะนั้น ในโวหารนี้ ในการที่จะใช้ปรัชญาอันนี้มาบรรเทาความทุกข์ ทำให้เราละโลภ ละโกรธ ละความหวงแหน ก็มีอานิสงส์เหมือนกัน ลดความทุกข์ได้ชั่วคราว เป็นการพิจารณา แต่ที่จริงแล้ว เมื่อถึงปรมัตถธรรมแล้ว เรามีตัวพิสูจน์ตั้งแต่วัตถุ ตั้งแต่อะไรต่ออะไรว่ามันไม่ใช่ของเรา แล้วเราไม่ต้องไปหวง แหนเป็นของเรา ถ้าเราจะสร้าง ก็สร้างขึ้นมาเป็นสมบัติ ขยันหมั่นเพียรกอร์ป ก่อสร้างขึ้นมา มันก็จะมีผลผลิต ผลผลิตเหล่านั้น เราเองเราสร้างด้วยมือ สร้างด้วยความรู้ของเรา เราก็มีสิทธิ์เป็นของเรา ทีนี้ เราจะเอาไปแลกไปเปลี่ยน เอาไปให้ ไปแจกอะไรก็ตามใจ มันก็ไปทำได้ เพราะเราจะมีสิทธิ์ ทีนี้ แม้ว่าเราจะมีสิทธิ์นั้น เราก็ยังจะต้องใช้สูตรที่ว่า เออ! อย่าไปหวงแหนเป็นตัวตน เป็นของเรา ของเราอะไรนัก ถ้าไปหวงไปแหน ไปเหนี่ยวไปยึด ไปติดอะไรอยู่ มันก็จะเป็นทุกช์อื่นที่เป็นอิทัปปัจจยตา ที่มันเป็นเหตุต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆๆๆ ไปอีกเยอะเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น การจะใช้ปรัชญาสูตรนี้ไปพิจารณา แล้วก็ไปเห็นความจริง จนกระทั่งถึงที่สุด เราได้พิสูจน์ตามธรรม เห็นอนัตตาที่เป็นสภาวะปรากฏ เห็นอัตนียาว่ามันไม่ใช่ของตัวของตน อนัตตาไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน อัตนียา ไม่ใช่ของตัวของตน เห็นจนกระทั่งว่า สภาพเป็นนามธรรม หรือเป็นวัตถุก็ตาม ถ้าเราขั้นยิ่งเป็นนามธรรม เป็นกิเลส กิเลสไม่ใช่ตัวตน กิเลสไม่ใช่ของของตน แต่กิเลสมันมาทำตัวเป็นตน ทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ จนให้เรานี่หลงใหล หลงผิด เข้าใจผิดว่า กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส กิเลสเป็นจิตวิญญาณ จิตวิญญาณเป็นกิเลส เป็นตัวเป็นตน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อเรามาแยกแยะกิเลสออกได้ ฆ่ากิเลสจนตาย จนไม่เหลือตัวตน ตัวตนนี่จะเรียกว่าสักกายะ จะเรียกว่าอัตตา จะเรียกว่าอาสวะ ก็แปลว่า ตัวตนอยู่นะ อาสวะก็แปลว่า ตัวตน ตัวตนทั้งหยาบ กลาง ละเอียด อะไรขึ้นไปขนาดนั้น เห็นสภาพ รู้อาการ ลิงคะ นิมิตของมันวา มันหมดตัวหมดตนแล้ว มันไม่เกิดแล้วมันไม่มีบทบาท ไม่มีพฤติกรรมของกิเลสนั้นๆๆๆ เห็นได้ว่า หมดตัวตนอย่างนั้น เป็นการเห็นอนัตตา เราพิสูจน์อย่างนี้ได้แล้วมันจะไปเกี่ยวเนื่องถึงสภาพวัตถุ ถึงสภาพอาการ อารมณ์ แม้กระทั่ง อารมณ์อย่างนี้ เป็นภพ เป็นชาติอยู่ในใจ เออ! อารมณ์อย่างนี้ มันน่าได้เสวยอารมณ์ อารมณ์อย่างนี้อร่อย อารมณ์อย่างนี้เป็นสุข อารมณ์อย่างนี้ เราก็จะเสวย ถ้าได้สมใจมาในอารมณ์ที่สุขสม เสพสม ได้สมใจในวัตถุที่เราต้องการ ก็ได้มาสมต้องการ สมปรารถนา จะได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ หรือได้รสอร่อย อย่างไรก็แล้วแต่ มาจากพฤติกรรม มาจากอะไรอย่างไรก็แล้วแต่ เป็นรสอร่อย แล้วก็จะเป็นสุข ถ้าไม่ได้มันก็จะเป็นทุกข์ เราจะรู้รายละเอียดพวกนี้อย่างชัดเจนเลยว่า มันไม่มีกิเลสที่จะต้องอยาก แล้วก็บำเรอความอยาก มันไม่เกิดกิเลสโลภ โกรธ หลง อะไรจริงๆ ไม่มีตัวตนอาการของกิเลสเกิดเลยในจิตวิญญาณเรา นั่นแหละ ที่จะรู้ความไม่มีตัวตนที่มันเป็นสภาวะ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงตรรกศาสตร์ เฮ้ย! นี่ไม่ใช่ของตัวของตน บุตรไม่ใช่คน ทรัพย์สินไม่ใช่ของตัวของตนอะไร ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตนหรอก เพราะฉะนั้น พวกนี้ ก็วางได้ไม่เดือดร้อน แม้กระทั่งข้างนอก นี่ถ้าได้ฝึกฝนจริงๆ ข้างในมันก็ฝึกฝนจนกระทั่งเห็นจริงเห็นจังว่า เราอาศัยมันเท่านั้น ถ้าเราจะสร้างจะสรรขึ้นมา ก็อาศัย ถ้าอาศัยแล้ว เราจะไปแจกจะไปจ่ายก็แจกจ่าย นั่นคือการไม่ยึดเป็นของตน ไม่หลงคิดว่าเป็นของตน พรากได้ พระพุทธเจ้าท่านสอนยืนยันว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องพรากจากกันเป็นที่สุด ไม่มีอะไรจะไม่พรากจากกัน ท่านให้พิจารณาบ่อยๆ ในเรื่องนี้ มันไม่มีอะไรที่จะไม่พรากจากกัน เพราะฉะนั้น มันจะพรากจากกันเมื่อใด ก็ต้องรู้เท่ารู้ทัน มันต้องพรากจากกัน มันไม่มีอะไรอยู่แนบแน่น อยู่ด้วยอย่างนั้นนิรันดร ไม่มี มันต้องพรากจากกันเป็นที่สุด ใกล้หรือไกล เร็วหรือช้า เพราะฉะนั้นจะเห็นจริง เห็นจังว่า เออ! พรากก็เป็นธรรมดา ความพราก จากพรากเป็นธรรมดา ไม่ต้องไปหวงแหน ไปเหนี่ยว ไปรั้ง ไปอาวรณ์อาลัย ใครมีอารมณ์ มีสติปัญญาที่เข้าใจอย่างนี้ แล้ววางใจจริงๆ เลย เมื่อพรากก็พราก เสียก็เสีย ไม่ได้ก็ไม่ได้ ไม่มีก็ไม่มี เห็นจริง แล้วคนนั้นก็จะรู้จักสภาพที่เราวางได้ เราละได้ เราปล่อยได้ ตัวตนไม่มี แล้วมันจะไม่มีความอึดอัดขัดเคือง จะไม่มีความทุกข์ร้อนอะไรเลย เป็นความสงบที่แท้จริง เพราะฉะนั้น เรื่องนี้พิจารณาได้ตั้งแต่หยาบๆ ไปจนกระทั่งถึงนามธรรมที่ละเอียด ต้องศึกษาเอาของใครของมัน ใครถึงขั้นที่เรียกว่า เรารู้จักคำว่าตนลึกซึ้งละเอียดไปจนสักกายะ อัตตา จนกระทั่งอาสวะ จนไม่มีอาสวะ ไม่มีตัวตน ในเรื่องละเอียดนี้ จะเป็นเหตุปัจจัยอันไหนก็ตาม เกี่ยวเนื่องไปจนกระทั่งถึงนาม- ธรรม เรียกว่า ปรมัตถสัจจะ เป็นนามธรรม เป็นกิเลส เป็นอารมณ์อาการอะไรอยู่ในจิตใจนี่แหละ ถ้าทำได้คนนั้นก็เป็นที่สุด ถ้าเที่ยวไปไม่พบคนที่ดีกว่าตน หรือเสมอตน ฟังดูมันจะซ้อนๆอยู่นะ ถ้าเที่ยวไป ไม่พบคนที่ดีกว่าตน หรือเสมอตน ก็ควรบำเพ็ญความเป็นผู้เที่ยวไปคนเดียวให้มั่น เพราะความเป็นสหายในคนพาลไม่มี อันนี้ เรามาพิจารณาให้ดีๆ นะ ถ้าเที่ยวไปไม่พบ พบคนที่ดีกว่าตน ถ้าเที่ยวไปจริงๆน่ะ ไปแสวงหา จรไป ไม่พบคนที่ดีกว่าเราจริงๆนี่เลย นี่สมมติตามข้อกำหนดให้อันนี้ ไม่พบคนดีกว่าตน หรือเสมอกับตน เท่าๆกับเรานี่ ประมาณแล้ว ถ้าเที่ยวไปจริงๆน่ะ ไปไหน อยู่ไหน ที่ไหน แสวงหาแล้ว ไม่เจอจริงๆ ก็ควรบำเพ็ญความเป็นผู้เที่ยวไปคนเดียวให้มั่น ต้องช่วยตนแล้ว ถ้าไม่มีจริงๆ เราก็ไม่มีที่พึ่ง เพราะความเป็นสหายในคนพาลไม่มี อันนี้ สมมติว่า เราต้องไม่ใช่พาล ใช่ไหม ต้องสมมติว่าเราไม่ใช่พาล ถ้าสมมติว่าเราเป็นผู้อ่อน ผู้เยาว์ ผู้พาล ผู้โง่อยู่ เราต้องหาผู้ที่ดีกว่า ในโลกนี้ จะมีผู้ดีกว่าเราไหม หา มีแน่นะ ต้องเจอ ถ้าอย่างนั้น ต้องมีสหาย ต้องเจอ! ถ้าคุณหาไม่ได้จริงๆนะ คุณจะต้องอยู่คนเดียว หาไม่ได้จริงๆ ต้องอยู่คนเดียว เพราะฉะนั้นอันนี้แหละ เราจะต้อง ข้อบทที่บอกว่าคนพาล รู้จักความเป็นพาลของตน ก็เป็นบัณฑิตบ้าง เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่รู้ความพาล หรือความโง่ของตนว่า โอ้ เราดี แต่มีผู้ที่ดีกว่า ผู้นั้นเจอบัณฑิตแล้ว อย่างน้อยก็บัณฑิตของตน ฟังดีๆนะ มันซ้อนนะ เรานี่ หาคนดีกว่าเรา คนที่เป็นบัณฑิตกว่าเรา เราก็หาจนเจอ ยอมรับเขาว่า เออ! เขาเป็นบัณฑิต ยอมรับเขาว่าเป็นบัณฑิต ยอมรับเขาว่าเป็นผู้รู้ แล้วเราก็จะเป็นคนที่เรียกว่า เป็นคนลดตัวลดตนแล้ว ถ้าคนใดที่ไม่เห็นใครเป็นบัณฑิตเลยในโลก โดยสัจจะคนนั้นไม่ใช่บัณฑิตแล้ว เพราะในโลกนี้ ไม่มีเลยที่จะไม่มีบัณฑิต บัณฑิตน้อย บัณฑิตกลาง บัณฑิตใหญ่อะไรนี่ บัณฑิตบรรจุซองก็คงจะมี ใช่ไหม มันต้องมี เพราะฉะนั้น ไปหาความเป็นความดีของคนไม่ได้เลย มีเราดีอยู่คนเดียว ไม่มี ไม่มีหรอก มันต้องเห็นจนได้ การเห็นตัวเองมีความบกพร่อง เราก็เป็นบัณฑิต การเห็นผู้อื่นที่เป็นคนเจริญกว่าเรานี่ มีจุดดีกว่าเรา จะจุดดีในจุดเลวๆ หรือไม่ดีๆ ตั้งมากก็ตาม ในคนๆหนึ่ง มีจุดดี แล้วก็มีจุดไม่ดี แม้จะมีความไม่ดีตั้งมาก แต่เขามีจุดดีนะ คนๆนี้ก็มีดวงตาแล้ว ไม่ใช่ไปเหมาเข่งเขาไม่ดีทั้งหมด เสร็จแล้วก็หนักๆเข้า ทั้งๆที่เขามีความดีมากๆ หนักเข้าๆ ไม่รักความดี โยนความดีเขาทิ้งไปเรื่อยๆ เลย ตอนแรกก็รับว่าเขาดีอยู่บ้างน่ะนา มีความบกพร่องอยู่บ้างแต่น้อย ตอนแรก ทำท่าทีอย่างนั้นน่ะ เออ! จุดไม่ดีแก้ไขกันเถอะ จุดดีก็รับรอง นานเข้าๆ เขาไม่ยอมๆ เขาพยายามที่จะแก้ เขาพยายามที่จะฉีกอะไรต่ออะไรออกมาอีก จะยืนยันความดีของเขาหลายๆอย่าง หนักเข้าด้วยความริษยา ด้วยความไม่ยอมแพ้อะไรก็ตามแต่ ทิ้งความดีของเขาหมดทีนี้ เสาะแสวงหาหรือว่าพยายามซอกแซกๆ ขุดค้นหาเหตุหาผล หาอะไรออกมา เอาแต่ความไม่ดีของเขาออกมา มันไม่ดีจริงหรือไม่จริง ก็ไม่รู้ เอาใหญ่เลย โอ๊! คนนี้จะเป็นบัณฑิต หรือเป็นพาลแท้กันแน่ ลักษณะอย่างนี้มีอยู่ในคนนี่ เราก็สังเกตสังกา อ่านดูว่า เอ๊อ ! อะไรกันนักกันหนาหนอ มันทำไม มันเป็นอย่างนั้น มันน่าเสียดายน่ะ ทำไมมันเป็นอย่างนั้น นี่จะเห็นเลยว่ากิเลสของคนเรานี่ มันมีอย่างนี้จริงๆ โอ้! เป็นไปได้อะไรกันนักกันหนา แล้วก็ไม่พยายามที่จะศึกษาความจริง พยายามที่จะมองไปในแง่ที่จะต้องทำลายล้าง ทำลายล้าง หรือว่าทำอะไรต่ออะไรที่มันไม่เข้าท่า อาตมาว่ามันไม่เข้าท่านะ อาตมาเห็นตัวอย่างสิ่งเหล่านี้แล้ว โอ้! กลัวตัวเองเหมือนกันว่า โอ้! เราเอง จะไปเป็นอย่างนี้น่ะ แหม ! มันไม่เข้าท่าแน่ๆ เราก็เลยยิ่งทำให้เรามองเห็นความพาลของตนเองว่า โอ้ ! เราจะมีบ้างไหมนี่ มีอยู่นิดหน่อยหนึ่ง รีบจัดการเอาออก รีบต้องการอยากให้มันเป็น ขณะใดที่เราเห็นคนอื่นมีจิตไม่ดี เราก็ไม่ต้องไปถล่มทะลายเขา หรือเห็นเขาแสดงความไม่ดี เราก็ต้องพยายามมองความดีของเขาให้มี ให้เห็นความดีเขาเรื่อยๆ ในขณะใด ที่เราเห็นความดีของเขา ดีอยู่ มีอยู่จริงนะ หมายความว่าจริง ไม่ใช่แสร้งพูด แสร้งทำนะ เป็นจุดดีของเขาจริงๆ เออ จุดดี ยังมีใจเห็นจุดดีของเขาอยู่เรื่อยๆ เราก็เป็นบัณฑิตขึ้นเรื่อยนะ ก็มาเห็นจุดเสียของเรา เห็นจุดเสียของเราๆ เราก็เป็นบัณฑิตอีกเหมือนกัน นี่คือความเป็นบัณฑิตอยู่ตรงไหน ต้องจริงๆนะ ต้องพยายาม พยายามโยนิโส-มนสิการแยบคายรู้ความจริงนี้ ใจเราไปริษยา ใจเราไปโกรธไปเคือง เสร็จแล้ว ก็ยิ่งมีความรุนแรงล้ำหน้าไปเที่ยวได้ถล่มทลายคนอื่น แล้วยิ่งผิดพลาดไปอีก เน้นแต่เป้าที่จะถล่มทลายเขา โดยความจริง เขาอาจจะมีดีอยู่ตั้งมาก มีชั่วอยู่นิดหน่อย คนเรามันก็ควรจะต้อง เออ! พูดกันให้รู้เรื่อง อย่าให้ไปทำลาย อย่าไปชักชวนคนอื่นไปทำลายคนที่ดีอยู่ตั้งมากๆ มีจุดไม่ดีอยู่หน่อยเดียว อย่าไปชักชวนคนมาทำลายเขาซี คนอย่างนี้หายากนะ คนที่เขามีชั่วมากๆแล้วก็มีดีหน่อยเดียว เออ! เอาเถอะ อย่างนั้น ก็ค่อยว่ากันไปใหม่ ไอ้เจตนาที่จะทำลายคนที่มีดีมากๆ มีชั่วอยู่น้อยหนึ่ง นี่แสดงว่า คนพาล คนโง่ หรือว่าแสดงเป็นบัณฑิตกันแน่ คงตอบกันแล้วในใจหนอ สิ่งอย่างนี้ เราต้องเข้าหาสัจจะ เราจะต้องมองในสัจจะ แม้แต่ในศัตรูของเราก็อย่าเพิ่งไปดูถูกดูแคลนกัน เมตตา สงสารกัน เขาจะชั่ว เขาจะเลวอย่างไรๆๆๆ ก็ควรขอบคุณเขาในบางส่วน บางอย่าง ศัตรูนี่ทำให้เรามีกำลังใจนะ ศัตรูนี่ เป็นเครื่องทดสอบคนนะ ถ้าไม่มีศัตรูที่เกิดจริงๆในโลก ไม่มีเครื่องทดสอบอะไรเลย จริงๆ ถ้ามีศัตรูขึ้นมาบ้าง เออ! เราจะได้มีข้อทดสอบตัวเองบ้าง ว่าเราเองนี่มันจะเก่งไหม จะสามารถไหม จะวางใจได้ไหม จะโกรธตอบไหม จะหาเรื่องเลวๆภัยๆ เข้าไปซัดกับเขาไหม หรือว่าจะสู้เขาด้วยความดี เราจะสู้กับเขาด้วยความดีอย่างไร อย่างไรเรียกว่าความดี เราก็จะต้องพยายามทำขึ้นมาจนได้ ทำออกไปแล้ว มันเป็นความดีจริงไหม มันเป็นเรื่องจริง เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน ขอยืนยัน อย่าเผลอไผลเป็นอันขาด ถ้าเที่ยวไปไม่พบคนที่ดีกว่าตน หรือเสมอตน ก็ควรเป็นผู้เที่ยวไปคนเดียวให้มั่น เพราะฉะนั้น เมื่อกี้พูดไปแล้ว เราจะไม่พบคนดีนั้นไม่มี ไปพบคนดีกว่าตน หรือเสมอนั้นยาก ผู้ที่ดีจริงๆ เที่ยวไปแล้ว ไม่พบคนดีกว่าตน ไม่พบคนดีเสมอตน ต่ำกว่าตน ถ้าเป็นความจริง ผู้นั้นจริงๆ นะดีจริงๆ เที่ยวไปแล้ว ก็ไม่พบคนดีกว่าตน ไม่พบคนดีเสมอตนจริงๆเลยนะ ผู้นั้นดีจริงๆ หรือเปล่า ผู้นั้น มีความเฉลียวฉลาดจริงๆนะ ไม่ลำเอียง พยายามสอดส่องแล้วผู้นั้น ก็จะเป็นคนดีจริงๆ ที่เขาจะไม่ไปชังคนที่ต่ำกว่า เขาจะไม่ไปลบหลู่คนที่ต่ำกว่า แม้จะไม่ดีเท่าตน หรือเสมอตนก็ตาม ก็ยิ่งเสมอตน ก็แสดงว่า ดีเท่ากับเรา แล้วจะไปลบหลู่ได้อย่างไรคนที่ต่ำกว่าตน ยังไม่ลบหลู่แล้วจะไปลบหลู่คนที่ดีเสมอตนได้อย่างไร ใช่ไหม เพราะสัจจะนี้ไม่มีใครตัดสิน สัจจะอันนี้ ไม่มีใครจะแจ้งจะบอกได้ ไม่มีจริงๆ ไม่มีใครแจ้ง ใครบอกสัจจะอันนี้ได้ แล้วคนก็ขี้ม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive